ทนายนุชิตรา วามสิงห์ สำนักกฏหมายเรือนทนายความ

ทนายนุชิตรา วามสิงห์  สำนักกฏหมายเรือนทนายความ ทนายนุชิตรา ทนายคดีที่ดิน

เสด็จสู่ทิพยสถานราษฎร์จำหลักกมลมาน     น้อมภักดิ ท่านนาสำนึกคุณพระมิ่งเกล้า    สถิตเกล้านิรันดร์กาลน้อมสำนึกในพระกรุณาธิ...
12/06/2026

เสด็จสู่ทิพยสถาน

ราษฎร์จำหลักกมลมาน น้อมภักดิ ท่านนา
สำนึกคุณพระมิ่งเกล้า สถิตเกล้านิรันดร์กาล

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า สำนักกฎหมายเรือนทนายความ

 #คดีมรดก #คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568📌 เรื่องผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองแต่ทายาทอีกฝ่ายได้รับโอนที่ดินมรดกอีกแ...
19/05/2026

#คดีมรดก
#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568

📌 เรื่อง
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเอง
แต่ทายาทอีกฝ่ายได้รับโอนที่ดินมรดกอีกแปลง
ถือว่าแบ่งมรดกโดย “เข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด” แล้วหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย

คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า

จำเลยในฐานะ “ผู้จัดการมรดก”
โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก
มาเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว

ต่อมา
จำเลยโอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง
ให้แก่โจทก์

โดย “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”

กรณีเช่นนี้ถือว่า
เป็น “การแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท”
ด้วยการให้ทายาท
“เข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด”
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่

และโจทก์ยังฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอีกได้หรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

🧾 ข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ก.

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็น
“ผู้จัดการมรดก” ของนาย ก.

ต่อมา
จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก
จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท
โฉนดเลขที่ 198
อันเป็นทรัพย์มรดก
มาเป็นของจำเลย

และนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนอง

ภายหลัง
จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก
จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง
โฉนดเลขที่ 27018
เนื้อที่ 4 ไร่เศษ
ให้แก่โจทก์

โดย “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”

โจทก์ฟ้องว่า
จำเลยไม่แบ่งแยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 198
ให้แก่โจทก์และนาง ว.

จึงขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว
ให้แก่โจทก์และนาง ว.
“ตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน”

━━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

จำเลยในฐานะ “ผู้จัดการมรดก”
มีหน้าที่ “จัดการมรดกโดยทั่วไป”
และ “แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคน”
ภายใต้ขอบอำนาจตามกฎหมาย

หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ก.
แล้วรับโอนที่ดินพิพาทของนาย ก.
มาเป็นของจำเลยซึ่งเป็นทายาท

แต่ “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”

จึงแสดงว่า
โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน
“รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น”

ที่สำคัญ
จำเลยยังได้โอนที่ดินมรดกของนาย ก. อีกแปลงหนึ่ง
คือโฉนดเลขที่ 27018
เนื้อที่ 4 ไร่เศษ
ให้แก่โจทก์

โดย “ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน”

ศาลฎีกาเห็นว่า
ข้อเท็จจริงส่วนนี้
“สอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท”
ด้วยการให้โจทก์
“เข้าครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น
ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดก
ที่โจทก์ “ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว”

จำเลยจึง “ไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์”

และจำเลยมีอำนาจ
“นำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ ได้โดยชอบ”

โจทก์จึง “ไม่อาจบังคับให้จำเลยนำที่ดินพิพาทมาแบ่งแก่ทายาทของ ก. ตามคำฟ้องได้”

━━━━━━━━━━━━━━━

✅ สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาไม่ได้ดูเฉพาะว่า
จำเลยโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองเท่านั้น

แต่ศาลพิจารณาพฤติการณ์รวมว่า

จำเลยได้โอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 198
มาเป็นของจำเลย

ขณะเดียวกัน
จำเลยก็โอนที่ดินมรดกอีกแปลงหนึ่ง
โฉนดเลขที่ 27018
เนื้อที่ 4 ไร่เศษ
ให้แก่โจทก์

และทั้งสองกรณี
“ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้าน”

ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงถือว่า
ทายาทได้แบ่งปันทรัพย์มรดกกันแล้ว
โดยให้แต่ละฝ่ายเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด

เมื่อโจทก์ยินยอมให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว
โจทก์จึงฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทอีกไม่ได้

━━━━━━━━━━━━━━━

🏛️ ผลคดี

ศาลฎีกา “พิพากษายืน”

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทไม่ได้

แต่ศาลฎีกาแก้ในส่วนค่าทนายความ
โดยกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ
ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์
รวม 6,000 บาท

ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

━━━━━━━━━━━━━━━

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1719
มาตรา 1723
มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง
มาตรา 1745
มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง

━━━━━━━━━━

 #พิจารณาคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์ #ศาลจังหวัดมหาสารคาม #สำนักกฎหมายเรือนทนายความ #ทนายนุชิตราวามสิงห์
18/05/2026

#พิจารณาคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์
#ศาลจังหวัดมหาสารคาม
#สำนักกฎหมายเรือนทนายความ
#ทนายนุชิตราวามสิงห์

ฎีกาที่ 1279/2568 (**น่าสนใจ**น.ส.3ก. ออกทับซ้อนกับ สปก.4-01 ถือว่า น.ส.3ก. ออกโดยมิชอบ สัญญาซื้อขาย น.ส.3ก. เป็นโมฆะตาม...
05/05/2026

ฎีกาที่ 1279/2568 (**น่าสนใจ**น.ส.3ก. ออกทับซ้อนกับ สปก.4-01 ถือว่า น.ส.3ก. ออกโดยมิชอบ สัญญาซื้อขาย น.ส.3ก. เป็นโมฆะตาม ปพพ.150)

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้นมีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยที่จังหวัดนครราชสีมามีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 61 ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และนำไปออกโฉนดที่ดินได้ สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงเป็นการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความยังมีใจความสำคัญตกลงให้มีการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมแก่กัน กรณีจึงหาจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะเสียก่อนไม่ เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เป็นอันเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสมควรให้ถอนการบังคับคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 245 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 252

 ีกาใหม่ปี68 🧠 **  #น่าสนใจมาก  #ทั้งการสอบและการทำงานคดี ฎีกาที่ 4988/2568        #ประเด็นที่ 1 การตกลงให้ผู้กู้รับภาระ...
23/04/2026

ีกาใหม่ปี68 🧠

** #น่าสนใจมาก #ทั้งการสอบและการทำงานคดี

ฎีกาที่ 4988/2568

#ประเด็นที่ 1 การตกลงให้ผู้กู้รับภาระชำระภาษีธุรกิจเฉพาะแทนผู้ให้กู้ ในขณะที่สัญญากู้คิดดอกเบี้ยที่อัตราร้อยละ 15 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราสูงสุดอยู่แล้ว ถือเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

#คำตอบคือ เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะทั้งหมด

#เหตุผล

• จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน

• แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน #ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน #อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

#ข้อสังเกต พูดง่าย ๆ คือ ภาษีดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ให้กู้ไม่ใช่ของผู้กู้ แต่ตกลงโยนภาระให้ผู้กู้ชำระแทน ศาลฎีกาตีความภาษีที่ต้องเสียแทนนี้เป็น “ประโยชน์หรือค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่ผู้ให้กู้ได้รับจากการให้กู้” ศาลถือเป็นดอกเบี้ยตามสัญญากู้ด้วยเมื่อคำนวณแล้วเกิน 15 % จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง

#สูตรจำ ดอกเบี้ยที่แท้จริง = ดอกเบี้ยตามสัญญา + ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอย่างอื่นในลักษณะดอกเบี้ย

• แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท

#ประเด็นที่ 2 หากผู้กู้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยและค่าภาษีที่เป็นโมฆะไปจนครบถ้วนหรือเกินกว่าต้นเงินกู้แล้ว จะมีผลต่อหนี้จำนองที่เป็นประกันอย่างไร

#คำตอบคือ หนี้ระงับสิ้นไป และผู้ให้กู้ต้องดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้กู้

#เหตุผล

• เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์

🤍

พิจารณาคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์ ศาลจังหวัดมหาสารคามทนายกุลธวัช  วามสิงห์   ทนายนุชิตรา  วามสิงห์
20/04/2026

พิจารณาคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์ ศาลจังหวัดมหาสารคาม
ทนายกุลธวัช วามสิงห์ ทนายนุชิตรา วามสิงห์

ดูแลคดีที่ดิน  ที่อำเภอโกสุมพิสัย  จ.มหาสารคาม วันนี้
09/04/2026

ดูแลคดีที่ดิน ที่อำเภอโกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม วันนี้

การกระทำของจำเลยที่ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงในคดีผิดสัญญากู้ยืมเงิน
05/04/2026

การกระทำของจำเลยที่ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงในคดีผิดสัญญากู้ยืมเงิน

https://www.facebook.com/share/p/14dbZHZiuA5/
03/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/14dbZHZiuA5/

#คดีกู้ยืมเงินทางแชท เป็นอีกหนึ่งคดีฝึกงานสำหรับทนายความรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องการประสบการณ์การว่าความ ⚖️

น้องทนายทุกท่านต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกวันนี้ “สัญญากู้ยืม” ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษอีกแล้ว ซึ่งหากเรายึดหลักแค่ว่าถ้าต้องฟ้องเรียกเงินกู้ยืมให้กับลูกความแล้ว จะต้องมีสัญญากู้ยืมอย่างเดียว ก็จะทำให้ทนายความใหม่แบบเราหางานลำบากนะครับ 🤔
เพราะลูกความส่วนใหญ่จะเดินเข้ามาพร้อมคำพูดว่า
“ไม่มีสัญญาครับพี่ มีแค่แชท ฟ้องได้ไหม”

คำตอบคือ — ฟ้องได้ครับ
ถ้าน้องจัดหลักฐานเป็น และมองข้อกฎหมายให้ออก

กฎหมายไทย โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
รับรอง “ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” ให้ใช้เป็นพยานหลักฐานได้
แปลตรง ๆ คือ แชท ใช้แทนสัญญาได้…ถ้ามันครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายรับรอง



1. เช็กก่อนเลย — แชทแบบนี้ “ใช้ฟ้องได้”

อย่าเพิ่งรีบรับคดี น้องทนายต้องไล่ดูแชทก่อนว่า “มันถึงขั้นเป็นสัญญากู้ยืมหรือยัง”

ให้เช็ก 4 จุดนี้ครับ
• ตัวตนลูกหนี้ชัด
ต้องโยงได้ว่าเป็นใครจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเล่นลอย ๆ
• มีข้อความขอยืมเงิน
เช่น “ขอยืมก่อน…” อันนี้คือจุดเริ่มของนิติกรรม
• มีจำนวนเงินแน่นอน
ไม่ใช่คุยลอย ๆ ต้องมีตัวเลขชัด
• มีการรับว่าจะคืน
จะเป็นกำหนดเวลา หรือรับสภาพหนี้ภายหลังก็ใช้ได้

👉 แต่จำให้ขึ้นใจ:
“สัญญากู้ยืมจะเกิด ก็ต่อเมื่อมีการโอนเงินแล้ว”
ถ้ามีแค่แชท แต่ไม่มีสลิป — คดีสะดุดทันที



2. เอกสาร — จุดตายของคดี (หรือจุดชนะก็ได้)

น้องอย่าคิดว่าแค่แคปหน้าจอพอ
คดีแพ้ชนะกันที่ “ความครบ” และ “ความน่าเชื่อถือ”

(1) หลักฐานแชท (Chat Log)
• แคปตั้งแต่เริ่มคุย → ยืมเงิน → ทวง → เบี้ยว
• ต้อง ต่อเนื่อง และเห็นวันเวลา
• ห้ามตัดต่อเด็ดขาด
• แคป โปรไฟล์ลูกหนี้ ด้วย (ชื่อ รูป เบอร์)

📌 ทริค: ถ้าคดีมีประเด็น น้องอาจต้องให้ศาลเรียก “เครื่องจริง” มาตรวจ



(2) หลักฐานโอนเงิน
• สลิปโอน (Mobile Banking)
• ถ้ามีหลายครั้ง — เอาให้ครบทุกยอด
• เสริมด้วย Statement จะดีมาก

👉 ตรงนี้แหละที่ “ล็อก” คดีให้แน่น



(3) ข้อมูลลูกหนี้
• ชื่อ-นามสกุล
• เบอร์โทร
• ที่อยู่ (สำคัญมากสำหรับส่งหมาย)

ถ้าไม่มี — เตรียมใจไว้เลยว่า
“ต้องสืบเพิ่มก่อนฟ้อง”



(4) หลักฐานการทวงถาม
• แชททวง
• หนังสือทวงหนี้
• ไปรษณีย์ตอบรับ

📌 ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่ช่วยเรื่อง “ภาพลักษณ์ความสุจริตของเจ้าหนี้” ด้วย



3. ขั้นตอนทำคดี — อย่าพลาดจังหวะ

พอเอกสารครบ น้องต้องวางเกมให้ถูก

Step 1: เก็บหลักฐานให้ดี

อย่าให้ลูกความลบแชท
อย่าให้เปลี่ยนเครื่อง
ของพวกนี้คือ “พยานตัวจริง”



Step 2: ประเมินคดี

ถามตัวเองให้ชัด:
• ยอดหนี้เท่าไร
• คุ้มค่าฟ้องไหม
• ลูกหนี้มีทรัพย์ไหม

👉 ทนายที่ดี ไม่ใช่แค่ฟ้องเก่ง
แต่ต้อง “เลือกคดีเป็น”



Step 3: ส่ง Notice

ส่วนใหญ่รุ่นพี่จะให้ส่งก่อน

เพราะ:
• บางคดีจบตรงนี้
• ถ้าไม่จบ → เป็นหลักฐานเพิ่ม



Step 4: ยื่นฟ้อง

ปัจจุบันใช้ระบบ e-Filing ได้แล้ว
• ถ้ายอดไม่เกิน 300,000 บาท → คดีมโนสาเร่
• กระบวนการเร็วกว่า



4. ฝากไว้ก่อนลงสนาม

คดีแบบนี้ “ไม่ได้ยาก”
แต่แพ้กันเพราะรายละเอียดเล็ก ๆ

น้องต้องจำ 3 อย่างนี้ให้แม่น:
• แชทต้องครบองค์ประกอบ
• ต้องมี “การโอนเงินจริง”
• หลักฐานต้องต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ

สุดท้าย…อย่าลืมเรื่องอายุความนะครับ
ซึ่งคดีกู้ยืมเงินทั่วไป = 10 ปีนับแต่ถึงกำหนดชำระ
(เว้นแต่กรณีที่ระหว่างที่อายุความกำลังเริ่มนับ ลูกหนี้ได้มีการจ่ายให้กับเจ้าหนี้บางส่วน อายุความย่อมสะดุดจุดล้ม โดยต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่นับตั้งแต่วันที่ได้มีการชำระเงินบางส่วน) เป็นกำลังใจให้ทนายความใหม่ที่เริ่มต้นทำคดีทุกท่านครับ ✌🏻🩵
⚖️ รวมตัวอย่างคำฟ้องคดีแพ่ง คดีกู้ยืมเงินและคดีอื่นๆ  https://s.shopee.co.th/2BAeNc9Xwv

ที่อยู่

อุบลราชธานี
Amphoe Warin Chamrap
34190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายนุชิตรา วามสิงห์ สำนักกฏหมายเรือนทนายความผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์