31/05/2026
จบสถาปัตฯทำงานมา 6 ปี เงินเดือนแตะเกือบแสนนึง
เพราะได้เรียนสาขาที่มาก่อนกาล ทำได้หลายอย่าง อยู่ได้ทุกสภาวะเศรษฐกิจ เพราะปรับตัวทำได้หลายฝ่าย
มีสาขาวิชาปริญญาตรีหนึ่ง ที่ก่อตั้งมาเมื่อ 16 ปีที่แล้ว
เป็นสาขาที่ไม่ได้สอนเด็กสถาปัตย์แค่ว่า
“ตึกนี้จะออกแบบให้สวยอย่างไร”
ผมจบจากที่นี่ ซึ่งหล่อหลอมกระบวนการคิดแบบมีระบบ
อัดหนักๆ ในการมองทุกมิติของธุรกิจ ผ่านโครงการอสังหาฯ
ที่นี่สอนให้คิดว่า
ที่ดินนี้ควรทำอะไร ทำไมต้องทำ ทำแล้วขายใคร ขายได้จริงไหม ติดกฎหมายอะไร ตัวเลขรอดหรือเปล่า ตลาดต้องการจริงไหม และสุดท้าย…โครงการนี้ควรเกิดขึ้นบนโลกจริงหรือเปล่า
พูดง่าย ๆ คือ มันเป็นสาขาที่พยายามสร้าง “สถาปนิกที่คิดแบบ BD” มาตั้งแต่ก่อนที่คำว่า AI, Data, Tech จะกลายเป็นคำที่คนพูดกันเต็มตลาดแบบทุกวันนี้
ผมกำลังพูดถึงปริญญาตรี
สาขาสถาปัตยกรรมเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาขาที่เด็กไม่ได้เรียนแค่ออกแบบ แต่ถูกฝึกให้มองครบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และต้องอัดเนื้อหาหนักมากและจับโยนลงน้ำ ให้ทำโปรเจคเสมือนจริงเลย ตั้งแต่ปี 1–4 เพราะหลักสูตรมีแค่ 4 ปี
ทุกคนต้องผ่านอย่างน้อย 6–7 โปรเจกต์ หลายประเภทมาก ตั้งแต่บ้าน หอพัก คอนโด Community Mall, Mixed-use ทั้ง Low Rise / High Rise และได้เจอที่ดินตั้งแต่ 20 วาไปจนถึงหลัก100ไร่
ไปจนถึงโปรเจกต์จบที่อยากทำอะไรก็ได้ตามเทรนด์โลก ขอแค่ทำให้มันเป็น “อสังหาฯ” ที่มีเหตุผลและตลาดรองรับ
ทำตั้งแต่หาที่ดิน อ่านทำเล ดูกฎหมาย วิเคราะห์ตลาด ทำ feasibility คิด product วาง positioning ทำการเงิน ต้นทุน กำไร ค่าใช้จ่าย ภาษี ทำ marketing material และ pitch โครงการให้เหมือนกำลังขายต่อบอร์ดบริหารหรือนักลงทุนจริง ๆ
พอมองย้อนกลับไป ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่มาก่อนกาลพอสมควร เพราะวันนี้โลกกำลังเดินมาถึงจุดที่ แค่ “ออกแบบสวย” อาจไม่พอแล้ว
พรุ่งนี้ผมจะไปบรรยายที่ Siam Paragon, Nextopia ชั้น 5A
เวลา 13.50–14.30 น. (16 พฤษภาคม 2569)
แว้บมาเจอกันได้ ถ้าใครว่าง
ในงานโชว์โปรเจกต์จบของนักศึกษาปี 4
สาขาพัฒนาอสังหาฯ คณะสถาปัตย์ ม.ธรรมศาสตร์
งานนี้ชื่อ “ARE Showcase : Archcade 2026”
มีโปรเจกต์จบประมาณ 30 โครงการ มาโช
(ที่ดินสวยๆเพียบ กทม. ภูเก็ต EEC)
หัวข้อที่ผมพูดคือ
Future Architect: Designer, Marketer, or Strategist ?
แปลเป็นภาษาคนก็คือ
อนาคตของสถาปนิก จะยังเป็นแค่ “คนออกแบบ” อยู่ไหมหรือสถาปนิกยุคต่อไปต้องเป็นทั้งคนออกแบบ คนเข้าใจตลาด คนอ่านเมือง คนอ่านตัวเลข คนเข้าใจธุรกิจ และคนใช้ AI ให้เป็นเหมือนทีมงานของตัวเอง
ที่ผมสนใจหัวข้อนี้มาก เพราะวันนี้ AI กำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ทำงานเก่ง” ไปเร็วมาก โดยเฉพาะในสายสถาปัตย์
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือสายทำภาพเรนเดอร์
เมื่อก่อน Perspective หนึ่งภาพอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง บางทีแก้กันเป็นวัน แก้มุม แก้แสง แก้วัสดุ แก้ต้นไม้ แก้คนเดิน แก้ mood จนลูกค้ารู้สึกว่า “ภาพนี้แหละ”
แต่วันนี้ AI ทำภาพระดับที่เอาไปคุย concept ได้ในเวลาไม่กี่นาที
Mood image, Concept visual, Facade option, Interior idea, Massing study, Reference board, Presentation idea หลายอย่างที่เคยใช้แรง ใช้เวลา ใช้คน วันนี้มันเร็วขึ้นแบบน่ากลัว
ถามว่า AI จะแย่งงานสถาปนิกไหม
ผมว่า บางงานโดนแน่ และโดนแล้วด้วย
โดยเฉพาะงานผลิตซ้ำ ๆ งานทำภาพ งาน draft option งานขึ้นไอเดียเบื้องต้น หรืองานที่มูลค่าถูกคิดจาก “ใช้เวลากี่ชั่วโมง” มากกว่า “คิดอะไรได้ลึกแค่ไหน”
แต่ผมไม่ได้คิดว่า AI จะทำให้สถาปนิกหมดความหมาย
ตรงกันข้าม มันอาจทำให้เห็นชัดขึ้นกว่าเดิมว่า ใครเป็นแค่คนผลิตงาน และใครเป็นคนคิดภาพรวม มองภาพใหญ่อนาคตออก
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า คนที่ถูกฝึกมาให้คิดแบบ BD จะได้เปรียบมากในยุค AI เพราะ AI ไม่ได้มีค่ามากที่สุดสำหรับคนที่ใช้มันแทนมืออย่างเดียว
แต่มันมีค่ามากสำหรับคนที่รู้ว่าจะสั่งให้มันคิดเรื่องอะไร
ถ้าคุณมองโครงการเป็นแค่ “แบบอาคาร” AI
ก็อาจช่วยให้คุณทำภาพได้เร็วขึ้น
แต่ถ้าคุณมองโครงการเป็นทั้งที่ดิน ทำเล กฎหมาย ตลาด ผู้ซื้อ คู่แข่ง ต้นทุน รายได้ ความเสี่ยง แบรนด์ การขาย และโมเดลธุรกิจ AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือทำภาพ แต่มันจะกลายเป็นเหมือนทีมเล็ก ๆ ที่ช่วยคุณคิดหลายเรื่องพร้อมกัน
AI เป็นทีม research ได้
AI เป็นทีมดูตลาดได้
AI เป็นทีมทำภาพได้
AI เป็นทีมช่วยคิด positioning ได้
AI เป็นทีมช่วยทำ financial scenario ได้
AI เป็นทีมช่วยทำ content ได้
AI เป็นทีมช่วยเตรียม pitch ได้
AI เป็นทีมช่วยตั้งคำถามก่อนเจอบอร์ดได้
จากงานที่เคยใช้เวลาหลายวัน บางอย่างอาจเหลือไม่กี่ชั่วโมง จากงานที่เคยต้องใช้ทีมหลายคน บางช่วงอาจเหลือคนหนึ่งคนที่มี AI เป็นทีมข้างหลัง
พูดแบบไม่เว่อร์เกินไป ถ้าใช้เป็น มันลดเวลาได้เป็น 10 เท่าในหลายขั้นตอนจริง ๆ
แต่ข้อแม้สำคัญมากคือ
คนใช้ต้องรู้เรื่องพอที่จะตรวจได้ว่า AI มั่วตรงไหน
เพราะ AI ทำภาพได้ แต่ไม่ได้แปลว่าภาพนั้นสร้างได้จริง
AI ทำตัวเลขได้ แต่ไม่ได้แปลว่าตัวเลขนั้นรอดจริง
AI สรุปตลาดได้ แต่ไม่ได้แปลว่ามันเข้าใจ demand จริง
AI เขียน pitch ให้ดูดีได้ แต่ไม่ได้แปลว่านักลงทุนจะเชื่อ
สุดท้ายคนที่ต้องตอบให้ได้คือเราอยู่ดีว่า โครงการนี้ขายใคร ทำเลนี้ควรทำอะไร กฎหมายอนุญาตแค่ไหน ตลาดต้องการจริงไหม ตัวเลขหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า และถ้าเป็นเงินเราเอง เราจะกล้าลงทุนไหม
จากประสบการณ์ที่ผมเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะสถาปัตย์ฯ ป.ตรี อสังหา มาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 8 ปี ผมรู้สึกชัดมากว่า โปรเจกต์จบของนักศึกษาไม่ได้เป็นแค่งานออกแบบ
แต่มันฟ้องอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของอสังหาฯ ไทย
เพราะงานพวกนี้ไม่ใช่อยู่ ๆ จะวาดฝันอะไรก็ได้แล้วจบ
นักศึกษาหนึ่งคนเลยต้องสวมหมวกหลายใบมาก เป็นทั้งคนหาที่ดิน เป็น BD เป็นสถาปนิก เป็นฝ่ายกฎหมายเบื้องต้น เป็นฝ่าย feasibility เป็นฝ่ายการเงิน เป็นฝ่าย marketing เป็นฝ่ายขาย และเป็นคน pitch งาน
วันแมนโชว์สุด ๆ
อาจารย์กับแขกรับเชิญก็คือบอร์ดบริหารจำลองนั่นแหละ
บางทีก็ถามโหดกว่าบอร์ดจริงอีก 555
พอละ พอดีนั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะพูดอะไรดี เลยเขียนเผื่อใครสนใจมาฟัง
พรุ่งนี้เจอกันครับ
Future Architect: Designer, Marketer, or Strategist ?
Siam Paragon, Nextopia ชั้น 5A
16 พฤษภาคม 2569 | 13.50–14.30 น.
ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า
อนาคตของสถาปนิกจะไปได้ไกลกว่าที่เราเคยคิดแค่ไหน