07/07/2026
https://www.facebook.com/share/1BV3cWqMs4/?mibextid=wwXIfr
ในวันที่นักท่องเที่ยวน้อยลง แต่เศรษฐกิจสุขภาพโตสวนทาง: ถอดรหัสการเดิมพัน "คุณค่าเหนือปริมาณ" ของไทย
เศรษฐกิจเวลเนสไทยแตะ 1.5 ล้านล้านบาทในปีที่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับหดตัวเป็นครั้งแรกนับจากโควิด ตัวเลขสองตัวที่สวนทางกันนี้ อาจกำลังบอกทิศทางใหม่ของประเทศ ปี 2025 เป็นปีที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ผ่านพ้นโรคระบาด เหลือราว 32.9 ล้านคน หรือลดลงกว่า 7% และไตรมาสแรกของปี 2026 ก็ยังชะลอตัวต่อเนื่อง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ตัวเลขอีกชุดหนึ่งกลับพุ่งสวนทาง นั่นคือ "เศรษฐกิจสุขภาพ" หรือเวลเนส
ตามข้อมูลล่าสุดของ Global Wellness Institute (GWI) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เศรษฐกิจเวลเนสของไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2024 เพิ่มขึ้น 10.1% จากปีก่อน ทำให้ไทยเป็นตลาดเวลเนสที่โตเร็วเป็นอันดับ 7 ของโลก โดยหัวหอกคือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ทะยานขึ้น 36.4% แตะ 14 พันล้านดอลลาร์ หรือเกือบสามเท่าของค่าเฉลี่ยโลก
ตัวเลขสองตัวที่วิ่งคนละทิศนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับชาติ จากการแข่งขันด้วย "จำนวนหัว" ไปสู่การแข่งขันด้วย "มูลค่าต่อหัว" — สิ่งที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เรียกอย่างเป็นทางการว่า "Value over Volume" ภายใต้ธีม "Healing is the New Luxury"
เศรษฐกิจ "ป้องกันก่อนป่วย" กำลังมาแทน "รักษาเมื่อป่วย"
แรงขับที่แท้จริงของการเติบโตนี้ ลึกกว่าแค่กระแสสปาและรีสอร์ต มันคือการเปลี่ยนนิยามของการดูแลสุขภาพ จากการรอไปโรงพยาบาลเมื่อป่วย มาเป็นการลงทุนกับความเป็นอยู่ที่ดีในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่อาหาร การออกกำลังกาย ไปจนถึงการเลือกที่อยู่อาศัย
ข้อมูล GWI สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจน นอกจากท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแล้ว อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพเติบโต 22.9% ต่อปี ขณะที่ธุรกิจสปาซึ่งเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของไทยยังโต 18% ต่อปี ทั้งหมดนี้ชี้ไปทิศทางเดียวกัน คือผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือตลาดที่โลกทั้งใบกำลังมุ่งไป โดยเศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และกำลังเข้าใกล้ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026
ทางออกที่กำลังก่อร่าง: ยกภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีโลก
คำถามที่สำคัญกว่า "ตัวเลขโตแค่ไหน" คือ "จะทำให้มันโตอย่างมีคุณภาพและกระจายได้อย่างไร" และนี่คือจุดที่เริ่มเห็นทางออกเป็นรูปธรรม
หมุดหมายใหญ่คือการที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นการประชุมผู้นำอุตสาหกรรมเวลเนสระดับโลกครบรอบ 20 ปี กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกประเมินว่า งานนี้จะสร้างรายได้ระยะสั้นอย่างน้อย 324 ล้านบาท จากผู้นำ 500–600 คน และตั้งเป้าดันมูลค่าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้ทะลุหมื่นล้านบาทภายในปีเดียวกัน
แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวงานประชุม คือยุทธศาสตร์เบื้องหลัง นั่นคือแนวคิด "เส้นทางสุขภาพ" (Wellness Route) ที่พยายามยกภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นเป็นสินค้าระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบ่อน้ำพุร้อนในเชียงใหม่และกระบี่ให้เป็นจุดหมายเชิงสุขภาพ การเชื่อมโยงเส้นทางนวดไทยและการแพทย์แผนไทย ไปจนถึงรีสอร์ตเพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ กลไกนี้สำคัญ เพราะมันคือความพยายามลากเม็ดเงินออกจากเมืองหลักไปสู่ชุมชนและเมืองรอง ผ่านสินทรัพย์ที่ชุมชนมีอยู่แล้ว
สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนไทย นี่คือหน้าต่างโอกาส สินทรัพย์อย่างสมุนไพร การนวด อาหารเพื่อสุขภาพ และวิถีชีวิตที่ผูกกับธรรมชาติ ล้วนเป็นของที่ลอกเลียนได้ยากและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดพรีเมียมทั่วโลก
โจทย์ที่ต้องช่วยกันคิด อย่างไรก็ตาม การจะแปลงตัวเลข 1.5 ล้านล้านบาทให้กลายเป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ยังมีคำถามสำคัญที่ต้องถกกันอย่างตรงไปตรงมา
หนึ่ง — เม็ดเงินกระจายจริงหรือไม่? ข้อมูล GWI ปีก่อนหน้าเคยชี้ว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชาวต่างชาติใช้จ่ายเฉลี่ยราว 1,735 ดอลลาร์ต่อทริป ขณะที่นักท่องเที่ยวในประเทศใช้จ่ายเพียง 367 ดอลลาร์ ช่องว่างนี้บอกว่ามูลค่าส่วนใหญ่ยังผูกกับตลาดกำลังซื้อสูงและเมืองท่องเที่ยวหลัก ยุทธศาสตร์เส้นทางสุขภาพจะปิดช่องว่างนี้ได้จริงแค่ไหน คือสิ่งที่ต้องจับตา
สอง — เรามีคนพอไหม? อุตสาหกรรมที่โตระดับนี้ต้องการบุคลากรทักษะสูง โดยเฉพาะด้านเวชศาสตร์ป้องกันและเทคโนโลยีสุขภาพ ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยยังผลิตได้จำกัด หากอุปทานแรงงานตามไม่ทัน คุณภาพบริการที่เป็นหัวใจของกลยุทธ์ "คุณค่าเหนือปริมาณ" ก็อาจสั่นคลอน
สาม — คุณค่าจริง หรือแค่การตลาด? กลยุทธ์ Value over Volume จะได้ผลก็ต่อเมื่อ "คุณค่า" นั้นจับต้องได้จริง ไม่ใช่การรีแบรนด์บริการเดิมด้วยราคาที่แพงขึ้น ความสามารถด้านสุขภาพเชิงป้องกันที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นเส้นแบ่งระหว่างการเป็นผู้นำที่ยั่งยืน กับการเป็นกระแสชั่วคราว
สี่ — จะพึ่งพากำลังซื้อสูงได้นานแค่ไหน? การที่เวลเนสโตสวนทางกับภาพรวมท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งมาจากการหันไปเจาะตลาดบนและตลาดไกล หากดีมานด์กลุ่มนี้อ่อนแรงลง ความยืดหยุ่นของโมเดลนี้จะมากพอหรือไม่
บทส่งท้าย
ตัวเลข 1.5 ล้านล้านบาทเป็นเรื่องจริงและสดใหม่ และการที่มันโตสวนทางกับจำนวนนักท่องเที่ยว ก็เป็นสัญญาณที่น่าตื่นเต้นว่าไทยอาจกำลังพบโมเดลการเติบโตแบบใหม่ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจสุขภาพจะโตถึงเท่าไร หากแต่เป็นว่า การเติบโตนี้จะหยั่งรากลงถึงชุมชน เมืองรอง และคนทำงานตัวเล็กตัวน้อยได้ลึกเพียงใด นั่นคือโจทย์ที่ไม่ได้เป็นของภาครัฐหรือกลุ่มทุนใหญ่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ ชุมชน และผู้บริโภคชาวไทยทุกคน จะร่วมกำหนดทิศทางไปด้วยกัน