01/07/2021
มีใครรู้จัก "ยามอุบากอง" บ้างคะ😄😄😄
มีใครเคยลองใช้กันบ้าง???
อยากบอกว่าใช้ได้ผลดีจริงนักแล👌
"ยามอุบากอง" คือ ฤกษ์ยามที่คนไทยสมัยโบราณ นิยมใช้ตรวจดูฤกษ์ยามก่อนเดินทางออกจากบ้าน โดยเชื่อว่าหากเลือกเวลามงคล ก็จะประสบความสำเร็จ แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุและอันตรายทั้งปวง แต่หากเลือกเวลากาลกิณี ก็จะประสบโชคร้าย หรืออาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้🚗🛵
ยามอุบากอง จะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายยันต์ ทำให้บางครั้งเรียกกันว่า "ยันต์อุบากอง" แบ่งออกเป็นช่องต่างๆ โดยในแต่ละช่องก็จะกำกับไว้ด้วยสัญลักษณ์รูปวงกลม🟢 และกากบาท✖️
ในอดีตเคยมีเรื่องเล่าว่า ชาวพม่าเคยใช้ยามอุบากองในการแหกคุก ทำให้หลายคนรู้จักในชื่อ "ยามพม่าแหกคุก" บางครั้งความเชื่อเกี่ยวกับยามอุบากอง จึงครอบคลุมไปถึงเรื่องยันต์คงกระพัน และยันต์สะเดาะกลอนด้วย✨✨✨
🔹คำว่า "อุบากอง" เป็นชื่อนายทหารเอกของพม่า ซึ่งเข้ามาตีไทยในสมัยต้นรัชกาล กรุงรัตน โกสินทร์นี้เองมีประวัติที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ดังนี้
อุบากอง เป็นนายทหารยศขุนพล ได้คุมกำลังเข้าโจมตี เมืองเชียงใหม่ เมื่อแรม 1 ค่ำ เดือนห้า (5) ปีมะเมีย พ.ศ. 2340 คราวที่พระเจ้าปะดุง ยก 9 ทัพมาตีไทยนั่นเอง
แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ อุบากองถูกฝ่ายไทยจับกุมตัวได้ คราวนั้นพ่อเมืองเชียงใหม่ ได้คุมตัวอุบากองส่งลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อขึ้น 8 ค่ำ เดือนหก(6) ปีมะเมีย พ.ศ.2340🇳🇱
🔸สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงสั่งให้สอบสวนอุบากองทันที ปรากฏว่า อุบากองเป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย เพราะมีพ่อ เป็นเชื้อสายพม่า แต่แม่เป็นเชื้อสายคนไทยแถบเมืองธนบุรี พระองค์จึงทรงพระเมตตา พระราชทาน เสื้อผ้า และให้นำไปจำขังไว้ที่คุกวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ ในปัจจุบัน)
ระหว่างที่อุบากองกับพวกถูกจองจำ คุมขังที่คุกวัดโพธิ์ เขาได้สอนตำรายันต์ยามยาตรา ให้กับ พรรคพวก ซึ่งยามนี้ สามารถแหกคุกที่คุมขังได้ เมื่อพรรคพวกสามารถเรียนยามยาตราได้ ตามที่ตนบอกแล้ว อุบากองก็ทำพิธีตามหลักโหราศาสตร์ พอได้ฤกษ์งามยามดี จึงสามารถพากันแหกคุกวัดโพธิ์ หลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย โดยอุบากองกับพรรคพวก พากันหลบหนีไปยังเมืองพม่าได้🏃🏃🏃
แต่ยามที่อุบากองบอกกับพรรคพวกนี้นั้น บังเอิญมีนักโทษพม่า ที่เป็นเชื้อสายไทยบางคน ไม่ได้หลบหนีไปด้วย จึงบอกเล่ากับผู้คุมนักโทษ👨✈️👨✈️👨✈️
จึงมีการนำมาเล่าเรียนกัน และให้ชื่อยามยาตรานี้ว่า "ยามอุบากอง" ตามชื่อเจ้าของยามยาตรานั่นเอง อนึ่ง ยามดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้นับถือว่าแม่นยำได้ผลจริงๆ ด้วย จึงศึกษาเล่าเรียนสืบๆ กัน มาตราบเท่าทุกวันนี้🕗🕝🕒
ข้อมูล: ตำราพรหมชาติ
🔹ตามพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 1 บันทึกไว้ว่า
🇳🇱ไทยจับอุบากองเป็นเชลยได้ ใน พ.ศ.2338 เมื่อพม่ายกทัพมาล้อมเชียงใหม่ เวลานั้นเชียงใหม่ซึ่งพระยามังราวชิรปราการกำแพงแก้ว (หรือเจ้าหลวงกาวิละ) เป็นเจ้าหลวงอยู่ เวลานั้นเห็นจะตั้งอยู่ที่เวียงป่าซาง ยังมิได้เข้าไปอยู่ในนครเชียงใหม่ ด้วยเป็นนครเก่าร้างมานาน ตามประวัติเมืองเชียงใหม่ว่า พ.ศ.2339 จึงได้ยกจากป่าซางเข้านครเชียงใหม่ ดังนั้น ที่ว่าพม่ายกทัพเข้าล้อมเชียงใหม่ ก็คงจะล้อมเวียงป่าซางนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 มิได้เล่าถึงศึกครั้งนี้ละเอียดนัก จดไว้แต่เพียงว่า (ตัวสะกดอย่างเดิม)
"ลุศักราช 1157 ปีเกาะสัปตศก ในรัชกาลที่ 1 เดือนห้า (5) พม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่ กรมพระราชวังบวรยกขึ้นไปช่วย ตีพม่าแตกไปจับ อุบากองนายทับพม่าได้คนหนึ่ง แล้วเจ้าเมืองเชียงใหม่ถวายพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปศักดิสิทธิ์สำรับเมืองเชียงใหม่ลงมา..."
🏃อุบากอง ตกมาเป็นเชลยในเมืองไทย ถูกจำขังอยู่ในคุกหลวง เป็นเวลาถึง 7 ปี ที่เรียกว่าคุกหลวงเพราะในสมัยโน้นตามวังและบ้านขุนนางสำคัญๆ ต่างมีคุกไว้ขังเชลยขังทาส เช่นกัน
ตลอดเวลาเจ็ดปีที่อยู่ในคุกอุบากองได้ทำความสนิทคุ้นเคยกับผู้คุมและนักโทษตลอดจนคนไทยชาวบ้านอุบากองได้ทำลูกประคำจากปูนแดงและหินอ่อนทำนองเครื่องรางของขลังขาย ได้เงินมาก็แบ่งให้ผู้คุมอุบากองจึงเป็นนักโทษพิเศษ ผู้คุมยอมให้ไปไหนมาไหนและเที่ยวเตร่นอกคุกได้🏃👨✈️
อุบากองมียันต์สักติดแขน คงจะเป็นท้องแขน เพราะง่ายต่อการดูเพื่อคำนวณ ยันต์นี้ก็คือยันต์ดูฤกษ์ยามที่ต่อมาเรียกกันว่า "ยามอุบากอง" นี้
สันนิษฐานกันว่า ที่สักไว้นั้นคงเป็นรูปยันต์สี่เหลี่ยมขมวดเป็นห่วง 4 มุม อย่างยันต์ทั่วๆ ไป และคงมิได้มีตัวเลขคำนวณไว้ชัดเจน ดังที่ปรากฏอยู่ในตำรามาจนทุกวันนี้
เมื่ออุบากองบอกยันต์ดูฤกษ์ยามนี้แก่คนไทยที่สนิทสนมกัน แล้วจำกันมาต่อๆ ท่านคงจดไว้เป็นตำราอย่างเรียบร้อย และด้วยความที่คนไทยมีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอน จึงแต่งคำทายทักออกมาให้คล้องจองกัน
อุบากองหนีคุก (ไม่น่าจะใช้คำว่า "แหกคุก" เพราะแหกคุกนั้นหมายถึงต้องมีการต่อสู้ฝ่าออกมา) เมื่อ พ.ศ.2345 เลขเรียงกันจำง่ายดี พ.ศ.2345 เกิดศึกพม่ายกมาล้อมเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ล้อมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเพิ่งจะตั้งเมือง
"เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" เพิ่งจะมั่นคงสมบูรณ์ได้เพียง 6 ปี อุบากองนี้ เห็นทีจะเกรงกลัวสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทอยู่เพียงพระองค์เดียว ถูกขังคุกอยู่หลายปีไม่กล้าหนี แต่พอสมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ เสด็จยกทัพไปเชียงใหม่ จึงได้ฉวยโอกาสหนี พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 จดเรื่องอุบากองหนีเอาไว้ว่า (สะกดอย่างเดิม)
"ในปีนั้นอุบากองนายทับพม่าซึ่งจับมาได้แต่ปีเถาะสัปตศก โปรดให้จำไว้ไม่ประหารชีวิตร เพราะจะเอาไว้ไถ่ถามข้อความที่เมืองพม่า ครั้นอยู่มาอุบากองมีวิชาทำลูกแดง ที่คั่นลูกปะหล่ำขายได้เงินมาก ก็แบ่งให้พัศดีทำบรงผู้คุมเหนว่าเป็นบุตรไทยไม่ใช่พม่าแท้ ได้เงินแล้วก็จำแต่ตรวนลด อุบากองเที่ยวไปค่างไหนก็ไปได้ จนมีเพื่อนฝูงที่สนิท ก็คิดหนีไปเมืองพม่า ครั้นแจ้งว่ากรมพระราชวังบวรฯ เสด็จไปทางเมืองเชียงใหม่แล้ว ก็ลงเรือน้อยออกทางปากน้ำเมืองสมุทสงคราม แล่นเลียบไปตามริมฝั่งขึ้นท่าที่สิงขร ทางสิงขรนั้นเดินวันหนึ่ง ก็ตกแดนมฤท (เมืองมริด) โปรดให้ติดตามก็ไม่ได้ตัว ลูกแดงนั้นเขาว่ามันทำด้วยปูนแดงบ้าง ศิลาอ่อนบ้าง ไม่มีผู้ใดได้วิชาของมันไว้"
บางส่วนจาก บทความ-สารคดี ยามอุบากอง
โดย รวิทัต
ทีนี้มาดูวิธีอ่านยามกันค่ะ
🔸วิธีอ่านยามอุบากอง
ดูอย่างไรว่าเวลาไหนเป็นมงคล?
🕝การอ่านยามอุบากองวันนี้ สามารถดูเวลาได้จากตาราง ซึ่งจะต้องอ่านเทียบกับบทกลอน ที่คนไทยสมัยก่อนบอกเล่าสืบต่อกันมา โดยให้สังเกตวัน และเวลาที่ต้องใช้ออกเดินทาง ว่าตรงกับสัญลักษณ์ใดในตาราง
หากเป็นสัญลักษณ์วงกลม (●) จะเรียกว่า "ศูนย์"
ส่วนเครื่องหมายกากบาท (x) ก็นำมาพิจารณาประกอบด้วยเช่นกัน ซึ่งบทกลอนบทนี้ ได้ให้ความหมายของสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้ ดังนี้
ศูนย์หนึ่งอย่าพึ่งจร แม้ราญรอนจะอัปรา
สองศูนย์เร่งยาตรา จะมีลาภสวัสดี
ปลอดศูนย์พูลสวัสดิ์ ภัยพิบัติลาภบ่มี
กากบาทตัวอัปรีย์ แม้จรลีจะอัปรา
สี่ศูนย์จะพูนผล แม้จรดลดีหนักหนา
มีลาภล้นคณนา เร่งยาตราจะมีชัย
🔹ความหมาย
ศูนย์ 1 ตัว = อย่าเพิ่งออกเดินทาง อันตราย จะทำสิ่งใดก็พ่ายแพ้
ศูนย์ 2 ตัว = ฤกษ์ดี ให้รีบออกเดินทาง จะมีโชคลาภมงคล
ไม่มีศูนย์ = ฤกษ์ปกติ ไร้โชค ไร้เคราะห์ ใช้ออกเดินทางได้
กากบาท = ฤกษ์อัปมงคล ห้ามออกเดินทางโดยเด็ดขาด
ศูนย์ 4 ตัว = ฤกษ์ดี ออกเดินทางได้ ประสบความสำเร็จ
🔴ตัวอย่าง (ดูตารางยามอุบากองประกอบด้วย)
หากต้องการขับรถทางไกลไปต่างจังหวัด ในวันอาทิตย์ เวลา 10.00 น.
เมื่อเทียบตารางยามอุบากอง จะเห็นว่า 10.00 น. อยู่ในช่วงเวลา กลางวัน-สาย (08.25-10.48 น.)
วันอาทิตย์ 10.00 น. ก็จะตรงกับ ช่องสัญลักษณ์กากบาท
ซึ่งบทกลอนกล่าวไว้ว่า
"กากบาทตัวอัปรีย์ แม้จรลีจะอัปรา"
🔵หมายความว่า เป็นฤกษ์อัปมงคล ห้ามออกเดินทางโดยเด็ดขาด
🕒🕦🕗ในปัจจุบัน ยามอุบากอง ถูกรู้จักในฐานะศาสตร์ความเชื่อโบราณ ที่นิยมนำมาใช้ทำนาย และจับยามเวลาต่างๆ เพื่อให้การเดินทางปลอดภัย นิยมนำมาปรับใช้กับการดูฤกษ์ก่อนเดินทางไกล, การออกรถใหม่, การเดินทางไปเสนองานลูกค้า ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยเสริมกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีความเชื่อได้เป็นอย่างดี
เป็นงัยคะพอเข้าใจแล้วใช่มั้ยคะ???
อยากบอกว่าใช้ได้ผลจริงค่ะ
จากประสบการณ์
ยิ่งเวลาเดินทางนี่
ยิ่งชัดเจนเลยค่ะ
ใช้แล้วรู้สึกอุ่นใจเวลาเดินทางค่ะ
ไม่ต้องเชื่ิอนะคะ
ลองใช้ดูค่ะ😄😄😄
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
HoroLive.com/Thairathtv.com