11/07/2026
"ถ้าวันนี้คุณอายุ 40 ปี และอยากเกษียณตอนอายุ 60 ปี คุณคิดว่าต้องมีเงินเท่าไหร่?"
ตอนที่เปิ้ลลองคำนวณครั้งแรก คำตอบทำเอาตกใจ เพราะตัวเลขสูงกว่าที่คิดไว้มาก แต่พอเข้าใจวิธีคิด ก็ทำให้เห็นว่าเป้าหมายนี้อาจเป็นไปได้ หากเราวางแผนและเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม
วันนี้เปิ้ลเลยอยากชวนทุกคนลองคำนวณง่าย ๆ ว่า ถ้าเราอยากเกษียณสบาย ๆ เราต้องมีเงินเท่าไหร่ และจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร” เพื่อที่จะอธิบายให้เข้าใจง่ายเปิ้ลขอใช้ตัวเลขสมมุติกลมๆ
เพราะหลายคนคิดว่าต้องเก็บเงินสดให้ได้หลายล้านบาทก่อนถึงจะเกษียณได้ ซึ่งพอคำนวณออกมาแล้วก็ท้อใจ ใช่ไหมคะ ใครจะเก็บไหว
จากประสบการณ์ของเปิ้ล เปิ้ลมีวิธีที่ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แต่ต้องใช้เวลาเพื่อมีเงินสดก้อนใหญ่ คือการมี "สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด" และมีมูลค่าเติบโตตามเวลา เพราะเงินสดเพียงอย่างเดียวอาจสูญเสียกำลังซื้อจากเงินเฟ้อได้
ก่อนอื่นเปิ้ลจะมาอธิบายถึงวิธีคิดคำนวณก่อนว่าเราต้องตั้งเป้าว่าอยากมีเงินใช้เท่าไหร่ในแต่ละเดือนตอนเกษียณ แต่เพื่อที่จะให้เข้าใจง่าย เปิ้ลขอใช้ตัวเลขสมมุติว่าเป็น $5,000 ต่อเดือน
ตัวอย่างเช่น
ปัจจุบันอายุ 40 ปี อยากเกษียณตอนอายุ 60 ปี และต้องการใช้เงินเดือนละ $5,000 ไปจนถึงอายุ 80 ปี หมายความว่า คุณต้องมีเงินก้อนสำหรับรองรับชีวิตหลังเกษียณเป็นระยะเวลา 20 ปีเต็ม และ"เพื่อให้เข้าใจง่าย เปิ้ลขอใช้การคำนวณแบบง่าย ๆ โดย ยังไม่รวมเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากการลงทุน” เป็นการคำนวณที่เงินก้อนจะถูกใช้หมดตอนอายุ 80 ปีพอดี
หากคำนวณแบบง่าย ๆ จะได้ดังนี้:
1) ต้องมีเงินเท่าไหร่ตอนอายุ 60
ช่วงเวลาหลังเกษียณ = 80 - 60 = 20 ปี
คิดเป็นเดือน = 20 × 12 = 240 เดือน
เงินที่ต้องใช้ทั้งหมด = 240 × 5,000 = 1,200,000
ดังนั้น ต้องมีเงินประมาณ $1.2 ล้าน ตอนอายุ 60 ปี
2) ต้องเก็บอีกกี่เดือน จึงจะได้ $1.2 ล้าน
ระยะเวลาจากอายุ 40 ถึง 60 = 20 × 12 = 240 เดือน
3) ต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่
1,200,000 ÷ 240 = 5,000
ดังนั้น ต้องเก็บเงินเดือนละประมาณ $5000
หรือ วีคละ $1,153
สูตรคำนวณ
เงินที่ต้องมีตอนเกษียณ =
(อายุที่ต้องการอยู่ถึง - อายุเกษียณ) × 12 × เงินใช้ต่อเดือน
เงินที่ต้องเก็บต่อเดือน =
เงินที่ต้องมีตอนเกษียณ ÷ จำนวนเดือนที่เหลือก่อนเกษียณ
สรุป คือ จะต้องเก็บเงินเดือนละ $5,000 ไป 240 เดือนถึงจะได้ $1.2 ล้าน ที่พอจะไว้ใช้เดือนละ $5,000 ไป 20 ปี หรือเก็บวีคละ $1,153 ซึ่งเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
แล้วคำถามคือ เราจะเก็บเงินก้อนยังไงให้ได้ 1.2 ล้าน มีวิธีตั้งแต่ การทำธุรกิจ การได้รับมรดก หรือ การถูกล็อตโต้ แต่คนธรรมดาอย่างเรา เปิ้ลว่าวิธีที่ง่ายและเป็นไปได้ที่สุด คือ การลงทุนค่ะ เพราะเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ และอาจช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
การลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง มักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น และยิ่งเป็นสินทรัพย์ที่ซับซ้อน ยิ่งต้องมีความรู้มากขึ้นในการบริหารความเสี่ยง แต่ทั้งนี้ อสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นหรือคริปโต ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องบริหาร แต่ จุดเด่นของอสังหาริมทรัพย์คือสามารถใช้ Leverage หรือเงินกู้จากธนาคาร เพื่อควบคุมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินลงทุนของตัวเองหลายเท่า
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เปิ้ลมี เปิ้ลลงทุนทั้ง หุ้น กองทุน ทอง คริปโต และอสังหาริมทรัพย์ โดยส่วนสำหรับเปิ้ล อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด เพราะมัน Leverage สูง สามารถเริ่มลงทุนโดยใช้เงินสดของตัวเองไม่มาก
ข้อดีของอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่แค่ราคาที่อาจเพิ่มขึ้น แต่คือการที่เราสามารถใช้เงินของธนาคารเข้ามาช่วยสร้างความมั่งคั่งได้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Leverage”
ในบางกรณี หากมี Equity จากอสังหาริมทรัพย์ที่ถืออยู่ ก็อาจนำ Equity นั้นมาใช้เป็นเงินลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดก้อนใหม่” ไว้โพสต์หน้าจะมาเล่าเรื่องการใช้ Equity เป็น Leverage ยังไงให้ฟังค่ะ
ตัวอย่าง
ถ้าซื้อบ้านราคา $1,000,000 และสมมุติว่าอสังหาริมทรัพย์เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี แบบทบต้น ภายใน 10 ปี มูลค่าจะเพิ่มเป็นประมาณ $1,967,151
การเติบโตของบ้าน 10 ปี
ปีที่ 1 = $1,070,000
ปีที่ 2 = $1,144,900
ปีที่ 3 = $1,225,043
ปีที่ 4 = $1,310,796
ปีที่ 5 = $1,402,552
ปีที่ 6 = $1,500,730
ปีที่ 7 = $1,605,781
ปีที่ 8 = $1,718,185
ปีที่ 9 = $1,838,458
ปีที่ 10 = $1,967,151
ดังนั้น บ้านที่ซื้อวันนี้ในราคา $1 ล้าน หากเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี มูลค่าทรัพย์สินอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณเกือบ $2 ล้าน ภายในระยะเวลา 10 ปี
ถ้าผ่านมา 10 ปี สมมุติว่าบ้านเราติดธนาคารที่ $700,000 และราคาขายบ้านอยู่ที่ $2,000,000
สมมุติว่าเป็นบ้านอยู่เอง ตอนขายไม่ต้องเสีย Capital Gain Tax (ตามกฎหมาย ณ ปัจจุบัน) เสียค่าใช้จ่ายรวม = $40,000
$2,000,000 - $700,000 =$1,300,000
$1,300,000-$40,000 = $1,260,000
จากตัวอย่างนี้ เงินสุทธิประมาณ $1.26 ล้าน (ไม่นับเงินเฟ้อ) ก็ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่เราคำนวณไว้สำหรับการเกษียณแบบง่าย ๆ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อาจช่วยให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้เร็วขึ้น
เพราะหากคุณซื้อบ้านหรือทรัพย์สินที่มีศักยภาพเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี มูลค่าทรัพย์สินอาจเพิ่มขึ้นในระยะเวลา 10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเล ราคาซื้อ เงินกู้ ค่าใช้จ่าย และสภาวะตลาด (** ตัวเลข 7% เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายการเติบโตแบบทบต้น ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน และผลตอบแทนจริงขึ้นอยู่กับทำเล ช่วงเวลาที่ซื้อ และสภาวะตลาด )
กล่าวอีกแบบหนึ่ง บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณมีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ
และหากเป็นบ้านที่ซื้อมาเพื่อเป็นการลงทุนปล่อยเช่า รายได้จากค่าเช่าอาจช่วยผ่อนชำระดอกเบี้ย และเงินกู้บางส่วน เมื่อเวลาผ่านไป นอกจากมูลค่าทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้นแล้ว หนี้สินจะลดลงไปพร้อมกันด้วยจึงเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับแผนเกษียณ เพราะ การวางแผนเกษียณที่ดี ไม่ได้อาศัยแค่การออมเงิน แต่ยังอาศัยการเลือกสินทรัพย์ที่เติบโตไปพร้อมกับเวลา
แล้วคุณล่ะ วางแผนเกษียณไว้ตอนอายุเท่าไหร่? หรือมีวิธีลงทุนแบบไหนที่ใช้สร้าง Passive Income ในอนาคต มาแชร์กันได้นะคะ
*ไม่ใช่คำแนะนำจาก Financial Planner แต่เป็นการแนะนำจากประสบการณ์ส่วนตัว ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง