FM PROP Propertty Expert

“TITLE” เผยครึ่งปีแรก 2569 ทำรายได้รวม 2,004 ล้านบาท เติบโต 377% ดีมานด์ภูเก็ตยังแกร่ง เตรียมโอนบิ๊กโปรเจกต์รับไฮซีซั่น ...
07/08/2026

“TITLE” เผยครึ่งปีแรก 2569 ทำรายได้รวม 2,004 ล้านบาท เติบโต 377% ดีมานด์ภูเก็ตยังแกร่ง เตรียมโอนบิ๊กโปรเจกต์รับไฮซีซั่น ดันรายได้ตามเป้า

“ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” (TITLE) โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 ทำรายได้ 2,004 ล้านบาท เติบโต 377% และกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง หลังโอนได้ตามแผนแม้นอกฤดูท่องเที่ยว คาด High Season ภูเก็ตปลายปียังคึกคัก ตอกย้ำศักยภาพ World Destination ตอบโจทย์กลุ่ม HNWIs และผู้มองหาบ้านหลังที่สอง โฟกัสโอนบิ๊กล็อต โครงการสร้างเสร็จใหม่ นำโดย THE TITLE Heritage Bang-Tao พร้อมแบ็กล็อกแกร่ง 22,981 ล้านบาท ยึดหลักเติบโตแบบยั่งยืน คุมวินัยการเงิน-บริหารสภาพคล่อง คาดรับรู้รายได้ตามเป้า 6,000 ล้านบาท

นายดรงค์ หุตะจูฑะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ในเครือแอสเซทไวส์ (ASW) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย. 69) บริษัทสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างมั่นคง ทำรายได้รวม 2,004 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 377% (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 293 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1,358% (YoY) โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการทยอยรับรู้รายได้โครงการสร้างเสร็จใหม่ “เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง” (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทำยอดโอนได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะอยู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยว

“ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในภูเก็ตมากว่า 15 ปี ทำให้เรารู้จักพื้นที่ เข้าใจความต้องการของตลาด จนสามารถพัฒนาโปรดักท์ได้ตรงใจลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรและ Agent มืออาชีพหลากสัญชาติที่คุยภาษาเดียวกับลูกค้า จึงยิ่งสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้กับลูกค้า ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทยังสามารถสร้างยอดขายใหม่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15% (YoY) แม้จะเป็นช่วง Low Season และมีสภาวะความตึงเครียดจากสถานการณ์ตะวันออกกลางก็ตาม ขณะเดียวกัน การที่เราวางโครงสร้างการชำระเงิน โดยเก็บเงินโอนล่วงหน้าจากลูกค้าสะสมถึง 75% ก่อนวันส่งมอบ ทำให้ Cancellation Rate แทบเป็น 0% ในทุกโครงการ TITLE จึงสามารถสร้างยอดขายและยอดรับรู้รายได้ได้อย่างมั่นคงตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วง High หรือ Low Season” นายดรงค์ กล่าว

นายดรงค์ กล่าวเพิ่มว่า ช่วงครึ่งปีหลังเป็นจังหวะสำคัญของภูเก็ตในการเข้าสู่ High Season ตั้งแต่ปลาย Q3/2569 จนถึง Q1/2570 ซึ่งคาดว่าบรรยากาศการเดินทางจะคึกคักขึ้น ทั้งจากการผลักดันเที่ยวบิน Seaplane ของภาครัฐ และเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อาทิ เส้นทางลอนดอน ฮีทโธรว์–ภูเก็ต ที่เริ่มให้บริการช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว และกลุ่ม HNWIs เข้าสู่พื้นที่มากขึ้น เมื่อผสานกับจุดแข็งของภูเก็ต ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ความสวยงามของธรรมชาติ แหล่งไลฟ์สไตล์ โรงเรียนนานาชาติ แผนการพัฒนาสู่ Medical Hub ตลอดจนนโยบายวีซ่าระยะยาว ที่ไม่เพียงกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เติบโต แต่ยังตอกย้ำศักยภาพการเป็น World Destination ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยระยะยาว (Long Stay) และมองหาบ้านหลังที่สอง (Second Home)

สำหรับการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นอกจากเตรียมเปิดโครงการใหม่ในช่วง High Season แล้ว TITLE ยังมุ่งผลักดันยอดโอนโครงการสร้างเสร็จใหม่ โดยใน Q3/2569 ยังทยอยส่งมอบโครงการ THE TITLE Serenity Naiyang ต่อจากไตรมาสก่อน พร้อมเริ่มโอนไฮไลท์โปรเจกต์อย่าง “เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา” (THE TITLE Heritage Bang-Tao) มูลค่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึง “เดอะ ไทเทิล เชียโล่ ราไวย์” (THE TITLE Cielo Rawai) มูลค่า 1,200 ล้านบาท ที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Q4/2569 เตรียมรับรู้รายได้เพิ่มจาก “เดอะ ไทเทิล วิลล่า เอสเตลลา ในยาง” (THE TITLE Villa Estella Naiyang) โครงการวิลล่าระดับลักชัวรีแห่งแรกของ TITLE มูลค่า 500 ล้านบาท ที่ Sold Out 100% ซึ่งจะสร้างเสร็จในช่วงปลายปีนี้

ทั้งนี้ TITLE ยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้น Q2/2569 อีกมูลค่ากว่า 22,981 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยสร้างการรับรู้รายได้ในปีนี้ยาวจนถึงปี 2571

TITLE ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ด้วยการขยายพอร์ตรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการลงทุนในธุรกิจ Hospitality โดยเตรียมเปิดตัว “เดอะ ซาลูท” (The Salute) ร้านอาหารสไตล์บีชคลับริมทะเลแห่งแรกของบริษัทในช่วงปลายปีนี้ หลังพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ Mingle ในทำเลศักยภาพต่างๆ ทั้งหาดในยาง บางเทา-เชิงทะเล และกมลา พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงแรมใหม่อีก 3 แห่ง ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง IHG Hotels & Resorts เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้โครงสร้างรายได้ และสร้างกระแสเงินสดรองรับการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่เรายังเห็นโอกาสเติบโตจากดีมานด์ที่แข็งแกร่งจากทั่วโลก สะท้อนได้จากผลการดำเนินงานของ TITLE ที่มียอดขายและยอดโอนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ 6,000 ล้านบาทได้ตามที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม TITLE มุ่งเติบโตบนรากฐานที่มั่นคง เราจึงให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องและรักษาวินัยทางการเงิน ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ TITLE พร้อมรับมือทุกโอกาส และปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นในทุกสภาวะตลาด” นายดรงค์ กล่าวในที่สุด

#ภูเก็ต #หุ้น #หุ้นอสังหา

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ก้าวสู่ปีที่ 40 เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตก...
06/08/2026

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ก้าวสู่ปีที่ 40 เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม ธรรมาภิบาล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่องและการทำงานเป็นทีม

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการใช้ชีวิต ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “บ้าน” ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินหรือพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องสามารถใช้เวลาร่วมกับครอบครัว รองรับทั้งการทำงาน การพักผ่อน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในระยะยาวและเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความสุข

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ยังคงเดินหน้าต่อยอดแนวคิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยภายใต้ปรัชญา “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมผสานความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการ การออกแบบ เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อสร้างทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัย การบริหารองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาลและการบริหารด้วยทีมงานมืออาชีพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยว่า 40 ปีที่ผ่านมา บริษัทดำเนินธุรกิจบนความเชื่อว่า บ้านคือพื้นที่สำคัญของชีวิตในระยะยาว การพัฒนาที่อยู่อาศัยจึงต้องพิจารณาความสวยงามของตัวบ้าน ต้องครอบคลุมถึง Life Style สังคมที่อยู่อาศัย คุณภาพของสินค้า คุณภาพการบริการ และราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าและสามารถอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุขตลอดช่วงชีวิต ปรัชญานี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่บริษัทใช้ขับเคลื่อนองค์กรตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน “สำหรับลลิล พร็อพเพอร์ตี้ การสร้างบ้านคือการสร้างพื้นฐานของคุณภาพชีวิต เราจึงให้ความสำคัญกับการคิดระยะยาว ตั้งแต่การเลือกทำเลที่มีศักยภาพปัจจุบันและอนาคต การออกแบบพื้นที่ใช้สอย การควบคุมคุณภาพ คุณภาพของสังคม Life Style ไปจนถึงการดูแลลูกค้าหลังการขาย เพื่อให้บ้านหนึ่งหลังสามารถรองรับการใช้ชีวิตของลูกค้าได้ทั้งในวันนี้และอนาคต”

แนวคิดดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” สามารถเติบโตผ่านความเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์และวัฏจักรเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารสภาพคล่อง ความเสี่ยงและการพัฒนาบุคคลากร การสร้างทีมเวิร์ค ตลอดจนการลงทุนและขยายธุรกิจตามศักยภาพอย่างรอบคอบ นายไชยยันต์ทิ้งท้ายว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ควรวัดจากยอดขายเพียงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความเชื่อมั่นที่บริษัทสามารถสร้างให้กับลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจได้ในระยะยาว ความแข็งแกร่งขององค์กรเกิดจากการบริหารงานอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และการรักษาสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจกับความเสี่ยง การทำงานเป็นทีม เราเชื่อว่าการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพและคุ้มค่าอย่างสม่ำเสมอ คือหัวใจของการสร้างความไว้วางใจ และเป็นรากฐานของยอดขายที่เติบโตได้อย่างมั่นคง”

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การก้าวสู่ทศวรรษใหม่ขององค์กร จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการต่อยอดประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 40 ปี ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น พร้อมยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งฟังก์ชันที่ยืดหยุ่น ความเป็นส่วนตัว พื้นที่ใช้สอยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ การเชื่อมต่อกับเมือง ความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัย รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของสมาชิกทุกวัย บริษัทจึงนำข้อมูลความเข้าใจลูกค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่การวางผังโครงการ การออกแบบบ้านและพื้นที่ใช้สอย ไปจนถึงการพัฒนาประสบการณ์การบริการ เพื่อให้ที่อยู่อาศัยสามารถปรับตัวไปพร้อมกับชีวิตของลูกค้า “รูปแบบครอบครัวและวิถีชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บ้านจึงต้องมีความยืดหยุ่นและใช้งานได้จริง เรามองการออกแบบจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การพักผ่อน การดูแลผู้สูงอายุ การเลี้ยงดูบุตร และการใช้เวลาร่วมกัน เพื่อให้ทุกพื้นที่ภายในบ้านสร้างคุณค่าได้มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพ” ทั้งนี้การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางยังครอบคลุมถึงการบริการในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การเยี่ยมชมโครงการ การตัดสินใจซื้อ การรับมอบบ้าน ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

อีกหนึ่งรากฐานสำคัญขององค์กร คือค่านิยม LALIN ซึ่งใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาบุคลากร วัฒนธรรมองค์กร และแนวทางการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย Long Term Thinking การคิดและตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลลัพธ์ระยะยาว, Adaptation การปรับตัวให้ทันต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค, Life Style การเข้าใจวิถีชีวิต เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง, Innovation การใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับ ประสบการณ์ของลูกค้าและ Networking การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคู่ค้า พันธมิตร และทุกภาคส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาทักษะของบุคลากร และการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนา Human Capital ภายใต้ความเชื่อว่า แม้เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่จะสามารถจัดหาได้ เเต่ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เชื่อว่า “คน” คือสินทรัพย์สำคัญที่ไม่สามารถทดแทนได้ จึงมุ่งพัฒนาบุคลากรสู่การเป็น Learning Organization ผ่าน Lalin Academy การ Upskill–Reskill ด้านดิจิทัล ข้อมูล และ AI ควบคู่กับการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม พร้อมเสริมพลังคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Young Gen และถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรรุ่นพี่ เพื่อสร้างทีมที่พร้อมปรับตัวและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและส่งมอบคุณค่าที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้โดยมีการพัฒนาระบบ IT เป็น Total IT Organization เพื่อสนับสนุนงานทุกสายงานให้ก้าวทันเทคโนโลยี สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล การลงทุนอย่างมีวินัย และการบริหารงานด้วยความรอบคอบ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตขององค์กรกับการส่งมอบคุณค่าระยะยาวให้แก่ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า ผู้ถือหุ้น และสังคม “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการส่งมอบบ้าน แต่คือการส่งมอบพื้นที่ชีวิตที่ลูกค้ารู้สึกมั่นใจได้ในระยะยาว ทั้งในด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และการบริการ เพราะความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ คือคุณค่าที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ และเป็นพลังที่จะนำ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ก้าวต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน” นายชูรัชฏ์กล่าวในที่สุด

“เอพี”พร้อมอวดโฉม“LIFE สาทร–นราธิวาส 22” คอนโดฯร่วมทุน“มิตซูบิชิ เอสเตท”โครงการที่ 25 รวมมูลค่า 1.8 พันล้านนางสาวนิยมาพร...
05/08/2026

“เอพี”พร้อมอวดโฉม“LIFE สาทร–นราธิวาส 22” คอนโดฯร่วมทุน“มิตซูบิชิ เอสเตท”โครงการที่ 25 รวมมูลค่า 1.8 พันล้าน

นางสาวนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์ Executive Vice President บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยว่า ล่าสุดได้เปิดตัว โครงการ“LIFE สาทร–นราธิวาส 22” แฟลกชิปโปรเจกต์คุณภาพที่ลูกค้าเชื่อมั่น สร้างเสร็จพร้อมส่งมอบทุกพื้นที่ด้วยนวัตกรรมพื้นที่ขอบคุณชีวิตที่พร้อมเติมความสงบให้ความสำเร็จโดยพัฒนาในรูปแบบของคอนโด Low-rise ที่เอพีฯพัฒนาร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด นับเป็นโครงการร่วมทุนลำดับที่ 25 มูลค่าโครงการรวม 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน 73.20 ตารางวา ภายในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 22 ประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัย 2 อาคาร สูง 8 ชั้น และอาคาร Stand-alone Facilities 1 อาคาร สูง 2 ชั้น จำนวนรวมเพียง 416 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท* คุ้มค่าทั้งการอยู่อาศัยจริงและเพิ่มมูลค่าในระยะยาว จึงให้บรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวมากกว่าคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่

“LIFE สาทร–นราธิวาส 221” คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเอพีในการส่งมอบคอนโดมิเนียมคุณภาพที่รองรับการใช้ชีวิตจริง โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งใน Flagship Condominium ที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถันภายใต้มาตรฐาน AP CODE – The Code of Living Quality เราขับเคลื่อนการออกแบบจากอินไซด์ของคนเมืองยุคใหม่ที่ไม่เพียงเหนื่อยจากสิ่งที่ต้องทำ แต่ยังรวมถึงจากเรื่องที่ต้องคิดและจัดการตลอดทั้งวัน ดังนั้น ทุกพื้นที่ภายในโครงการ ทีมออกแบบจึงได้ปรับเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อช่วยลดภาระความเหนื่อยล้า และพาผู้อยู่อาศัยกลับเข้าสู่จังหวะชีวิตที่ผ่อนคลาย เป็นส่วนตัว และพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

“ด้วยความสมบูรณ์แบบนี้ เราจึงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ทันทีที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสสเปซและบรรยากาศจริง โครงการจะได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน เพราะนี่คือโครงการพร้อมอยู่ที่ตอบโจทย์ครบทุกมิติ ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยจริงและการถือครองในระยะยาว บนทำเล CBD ที่มีข้อจำกัดด้านที่ดินและแทบจะไม่มีซัพพลายใหม่เกิดขึ้นอีก การได้มาสัมผัสประสบการณ์แห่งความสงบด้วยตัวเอง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ตอกย้ำความมั่นใจให้ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของได้อย่างรวดเร็ว”นางสาวนิยมาพร กล่าว

จุดเด่นสำคัญของโครงการคือทำเล “นราธิวาส 22” นับเป็น Rare Location ใจกลาง CBD ที่มีข้อจำกัดด้านที่ดินและมีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เกิดขึ้นไม่มาก รายล้อมด้วยย่านธุรกิจสำคัญทั้งสาทร สีลม และพระราม 3 ใกล้สำนักงานใหญ่ขององค์กรชั้นนำ สถาบันการเงิน และแหล่งไลฟ์สไตล์ พร้อมเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ระบบ BRT และทางด่วน

โครงการได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Gratitude Design for Peace – เติมความสงบให้ความสำเร็จ” เปลี่ยนพื้นที่อยู่อาศัยให้เป็น Sanctuary แห่งการพักผ่อนและฟื้นฟูพลังที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวใจกลางเมือง ผ่านอาคาร Stand-alone Facilities ซึ่งรวบรวมพื้นที่กว่า 25 ฟังก์ชัน เชื่อมโยงงานดีไซน์เข้ากับธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว

นี่คืออินไซต์จาก AP CODE ที่ LIFE สาทร–นราธิวาส 22 นำมาตีความใหม่สู่แนวคิด Green Emotional Buffer ดีไซน์ที่ให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็น ‘พรมแดนซับความวุ่นวาย’ การออกแบบสเปซที่รับส่งความรู้สึก ตั้งแต่เลเยอร์พรรณไม้บริเวณทางเข้า ผสานระบบ Air Flow ดึงสายลมธรรมชาติให้หมุนเวียน เพื่อให้ทุกก้าวที่เดินผ่าน ค่อยๆ ชะล้างจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ และคืนความสงบกลับสู่เวลาส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบในโครงการ

ส่วนกลางไฮไลต์จัดเต็มกับ Botanical Gym ฟิตเนสที่ผสานอุปกรณ์ออกกำลังกายเข้ากับบรรยากาศสวนและแสงธรรมชาติ Mindful Courtyard สวนพักผ่อนที่รายล้อมด้วยพรรณไม้หลากหลายสายพันธุ์ Vitality Pool สระว่ายน้ำความยาวกว่า 20 เมตร และ Hydro Hibernation Spa พื้นที่วารีบำบัดสำหรับผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ โดยพื้นที่สระว่ายน้ำยังได้รับการจัดสรรให้รองรับจังหวะการพักผ่อนที่แตกต่างกัน ด้วยการแยกโซนสำหรับว่ายน้ำออกจากสระสำหรับแช่ตัวและพักผ่อน พร้อมใช้แนวพรรณไม้ช่วยลดการรบกวนทางสายตา เพื่อให้กิจกรรมหลากหลายสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเป็นส่วนตัวและไม่รบกวนกัน

นอกจากนี้ยังมี Forest Glasshouse พื้นที่พบปะและทำกิจกรรมท่ามกลางวิวสวน Slow Society และ Forest Co-Space สำหรับพักผ่อนหรือทำงาน Collab Cloud ห้องประชุมส่วนตัว รวมถึง Shambala Lounge, Shambala Outdoor Dining และ Herbal Garden ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมเมืองอย่างลงตัว

ห้องชุดดีไซน์ใหม่ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดแม้กระทั่ง ‘จังหวะการมองเห็นและเสียงสะท้อน’ ชูแนวคิด Private Living Flow จัดเลย์เอาต์ไม่ให้เปิดประตูมาเจอมุมพักผ่อนทั้งหมดในทันที พร้อมฟังก์ชัน Living Buffer ดรอปเสียงรบกวนจากภายนอก ใส่ใจดีเทลตำแหน่งปลั๊กไฟและสเปซจัดเก็บที่ใช้งานได้จริง ประกอบด้วย

-1-Bedroom พื้นที่ใช้สอย 26–30 ตารางเมตร ออกแบบ Flexible Living Area ให้กว้างขึ้น พร้อม Invisible Zoning และ Invisible Corridor แบ่งสัดส่วนพื้นที่พักผ่อน รับประทานอาหาร และครัวอย่างลงตัว เริ่ม 3.49 ล้านบาท*

-1-Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 35 ตารางเมตร โดดเด่นด้วยการปรับตำแหน่งระเบียงมาไว้บริเวณกลางห้อง เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานภายใน เกิดเป็น Working Corner ที่ได้รับแสงธรรมชาติ พร้อมห้องอเนกประสงค์ซึ่งสามารถปรับเป็นห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย ห้องสำหรับงานอดิเรก หรือห้องนอนที่สอง เริ่ม 4.59 ล้านบาท*

-2-Bedroom พื้นที่ใช้สอย 52 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่นั่งเล่นและรับประทานอาหารขนาดใหญ่ รวมถึงครัวปิด เหมาะสำหรับคู่รัก ครอบครัวขนาดเล็ก หรือผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม เริ่ม 6.9 ล้านบาท*

LIFE สาทร–นราธิวาส 22 ได้วางระบบ Seamless Security ให้ดูแลผู้อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หน้าโครงการจรดห้องนอน ผ่านระบบ Face Scan และ Digital Door Lock ทุกยูนิต และไฮไลต์ที่แก้ Pain Point คนเมืองได้อย่างตรงจุด คือการจัดสรร ‘โซนรับอาหารเดลิเวอรีแบบปิดแยกอาคาร’ หมดกังวลเรื่องกลิ่นรบกวนและความไม่เป็นระเบียบ คืนความสบายใจและบรรยากาศที่ลงตัวให้การอยู่อาศัยในทุกๆ วัน

LIFE สาทร–นราธิวาส 22 ทำเล Rare Location ใจกลาง CBD พร้อมเปิดให้สัมผัสโครงการและสเปซจริง เติมเต็มทุกจังหวะชีวิตอย่างลงตัว ห้องชุด 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท* พร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 รับสิทธิประโยชน์มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท*

“บ้านชาวไทย” เดินหน้าแล้ว! เปิดเซ็นรับสิทธิ D:CODE SRI NAKARIN “คีรี กาญจนพาสน์” ปลื้มกระแสตอบรับล้นดีเดย์! “บ้านชาวไทย”...
03/08/2026

“บ้านชาวไทย” เดินหน้าแล้ว! เปิดเซ็นรับสิทธิ D:CODE SRI NAKARIN “คีรี กาญจนพาสน์” ปลื้มกระแสตอบรับล้น

ดีเดย์! “บ้านชาวไทย” เปิดให้ผู้ได้รับแจ้งสิทธิจากโครงการ D:CODE SRI NAKARIN เข้าดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิ “คีรี กาญจนพาสน์” ปลื้มกระแสตอบรับดี แย้มเตรียมจัดสรรสิทธิ D:CRAFT KHLONG LUANG เร็วๆ นี้

3 สิงหาคม 2569 กลุ่มบริษัทบีทีเอส ในฐานะผู้ดำเนินโครงการ “บ้านชาวไทย” ภายใต้แนวคิด “สนับสนุนคุณภาพชีวิต เพื่อการอยู่อาศัย” เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการบ้านชาวไทย D:CODE SRI NAKARIN ได้ดำเนินกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา จนได้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ ตามกติกาของกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิการจอง ต่อมาได้ให้ผู้ได้รับการจัดสรรสิทธิดำเนินการยืนยันรับสิทธิ และยื่นเอกสารเพื่อพิจารณาความสามารถทางการเงินเบื้องต้น ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้วนั้น

ล่าสุดโครงการ “บ้านชาวไทย” ได้ดำเนินการแจ้งให้ผู้ที่ได้รับการแจ้งสิทธิจากโครงการฯ เข้าดำเนินการ เซ็นและรับใบจองสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเจ้าหน้าที่จะติดต่อเพื่อนัดหมายวัน เวลา และสถานที่ในการเข้าดำเนินการ พร้อมขอให้ผู้ได้รับแจ้งสิทธิจากโครงการฯ นำบัตรประจำตัวประชาชน มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันตัวตน และใช้ประกอบการดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิ

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการแจ้งสิทธิจากโครงการฯ สามารถเลือกนัดหมายเข้าดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิตามสถานที่ ดังต่อไปนี้
1.อาคาร BTS Visionary Park ชั้น 1 (Lobby) ฝั่ง North
เปิดให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. (ปิดทำการในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
2.Sales Gallery D:CODE SRI NAKARIN
เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.30 – 20.00 น.

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับการแจ้งสิทธิจากโครงการฯ สามารถตรวจสอบรายละเอียดผ่าน Notification ในระบบเว็บไซต์ของโครงการฯ โดยเข้าสู่ระบบได้ที่ www.baan-chaothai.com

“นอกจากนี้ ทางโครงการฯ ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าการเข้าดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิ เป็นสิทธิสำหรับผู้ที่ได้รับการติดต่อนัดหมายวัน เวลา และสถานที่จากเจ้าหน้าที่โครงการฯ ผ่าน Call Center หมายเลข 093–228–3333 และ 092–257–1999 แล้วเท่านั้น หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่าน LINE OA : เพื่อรับข้อมูล ข่าวสาร และการช่วยเหลือจากโครงการฯ ได้โดยตรง”

ในโอกาสนี้ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ได้เดินทางมาเยี่ยมชมบรรยากาศการเข้าดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิของผู้ได้รับแจ้งสิทธิในโครงการบ้านชาวไทย D:CODE SRI NAKARIN ที่อาคาร BTS Visionary Park ชั้น 1 (Lobby) ฝั่ง North พร้อมพบปะ และยินดีกับผู้ได้รับสิทธิ

นายคีรี กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโครงการบ้านชาวไทย ที่ได้เริ่มเปิดให้ผู้ได้รับแจ้งสิทธิ จากโครงการฯ เข้าดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิ ซึ่งเริ่มต้นที่โครงการ D:CODE SRI NAKARIN ก่อน ซึ่งจะมีการนัดหมายลูกค้ามารับใบจองสิทธิจนกว่าจะครบจำนวนลูกค้าที่ยืนยันรับสิทธิของโครงการฯ ขณะนี้โครงการบ้านชาวไทย ทั้ง 2 โครงการฯ ได้แก่ D:CODE SRI NAKARIN และ D:CRAFT KHLONG LUANG ได้ปิดลงทะเบียนลงแล้ว และได้รับผลตอบรับที่ดีในการลงทะเบียนจองสิทธิ

นายคีรี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าโครงการบ้านชาวไทย เป็นโครงการฯ ที่มีประโยชน์ต่อสังคม และด้วยแนวคิดใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่กำลังเช่า มีโอกาสได้ซื้อที่อยู่อาศัยด้วยวิธีที่เหมาะสม และไม่เพิ่มภาระในระหว่างที่กำลังจ่ายค่าเช่าอยู่ เพราะโครงบ้านชาวไทย จองสิทธิฟรี ไม่ต้องวางเงินดาวน์ เริ่มผ่อนเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ มาพร้อมด้วยการออกแบบตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ และระบบไฟฟ้า อย่างครบครัน พร้อมเข้าอยู่ได้ทันที

นายคีรี กล่าวว่า สำหรับโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ที่ได้ปิดลงทะเบียนลงแล้วนั้น พบว่ามีผู้ที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนจองสิทธิเกินกว่าจำนวนยูนิตที่มีอยู่ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ ประมาณวันที่ 14 สิงหาคม 2569 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประกาศผลการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ เพื่อนัดหมายดำเนินการเซ็นและรับใบจองสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

“กระแสตอบรับของโครงการบ้านชาวไทย ถือว่าอยู่ในระดับดี หรือดีมาก เพราะผมคิดว่าเป็นโครงการฯ ที่มีประโยชน์กับสังคม และราคาที่เราตั้งไว้ก็เป็นราคาที่คนเช่าอยู่ในวันนี้มีกำลังที่จะผ่อนได้ ในระดับราคาเดียวกับการเช่า แต่อาจจะใช้ระยะเวลาผ่อนนานหน่อย แต่จะได้คอนโดเป็นทรัพย์สินของตัวเอง” นายคีรี กล่าว

นายคีรี กล่าวด้วยว่า ส่วนกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิ ในโครงการฯ ต่อไปในอนาคต ตั้งแต่โครงการที่ 3 เป็นต้นไป จะเป็นการให้สิทธิผู้ที่มาก่อน Pre-Approve ก่อน ได้รับสิทธิไป ไม่ต้องมาจัดสรรสิทธิ น่าจะสะดวกกว่า โดยโครงการที่ 3 จะอยู่ในเมืองหลวง แต่คงต้องรอให้กระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิของโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG จบลงก่อน เพราะยังมีลูกค้าสอบถามเข้ามาว่า โครงการฯ ขยายจะไปพื้นที่ไหน และมีความสะดวกสบายหรือไม่ ขณะนี้ราคาของโครงการฯ ในอนาคตก็คงใกล้เคียงกับ 2 โครงการฯ แรก หรือหากปรับขึ้นก็คงไม่มาก เพราะต้องสำรวจราคาวัสดุก่อสร้างก่อน แต่ในส่วนของ 2 โครงการฯ แรก ยังคงอยู่ในระดับราคาที่เราเคยได้ประกาศออกไป เพราะเราต้องการให้ที่อยู่อาศัย อยู่ในมือผู้ซื้อที่มีความต้องการอย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่จะซื้อไปเพื่อปล่อยเช่าเราก็ยินดี แต่การให้สิทธิจะได้เพียง 1 คน 1 สิทธิต่อโครงการเท่านั้น ไม่สามารถมาจองหลายสิบยูนิต ด้วยคนเพียง 1 คนได้ เพื่อให้ที่อยู่อาศัยเข้าถึงผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยจริง

ผู้เป็นเจ้าของโครงการ D:CODE SRI NAKARIN ได้แก่ บริษัท แคพริคอร์น ฮิลล์ จำกัด (บริษัทในกลุ่มบีทีเอส) ท่านสามารถศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ข้อกำหนด และเงื่อนไขของกระบวนการคัดเลือก และจัดสรรสิทธิการจองห้องชุดโครงการบ้านชาวไทย ได้ที่เว็บไซต์ www.baan-chaothai.com และศึกษาข้อมูลโครงการฯ ได้ที่ www.baan-chaothai.com/brochure01 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center : 093–228–3333, 092–257–1999 และ Email : [email protected] และ LINE OA : หรือติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย “บ้านชาวไทย” ได้ทุกช่องทาง

“SCGP”สู้ศึกต้นทุนผันผวน Q2/69 กำไรโตระเบิด 128% ลุยไม่ถอย! พลิกฟื้นอินโดฯ-เวียดนามแกร่ง จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ...
21/07/2026

“SCGP”สู้ศึกต้นทุนผันผวน Q2/69 กำไรโตระเบิด 128% ลุยไม่ถอย! พลิกฟื้นอินโดฯ-เวียดนามแกร่ง จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท/หุ้น รุกลงทุนเสริมพอร์ตโซลูชันครบวงจร

SCGP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างมีคุณภาพ รายได้จากการขาย 32,454 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,304 ล้านบาท ธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกทำกำไร ความต้องการในอาเซียนขยายตัว โดยเฉพาะในเวียดนามเติบโตแรงต่อเนื่อง ปักธงเดินกลยุทธ์ขยายการลงทุนบรรจุภัณฑ์กระดาษเสริมศักยภาพโซลูชันบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในอาเซียน พร้อมประกาศปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น มองแนวโน้มไตรมาส 3 ต้นทุนผันผวนลดลง คาดไทยรับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐและการเตรียมสต็อกสินค้าช่วงปลายไตรมาส

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า เติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการบริโภคภายในแต่ละประเทศอาเซียนและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น หลังผ่านช่วงวันหยุดในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม และเป็นช่วงฤดูกาลผลผลิตทางการเกษตร การเพิ่มสต็อกสินค้าเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนด้านอุปทาน การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล การจัดกิจกรรมในช่วงแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2569 ส่งผลให้ปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและบรรจุภัณฑ์อาหารปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าขนส่งสินค้าปรับเพิ่มขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

บริษัทฯ เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการต้นทุน รักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของลูกค้า พร้อมกับเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคและการนำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคแบบครบวงจร ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทำให้ธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกกลับมาทำกำไรจากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของราคาตามตลาดในภูมิภาค การบริหารต้นทุน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้จัดการต้นทุนได้ตามที่วางแผนไว้ ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมกับลูกค้าในการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ไตรมาส 2 ปี 2569 มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมีรายได้จากการขายรวม 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน มี EBITDA เท่ากับ 5,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน และมีกำไรสำหรับงวด 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 128 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 จากไตรมาสก่อน

ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 1,717 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569

นายวิชาญ กล่าวว่า ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 3 ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยบวกจะมาจากการผลิตสินค้าเพื่อรองรับการเพิ่มสต็อกในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 เพื่อรองรับการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซียและไทย ส่วนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ส่วนราคาน้ำมันจะมีความผันผวนลดลง อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่ยุติ ทำให้ต้องติดตามกลไกตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการที่ตอบโจทย์หลากหลายมากขึ้น

SCGP มุ่งมั่นสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์เชิงรุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากกระดาษในอาเซียนเพื่อรับโอกาสความต้องการที่ขยายต่อเนื่อง โดยเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในตอนใต้ของประเทศเวียดนาม 26,800 ตันต่อปี ที่จะตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานเดิมของ Vina Kraft Paper Co., Ltd. (VKPC) ซึ่งเป็นบริษัทใน SCGP ที่นครโฮจิมินห์ ด้วยงบประมาณรวม 748 ล้านบาท เพื่อรุกต่อยอดโอกาสการเติบโตในเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มการผลิตในเดือนกันยายนปี 2570 ขณะเดียวกัน ได้เสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องผ่านการเพิ่มปริมาณการขายในประเทศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) Machine Learning และ Deep Learning เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงาน (Collaborative Robot: Cobot) มาใช้ในกระบวนการผลิต

การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารภายหลังการเกษียณอายุของ นายวิชาญ จิตร์ภักดี โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของ SCGP เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป โดยเป็นการส่งต่อการบริหารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทิศทางเชิงกลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจในอนาคต พร้อมสานต่อจุดแข็งของบริษัทฯ ควบคู่กับการนำแนวคิดและมุมมองใหม่มายกระดับประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

“เอพี” จับมือ “มิตซูบิชิ เอสเตท” ลุย “LIFE สุขุมวิท–พระราม 4” มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ปักหมุดยุทธศาสตร์ New CBD ลั่นเพร้...
20/07/2026

“เอพี” จับมือ “มิตซูบิชิ เอสเตท” ลุย “LIFE สุขุมวิท–พระราม 4” มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ปักหมุดยุทธศาสตร์ New CBD ลั่นเพร้อมทุบราคาเริ่ม 2.99 ล้าน ท้าชนบิ๊กแบรนด์

เอพี ไทยแลนด์ฯ เดินหน้าขยี้ทำเลทอง ตอกย้ำเจ้าตลาดคอนโดฯ ประกาศยึดน่านน้ำยุทธศาสตร์ “พระราม 4” หลังพอร์ตเก่าโกยยอดขายถล่มทลายทะลุ 15,600 ล้านบาท ล่าสุดผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น “มิตซูบิชิ เอสเตท” ปล่อยหมัดเด็ดไตรมาส 3 เปิดตัว “LIFE สุขุมวิท–พระราม 4” มูลค่า 4,500 ล้านบาท ปฏิวัติเลย์เอาต์ห้องชุดหน้ากว้างรูปแบบใหม่ จัดเต็มพื้นที่ส่วนกลางลอยฟ้า 4 ชั้นยักษ์ใหญ่ที่สุดในย่านกว่า 5,800 ตร.ม. พร้อมงัดระบบความปลอดภัยขั้นสุด “Seismic Sensor” ดักจับแผ่นดินไหวและรับประกันโครงสร้างยาวนาน 10 ปี มั่นใจกวาดพรีเซลทะลักเกิน 70% ดีเดย์เปิดหั่นราคาหั่นจองห้ามพลาด 1–2 ส.ค.นี้

นางสาวนิยมาพร โต๊ะสงวนพันธ์ Executive Vice President บริษัท เอพี (ไทยแลนด์)จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยว่า ถนนพระราม 4 คือ Strategic Location-in-Location ที่เอพีปักหมุดพัฒนาโครงการคอนโดมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพการเติบโตที่สูงทั้งในด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน ในฐานะการเชื่อมต่อย่านเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ระดับโลก ทั้งสุขุมวิท สาทร และสีลม ความสำเร็จของเอพีในทำเลนี้สะท้อนชัดเจนผ่านความเชื่อมั่นของลูกค้า ด้วยพอร์ตโครงการคอนโดฯเครือเอพี รวมมูลค่ากว่า 15,600 ล้านบาท ทั้ง LIFE พระราม 4–อโศก ที่กวาดยอดขายแล้วกว่า 83% (มูลค่า 6,500 ล้านบาท) และ ASPIRE สุขุมวิท–พระราม 4 ที่มียอดขาย 72% มูลค่าโครงการ 4,600 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ต่อยอดไปสู่โครงการใหม่ล่าสุดอย่าง LIFE สุขุมวิท–พระราม 4 มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท โครงการร่วมทุนลำดับที่ 29 ระหว่าง เอพี ไทยแลนด์ฯ และ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด

“ความแตกต่างของทุกๆ โครงการในเครือเอพี เริ่มต้นจากความเข้าใจการใช้ชีวิตจริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สำหรับ LIFE สุขุมวิท–พระราม 4 โครงการใหม่ล่าสุดในไตรมาส 3/2569 นี้ เอพีฯตั้งใจออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่โดดเด่น ทั้งด้านนวัตกรรมพื้นที่และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าย่านพระราม 4 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยวางเป้ายอดพรีเซลไว้ไม่ต่ำกว่า 70% (จากจำนวนห้องชุดที่เปิดขาย) ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจเสมอมา”นางสาวนิยมาพร กล่าว

นิยามใหม่ของพื้นที่ส่วนกลางลอยฟ้า 4 ชั้นที่ใหญ่ที่สุดในย่านกว่า 5,800 ตารางเมตร(ตร.ม.)ที่ออกแบบมาเพื่อบาลานซ์ชีวิตเมืองและความเป็นส่วนตัว ไม่ได้ออกแบบแค่ให้มองแล้ว “สวย” แต่เอพีฯตั้งใจสร้าง “ประสบการณ์” ให้ทุกฟังก์ชันเข้าไปถึงความรู้สึกของผู้อาศัยได้จริง ให้คุณเชื่อมต่อกับตัวเอง (Connect with Yourself) และเชื่อมต่อกับผู้คน (Connect with Others) ได้อย่างลงตัว ผ่านการดีไซน์ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกิจกรรม Active และ Passive เข้าด้วยกัน พร้อมฟังก์ชันที่ครบครันที่สุด อาทิ

Extraordinary Lounge โถงล็อบบี้สำหรับพักผ่อนวิวสวนทอดยาวตามแนวอาคาร, The Commons ห้องอเนกประสงค์สามารถนั่งทำงาน ทานอาหารหรือเครื่องดื่มได้ในเวลาเดียวกัน, Eclipse Haven Pavilion สวนดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์พร้อมที่นั่งพักผ่อนคลาย, โดดเด่นด้วยพื้นที่ส่วนกลางชั้น 46 Serene Co-working Space ห้องนั่งทำงานวิวเมืองและวิวโค้งน้ำบางกระเจ้า, Ambivert Sky Lounge พื้นที่นั่งพักผ่อนโอบล้อมด้วยวิวขนานท้องฟ้า รวมไปจนถึง Sunset Pool สระว่ายน้ำสำหรับแช่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ, Panoramic Pool สระว่ายน้ำแบบ Lap Pool ความยาว 25 เมตร ขนานไปกับวิวโค้งน้ำบางกระเจ้า โดยตั้งใจเปิดมุมมองให้กว้างที่สุด แล้วปล่อยให้ความโค้งของสระไหลล้อไปกับโค้งน้ำบางกระเจ้าที่อยู่ตรงหน้า, Health Club ห้องออกกำลังกายแยกอิสระทั้งโซน Cardio และ Weight Training, Sky-Enveloped Terrace พื้นที่นั่งพักผ่อนแบบส่วนตัวพร้อมรับวิวเมืองสุขุมวิทและโค้งน้ำบางกระเจ้าที่คุณหาที่ไหนไม่ได้ และ Skyline Garden สวนลอยฟ้าบนชั้นสูงสุดที่เปิดรับวิวเมืองแบบพาโนรามา ทุกพื้นที่ถูกจัดวางโดยใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ แสง และท้องฟ้า เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างละมุนใจ และผสานนวัตกรรม Fresh Air ระบบหมุนเวียนอากาศสะอาดบริสุทธิ์ เพื่อส่งมอบ “สภาวะอยู่สบาย” ที่เปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นมากกว่าความสวยงาม แต่เป็นพื้นที่ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกิดขึ้นจริงในทุกการใช้งาน

ทั้งนี้ เอพีฯมุ่งมั่นทลายกรอบการออกแบบเดิม สู่ฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นสูงในทุกโครงการ เพื่อสร้างนิยามใหม่ของพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องชุด แต่เป็น “พื้นที่ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิตคนเมือง” ได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยทุกตารางเมตรคือความใส่ใจที่เอพีกลั่นกรองมาจากความเข้าใจชีวิตและการใช้ชีวิตจริงของลูกค้าในแต่ละโครงการอย่างลึกซึ้ง

-1 Bedroom Large (31.50 ตร.ม.): ดีไซน์ที่จัดสรรสเปซอย่างเป็นสัดส่วนด้วยการแยกโซนห้องครัวปิด ช่วยป้องกันกลิ่นรบกวนจากการประกอบอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อม Walk-in Closet ขนาดใหญ่ในห้องนอน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการเก็บสิ่งของของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มที่ ในราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท*

-1 Bedroom Plus (35.00 ตร.ม.): ครั้งแรกของการฉีกกฎการออกแบบสำหรับห้องไซส์ 35 ตร.ม. ด้วยเลย์เอาต์ดีไซน์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเอพีเพิ่มพื้นที่ Foyer มอบความเป็นส่วนตัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าห้อง พร้อมห้องอเนกประสงค์ริมหน้าต่างที่เปิดรับวิวเมืองหรือวิวโค้งน้ำบางกระเจ้าอย่างเต็มตา ปรับฟังก์ชันได้ไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น Work from home, ห้องพักผ่อน หรือห้องนอนที่สอง รองรับอนาคตที่ยืดหยุ่น ในราคาเริ่มต้น 4.29 ล้านบาท*

-2 Bedroom 2 Bathroom (50.00–60.50 ตร.ม.): ปฏิวัติเลย์เอาต์ด้วยดีไซน์ “หน้ากว้างพิเศษ” (Extra-Wide Layout) ที่ดึงแสงธรรมชาติและทัศนียภาพเมืองเข้ามาสู่ภายในได้อย่างเต็มที่ เชื่อมต่อพื้นที่ส่วนกลางให้โปร่งสบายไร้รอยต่อ มอบสมดุลระหว่างพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันและมุมสงบส่วนตัว สำหรับครอบครัวคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการนิยามความสุขในพื้นที่ที่กว้างกว่าเดิม ในราคาเริ่มต้น 6.59 ล้านบาท*

โครงการ LIFE สุขุมวิท–พระราม 4 ได้รับการก่อสร้างภายใต้ AP CODE – The Code of Living Quality แนวคิดและมาตรฐานการทำงานสำคัญของเอพีที่เริ่มต้นจากความเข้าใจการใช้ชีวิตจริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง โดยผสานมิติเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมความอุ่นใจและความปลอดภัยของอาคารสูง อาทิ

-การติดตั้งระบบ Seismic Sensor ประสิทธิภาพสูงที่สามารถตรวจจับคลื่นแผ่นดินไหวทั้ง P-Wave และ S-Wave ล่วงหน้า โดยระบบจะสั่งการอัตโนมัติให้ลิฟต์โดยสารเคลื่อนที่ไปยังชั้นที่ใกล้ที่สุดและเปิดประตูให้ผู้อยู่อาศัยอพยพทันที เพื่อยกระดับความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทุกชีวิตภายในโครงการ

-ความเชื่อมั่นในระยะยาวด้วยการรับประกันโครงสร้างหลักอาคารนาน 10 ปี ซึ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพการก่อสร้างที่เอพีมั่นใจ และมอบความอุ่นใจให้กับเจ้าของร่วมและนักลงทุนในระยะยาว

สัมผัสความสุนทรีย์ของชีวิตเมืองที่เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดาก่อนใคร ในงาน “EXCLUSIVE PREMIER LAUNCH” วันที่ 1–2 สิงหาคม 2569 นี้ ณ Sales Gallery โครงการ LIFE สุขุมวิท–พระราม 4 ร่วมเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่ได้เข้ามาสัมผัสพื้นที่จริงเพื่อค้นพบนวัตกรรมสเปซและการจัดวางฟังก์ชันที่เข้าใจจังหวะชีวิตคนเมือง พร้อมรับเอกสิทธิ์ในการเลือกสรรยูนิตตำแหน่งพิเศษกับทิศทัศนียภาพที่ดีที่สุดก่อนใคร ในราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท* ลงทะเบียนรับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท* พร้อมเงื่อนไขการจองที่คุณเบาสบายกว่าที่เคย ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน* และรับคะแนนสะสมพิเศษสูงสุด 7X** (เมื่อมียอดใช้จ่ายแบบแบ่งชำระ) หรือแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* (เมื่อชำระเงินจองและค่าทำสัญญาเต็มจำนวน) มากไปกว่านั้นยังมีข้อเสนอสุดพิเศษที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายๆ เพียงลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ www.apthai.com/th/condominium/life-sukhumvit-rama-4

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ FM PROP โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์