11/02/2022
แค่อยากตบหน้าใครบางคน ...
มีหลายครั้งที่คนเราตัดสินใจทำเรื่องใหญ่โต ด้วยเหตุผลที่ดูไม่เหมือนเหตุผล บ้างทำด้วยความรู้สึกสะใจ หรือทำใส่ใครสักคนที่ดูถูกดูแคลนเรา อยากให้เขาหน้าสั่น สตั้นท์ (อารมณ์ประมาณละครไทยเวลาพระเอกนางเอกเปิดเผยตัวจริง)
น้องคนหนึ่งอีเมลมาเล่าเรื่องคับแค้นใจให้ฟังว่า ถูกญาติดูถูกว่าอายุ 30 แล้ว ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ร้านค้าที่ใช้ทำมาหากินอยู่ปัจจุบันก็ต้องเช่าเขา และที่สำคัญดันไปเช่ากับญาติปากร้ายคนที่ดูถูกเราเสียด้วย (ทำเรื่องเช่ากับคุณอา พอคุณอาเสีย ก็โดนลูกเขาไล่)
ฟังแล้วมันจี๊ด โกรธจัด เลยซัดไปชุดใหญ่ กัดฟันทำเรื่องกู้ร่วมกับแฟนซื้อตึกแถว 2.7 ล้าน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านเช่าเดิม ด้วยหวังเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและร้านค้าใหม่ของตัวเอง ทั้งหมดที่ทำไปเพื่อให้เห็นว่าตัวเองไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก ที่ต้องคอยพึ่งพิงญาติสนิทมิตรสหาย
“อยากตบหน้ามัน ให้มันรู้ว่าผมยืนด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร”
เวลาเลือดทรนงพุ่งพล่านก็มักเป็นแบบนี้ หลายคนเป็น (ผมเองก็เคยเป็น)
ตัดภาพกลับมาปัจจุบัน เดิมเช่าบ้านญาติเดือนละ 4,500 ปัจจุบันผ่อนเดือนละ 14,000 รายจ่ายก้าวกระโดดอย่างมาก ยิ่งเข้าช่วงโควิดรายได้หายไปกว่าครึ่งชีวิตเลยยิ่งหนักไปกันใหญ่ หลังจากซื้อบ้านมาได้ไม่นาน การเงินก็เริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ต้องกู้กินวนไป
เข้าไปเจรจาขอพักชำระหนี้กับธนาคาร 2 ครั้ง ขอลดงวดผ่อนอีก 1 ครั้ง ก็พอทำให้หายใจหายคอคล่องขึ้นบ้าง แม้จะยังไม่ดีมาก แต่ก็พอเอาตัวรอดแต่ละเดือนได้
ในอดีตผมเองก็เคยคิดและทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน ครอบครัวล้มละลาย ญาติมิตรหนีหาย ก็เข้าใจกันได้ แต่เจ็บใจตรงเวลาเจอกันแต่ละที วาจาบาดลึกไม่แพ้มีดไม่แพ้อาวุธแหลมคมเลยแม้แต่น้อย
“ลูกชายตั้ง 4 คน เอาบ้านไว้ไม่ได้ เรียนมาเสียเปล่า”
“พ่อมึงคิดว่าตัวเองเก่ง แล้วไง ยิ่งบริหารยิ่งพัง” (อันนี้พี่ชายพี่สาวพ่อด่าพ่อต่อหน้าเราเลย)
“บ้านตัวเองยังรักษาไว้ไม่ได้ ...”
และอื่นๆ อีกพอสมควร
ใครฟังแล้วแข็งใจไม่โกรธผมชื่นชมเลยว่าเก่ง แต่ผมเองแม่งก็ทำไม่ได้ครับ โกรธแม่งฉิบหาย คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะประสบความสำเร็จ “ตบหน้า” แม่งให้หมด
เอาเข้าจริง! ไม่เป็นแบบนั้นนะ
เพราะคนเราถ้าตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาตัวเองจริงๆ เราจะเอาใจใส่อยู่กับสิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จ มากกว่าเอาเวลาไปนึกถึงคำดูแคลนของคนอื่น ตอนนั้นจำได้ว่าทำงานเช้าถึงค่ำ เหนื่อยจนลืมความแค้นญาติไปหมด เอาเวลาแค้นไปนอนพักผ่อนดีกว่า เต็มที่ก็ไม่ต้องเจอกัน งานรวมญาติก็ไม่ไป ไม่ต้องเจอ ไม่ต้องคุย วันๆ เวลาหมดไปกับงานที่ตั้งใจทำ เพื่อพาชีวิตกลับมาลืมตาอ้าปากมากกว่า
จริงๆ แล้วคำดูถูก แม่งก็ลมปากของคนนั่นแหละ เขาพ่นใส่เราไม่กี่วินาที พ่นแล้วแม่งก็ลืม เขาใช้ชีวิตมีความสุขไปแล้ว เราเองเสียอีก ปล่อยให้มันลอยวนอยู่ในหัวเราตลอดไม่ไปไหนเสียที
หนักเข้าก็อาจเผลอตัดสินใจทำอะไร “ตบหน้า” แบบบ้าบอ ที่ส่งผลร้ายต่อชีวิตตัวเองให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก
ชีวิตกำลังมีปัญหา ก็ต้องโฟกัสที่ปัญหา ไม่ใช่เอาใจไปวางไว้กับสิ่งที่ไม่ทำให้ปัญหาในชีวิตหายไป
สุดท้ายผมเอง พอพาชีวิตผ่านพ้นปัญหาได้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง “ชนะ” หรือต้อง “เอาคืน” คนที่เคยดูถูกเรา อันนี้พูดจริงนะ ไม่ได้โลกสวย เพราะวันที่ผ่านพ้นปัญหา ความสุขในชีวิตมันหวานหอม จนไม่รู้สึกอยากเรียกวันคืนเก่าๆ เพื่อล้างแค้นใครที่เคยพูดไม่ดีด้วย
ทั้งหมดก็แค่เหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ให้ได้รู้ เข้าใจ และรู้จักคนรอบตัวมากขึ้นลึกซึ้งขึ้นเท่านั้น
กลับมาที่น้องเจ้าของเรื่องอีกครั้ง วันนี้น้องเขาอีเมลมาเล่าว่าขายตึกออกไปได้แล้ว แม้จะไม่ได้กำไรสักเท่าไหร่ แต่ก็หมดหนี้ และกำลังมองหาบ้านเช่า โดยตั้งใจจะย้ายออกมาจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เพื่อเริ่มชีวิตการเงินใหม่อีกครั้ง
“เขาก็แค่อยากได้บ้านเขาคืนครับโค้ช เราก็แค่หาบ้านหลังใหม่” เจ้าของเรื่องสรุปบทเรียนของตัวเอง
ชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน สิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย มีแต่ในหนังจีนเท่านั้น ชีวิตจริงเราควรโฟกัสที่ใจของเรา ความสุขของครอบครัวเรามากกว่า
พยายามจัดการทุกปัญหาด้วยสตินะครับ ก่อนตบหน้าใคร เคาะกะโหลกตัวเองเบาๆ ก่อนดีกว่า ว่าสิ่งที่เราคิดจะทำมันดีต่อชีวิตเราและคนที่เรารักจริงหรือเปล่า
วันนี้อาจดูเป็นคนโลกสวยไปสักนิด แค่อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตให้เป็นชีวิตของเราจริงๆ ชีวิตที่เรา "เลือก" จะมีความสุขได้ ไม่ใช่ชีวิตที่มุ่งจะเอาชนะใครครับ
#โค้ชหนุ่ม