Daily Thai Stocks

Daily Thai Stocks บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด(มหาชน)
โทร:0-2318-0007,081-439-9267ติดต่อเราhttps://shorturl.asia/wsOqR

10 ข้อที่ชอบของหนังสือ"วิธีเป็นคน 1% ที่หาเงินเก่งที่สุด" 💸1. "อย่ากลัวล้มเหลว กลัวติดอยู่ที่เดิมดีกว่า" เป็นประโยคที่ชอ...
18/11/2023

10 ข้อที่ชอบ
ของหนังสือ
"วิธีเป็นคน 1% ที่หาเงินเก่งที่สุด" 💸

1. "อย่ากลัวล้มเหลว กลัวติดอยู่ที่เดิมดีกว่า" เป็นประโยคที่ชอบมาก เพราะจริงยิ่งกว่าจริง ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดน่ากลัวเท่าการติดอยู่ที่เดิม โดยเฉพาะการติดอยู่กับสิ่งแย่ๆ

2. การวางแผนชีวิตจะทำให้เราได้ชีวิตที่ต้องการ เพราะเมื่อเรารู้ว่าต้องการอะไร เราจะมุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องและตั้งใจทำอย่างเต็มที่ แต่หากใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีการวางแผนอะไรเลย ก็เหมือนการโยนชีวิตทิ้งไป และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือเราอาจจะเจอจุดหมายปลายทางที่แย่กว่าที่เราคิดไว้

3. อย่าโฟกัสที่คนอื่นคิดอะไรกับเรา จงโฟกัสที่เราคิดอะไรกับตัวเอง เพราะ 9 ใน 10 ครั้ง เสียงคนอื่นไม่ดังเท่าเสียงเราเอง

4. หากวันหนึ่งที่เราสงสัย หรือลังเลในตัวเอง ว่าเราทำไม่ได้ จงบอกตัวเองเสมอว่า "เราดีพอ" ดังๆ หนึ่งครั้งในใจของตัวเอง จะช่วยทำลายความประหม่า ทำให้เรารู้สึกมั่นใจและทำได้ดีกว่าแน่ๆ

5. สิ่งสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ นั่นคือ "Self-esteem" ความเชื่อมั่นในคุณค่า ความสามารถของตัวเอง และเชื่อว่าตัวเองคู่ควรกับสิ่งที่มี จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ

6. ความสำเร็จในชีวิตมี 3 จุด จุดที่เป็นอยู่ จุดที่ควรต้องการไปถึง และจุดที่ไกลกว่าที่จุดคาดคิดว่าจะไปถึง

7. จงทำงานหนักเหมือนคนกำลังถังแตก เพราะ ความจนจะทำให้เรากระตือรือร้น มุ่งมั่นที่จะหาเงิน สิ่งมีค่ามากกว่าเงินที่เราได้มาโดยไม่รู้ตัวคือ ความภูมิใจในตัวเองและความสำเร็จของตัวเอง

8. การตั้งเป้าหมายการเงิน = การวางแผนชีวิต

การตั้งเป้าหมายการเงินจะทำให้เรามีชีวิตที่เราต้องการ อาจทำได้เร็วกว่าหรือช้ากว่าที่เวลากำหนด แต่อย่างน้อยการตั้งเป้าหมายการเงินจะทำให้เราลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ แต่ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายการเงิน เราก็จะไม่ลงมือทำอะไร หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราต้องการอะไรในชีวิต

9. จงเลือกคบคนที่ฉุดดึงชีวิตคนให้สูงขึ้น หากเราอยู่กับคนที่พยายามหาเงิน เราก็จะกระตือรือร้น และหาเงินเก่งไปด้วย จำไว้ว่า ถ้าคุณอยากรวย "คุณไม่จำเป็นต้องคบคนที่ถ่วงดึงชีวิตคุณให้ต่ำลง จงเลือกคบคนที่ฉุดดึงชีวิตคุณให้สูงขึ้น"

10. อย่าลืมลงทุนกับตัวเอง เพราะไม่มีการลงทุนใด ที่จะได้กำไรมากกว่าการลงทุนในตัวเอง

หนังสือเล่มนี้จะช่วยเปลี่ยน Mindset ให้คุณ "คิดบวก" และ "คิดใหญ่" ขึ้น ช่วยให้คุณเชื่อมั่นในคุณค่า ความสามารถ และศักยภาพของตัวเอง มีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตพัฒนาตัวเองถึงจุดที่ไม่คาดคิด กล้าตัดสินใจและเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ต้องการและได้ทุกอย่างไปพร้อมๆ กับ "เงิน

นายทุนในคราบของ “นักท่องเที่ยว” กำลังล้น ภูเก็ต เชียงใหม่ /โดย ลงทุนแมน“20 ล้านคน” คือจำนวนนักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวไทยใ...
14/11/2023

นายทุนในคราบของ “นักท่องเที่ยว” กำลังล้น ภูเก็ต เชียงใหม่ /โดย ลงทุนแมน
“20 ล้านคน” คือจำนวนนักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวไทยในระยะเวลาเพียง 9 เดือนที่ผ่านมา ฟังดูแล้ว เหมือนจะเป็นเรื่องดี ที่มีคนเข้ามาเที่ยวบ้านเรา

แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ อะไรที่มากเกินไป ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ดี อย่างในวันที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมากในไทย ก็เริ่มสร้างผลกระทบให้กับทั้งผู้ประกอบการ และผู้คนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภูเก็ตและเชียงใหม่

แล้วนักท่องเที่ยว สร้างปัญหาให้เราได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
เชื่อว่าทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า การที่เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเที่ยวในประเทศ มีข้อดีอย่างไร

แต่รู้หรือไม่ว่าในตอนนี้ ทั้งผู้ประกอบการ และผู้คนในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวกำลังเจอกับปัญหา ที่เกิดขึ้นจากนักท่องเที่ยวเหล่านี้

เพราะนักท่องเที่ยวหลายคน ไม่ได้มาเที่ยว
แต่เข้ามา “ในคราบของนายทุน”

ในช่วงที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวบางส่วน ที่เมื่อมาเที่ยวไทยแล้ว ก็ได้เห็นโอกาสในการทำธุรกิจในเมืองไทย

และทำการเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากที่เคยเป็นลูกค้า กลายเป็นคู่แข่งของผู้ประกอบการท้องถิ่นในพื้นที่แทน

โดยเมื่อดูสถิติจะพบว่า ในปีนี้ รัสเซีย นักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของไทย เป็นสัญชาติที่มาลงทุนในนิติบุคคลไทยเพิ่มขึ้นถึง 38% ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ในบรรดาทุกสัญชาติ โดยมีมูลค่าการลงทุน 2 ปีล่าสุดอยู่ที่

ปี 2565 มูลค่า 7,226 ล้านบาท
ปี 2566 มูลค่า 9,999 ล้านบาท

โดยเป็นการกระจายอยู่ในนิติบุคคล 5,215 แห่ง และอยู่ในภูเก็ต จนปัจจุบันขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งชาวรัสเซีย ถึง 1,886 แห่ง หรือมากกว่า 1 ใน 3

และธุรกิจที่ชาวรัสเซียมาลงทุนกันเป็นจำนวนมากในภูเก็ต ก็คือธุรกิจด้านการซื้อขาย และนายหน้าอสังหาริมทรัพย์

ที่น่าสนใจคือ อันดับรองลงมาที่เป็นธุรกิจอย่าง

- ภัตตาคาร และร้านอาหาร
- ธุรกิจนำเที่ยว
- ธุรกิจให้เช่ารถยนต์ส่วนบุคคล

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจเหล่านี้ล้วนแต่เป็นธุรกิจที่มีผู้ประกอบการท้องถิ่นอยู่แล้ว

การมีชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจแข่ง จึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นไม่ใช่น้อย

เพราะผู้ประกอบการจากต่างชาตินั้น จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความสามารถทางการเงิน ที่สูงกว่าผู้ประกอบการท้องถิ่น

นอกจากนั้น ก็ยังมีเรื่องความสนิท และความใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าด้วย เพราะมาจากประเทศเดียวกัน

ในขณะที่เชียงใหม่ ก็กำลังดำเนินรอยตามภูเก็ตเช่นกัน เพราะต้องเจอกับชาวจีน ที่แห่มาทำธุรกิจในเชียงใหม่กันเป็นจำนวนมาก

โดยเข้ามารุกธุรกิจด้านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจนำเที่ยว เช่นกัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภูเก็ตและเชียงใหม่ เรียกได้ว่าเป็น 2 จังหวัด ที่มีการตรวจพบนิติบุคคล ที่อาจกระทำผิดในลักษณะนอมินี

โดยเป็นการใช้ชื่อคนไทย ถือหุ้นแทนต่างชาติ มากที่สุด โดยเจอถึง 144 ราย จากทั้งประเทศ 148 ราย..

นอกจากผู้ประกอบการแล้ว ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบ นั่นก็คือ ผู้คนในพื้นที่ ที่ต้องเจอกับปัญหาค่าครองชีพ และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น

โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

โดยสูงถึง 33,151 บาทต่อครัวเรือน ในขณะที่ทั่วประเทศมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 22,372 บาท เท่านั้น

และหากนำรายจ่ายมาเทียบกับรายได้ จะพบว่าคนในภูเก็ตจะเหลือเงินออมเฉลี่ย เพียงเดือนละไม่ถึง 400 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขน้อยที่สุด ในบรรดาทุกจังหวัด

ในขณะที่เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน

เพราะเป็นจังหวัดที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน เพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นถึง 83% ในขณะที่ทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นอยู่เพียง 17% เท่านั้น..

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น จากการเป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

ในส่วนของราคาอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องบอกว่าตอนนี้ชาวต่างชาติ ได้กำลังกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์กันเป็นจำนวนมาก
โดยเมื่อดูจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ชาวต่างชาติเฉลี่ยรายไตรมาส ของเชียงใหม่และภูเก็ต จะพบว่า

ภูเก็ต
ปี 2562 จำนวน 126 หน่วย
ปี 2563 จำนวน 97 หน่วย
ปี 2564 จำนวน 86 หน่วย
ปี 2565 จำนวน 159 หน่วย
ปี 2566 จำนวน 231 หน่วย

เชียงใหม่
ปี 2562 จำนวน 179 หน่วย
ปี 2563 จำนวน 82 หน่วย
ปี 2564 จำนวน 78 หน่วย
ปี 2565 จำนวน 149 หน่วย
ปี 2566 จำนวน 188 หน่วย

จะเห็นได้ว่าหลังจากมีการเปิดเมือง ยอดโอนห้องชุดให้ชาวต่างชาติ ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนการล็อกดาวน์แล้ว

โดยคนที่มาซื้อก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นกลุ่มเดียวกับที่มาเที่ยวไทยกันเป็นอันดับต้น ๆ นั่นก็คือ จีนและรัสเซีย นั่นเอง

ซึ่งเพียง 2 สัญชาตินี้ ก็ครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดโอนทั้งหมด และไม่ใช่แค่ห้องชุดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพูลวิลลาที่ก็ถูกเข้ามาจับจองเป็นจำนวนมาก เช่นกัน

ความต้องการอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ได้ทำให้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยที่ดินทำเลดี ๆ ในภูเก็ต ราคาเพิ่มขึ้นถึง 20-30% ในขณะที่เชียงใหม่ ก็เพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วงที่ผ่านมา และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ก็ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในพื้นที่ เพราะราคาพุ่งสูงขึ้นเกินกว่ากำลังซื้อที่มี

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ในตอนนี้ทั้งผู้ประกอบการ และผู้คนในพื้นที่ กำลังต้องเจอกับปัญหาที่ตามมาพร้อม ๆ กับการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัญหาหลายอย่าง แต่ก็ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็ยังมีความจำเป็นสำหรับไทย เพราะรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของเรา

และการที่มีนายทุนก็อาจเป็นสิ่งที่ดี ถ้าพวกเขาช่วยทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดคึกคัก และทำให้คนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำอาจจะไม่ใช่ห้ามให้นายทุนต่างชาติเข้ามาทั้งหมด แต่อาจจะเป็นการคัดกรองนายทุนออกจากกลุ่มนักท่องเที่ยว และตั้งกฎระเบียบที่เหมาะสม เพื่อกำหนดให้พวกนายทุนต้องมีการจ้างงาน และกระจายรายได้ให้แก่คนท้องถิ่นด้วย

ซึ่งถ้าทำได้ นายทุน กับคนท้องถิ่น ก็จะอยู่กันได้โดยที่ได้ประโยชน์ทั้งคู่ นั่นเอง..

ธุรกิจห้าดาว ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ ชวน "เปอร์ สุวิกรม" แนะนำการลงทุนธุรกิจห้าดาว แบบใหม่ เข้าใจง่ายFIVE STAR x ลงทุนแ...
13/11/2023

ธุรกิจห้าดาว ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ ชวน "เปอร์ สุวิกรม" แนะนำการลงทุนธุรกิจห้าดาว แบบใหม่ เข้าใจง่าย
FIVE STAR x ลงทุนแมน

118 วินาที คือระยะเวลาเฉลี่ย ที่คนทั่วโลก ใช้ไปกับการขึ้น-ลงลิฟต์ในแต่ละครั้ง

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับคนในแวดวงธุรกิจหรือนักลงทุน เวลาเพียงไม่ถึง 2-3 นาทีที่ว่านี้

กลับเป็นช่วงเวลาอันมีค่า ในการนำเสนอไอเดีย และแผนการทำธุรกิจ เพื่อโน้มน้าวให้คนอื่น มาลงทุนกับไอเดียของเราได้

ซึ่งการนำเสนอไอเดียรูปแบบนี้ เรียกว่า “Elevator Pitching”

อย่างไรก็ตาม Elevator Pitching ไม่จำเป็นต้องหมายถึง การนำเสนอไอเดียธุรกิจ ภายในลิฟต์เท่านั้น

เพราะในบางกรณี การนำเสนอรูปแบบนี้ ก็ถูกนำไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่มีระยะเวลาจำกัดพอ ๆ กัน

อย่างเช่น ในกรณีของ ไก่ห้าดาว ที่ได้ตัวแคมเปญใหม่ โดยการสรุปคอนเซปต์การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 นาที

พร้อมตอกย้ำว่า ธุรกิจห้าดาวไม่ได้มีแค่ “ไก่ห้าดาว”
แต่ยังมีแฟรนไชส์ในเครือถึง 6 แบรนด์ คือ ไก่ห้าดาว, ไฮพอร์ค, เป็ดเจ้าสัว, ข้าวมันไก่ไห่หนาน, กระทะเหล็ก และสตาร์คอฟฟี่

แล้วทำไมต้องลงทุน ธุรกิจห้าดาว ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ทุกคนคงรู้จักกับแบรนด์ ไก่ห้าดาว เพราะไม่ว่าเราจะอยู่เขตไหนของกรุงเทพมหานคร จะต้องมีร้านไก่ห้าดาวตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับ 7-Eleven, Makro หรือ Lotus’s ในย่านนั้น ๆ

ธุรกิจห้าดาว เป็นแฟรนไชส์ธุรกิจอาหาร ที่มีประสบการณ์การดำเนินกิจการในไทย กว่า 39 ปี
และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนได้ครองตำแหน่งเจ้าแห่งแฟรนไชส์ของประเทศไทย

ปัจจุบัน ธุรกิจห้าดาว มีแบรนด์ภายใต้เครือ มากถึง 6 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น

- ไก่ห้าดาว แฟรนไชส์ไก่ในตำนาน มาพร้อมกับเมนูอิ่มคุ้ม ในราคาที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็น
ไก่จ๊อ สูตรต้นตำรับ, ไก่ทอดน้ำปลา, ไก่กรอบ, อกไก่รมควัน และไก่ย่าง สูตรต้นตำรับ

- ไฮพอร์ค แฟรนไชส์ ครบเครื่องเรื่องหมู จากวัตถุดิบคุณภาพเกรดพรีเมียม ในราคาที่ย่อมเยา
ที่มีทั้ง Set ข้าวกล่อง ขาหมูเยอรมัน ชาชูหมูกรอบ และซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง ตอบโจทย์ลูกค้าทุก ๆ กลุ่ม

- เป็ดเจ้าสัว แฟรนไชส์เป็ดย่าง เป็ดพะโล้
สูตรพะโล้ต้นตำรับที่ไม่เหมือนใคร ในราคาที่ย่อมเยา

- ข้าวมันไก่ไห่หนาน แฟรนไชส์ข้าวมันไก่ระดับพรีเมียม
ที่พัฒนาต่อยอดมาจากไก่ห้าดาว ยึดแนวคิดข้าวมันไก่ที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยการใช้เนื้อไก่เบญจา วัตถุดิบคุณภาพจาก CPF

- กระทะเหล็ก แฟรนไชส์อาหารตามสั่ง คุณภาพพรีเมียม
รสจัดจ้าน สูตรต้นตำรับไทยแท้ ๆ มาพร้อมกับเมนูยอดฮิตอย่าง ข้าวกะเพราฮ่องเต้ และปลากะพงผัดฉ่า

- สตาร์คอฟฟี่ แฟรนไชส์คาเฟ และเบเกอรี
ร้านกาแฟสไตล์มินิมัลคาเฟ สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยมีเมนูขายดีอย่าง ยูซุอเมริกาโน่ ชาเขียวเย็น และทรอปิคอลฟรุตโซดา เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือ แฟรนไชส์ในเครือธุรกิจห้าดาวกว่า 90% เป็นลักษณะ Take Away Model ที่ใช้พื้นที่น้อย บริหารจัดการง่าย

และอีก 10% เป็นลักษณะ Full Service Model ที่เป็นร้านอาหาร พร้อมที่นั่ง ให้ลูกค้าได้ซื้อกลับบ้าน หรือทานที่ร้านแบบสะดวกสบาย ก็ง่ายไม่แพ้กัน

แล้ว ธุรกิจห้าดาว ตอบโจทย์นักลงทุนอย่างไร ?

ต้องบอกว่า นักลงทุนที่สนใจ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การทำธุรกิจร้านอาหารแต่อย่างใด
เพราะทางธุรกิจห้าดาวมีการสนับสนุนผู้ลงทุนแบบ “Lifetime Supporting” ครอบคลุมทุก ๆ มิติ
ไม่ว่าจะเป็น

1. Location

ซึ่งธุรกิจห้าดาวจะเสนอทำเลที่มีศักยภาพมากที่สุด โดยใช้ข้อมูลทั้งหมดจากพันธมิตรในเครือ ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven, Makro หรือ Lotus’s เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

2. Product

วัตถุดิบทั้งหมด ทางธุรกิจห้าดาวจะจัดส่งให้แก่ผู้ลงทุน ด้วยระบบโลจิสติกส์ให้ถึงหน้าร้านทุกวัน

โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแบ่งพื้นที่เพื่อสต็อกของ แถมยังได้วัตถุดิบคุณภาพ มีมาตรฐานเหมือนกันทุกวัน

3. Marketing

ซึ่งทางธุรกิจห้าดาวมีทีมการตลาดผู้เชี่ยวชาญ คอยทำแคมเปญการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงจัดโปรโมชันให้ทุกเดือน

และยังมาพร้อมกับดีลพิเศษ สำหรับแพลตฟอร์ม Delivery Online ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเสียค่าส่วนแบ่ง น้อยกว่าสมัครเอง

4. Training

โดยผู้ลงทุนสามารถส่งพนักงานไปเทรนกับธุรกิจห้าดาว
หรือถ้าจะสอนพนักงานเอง ทางธุรกิจห้าดาวก็มีสูตรอาหารแบบ Easy to Cook ที่ใคร ๆ ก็เรียนรู้ได้ง่าย ๆ

หมดปัญหาเรื่องการขาดประสบการณ์การดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ไปได้เลย

5. QSC

หรือที่หมายถึง Quality Service Cleanliness เป็นสิ่งที่ทางธุรกิจห้าดาวให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

Q ย่อมาจาก Quality หรือคุณภาพของอาหารและวัตถุดิบ ต้องจัดเก็บอย่างไร ใช้ได้กี่วัน
S ย่อมาจาก Service หรือการบริการ การต้อนรับลูกค้า
C ย่อมาจาก Cleanliness หรือความสะอาด หัวใจสำคัญของร้านอาหาร

ซึ่งทางธุรกิจห้าดาวจะส่งทีมไปตรวจสอบทุก ๆ สาขาอยู่เป็นประจำ เพื่อให้แบรนด์ยังคงมาตรฐานระดับสูง และลูกค้าได้รับประสบการณ์ดี ๆ แบบเดิมตลอดไป

6. POS

หรือที่หมายถึง Point of Sale ที่จะมาแบ่งเบาทุกงานบัญชี ด้วยระบบการขายหน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็น

- จัดการรายรับ-รายจ่าย และคิดเงิน สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้
- สั่งสินค้า / เช็กสต็อก / แจ้งเตือนสินค้าหมด ทำได้ง่าย ๆ ผ่าน Dashboard
- ดูยอดขายได้เรียลไทม์ ผ่านสมาร์ตโฟน ช่วยให้จัดการร้านได้ง่ายขึ้น แม้ทำธุรกิจอื่นควบคู่ไปด้วย

มาถึงตรงนี้ เราคงพอจะเห็นถึงความน่าสนใจของการเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ธุรกิจห้าดาว กันบ้างแล้ว
คำถามคือ แคมเปญใหม่ของธุรกิจห้าดาว จะมาสรุปข้อมูลสำคัญทั้งหมดนี้ เพียง 3 นาที ได้อย่างไร ?

ต้องบอกว่า สำหรับแคมเปญที่กำลังเปิดตัว ธุรกิจห้าดาวได้เชิญชวน “คุณเปอร์ สุวิกรม” พิธีกรชื่อดัง เจ้าของรายการ Perspective มาแนะนำคอนเซปต์การลงทุนในธุรกิจห้าดาว

ภายใต้การนำเสนอแบบ Elevator Pitching ที่จะมาดึงดูดความสนใจของผู้ฟังตั้งแต่วินาทีแรก ที่เปิดบทสนทนาเลยทีเดียว

COM7 ร่วง 11% ต่ำสุดในรอบ 2 ปีหลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปีนี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้ว-รายได้ 16,321 ล้านบา...
13/11/2023

COM7 ร่วง 11% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี
หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 3 ปีนี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้ว
-รายได้ 16,321 ล้านบาท เติบโต 10%
เติบโตต่ำกว่าที่บริษัท ตั้งเป้าไว้ว่าจะโต 20%
โดยบริษัทให้เหตุผลว่า ไตรมาสที่ผ่านมา มีสาขาปิดปรับปรุง รายได้จึงเข้ามาไม่เต็มไตรมาส บวกกับกิจการค้าส่งได้ยกเลิกขายสินค้าแบรนด์ Realme
-บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขาย และ การบริหารเพิ่มขึ้น สรุปทั้งไตรมาส มีกำไรสุทธิ 630.4 ล้านบาท ลดลง 14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว..
หลังจากรับรู้ผลประกอบการ วันนี้ หุ้น COM7 ถูกเทขาย ปรับตัวลงแรง 11% ปัจจุบัน มูลค่าอยู่ที่ 55,000 ล้านบาท ซื้อขายกันที่ P/E 17 เท่า ต่ำสุดในรอบ 2 ปี 10 เดือน..

TGM แบรนด์ไส้กรอกพันล้าน ผู้ผลิตเบคอนให้บาร์บีคิวพลาซ่า /โดย ลงทุนแมนรู้หรือไม่ว่า เบคอนในร้านบาร์บีคิวพลาซ่า และไส้กรอก...
13/11/2023

TGM แบรนด์ไส้กรอกพันล้าน ผู้ผลิตเบคอนให้บาร์บีคิวพลาซ่า /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่า เบคอนในร้านบาร์บีคิวพลาซ่า และไส้กรอก หรือแฮม ตราหมูสองตัวที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต มีเจ้าของเดียวกัน ชื่อว่า TGM
บริษัทแห่งนี้ แม้จะเริ่มจากห้องแถวเล็ก ๆ แต่ก็ได้เติบโตจนเป็นบริษัท ที่ทำเงินได้ปีละ 2,600 ล้านบาท
เรื่องราวของ TGM เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
จุดเริ่มต้นของไส้กรอก TGM เกิดขึ้นโดย คุณรัตน์ คล้ายมงคล
คุณรัตน์เคยทำงานเป็นเชฟในโรงงานไส้กรอกของนายห้างฝรั่ง ที่ชื่อว่าบางกอกซอสเซจ หรือก็คือ ไส้กรอกตราหมูตัวเดียว นั่นเอง
ต่อมาคุณรัตน์อยากขยับขยายมาทำโรงงานไส้กรอกของตัวเอง
เลยออกมาตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยซอสเซส ในปี 2506 โดยใช้ชื่อว่า หมูสองตัว
โรงงานไส้กรอกหมูสองตัวของคุณรัตน์ เริ่มต้นจากห้องแถวห้องเดียว แถวสาทรใต้ ใกล้ ๆ กับโรงงานไส้กรอกหมูตัวเดียว
ช่วงเริ่มต้น ไส้กรอกตราหมูสองตัว มีสินค้า 7 อย่าง และมีพนักงานแค่ 4 คน คือ
- คุณรัตน์ เป็นคนปรุงไส้กรอกเองทั้งหมด
- ภรรยาของคุณรัตน์ เป็นคนขายที่หน้าร้าน
- คุณอารี ศรีสยาม ลูกสาวของคุณรัตน์ เป็นคนช่วยเตรียมวัตถุดิบ
- คุณบุญส่ง ศรีสยาม ลูกเขยของคุณรัตน์ เป็นคนนั่งรถเมล์ไปส่งของให้ลูกค้า
หลังจากก่อตั้งโรงงานได้ 1 ปี คุณรัตน์ก็ได้ออกเมนูใหม่ ที่กลายเป็นเมนูยอดฮิตของคนไทยจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือ “บาโลน่าพริกหมู”
ไส้กรอกหมูสองตัว ของคุณรัตน์เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนในปี 2515 ได้ขยายโรงงานไปแถวสาธุประดิษฐ์ ช่วงเดียวกับถนนสาทรที่ขอเวนคืนพื้นที่ทำทางด่วน
และในปี 2517 บริษัทได้นำไส้กรอกหมูสองตัวเข้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้า ซึ่งถือเป็นอาหารแปรรูปเจ้าแรก ๆ ที่นำเข้าไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญของไส้กรอกหมูสองตัว เกิดขึ้นในช่วงทายาทยุคที่ 2 คือ คุณอารีและคุณบุญส่ง ลูกสาวและลูกเขยของคุณรัตน์
ตอนนั้น คุณบุญส่งไปดูเครื่องจักรที่เยอรมนี และได้เจอกับ คุณรอล์ฟ เชเฟอร์ เจ้าของร้านไส้กรอกที่เยอรมนี ที่หลังจากนั้นกลายมาเป็นเพื่อนกัน
เวลาผ่านไป คุณเชเฟอร์ที่วางมือจากร้านไส้กรอกที่เยอรมนี เดินทางมาไทย และมาช่วยถ่ายทอดสูตรไส้กรอกเยอรมนี รวมถึงช่วยดูโรงงาน เป็นเวลาสิบ ๆ ปี โดยไม่รับเงินสักบาท
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของไส้กรอกแบบเยอรมนี ที่รสชาติเข้ากับคนไทย
ต่อมาในปี 2536 คุณบุญส่งได้ร่วมทุนกับ Schäfer Fleischwaren GmbH of Mannheim บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อสัตว์แปรรูปจากเยอรมนี ก่อตั้งโรงงานแห่งใหม่
นั่นคือ บริษัท ไทย-เยอรมัน มีท โปรดักท์ จำกัด และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของไส้กรอกแบบพรีเมียมแบรนด์ TGM ที่มาจากชื่อย่อของบริษัท
ส่วนไส้กรอกหมูสองตัวก็ยังคงมีอยู่เช่นกัน นั่นทำให้บริษัทมีไส้กรอก 2 แบรนด์หลัก ๆ คือ
- ผลิตภัณฑ์สแตนดาร์ด ใช้แบรนด์ดั้งเดิม คือ หมูสองตัว
- ผลิตภัณฑ์พรีเมียม สวมมงกุฎ ใช้แบรนด์ TGM โดยมีทั้ง TGM, TGM Eurola และ Schafer
แต่เราจะเรียกรวม ๆ ว่า TGM ตามชื่อบริษัท
ทุกวันนี้ TGM อยู่ภายใต้การดูแลของทายาทรุ่นที่ 3 คือ คุณจันทนา พัวพัฒนขจร ลูกสาวของคุณบุญส่ง และหลานสาวของคุณรัตน์
คุณจันทนา เริ่มเข้ามาในธุรกิจนี้ด้วยการซื้อไส้กรอก TGM ของคุณพ่อบุญส่งไปขาย โดยพกติดรถไว้ตลอด
เวลาผ่านโรงแรม ร้านค้า หรือร้านอาหาร คุณจันทนาก็จะนำสินค้าไปเสนอขาย และเริ่มได้กำไรมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากนั้นคุณจันทนา ก็เข้ามาเป็นฝ่ายขายของไส้กรอก TGM โดยเปิดเป็นบริษัท ไทยซอสเซส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ส่วนคุณพ่อบุญส่ง ก็วางมือจากการขายไปดูด้านการผลิตอย่างเดียว
คุณจันทนา เริ่มขนของไปออกบูทในห้าง และเป็นเจ้าแรกที่นำไส้กรอกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูกค้าชิม ซึ่งมักจะปิดการขายได้ตลอด หลังลูกค้าชิม
ตอนนี้บริษัท TGM มีอายุ 60 ปี มีสินค้ากว่า 200 ชนิด ขายในห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่
นอกจากนี้ TGM ยังเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงแรม ร้านเบเกอรี และร้านอาหารหลายร้าน
ร้านหนึ่งที่เกือบทุกคนน่าจะรู้จัก และเคยกินผลิตภัณฑ์ของ TGM ก็คือ ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า
โดย บาร์บีคิวพลาซ่า ใช้เบคอนของ TGM และยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันคือ เยอรมันเบคอน เบคอนชิ้นใหญ่
ทีนี้เรามาดูผลประกอบการของ TGM กัน
บริษัท ไทย-เยอรมัน มีท โปรดักท์ จำกัด ที่ดูแลในส่วนของการผลิต
ปี 2563 รายได้ 1,112 ล้านบาท กำไร 16 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 1,211 ล้านบาท กำไร 17 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 1,425 ล้านบาท กำไร 19 ล้านบาท
บริษัท ไทยซอสเซส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ดูแลในส่วนของการจัดจำหน่าย
ปี 2563 รายได้ 990 ล้านบาท กำไร 7 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 1,040 ล้านบาท กำไร 9 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 1,180 ล้านบาท กำไร 8 ล้านบาท
เราจะเห็นว่า TGM แบรนด์ไส้กรอกอายุ 60 ปี มีการพัฒนาอยู่เสมอในทุกครั้ง ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นนับตั้งแต่
- การก่อตั้งโรงงานจากห้องแถวเล็ก ๆ 1 คูหา
- การนำสินค้าเข้าไปวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต
- การพัฒนาสูตรแบบเยอรมนี
- การเป็นหนึ่งในเมนูขายดีของร้านบาร์บีคิวพลาซ่า
จนมาถึงวันนี้ TGM กลายมาเป็นอาณาจักรไส้กรอก เบคอน และแฮม ที่ทำเงินได้ถึงปีละ 2,600 ล้านบาท เลยทีเดียว..

คนไทยแต่ละกลุ่ม มีเงินฝากในบัญชีกี่บาท / บัญชีที่เกิน 500,000 บาท เป็น 86% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด- แพลตฟอร์ม Blockdit In...
12/11/2023

คนไทยแต่ละกลุ่ม มีเงินฝากในบัญชีกี่บาท / บัญชีที่เกิน 500,000 บาท เป็น 86% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

“นิมมานฯ” ถนนเศรษฐกิจสำคัญ ในเชียงใหม่ /โดย ลงทุนแมนภาพจำของถนนนิมมานฯ ที่เชียงใหม่ เต็มไปด้วย คาเฟ ร้านอาหาร ร้านนั่งชิ...
12/11/2023

“นิมมานฯ” ถนนเศรษฐกิจสำคัญ ในเชียงใหม่ /โดย ลงทุนแมน
ภาพจำของถนนนิมมานฯ ที่เชียงใหม่ เต็มไปด้วย คาเฟ ร้านอาหาร ร้านนั่งชิล ไปจนถึงมุมถ่ายรูปที่ไม่เหมือนใคร
แต่รู้หรือไม่ว่า ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ พื้นที่ย่านนิมมานฯ เป็นเพียงพื้นที่โล่ง ที่แทบไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรเลย
ปัจจุบัน ถนนนิมมานฯ กลายมาเป็นถนนเศรษฐกิจสำคัญของเชียงใหม่ โดยมีราคาประเมินล่าสุด อยู่ราว 200,000 บาทต่อตารางวา
แล้วถนนนิมมานฯ กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญได้อย่างไร ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นลงทุน เป็นเจ้าของแผนลงทุนในหุ้นระดับโลกง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงิน
เปิด Radars Point ก่อนช้อปออนไลน์ ช้อปเลย https://radarspoint.page.link/longtunman
╚═══════════╝
ถนนนิมมานเหมินท์ หรือถนนนิมมานฯ เป็นถนนที่มีความยาวเพียง 1.3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 15 นาที
ถนนนิมมานฯ เหมือนกับถนนทั่วไป ที่ฝั่งหนึ่งจะเป็นซอยเลขคี่ ส่วนอีกฝั่งจะเป็นเลขคู่ โดยจำนวนซอยทั้งหมดมีอยู่ 17 ซอยด้วยกัน
ทางฝั่งซอยเลขคู่ บางซอยจะสามารถทะลุไปยังถนนคันคลอง ซึ่งเป็นถนนที่ติดกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ส่วนฝั่งเลขคี่ บางซอยจะสามารถทะลุไปยังถนนศิริมังคลาจารย์ได้
ซึ่งความจริงแล้ว ถนนศิริมังคลาจารย์ ถือเป็นถนนอีกสายหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ สถานที่ท่องเที่ยว และกลิ่นอายคล้ายคลึงกับถนนนิมมานฯ เหมือนกัน
ทีนี้เราลองมาย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของ ถนนนิมมานฯ กัน
ย้อนไปเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน ตัวเมืองเชียงใหม่นั้นยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ กรอบสี่เหลี่ยมของเขตคูเมือง และบริเวณโดยรอบที่ใกล้เคียงเท่านั้น
แต่ในเวลาต่อมา หลังจากที่เชียงใหม่เริ่มมีสถานที่สำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสนามบินเชียงใหม่, โรงพยาบาล
ทำให้เชียงใหม่มีความเจริญมากขึ้น จำนวนประชากรก็เริ่มเพิ่มขึ้นตามมา
ซึ่งเป็นช่วงประมาณปี 2500 เป็นต้นมา ตัวเมืองก็ได้เริ่มขยายออกไปรอบ ๆ คูเมืองมากขึ้น
โดยหนึ่งในทิศทางที่ขยายออกมามากที่สุด คือทางทิศตะวันตก
หรือหากเราเปิดดูใน Google Maps มันคือทางซ้ายมือ เยื้องมาทางด้านบน หากนับจากเขตคูเมือง
ซึ่งทิศทางนี้ เป็นทิศเดียวกับที่ถนนนิมมานฯ ตั้งอยู่นั่นเอง
สาเหตุที่ทำให้ ตัวเมืองขยายมาในทิศนี้ หลัก ๆ แล้วเป็นเพราะว่า “การเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่”
โดยหลังจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มเปิดให้มีการเรียนการสอนครั้งแรกในปี 2507 ความเป็นเมืองก็ค่อย ๆ ขยายตามมามากขึ้น
ซึ่งความจริงแล้ว พื้นที่บางส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รวมถึงพื้นที่ถนนนิมมานฯ ในตอนนี้ เคยเป็นพื้นที่ของตระกูลนิมมานเหมินท์ มาก่อน
จนกระทั่งในช่วงปี 2484 ตระกูลนิมมานเหมินท์ ได้ทำการบริจาคพื้นที่บางส่วน เพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รวมถึงบริจาคพื้นที่ในการสร้างถนน เชื่อมระหว่างถนน 2 สายหลักอย่าง ถนนห้วยแก้ว และถนนสุเทพ เพื่อการคมนาคมที่สะดวกขึ้น
ซึ่งถนนสายที่กำลังพูดถึงนี้
ก็คือ ถนนนิมมานฯ นั่นเอง
กลับมาที่ทำเลของถนนนิมมานฯ ถนนสายนี้เรียกได้ว่าอยู่ในจุดกึ่งกลาง ระหว่าง 3 พื้นที่สำคัญ นั่นก็คือ
- เขตคูเมืองซึ่งเป็นเมืองเก่า
- สนามบินเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นอกจากนี้ ย่านนิมมานฯ ยังใกล้กับดอยสุเทพ ทำให้มีอากาศที่เย็นสบายกว่าจุดอื่น
รวมถึงยังช่วยในเรื่องวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะสำหรับการทำธุรกิจในเมืองท่องเที่ยว อย่างเช่น ธุรกิจโรงแรม
ด้วยสาเหตุเหล่านี้เอง ทำให้ถนนนิมมานฯ
เริ่มกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ร้านค้า สถานบันเทิง รวมถึงนายทุนรายใหญ่ จึงเริ่มเข้ามาลงทุนกันมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น “ห้างเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว” ที่เข้ามาเปิดในปี 2535 ที่ถนนห้วยแก้ว ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างเขตคูเมือง มายังถนนนิมมานฯ ซึ่งก็เพิ่งปิดให้บริการไปเมื่อปีที่ผ่านมา
ความนิยมของถนนนิมมานฯ สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในช่วงปี 2562 ที่ดินในเขตนิมมานฯ กลายเป็นที่ดินที่มีราคาสูงเป็นอันดับ 2 ของเชียงใหม่
ซึ่งตอนนั้นมีราคาสูงถึง 180,000 บาทต่อตารางวา เลยทีเดียว
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ถนนนิมมานฯ ได้กลายมาเป็น ถนนเศรษฐกิจสำคัญของเชียงใหม่ มีสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ ที่มีชื่อเสียงมากมาย
วันนี้ เราลองมาดู สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ในย่านนี้กัน
เริ่มมาจาก ตรงข้ามถนนนิมมานฯ ซอย 17 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Warmup Cafe ผับชื่อดังของเชียงใหม่ ที่เปิดให้บริการมาแล้ว 24 ปี
โดย Warmup Cafe ดำเนินธุรกิจภายใต้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่ ระกา (1999)
ในปี 2565 บริษัทมี
รายได้ 24.5 ล้านบาท กำไร 1 ล้านบาท
ขยับไกลออกจากนิมมานฯ มาหน่อย
มาที่ถนนศิริมังคลาจารย์ ซอย 7
ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ชีวิต ชีวา สาขาแรก
โดยร้านชีวิต ชีวา เป็นร้านคาเฟ ขนมหวาน ที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันมาบ้างแล้ว
ในปี 2565 บริษัทมี
รายได้รวมทุกสาขา 30 ล้านบาท กำไร 1.8 ล้านบาท
สุดท้ายคือ ห้างสรรพสินค้า ตั้งอยู่ที่หัวมุมสี่แยกรินคำ สี่แยกก่อนเข้ามาสู่ถนนนิมมานฯ ชื่อว่า “ห้าง MAYA”
โดยห้าง MAYA หรือ เมญ่า เป็นห้างที่มีจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่เห็นได้ชัด ใกล้กับทางไปมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ทำให้กลุ่มลูกค้าหลัก ๆ คือ นักท่องเที่ยวและกลุ่มนักศึกษา
สำหรับเจ้าของห้างแห่งนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่คือ ตระกูลทองร่มโพธิ์ เจ้าของโรงภาพยนตร์ SF
โดยห้าง MAYA ดำเนินธุรกิจภายใต้
บริษัท มายา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ในปีที่ผ่านมา บริษัทแห่งนี้
มีรายได้ 263 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเหมือนกับ แลนด์มาร์กสำคัญของนิมมานฯ ในตอนนี้
คงหนีไม่พ้นโครงการ One Nimman และโครงการ Think Park ซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกรินคำ ตรงข้ามห้าง MAYA
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ทั้ง Think Park และ One Nimman มีเจ้าของคนเดียวกัน
ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ คุณตัน ภาสกรนที
หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ คุณตัน อิชิตัน นั่นเอง..

รู้จัก BAM บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก  ที่ผู้ใช้สามารถให้ควา...
12/11/2023

รู้จัก BAM บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
- แพลตฟอร์ม Blockdit Invest แอปโซเชียลแรก ที่ผู้ใช้สามารถให้ความเห็นต่อ หุ้นรายตัว ทั้งหุ้นไทย หุ้นอเมริกา ลองใช้ได้ที่ Blockdit.com/download เลือกแถบเมนู Invest

Ravi Jaipuria บริหาร Pepsi KFC Pizza Hut ในอินเดีย รวย 400,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมนPepsi ในไทย มีเจ้าของคือ บริษัท ซันโทรี...
12/11/2023

Ravi Jaipuria บริหาร Pepsi KFC Pizza Hut ในอินเดีย รวย 400,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน
Pepsi ในไทย มีเจ้าของคือ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด
KFC และ Pizza Hut ในไทย มีบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นคนบริหารแบรนด์ แล้วให้แฟรนไชซีอีก 3 เจ้า เป็นคนจัดการร้าน
แต่รู้หรือไม่ว่า ในอินเดีย ทั้ง Pepsi, KFC และ Pizza Hut มีเจ้าของเดียวกันคือ คุณ Ravi Jaipuria
เขาคนนี้ มีความมั่งคั่งอยู่ที่ 410,000 ล้านบาท เท่า ๆ กับเสี่ยเจริญ เจ้าของอาณาจักรไทยเบฟ เรียกได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีรวยสุดในธุรกิจอาหาร และเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 18 ของอินเดีย
เรื่องราวของคุณ Ravi Jaipuria เป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นลงทุน เป็นเจ้าของแผนลงทุนในหุ้นระดับโลกง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงิน
เปิด Radars Point ก่อนช้อปออนไลน์ ช้อปเลย https://radarspoint.page.link/longtunman
╚═══════════╝
คุณ Ravi Jaipuria เกิดในปี 1953 ที่ประเทศอินเดีย เป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว ที่ทำธุรกิจหลากหลาย ทั้งสิ่งทอ ธนาคาร รวมถึงโรงงานผลิต Coca-Cola
หลังจากเรียนจบบริหารธุรกิจที่สหรัฐอเมริกา คุณ Jaipuria ก็ย้ายไปแคนาดา และเปิดธุรกิจของตัวเอง เกี่ยวกับสิ่งทอและอสังหาฯ อยู่เกือบสิบปี
ในปี 1985 ภรรยาของคุณ Jaipuria ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้คุณ Jaipuria ตัดสินใจพาลูก ๆ กลับมาอยู่ที่อินเดีย
2 ปีหลังจากนั้น พ่อของคุณ Jaipuria ได้ส่งต่อธุรกิจให้ลูก ๆ ทั้ง 3 คน โดยคุณ Jaipuria ได้รับโรงงานผลิตโคล่ามาดูแลต่อ
ต้องเล่าย้อนก่อนว่า ในช่วงที่คุณ Jaipuria อยู่แคนาดา Coca-Cola ได้ออกจากประเทศอินเดียไปแล้ว เพราะอินเดียออกกฎหมาย ห้ามบริษัทต่างชาติถือหุ้นเกิน 40%
พอ Coca-Cola ออกไป ก็มีบริษัทผลิตน้ำโซดา ชื่อว่า Parle ได้คิดค้นสูตรน้ำโคล่าของตัวเองขึ้นมา และใช้ชื่อว่า Thums Up
โรงงานผลิตโคล่าของครอบครัว Jaipuria เลยมาผลิตให้ Thums Up แทน
คุณ Jaipuria ผลิตน้ำโคล่ายี่ห้อ Thums Up อยู่ 4 ปี รัฐบาลอินเดีย ก็ได้กลับมาเปิดเสรีให้บริษัทต่างชาติอีกครั้งในปี 1991 และมี PepsiCo เป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ามา
ตอนนั้นคุณ Jaipuria ตัดสินใจเปลี่ยนมาผลิตให้ Pepsi แทน
ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายมาก เพราะตอนนั้น Thums Up คือ แบรนด์น้ำโคล่าอันดับหนึ่ง ในอินเดีย
คุณ Jaipuria ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด แต่แค่รู้สึกว่าใช่ และมองว่าถ้าแย่งส่วนแบ่งตลาดมาได้ 10% ก็น่าจะคุ้มแล้ว
ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และเป็นจุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของคุณ Jaipuria
Pepsi เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอินเดีย จนกลายมาเป็นคู่แข่งที่ตีคู่มากับ Thums Up
จนในปี 1993 Coca-Cola ก็กลับมาในอินเดียอีกครั้ง และหลายปีต่อมาก็ซื้อ Thums Up ไปด้วย
กลายมาเป็นการแข่งขันกันของน้ำโคล่า 2 แบรนด์ดัง เหมือนในหลายประเทศ ที่เติบโตไปพร้อมกับตลาดน้ำอัดลมอินเดีย
คุณ Jaipuria สร้างโรงงานผลิต Pepsi เพิ่มอีก 2 แห่ง และในปี 1995 ก็ตั้งชื่อบริษัทว่า Varun Beverages ตามชื่อลูกชายของตัวเอง
หลังจากธุรกิจเครื่องดื่มไปได้สวย ในปี 1997 คุณ Jaipuria ก็ได้ลงทุนขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยมองไปที่เจ้าของแฟรนไชส์ Yum! ก็คือ ร้าน KFC และ Pizza Hut
ตอนเริ่มทำธุรกิจ พ่อของคุณ Jaipuria คัดค้านอย่างหนัก เพราะทั้งตระกูล Jaipuria เป็นมังสวิรัติ เลยไม่พอใจที่ลูกชายจะไปขายไก่ทอด..
แต่คุณ Jaipuria มั่นใจว่าธุรกิจอาหารฟาสต์ฟูดจะไปได้สวยในอินเดีย และนี่เป็นโอกาสที่ดี
ธุรกิจอาหารฟาสต์ฟูดของเขา อยู่ภายใต้บริษัทที่ชื่อว่า Devyani International ตามชื่อลูกสาวของเขา
ซึ่งธุรกิจนี้ ก็เรียกได้ว่าเติบโตได้ดี ไม่แพ้ Pepsi เลยทีเดียว
โดยนอกจากจะเป็นเจ้าของร้าน KFC และ Pizza Hut แล้ว คุณ Jaipuria ยังเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ Costa Coffee และ TWG Tea ในอินเดียอีกด้วย
แน่นอนว่ามี Pepsi, KFC และ Pizza Hut ในอินเดีย ที่บริษัทอื่นเป็นเจ้าของแฟรนไชส์อีก แต่..
- 94% ของโรงงานผลิต Pepsi ในอินเดีย
- 80% ของร้าน ​Pizza Hut ในอินเดีย
- 70% ของร้าน KFC ในอินเดีย
มีคุณ Jaipuria เป็นเจ้าของ
ตอนนี้ทั้ง Varun Beverages และ Devyani International จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นอินเดีย
Varun Beverages มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 560,000 ล้านบาท
Devyani International มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 93,000 ล้านบาท
จะเห็นว่า ทั้งการตัดสินใจเปลี่ยนมาผลิตน้ำโคล่าให้ Pepsi แทนเจ้าตลาดอย่าง Thums Up
รวมถึงการค้านความเห็นของพ่อ และเลือกมาเปิดร้านไก่ทอด KFC
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองและครอบครัวเป็นมังสวิรัติในวันนั้น ก็ได้ทำให้คุณ Jaipuria จนมีความมั่งคั่งอยู่ที่ 410,000 ล้านบาท กลายมาเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในธุรกิจอาหารของอินเดีย โดยไม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์มาตั้งแต่ต้นเลย..

สหรัฐฯ ฆ่าสมาร์ตโฟน “Huawei” ไม่ตายปีนี้ ยอดขายในจีน แซง iPhone /โดย ลงทุนแมน เมื่อไม่กี่ปีก่อน Huawei ถือเป็นแบรนด์สมาร...
10/11/2023

สหรัฐฯ ฆ่าสมาร์ตโฟน “Huawei” ไม่ตาย
ปีนี้ ยอดขายในจีน แซง iPhone /โดย ลงทุนแมน
เมื่อไม่กี่ปีก่อน Huawei ถือเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนของจีน ที่ขึ้นมาแข่งขันกับ Samsung และ Apple ได้อย่างสูสี
รู้ไหมว่าในปี 2019 Huawei เคยมียอดส่งมอบสมาร์ตโฟนกว่า 240 ล้านเครื่อง ขายดีสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
แต่อยู่ดี ๆ Huawei กลับโดนสหรัฐอเมริกาแบน จนบริษัทมียอดขายสมาร์ตโฟน เหลือเพียง 35 ล้านเครื่องเท่านั้น ในปี 2021
หลายคนอาจคิดว่ามันจบแล้ว แต่ในปีนี้ Huawei กลับเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ในรุ่น Mate 60 ที่ล่าสุด มียอดขายในประเทศจีน แซงหน้า iPhone ไปแล้ว แล้ว Huawei ทำได้อย่างไร ? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นลงทุน เป็นเจ้าของแผนลงทุนในหุ้นระดับโลกง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงิน
เปิด Radars Point ก่อนช้อปออนไลน์ ช้อปเลย https://radarspoint.page.link/longtunman
╚═══════════╝
ย้อนกลับไปในช่วงที่ ดอนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกากับจีน ก็ได้ทำสงครามการค้า โต้ตอบกันไปมา
ซึ่งก็รวมไปถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล จนนำไปสู่การแบนบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากของจีน และรายแรกที่โดนก็คือ Huawei
เริ่มตั้งแต่การกดดันประเทศพันธมิตร ให้ยกเลิกดีลต่าง ๆ กับ Huawei ที่หนักที่สุด ก็คือ การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี
เริ่มตั้งแต่ “การแบนของ Google”
จริงอยู่ว่าสมาร์ตโฟนของ Huawei จะยังใช้ระบบปฏิบัติการ Android ได้
แต่แอปพลิเคชันหลักของ Google อย่าง Google Play, YouTube, Gmail, Google Maps จะใช้งานไม่ได้แล้ว
เรื่องนี้ แม้จะไม่เป็นปัญหากับผู้ใช้งานในจีนเลย ที่ไม่ได้ใช้ Google เพราะแบนไปนานแล้ว และมีแอปทดแทนอยู่
แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ใช้งานนอกประเทศจีน ที่พอแบน Google Play แอปเดียว ก็ไม่ต่างอะไรจากการไปตัดช่องทางเชื่อมต่อกับอีกเป็นพัน เป็นหมื่นแอปทั่วโลก ลูกค้ากลุ่มนี้เลยหายไปเกือบหมด..
นอกจากจะเข้าถึง Google ไม่ได้แล้ว
Huawei ยังโดนเตะตัดขา ในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต
ก่อนหน้านี้ ชิ้นส่วนสำคัญอย่างชิปประมวลผลที่ Huawei จะออกแบบ โดยใช้แบบของ Arm Holdings และจ้าง TSMC โรงงานผลิตชิปใหญ่สุดในโลก จากไต้หวัน เป็นผู้ผลิตให้
ต่อมา ทั้ง 2 คู่ค้าหลักนี้ ก็ได้ประกาศยกเลิกความร่วมมือกับ Huawei
- Arm Holdings ประกาศยกเลิกความร่วมมือ ทำให้ Huawei ต้องออกแบบชิปของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลาหลายปี
- TSMC ที่มีเครื่อง EUV ซึ่งใช้ในการผลิตชิประดับ 5 นาโนเมตร และเป็นคู่ค้าของ Huawei ก็ยกเลิกรับออร์เดอร์การผลิต ตามคำสั่งแบนของสหรัฐอเมริกา..
ทั้งหมดนี้ทำให้ยอดขายของ Huawei ลดลงอย่างมาก
โดยยอดส่งมอบสมาร์ตโฟน 240 ล้านเครื่องในปี 2019 มากเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ในปี 2021 ลดเหลือเพียง 35 ล้านเครื่องเท่านั้น
ณ จุดนี้ ธุรกิจสมาร์ตโฟน Huawei ถูกแบนจนแทบไม่เหลืออะไรเลย..
โชคยังดีที่ Huawei ก็ยังมีหน่วยธุรกิจอื่นอีก บริษัทจึงยังอยู่รอด และยังมีความสามารถในการทำกำไรต่อไปได้ แม้ยอดขายสมาร์ตโฟนจะตกฮวบ
หากเรามาดูผลประกอบการของ Huawei 4 ปีล่าสุด
ปี 2019
รายได้ 4.22 ล้านล้านบาท
กำไร 0.31 ล้านล้านบาท
ปี 2020
รายได้ 4.38 ล้านล้านบาท
กำไร 0.32 ล้านล้านบาท
ปี 2021
รายได้ 3.13 ล้านล้านบาท
กำไร 0.56 ล้านล้านบาท
ปี 2022
รายได้ 3.16 ล้านล้านบาท
กำไร 0.17 ล้านล้านบาท
แล้วรายได้ของ Huawei มาจากธุรกิจกลุ่มไหนบ้าง ?
- 55% อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเครือข่ายการสื่อสาร
- 8% โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
- 7% คลาวด์คอมพิวเตอร์
ส่วนของธุรกิจสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ IT จากเดิมที่เคยคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งบริษัท ปัจจุบันก็ลดเหลือ 30%
คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจสมาร์ตโฟน จะเป็นอย่างไรต่อ ?
หลังโดนต้อนเข้ามุม พึ่งพาบริษัทนอกประเทศไม่ได้แล้ว Huawei ก็เริ่มทำระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่า “HarmonyOS” เพื่อที่จะได้ไม่ต้องง้อ Android
ในขณะที่ ส่วนของการผลิต Huawei ก็หันไปจับมือกับบริษัทผลิตชิปของจีน ที่ชื่อว่า “SMIC”
บริษัทแห่งนี้ เป็นโรงงานผลิตชิปของจีน ที่แม้จะโดนสหรัฐอเมริกาปิดกั้นเหมือนกัน ไม่ให้ซื้อเครื่องฉายแสง EUV รุ่นใหม่ของ ASML จากยุโรป
แต่ SMIC ก็ได้นำเครื่องฉายแสงรุ่นเก่าที่มีอยู่มาผลิตชิปใส่ในสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของ Huawei รุ่น Mate 60 ได้..
และมีรายงานว่า ประสิทธิภาพ ดันอยู่ในเกณฑ์ดี มีคนจีนต่อคิวซื้อ จนมียอดขายในประเทศจีน กลับมาแซง iPhone ได้สำเร็จ..
แถมยังคาดการณ์ว่า สมาร์ตโฟนของ Huawei จะมียอดส่งมอบเพิ่มจาก 35 ล้านเครื่องในปี 2021 เป็น 70 ล้านเครื่องในปี 2024
ซึ่งนอกจาก จะทำให้อนาคตของ Huawei เริ่มกลับมาสดใสอีกครั้งแล้ว
การกลับมาผลิตสมาร์ตโฟนได้อีกครั้ง ยังเป็นการบ่งบอกถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปของจีน ว่าสามารถดันตัวเองกลับมาสู่สนามได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาชาติตะวันตก
ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดสมาร์ตโฟนเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่น ๆ ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคำถามอยู่ว่า SMIC ผลิตชิปออกมาด้วยเครื่องรุ่นเก่า ให้ทัดเทียมกับเทคโนโลยีของเจ้าตลาดอย่าง TSMC ได้จริงหรือไม่ เพราะนักวิเคราะห์บางคนออกมาบอกว่า Huawei อาจนำเข้าชิปมาจากเกาหลีใต้
หรือต่อให้ผลิตเองได้จริง ก็ยังมีคำถามตามมาว่า ความคุ้มค่าในการผลิตมีมากน้อยแค่ไหน หรือเรื่องทั้งหมด อาจเป็นเพียงการตลาด ให้เห็นว่า Huawei ยังแข่งขันได้อยู่
แต่ถึงจุดนี้ ก็ต้องบอกว่าชื่อของ Huawei ในตลาดสมาร์ตโฟน เริ่มกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง
ก็ดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกา จะยังฆ่า Huawei ไม่ตาย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า หากการคืนชีพในจีนในปีนี้สำเร็จแล้ว
หากบริษัท มีเป้าหมายกลับไปขยายไปยังตลาดโลกอีกครั้ง Huawei ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญ ของบริษัทอเมริกันอีกรอบ ก็เป็นได้..
╔═══════════╗
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นลงทุน เป็นเจ้าของแผนลงทุนในหุ้นระดับโลกง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงิน
📌11.11 นี้ ก่อนช้อป อย่าลืมเปิด Radars Point
ช้อปปกติ แต่ได้ Point คืนเพิ่มไปลงทุน (1 Point = 1 บาท)
เพียงเปิด Radars Point ทุกครั้งก่อนช้อป ไม่ว่าจะ Shopee, Lazada, Central ฯลฯ เพื่อรับ Point คืน และเป็นเจ้าของแผนลงทุนในหุ้น Tesla, Apple, Google ได้เลย
สำหรับแฟนเพจลงทุนแมนและเป็นผู้ใช้ใหม่ Radars Point เพียงกรอกโค้ดลับ LTM8 รับฟรี 8 Point นำไปเริ่มต้นลงทุนได้ฟรีเลย!
ช้อปเลย > https://radarspoint.page.link/longtunman
╚═══════════╝
References
-https://www.huawei.com/en/annual-report
-https://www.gizmochina.com/.../huawei-smartphone.../
-https://www.canalys.com/.../canalys-global-smartphone...
-https://asia.nikkei.com/.../Huawei-aims-to-double...
-https://www.engadget.com/huawei-mate-40-final-high-end...
-https://technewsspace.com/huawei-was-able-to-develop.../
-https://techsauce.co/.../full-timeline-on-how-and-why-is...

ที่อยู่

2126 อาคารกรมดิษฐ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง การุงเทพมหานคร, Bangkok, Thailand
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 21:30
อังคาร 09:30 - 21:30
พุธ 09:30 - 21:30
พฤหัสบดี 09:30 - 21:30
ศุกร์ 09:30 - 21:30
เสาร์ 09:30 - 21:30
อาทิตย์ 09:30 - 21:30

เบอร์โทรศัพท์

+66814399267

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Daily Thai Stocksผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์