LAD : Land Analysis & Development

LAD : Land Analysis & Development • แหล่งรวมข่าวสารด้านการพัฒนาพื้นที่และอสังหาริมทรัพย์

🔥  ที่ดินตาบอด แก้ได้ไหม? คู่มือเข้าใจง่าย รวมวิธีแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางเข้าออก เพิ่มมูลค่าที่ดินให้กลับมาพัฒนาได้อีกครั...
13/05/2026

🔥 ที่ดินตาบอด แก้ได้ไหม? คู่มือเข้าใจง่าย รวมวิธีแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางเข้าออก เพิ่มมูลค่าที่ดินให้กลับมาพัฒนาได้อีกครั้ง
รวมวิธีแก้ปัญหา “ที่ดินไม่มีทางเข้าออก” แบบเข้าใจง่าย พร้อมกฎหมายทางจำเป็น ภาระจำยอม และเทคนิคเพิ่มมูลค่าที่ดินที่นักลงทุนอสังหาฯ ใช้จริง
หลายคนเห็นที่ดินราคาถูก ทำเลดี ขนาดใหญ่ แล้วรีบตัดสินใจซื้อ แต่พอจะพัฒนา กลับพบปัญหาใหญ่ที่สุด
… นั้นคือ “ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ”
📌 ปัญหา “ที่ดินตาบอด” รุนแรงกว่าที่คิด
เพราะไม่ได้กระทบแค่การเข้าออก แต่กระทบถึง “มูลค่าที่ดิน” และ “ศักยภาพการพัฒนา” โดยตรง เช่น
▪️ ขออนุญาตก่อสร้างยาก
▪️ รถดับเพลิงเข้าไม่ถึง
▪️ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ
▪️ มูลค่าประเมินลดลง
▪️ ขายต่อยาก
▪️ พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ไม่ได้
📌 ข่าวดีคือ… “ที่ดินตาบอด” ไม่ได้แปลว่า “หมดอนาคต” ในทางกฎหมายและการพัฒนาเมือง ยังมีหลายวิธีในการ “ปลดล็อก” ศักยภาพของที่ดิน

1️⃣ สิทธิทางกฎหมาย
🔹 ทางจำเป็น — สิทธิทางกฎหมายที่หลายคนไม่รู้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349
หากที่ดินถูกล้อมจนออกสู่ทางสาธารณะไม่ได้

เจ้าของมีสิทธิยื่นศาลเพื่อขอ “ทางจำเป็น” ผ่านที่ดินข้างเคียงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกทางไหนก็ได้
ศาลจะพิจารณาว่า
▪️ ทางไหนเหมาะสมที่สุด
▪️ กระทบเจ้าของที่ดินข้างเคียงน้อยที่สุด
▪️ และต้องชดเชยอย่างไร
ดังนั้น แม้กฎหมายจะเปิดทางไว้
แต่ในโลกจริง กระบวนการอาจใช้เวลานาน และสร้างความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านได้สูง
🔹 ภาระจำยอม — วิธีที่ใช้กันมากในโลกอสังหาฯ
อีกวิธีที่พบได้บ่อย คือ การตกลงกับเจ้าของที่ดินด้านหน้า เพื่อจดทะเบียน “ภาระจำยอม” ให้ใช้ทางผ่านร่วมกัน

หลายคนเข้าใจผิดว่า “ภาระจำยอม = ใช้ฟรี”
ในความจริง มักมีต้นทุนเสมอ เช่น
▪️ ซื้อสิทธิ
▪️ จ่ายค่าชดเชย
▪️ แลกผลประโยชน์
▪️ หรือทำสัญญาระยะยาว
ข้อดีคือ ใช้ต้นทุนน้อยกว่าซื้อที่ดินทั้งแปลง และเพิ่มมูลค่าที่ดินได้ทันที

แต่ปัญหาคือ…เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่า “เราจำเป็นต้องใช้ทาง” ราคาการเจรจาก็มักพุ่งสูงทันทีเช่นกัน
2️⃣ ซื้อที่ดินด้านหน้า — วิธีตรงที่สุด แต่แพงที่สุด
นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากใช้วิธีนี้
เพราะบางครั้ง “การซื้อทางเข้าเพิ่มนิดเดียว” สามารถปลดล็อกมูลค่าโครงการได้มหาศาล ตัวอย่างเช่น

ที่ดินด้านในอาจมีมูลค่าเพียง 30 ล้านบาท เพราะพัฒนาไม่ได้ แต่เมื่อซื้อที่ดินด้านหน้าเพิ่มอีก 10 ล้านบาท กลับสามารถพัฒนาเป็นโครงการมูลค่าหลายร้อยล้านได้
นี่คือเหตุผลที่นักพัฒนาหลายรายมองที่ดินตาบอดเป็น “missing piece” สำคัญของเมือง มากกว่าจะมองว่าไร้ค่า
ในบางกรณี ที่ดินตาบอดอาจกลายเป็น
▪️ พื้นที่จอดรถ
▪️ พื้นที่ถอยร่น
▪️ ทางหนีไฟ
▪️ พื้นที่โครงสร้างพื้นฐาน
▪️ หรือส่วนต่อขยายของโครงการหลัก
เพราะในโลกอสังหาริมทรัพย์ “การประกอบร่างที่ดิน” สำคัญกว่าขนาดของที่ดินแต่ละแปลงเสียอีก
3️⃣ การจัดรูปที่ดิน — การแก้ปัญหาแบบทั้งระบบ
ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี
มีเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า “Land Readjustment” หรือ “การจัดรูปที่ดิน”
แนวคิดคือ เจ้าของที่ดินหลายแปลงรวมกันเพื่อ “ปรับผังใหม่ทั้งย่าน” เช่น
▪️ ตัดถนนใหม่ร่วมกัน
▪️ แลกตำแหน่งแปลง
▪️ ปรับรูปทรงที่ดิน
▪️ จัดระบบสาธารณูปโภคใหม่
แม้พื้นที่แต่ละแปลงอาจเล็กลง
แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะ “เข้าถึงได้จริง”

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ดินตาบอด ไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าของที่ดินรายบุคคล แต่อาจจะมีส่วนจากเมืองที่เติบโตโดยไร้โครงสร้างถนนและระบบผังเมืองที่ดี สุดท้ายจะเกิดพื้นที่ที่ “มีที่ดิน แต่เข้าไม่ถึง”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมืองสมัยใหม่ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับ
▪️ การเชื่อมต่อโครงข่ายถนน
▪️ การเข้าถึงสาธารณะ
▪️ และการจัดรูปที่ดิน

เพราะมูลค่าของเมืองยุคใหม่ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ “มีพื้นที่มากแค่ไหน” แต่อยู่ที่ “ผู้คนเข้าถึงมันได้ดีแค่ไหน”
📌 บทความต่อไป เราจะพาไปเจาะลึก “การจัดรูปที่ดิน” ว่ามีกระบวนการอย่างไร และทำไมจึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเมืองยุคใหม่

ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ที่ : https://www.lad.co.th/post/ที่ดินตาบอด-แก้ได้ไหม-คู่มือเข้าใจง่าย-รวมวิธีแก้ปัญหาที่ดินไม่มีทางเข้าออก-เพิ่มมูลค่าที่ดินให้กลั

#ที่ดินตาบอด #กฎหมายที่ดิน #อสังหาริมทรัพย์ #พัฒนาเมือง #ผังเมือง #ลงทุนอสังหา

🔍 เช็คด่วน! อัปเดตผังเมืองปทุมธานี 2569 : “รังสิต” กำลังเปลี่ยนจากเมืองโรงงาน สู่เมือง Mixed-useปทุมธานีกำลังเข้าสู่ “จุ...
09/05/2026

🔍 เช็คด่วน! อัปเดตผังเมืองปทุมธานี 2569 : “รังสิต” กำลังเปลี่ยนจากเมืองโรงงาน สู่เมือง Mixed-use
ปทุมธานีกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของการเติบโตเมือง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใน “รังสิต” วันนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผังสี แต่มันคือ “การเปลี่ยนอนาคตของทิศทางเมือง”
ล่าสุด พื้นที่บางส่วนในโซน “ท่าโขลง - คลองหลวง - รังสิต” ถูกปรับจาก “ผังสีม่วง” หรือพื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้า ไปสู่ “ผังสีแดง” รองรับพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นสูง

ในเชิงเศรษฐกิจเมือง นี่คือการ “ตีมูลค่าที่ดินใหม่” ทั้งระบบ เพราะทุกครั้งที่ผังสีเปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนตาม ไม่ใช่แค่ประเภทอาคาร แต่คือ “ศักยภาพของเมืองทั้งย่าน”
ภายใต้ผังเมืองรวมปัจจุบัน จังหวัดปทุมธานีถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่
▪️ ท่าโขลง - คลองหลวง - รังสิต
▪️ หนองเสือ - คลองหลวง - ธัญบุรี
▪️ ลำลูกกา - บึงยี่โถ
▪️ เมืองปทุมธานี
▪️ ลาดหลุมแก้ว - สามโคก

หากมองในมิติของ “แรงลงทุน” และ “ศักยภาพการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ดิน” ปัจจุบันมีอยู่ 2 โซนที่ถูกจับตามากที่สุด คือ
📍 ท่าโขลง - คลองหลวง - รังสิต
📍 ลำลูกกา - บึงยี่โถ
เพราะทั้งสองพื้นที่กำลังเผชิญแรงขับเคลื่อนพร้อมกันจาก:
▪️ ระบบรางใหม่
▪️ มอเตอร์เวย์และถนนวงแหวน
▪️ เมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่
▪️ และการขยายตัวของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ
📍“รังสิต” ที่กำลังเริ่มเปลี่ยนจาก “เมืองโรงงาน” ไปสู่ “เมืองเศรษฐกิจ”
หากย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน พื้นที่อย่างนวนคร คลองหลวง หรือรังสิต ถูกออกแบบให้รองรับโรงงาน คลังสินค้า และแรงงานจากกรุงเทพฯ “ผังสีม่วง” ในอดีต จึงถือเป็นข้อได้เปรียบ

แต่วันนี้ เมืองแทบไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโรงงานเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่สิ่งที่เข้ามาแทน คือ:
▪️ มหาวิทยาลัย
▪️ ศูนย์การค้า
▪️ โรงพยาบาล
▪️ เมืองผสมผสาน
▪️ และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
คำถามสำคัญในวันนี้ จึงไม่ใช่ว่า
“พื้นที่สีม่วงยังพัฒนาได้ไหม” แต่คือ
“ยังคุ้มอยู่หรือเปล่า ที่จะเก็บไว้เป็นอุตสาหกรรม”
ในอนาคต เราอาจเห็นโรงงานเก่าหรือคลังสินค้าหลายแห่ง ถูกซื้อเพื่อรวมแปลง (land assembly) ก่อนพัฒนาเป็น Mixed-use อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม

ซึ่งเป็น pattern เดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในพระราม 9 บางนา และรัชดาภิเษก
เมื่อ “เมืองอุตสาหกรรม” ค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ “เศรษฐกิจบริการ”
📍 อีกพื้นที่ที่ถูกจับตาไม่แพ้กัน คือ “ลำลูกกา - บึงยี่โถ” พื้นที่นี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับผังเมืองใหม่ และมีจุดแข็งสำคัญจาก:
▪️ รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย
▪️โครงการ Monorail ปทุมธานี
▪️ โครงการขนาดใหญ่อย่าง IKEA รังสิต
▪️ ที่ดินขนาดใหญ่ที่ยังเหลืออยู่อีกจำนวนมาก
หลายฝ่ายมองว่า หากผังเมืองฉบับใหม่ได้รับอนุมัติ พื้นที่ลำลูกกา - บึงยี่โถ อาจกลายเป็น “สนามลงทุนใหม่” ของ Developer ทันที
📍 ขณะที่พื้นที่อย่าง “สามโคก - ลาดหลุมแก้ว” และ “หนองเสือ - ธัญบุรี” แม้วันนี้ยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและผังสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์เมือง พื้นที่เหล่านี้มักเป็น “land reserve” หรือพื้นที่สำรองของ“คลื่นการเติบโตระลอกถัดไป” เสมอ
และนี่อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ

เพราะในวันที่ “ผังสีม่วง” เริ่มหายไปจากแผนที่เมือง
สิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นแทน อาจไม่ใช่แค่โครงการใหม่
แต่คือ “รังสิตเวอร์ชันใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนจากเมืองอุตสาหกรรม ไปสู่เมืองเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
📖 อ่านบทความเต็ม:
https://www.lad.co.th/post/อัปเดตผังเมืองปทุมธานี-2569-รังสิต-กำลังเปลี่ยนจากเมืองโรงงาน-สู่เมือง-mixed-use

#ผังเมือง #ปทุมธานี #รังสิต

📣 จุฬาฯ ชวนถกประเด็นร้อน ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจกต์1 ล้านล้าน: มุมมองรอบด้าน สู่อนาคตโลจิสติกส์ไทยโอกาสใหม่ของไทย หรือคว...
05/05/2026

📣 จุฬาฯ ชวนถกประเด็นร้อน ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจกต์1 ล้านล้าน: มุมมองรอบด้าน สู่อนาคตโลจิสติกส์ไทย
โอกาสใหม่ของไทย หรือความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
โครงการ “แลนด์บริดจ์ ชุมพร–ระนอง” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดัน เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่าง อ่าวไทยและทะเลอันดามัน ผ่านโครงสร้างพื้นฐานหลัก ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก รถไฟทางคู่ และมอเตอร์เวย์ ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร

ในระดับแนวคิด โครงการนี้ถูกวางให้เป็น “ทางเลือกใหม่ของระบบโลจิสติกส์โลก” โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการขนส่งและเศรษฐกิจของภูมิภาค
📌 การพัฒนาที่มากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน
แลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านคมนาคม หากแต่เป็นการพัฒนาที่อาจส่งผลต่อ
◾ โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้
◾ รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนาเมือง
◾ ระบบโลจิสติกส์ระดับประเทศ
◾ ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน
จึงทำให้การพิจารณาโครงการนี้จำเป็นต้องมองในมิติที่หลากหลายและเชื่อมโยงกัน
📌 ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการถกเถียง
แม้โครงการจะมีแนวโน้มเดินหน้าตามแผน โดยมีกรอบกฎหมายรองรับและเป้าหมายการก่อสร้างในอนาคต
แต่ในทางวิชาการและสังคม ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เช่น
◾ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของรูปแบบการขนส่ง “เรือ–บก–เรือ”
◾ ผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งและทรัพยากรทางทะเล
◾ การกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนในพื้นที่
◾ บทบาทของไทยในภูมิรัฐศาสตร์ด้านการขนส่ง
📌 มิติสิ่งแวดล้อมและสังคม: ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ
ในด้านสิ่งแวดล้อม ความกังวลไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ก่อสร้าง แต่รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว ทั้งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งประมง และคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง
ขณะเดียวกัน ในมิติสังคม ประเด็นเรื่อง “ความเป็นธรรมในการพัฒนา” และการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ
📣 จุฬาฯขอเชิญเข้าร่วมเสวนาวิชาการ
แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย โดย สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

📍 วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569
📍 เวลา 13.30 – 16.00 น.
📍 CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวทีนี้จะพาคุณทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าวอย่าง รอบด้าน บนฐานข้อมูลและข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ (evidence-based) พร้อมชวนคิดต่อถึง trade-offs และนัยเชิงนโยบาย ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ
📌 ผู้ร่วมเสวนา
◾ ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล — ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม
◾ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข — ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์
◾ รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ — ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
◾ ดร.วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย — ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิชุมชนกับการพัฒนา

◾ ผู้ดำเนินรายการ รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ รองผู้อำนวยการ สถาบันการขนส่ง
🕒 กำหนดการโดยสังเขป
13.00–13.30 น. ลงทะเบียน
13.30–14.00 น. พิธีเปิด และแนะนำกรอบการเสวนา
14.00–14.45 น. นำเสนอข้อมูลและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
14.45–15.15 น. อภิปรายเชิงลึกและสังเคราะห์ประเด็น
15.15–15.50 น. ถาม–ตอบ
15.50–16.00 น. ปิดการเสวนา
📌 เหมาะสำหรับ นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และประชาชนทั่วไป ที่สนใจด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ และอนาคตการพัฒนาประเทศ
💬 ก่อนประเทศจะเดินหน้า… เราควรเข้าใจให้รอบด้าน
แลนด์บริดจ์อาจเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย”
สิ่งสำคัญคือการมีข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อร่วมกันตัดสินใจอนาคตของประเทศอย่างมีเหตุผล
🎟 เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
👉 ลงทะเบียน: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf1vP3jSk9ihoNsowp9OrrGV14Rt8UVyXO6xmhrUltkKsFInA/viewform?usp=publish-editor

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.facebook.com/share/p/1awroC5jSv/
https://www.facebook.com/share/p/1L8ss1zGLd/
https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/economy-10
https://today.line.me/th/v3/article/kEoz7pk
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/judprakai/1231771
https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-111/

#โลจิสติกส์ไทย

🔥 สิทธิพิเศษ ลดภาษีที่ดิน ด้วย “สวน 15 นาที”โมเดลใหม่กรุงเทพฯ เปลี่ยนที่ดินร้างเป็นพื้นที่สีเขียว“มีที่ดินในกรุงเทพ แต่ไ...
02/05/2026

🔥 สิทธิพิเศษ ลดภาษีที่ดิน ด้วย “สวน 15 นาที”
โมเดลใหม่กรุงเทพฯ เปลี่ยนที่ดินร้างเป็นพื้นที่สีเขียว

“มีที่ดินในกรุงเทพ แต่ไม่อยากจ่ายภาษีแพง? ตอนนี้มีทางออกแล้ว”
รู้หรือไม่ว่า…
กรุงเทพฯ มี “สวน 15 นาที” แล้วมากกว่า 456 แห่ง และในนั้นมีถึง 74 แปลง ที่มาจาก “ที่ดินเอกชน” ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิ ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
แต่คือการเปลี่ยน “วิธีคิดการพัฒนาเมือง” อย่างชัดเจน
📌 สวน 15 นาที คืออะไร?
แนวคิดคือทำให้คนเมืองสามารถเข้าถึง “สวนใกล้บ้าน” ได้ในระยะประมาณ 800 เมตร หรือเดิน 15 นาที
แทนที่จะพึ่งพาสวนขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง
เมืองกำลังเปลี่ยนมาใช้ “สวนขนาดเล็กที่กระจายตัว” เพื่อให้เข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน
📌 จุดเปลี่ยนสำคัญ: ภาษีที่ดิน
โครงการนี้เชื่อมโยงกับ พระราชกฤษฎีกาลดภาษีที่ดิน พ.ศ. 2563 (มาตรา 8) ที่เปิดโอกาสให้ที่ดินที่ใช้เพื่อสาธารณะ เช่น สวน หรือพื้นที่นันทนาการ
👉 สามารถ “ยกเว้นภาษี” ได้

จึงเกิดแรงจูงใจใหม่สำหรับเจ้าของที่ดินในเมือง:
▪︎ ลดภาระภาษีที่ดินมูลค่าสูง
▪︎ ไม่ต้องรีบขายที่ดิน
▪︎ ยังถือครองเพื่อรอการพัฒนาในอนาคตได้
▪︎ และได้ภาพลักษณ์เชิงสังคม

เมืองได้สวน เอกชนได้ลดภาษี
👉 กลายเป็นโมเดล “Win–Win” ที่เกิดขึ้นจริง
📌 ไม่ใช่ทุกแปลงจะเข้าร่วมได้
กรุงเทพมหานครมีเกณฑ์คัดกรองเพื่อให้เกิดประโยชน์จริง เช่น
▪︎ ต้องยินยอมให้ใช้พื้นที่ ไม่น้อยกว่า 7–10 ปี
▪︎ ต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้
▪︎ ต้องสอดคล้องผังเมืองและแผนพัฒนา
▪︎ ต้องมีความคุ้มค่ากับภาษีที่ยกเว้น
▪︎ ต้องพัฒนาให้เสร็จภายใน 200 วัน

เพื่อให้สวนที่เกิดขึ้น “ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่ช่องทางเลี่ยงภาษี
📌 เมืองกำลังเปลี่ยนจาก “รวมศูนย์” → “กระจายตัว”
ที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตในเมืองมักกระจุกตัวอยู่ในบางจุด
แต่สวน 15 นาทีเปลี่ยนแนวคิดนี้
จาก "เดินทางไปหาคุณภาพชีวิต" เป็น "คุณภาพชีวิตอยู่ในระยะเดินถึง"

นี่คือการเปลี่ยนจากเมืองแบบ “ศูนย์กลาง”
ไปสู่เมืองแบบ “ย่าน” ที่ทุกคนเข้าถึงได้
📌 การ “reclaim เมือง” กำลังเกิดขึ้น
พื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ที่ดินรกร้าง แปลงท้ายซอย ใต้ทางด่วน หรือแม้แต่ลานจอดรถ กำลังถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเมืองอีกครั้ง

ไม่ใช่ในฐานะพื้นที่ว่าง แต่เป็น “พื้นที่ของชีวิตประจำวัน”
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่รูปแบบ
แต่คือ “สถานะของพื้นที่”

จากพื้นที่ที่รอการพัฒนา จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้ทันที และสร้างคุณค่าได้ทันที
📌 คำถามสำคัญของเมือง
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “มีสวนเพิ่มกี่แห่ง”
แต่คือ เมืองกำลังเรียนรู้ที่จะเติบโต
โดยไม่ต้องพึ่งศูนย์กลางได้หรือไม่

และนี่อาจเป็นอนาคตของกรุงเทพฯ
หากโมเดลนี้ไปต่อได้จริง เมืองในอนาคตอาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยโครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่จุด
แต่ถูกนิยามด้วย “คุณภาพชีวิตที่กระจายอยู่ในทุกย่าน”

ใกล้พอที่จะเดินถึง
และดีพอที่จะใช้ได้ทุกวัน

📌 อ่านบทความเต็ม: https://www.lad.co.th/post/สิทธิพิเศษ-ลดภาษีที่ดิน-ด้วย-สวน-15-นาที-โมเดลใหม่กรุงเทพฯ-เปลี่ยนที่ดินร้างเป็นพื้นที่สีเขียว

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://thinkofliving.com
https://greener.bangkok.go.th/green-space/15-minute-garden/ -15min-garden
https://www.khaosod.co.th/pr-news/news_8184008
https://www.thansettakij.com/sustainable/602571%C2%A0
https://thestandard.co/suansana-15-minutes-park-khlong-san/

🔥 3 วันสุดท้าย! ร่วมกำหนดอนาคต “เมืองรอบสถานีรถไฟ (TOD)” ผ่านร่างกฎหมายใหม่ของไทย  กฎหมาย TOD ที่จะเปลี่ยน “สถานีรถไฟ” ใ...
28/04/2026

🔥 3 วันสุดท้าย! ร่วมกำหนดอนาคต “เมืองรอบสถานีรถไฟ (TOD)” ผ่านร่างกฎหมายใหม่ของไทย

กฎหมาย TOD ที่จะเปลี่ยน “สถานีรถไฟ” ให้กลายเป็น “ศูนย์กลางเมือง”

ประเทศไทยกำลังเดินหน้า “ลงทุนระบบรางครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และรถไฟฟ้าในเมืองที่กำลังกระจายทั่วประเทศ

แต่คำถามสำคัญคือ
เราจะมีแค่ “สถานี” หรือจะมี “เมืองรอบสถานี” ด้วย

ปัจจุบัน หลายพื้นที่ สถานีรถไฟยังคงเป็นเพียงจุดขึ้น-ลง ไม่ได้สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และไม่ได้เชื่อมโยงกับชีวิตของคนในเมืองอย่างแท้จริง

นี่คือจุดที่แนวคิด Transit-Oriented Development (TOD) เข้ามา และกำลังถูกผลักดันผ่าน “ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง”

กฎหมายฉบับนี้ อาจเป็น Game Changer ของโครงสร้างเมืองไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า!
📌 TOD ไม่ใช่แค่เรื่อง “ขนส่ง” แต่คือ “โครงสร้างเมือง”
TOD คือการออกแบบพื้นที่รอบสถานี ให้เป็นพื้นที่ที่คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และใช้ชีวิตได้ โดยไม่ต้องพึ่งรถยนต์เป็นหลัก

หัวใจของ TOD คือ
▪️ ความหนาแน่นที่เหมาะสม
▪️ การใช้ที่ดินแบบผสมผสาน (Mixed-use)
▪️ การเดินเท้าและการเชื่อมต่อระบบขนส่ง
▪️ การสร้างกิจกรรมเมืองรอบสถานี

ถ้าทำได้ดี สถานีจะกลายเป็น “ศูนย์กลางใหม่ของเมือง” แต่ถ้าทำไม่ได้ สถานีจะกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สร้างมูลค่า”
📌 ปัญหาที่กฎหมายนี้กำลังจะแก้
การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีของไทยยังติดล็อกใน 3 เรื่องหลัก
▪️ ผังเมืองไม่เอื้อให้เกิดความหนาแน่นหรือการใช้ที่ดินแบบผสม
▪️ การถือครองที่ดินกระจัดกระจาย พัฒนาแบบแยกส่วน
▪️ หลายหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ไม่มีหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อน

ผลคือ “โครงสร้างรางเดินหน้า แต่โครงสร้างเมืองไม่ตาม” ร่างกฎหมายนี้ จึงถูกออกแบบมาเพื่อ “ปลดล็อกทั้งระบบ”
📌 กลไกสำคัญในร่าง พ.ร.บ.
ร่างกฎหมายนี้ไม่ได้แค่สนับสนุน TOD แต่พยายาม “สร้างระบบให้ TOD เกิดขึ้นจริง”
▪️ ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อขับเคลื่อน TOD โดยเฉพาะ
▪️ ใช้เครื่องมือผังเมืองและฐานข้อมูล เพื่อจัดการที่ดินรอบสถานี
▪️ ตั้งกองทุน เพื่อดึงมูลค่าที่ดินกลับมาพัฒนาระบบขนส่ง
▪️ สนับสนุนเมืองที่เดินได้ และมีระบบขนส่งเชื่อมต่อครบ

นี่คือการเชื่อม “โครงสร้างพื้นฐาน” เข้ากับ “โครงสร้างเศรษฐกิจเมือง”
📌 ขนาดของการเปลี่ยนแปลง: 177 สถานีทั่วประเทศ
ร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมพื้นที่รอบสถานีถึง 177 แห่ง
และมี 3 เมืองนำร่อง
▪️ อยุธยา
▪️ ขอนแก่น
▪️ พัทยา

ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า TOD แบบไทย จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
📌 สำคัญมาก: ตอนนี้คือช่วง “Public Hearing”
ตอนนี้กฎหมายอยู่ในช่วง “รับฟังความคิดเห็น”
ระยะเวลา: 1 – 30 เมษายน 2569
และเหลือเวลาเพียง 3 วันสุดท้าย 🔥

นี่ไม่ใช่แค่ขั้นตอนตามกฎหมาย
แต่เป็นช่วงเดียวที่ประชาชนสามารถเข้าไป “กำหนดทิศทางเมือง” ได้โดยตรง
📌 คำถามสำคัญที่ต้องคิดก่อนแสดงความคิดเห็น
▪️ TOD จะกระจายความเจริญ หรือดันราคาที่ดินจนคนเดิมอยู่ไม่ได้
▪️ ใครจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าที่ดินรอบสถานี
▪️ เมืองจะถูกออกแบบเพื่อ “คนเดิน” จริง หรือยังคงพึ่งรถยนต์
▪️ การพัฒนาในเมืองมรดก เช่น อยุธยา จะสมดุลระหว่าง “การอนุรักษ์” และ “การเติบโต” ได้อย่างไร
กฎหมายนี้ คือหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ในการกำหนด “รูปแบบเมืองไทยในอนาคต” ไม่ใช่แค่เรื่องระบบราง แต่คือเรื่องของ
▪️ โครงสร้างเศรษฐกิจ
▪️ รูปแบบการใช้ชีวิต
▪️ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงเมือง
ถ้าออกแบบดี สถานีจะกลายเป็น “เครื่องยนต์ของเมือง”
ถ้าออกแบบพลาด เราจะได้เพียง “สถานีที่ไม่มีชีวิต”

📌 ลิงก์แสดงความคิดเห็น: อยู่ในคอมเมนต์
3 วันสุดท้าย
นี่คือโอกาสที่เมืองจะไม่ถูกออกแบบแทนเรา

👉 รับชมวิดีโอรายละเอียดโครงการได้ที่ : https://youtu.be/_6qHeKMz2HE?si=bjaZ3vZ9aTAqAGfQ

👉 แสดงความคิดเห็นของคุณได้ที่ : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=Njc4NURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

👉 ศึกษาแนวคิดและกรณีศึกษา TOD เพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.facebook.com/share/p/1CwTw6V1BX/

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.facebook.com/share/p/1axaMDr3wt/
https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=Njc4NURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

#ผังเมือง #รถไฟไทย #พัฒนาเมือง

🚆 พ.ร.บ.การขนส่งทางราง 2568 เปิดให้เอกชนเดินรถไฟ: โมเดลใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผังเมืองและอสังหาริมทรัพย์ไทยถ้าวันหนึ่ง รถไฟไ...
25/04/2026

🚆 พ.ร.บ.การขนส่งทางราง 2568 เปิดให้เอกชนเดินรถไฟ: โมเดลใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผังเมืองและอสังหาริมทรัพย์ไทย
ถ้าวันหนึ่ง รถไฟไทย “ใช้ได้จริง”
เมืองไทยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?
กันยายนนี้ เรากำลังเข้าใกล้คำตอบ
เมื่อเอกชนกำลังจะได้ “วิ่งบนรางของรัฐ” เป็นครั้งแรก
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “โมเดลรถไฟแบบใหม่”

ฟังดูเหมือนเรื่องคมนาคม
แต่จริง ๆ แล้ว นี่คือการเปลี่ยน “กลไกที่กำหนดรูปแบบเมือง” ทั้งระบบ
📌 จุดเริ่มต้น: กฎหมายใหม่ที่เปลี่ยนโครงสร้างทั้งระบบ
พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฉบับใหม่ กำลังเปิดให้เอกชนสามารถ “เดินรถบนรางของรัฐ” ได้เป็นครั้งแรก

ที่ผ่านมา
▪️ รถไฟฟ้าในเมือง (BTS / MRT) = เอกชนเดินรถ
▪️ รถไฟทางไกล + ชานเมือง = รัฐดำเนินการทั้งหมด
แต่การเปลี่ยนครั้งนี้
คือการเปิด “พื้นที่สุดท้ายของระบบรางไทย” ให้เกิดการแข่งขันจริง
📌 จากรัฐทำทุกอย่าง → สู่โมเดล “เปิดราง”
โมเดลใหม่กำลังเปลี่ยนบทบาทอย่างชัดเจน
▪️ รัฐ = เจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน (ราง / สถานี)
▪️ เอกชน = ผู้ลงทุนขบวนรถ + ผู้เดินรถ
นี่ไม่ใช่แค่เพิ่มผู้เล่น แต่คือการเปลี่ยน “ตรรกะของระบบเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐาน”
แก้ปัญหาเดิม: ยิ่งวิ่ง ยิ่งขาดทุน
ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องแบกทุกอย่างไว้เอง
▪️ ลงทุนราง
▪️ ซื้อรถ
▪️ เดินรถ
ผลคือ ขาดทุนปีละมากกว่า 10,000 ล้านบาท
และในบางปี “แค่รถไฟออกวิ่งก็ขาดทุนทันที”
เพราะต้นทุนหลักไม่ใช่แค่การเดินรถ แต่คือ “ค่าเสื่อมของสินทรัพย์ขนาดใหญ่” ที่กดระบบไว้ตลอด
ปัญหาเชิงโครงสร้าง: รถเก่า ขบวนไม่พอ
▪️ รถไฟจำนวนมากอายุเกิน 20 ปี
▪️ ขบวนมีจำกัด → ความถี่ต่ำ
▪️ ลงทุนใหม่ยาก → ระบบไม่โต
นี่คือเหตุผลที่ “รางมีอยู่ แต่ใช้งานไม่เต็มศักยภาพ”
📌 โมเดลใหม่: เปลี่ยน “ภาระ” เป็น “รายได้”
การเปิดรางให้เอกชน กำลังเปลี่ยนจาก รัฐแบกต้นทุนทั้งหมด ไปสู่ รัฐสร้างรายได้จาก “การให้ใช้ราง”
ขณะที่เอกชน
▪️ ลงทุนขบวนรถเอง
▪️ แบกต้นทุนเดินรถ
▪️ แข่งขันด้านคุณภาพบริการ

ผลที่คาดหวังคือ
▪️ รถไฟมากขึ้น
▪️ ความถี่สูงขึ้น
▪️ ระบบมีประสิทธิภาพขึ้น
ประเด็นจริงของ “เมือง” ไม่ใช่ใครเดินรถ แต่คือ “รางถูกใช้อย่างเข้มข้นพอจะเปลี่ยนพฤติกรรมเมืองหรือไม่”
ในมุมผังเมือง
คำถามสำคัญไม่ใช่ “ใครเป็นผู้เดินรถ”
แต่คือ ระบบรางจะ “วิ่งถี่พอ” จนกลายเป็นทางเลือกหลักของคนได้หรือไม่

เพราะสิ่งที่สร้างเมือง ไม่ใช่แค่การ “มีราง” แต่คือคุณภาพของการใช้งานจริง
▪️ ความถี่ (frequency) พอที่จะไม่ต้องรอ
▪️ ความต่อเนื่อง (continuity) ของระบบอย่างไร้รอยต่อ
▪️ ความเชื่อถือได้ (reliability) ในชีวิตประจำวัน
📌 เมื่อรถไฟวิ่งถี่ขึ้น = เมืองจึงเริ่มเปลี่ยนตาม
เมื่อระบบรางถูกใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดเป็นลูกโซ่
▪️ คนเริ่มเปลี่ยนวิธีเดินทาง
▪️ กิจกรรมเมือง เริ่มไหลเข้าสู่รอบสถานี
▪️ และมูลค่าที่ดินจึงขยับตามการใช้งานจริง
จาก “ทางผ่าน” → กลายเป็น “จุดหมาย”
🇯🇵 บทเรียนญี่ปุ่น: รถไฟไม่ใช่แค่ขนคน แต่ “สร้างเมือง”
หลังแปรรูป Japan Railways เอกชนไม่ได้แค่เดินรถ
แต่ทำทั้ง
▪️ พัฒนาสถานี
▪️ สร้างห้าง / ออฟฟิศ
▪️ ทำ TOD (Transit-Oriented Development)
ผลคือ รถไฟกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าที่ดิน + ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง
⚠️ เงื่อนไขความสำเร็จ: เปิดรางอย่างเดียว “ไม่พอ”
โมเดลนี้จะสำเร็จได้ ต้องมี
▪️ กติกาการแข่งขันที่ชัดเจน
▪️ การจัดสรรตารางเดินรถที่เป็นธรรม
▪️ การพัฒนาเมืองรอบสถานีควบคู่กัน
ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้
การเพิ่มรถไฟ = อาจไม่เปลี่ยนเมือง
คำถามสุดท้าย: เปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หรือเปลี่ยนอนาคตเมือง?

เพราะคำถามที่แท้จริงไม่ใช่
“เราจะหารายได้จากรางได้เท่าไร”
แต่คือ เราจะใช้ “รางเพื่อกำหนดอนาคตของเมือง” ได้แค่ไหน

▪️ ราง = ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือ “ตัวกำหนดศักยภาพที่ดิน”
▪️ ความถี่รถไฟ = ตัวกำหนด “รูปแบบชีวิตคนเมือง”
▪️ ผู้เดินรถ = ผู้กำหนด “ทิศทางการเติบโตของเมือง”

เพราะท้ายที่สุด… สิ่งที่กำลังเปลี่ยน อาจไม่ใช่แค่ “โมเดลรถไฟไทย”
แต่คือ โครงสร้างการเติบโตของเมืองไทยทั้งระบบ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.facebook.com/share/p/17bBaM39sQ/?mibextid=wwXIfr
https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/657103
https://www.facebook.com/share/p/1Cuh9ogrZp/
https://inwfile.com/s-dy/81u52r.jpg
https://www.infoquest.co.th/2022/246713
https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/สถานีกลางบางซื่อ-ระบบรถไฟใหม่-ศูนย์กลางการคมนาคม
https://www.bltbangkok.com/bangkok-update/38572/ไทย-24814
https://www.archdaily.com/1027273/not-just-a-train-stop-the-evolution-of-transit-oriented-developments-in-east-asia

🔍 เผยโฉม! สนามกีฬาแห่งชาติในฐานะที่ดินศักยภาพสูงของเมืองเมื่อศุภชลาศัย–เทพหัสดิน–นิมิบุตร กำลังถูกจัดวางบทบาทใหม่ในกรุงเ...
21/04/2026

🔍 เผยโฉม! สนามกีฬาแห่งชาติในฐานะที่ดินศักยภาพสูงของเมืองเมื่อศุภชลาศัย–เทพหัสดิน–นิมิบุตร กำลังถูกจัดวางบทบาทใหม่ในกรุงเทพฯ
เมื่อ “ศุภชลาศัย–เทพหัสดิน–นิมิบุตร” กำลังถูกจัดวางบทบาทใหม่ในกรุงเทพฯ

ช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีภาพแนวคิดการปรับปรุง “ย่านสนามกีฬาแห่งชาติ” ปรากฏในสื่อ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรุงเทพมหานคร
แม้ยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้พอจะเดาได้ว่า ไม่ใช่แค่การรีโนเวทสนามกีฬา หากคือ “การทบทวนบทบาทของที่ดินศักยภาพสูงใจกลางเมือง” ภายใต้บริบทใหม่ของเศรษฐกิจเมือง + ระบบราง + พฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะ

คำถามจึงไม่ใช่แค่
“จะพัฒนาอะไร”
แต่คือ
“ พื้นที่แบบนี้ ควรมีบทบาทอะไรในกรุงเทพฯ ยุคต่อไป?”
📍มากกว่าสนามกีฬา: พื้นที่แห่งความทรงจำของเมือง
ย่านนี้เริ่มต้นตั้งแต่ยุคสร้างรัฐสมัยใหม่

สนามศุภชลาศัย (2470–2480) พัฒนาบนพื้นที่ “วังวินด์เซอร์” ก่อนขยายเป็นคอมเพล็กซ์: เทพหัสดิน + นิมิบุตร
พื้นที่นี้จึงไม่ใช่แค่ sports complex
แต่คือ
✔ เวทีของสาธารณะ
✔ พื้นที่รวมกิจกรรมระดับชาติ
✔ ความทรงจำร่วมของคนเมือง (กีฬา / คอนเสิร์ต / event ใหญ่)
📍พื้นที่ที่ “อดีต–ปัจจุบัน–อนาคต” ซ้อนทับกัน
▪️ อดีต
✔ Landmark ทางวัฒนธรรม
✔ พื้นที่ความทรงจำ (เช่น คอนเสิร์ตระดับโลก)
👉 การพัฒนาใหม่ = ต้องไม่ลบ “ความหมายเดิม”
▪️ ปัจจุบัน
✔ อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ “สยาม–ปทุมวัน”
✔ เชื่อม BTS / การค้า / มหาวิทยาลัย
✔ แต่การใช้งานยังเป็น event-based
👉 ผลลัพธ์คือ
ที่ดินศักยภาพสูง แต่ใช้งานไม่เต็ม (underutilization)
▪️ อนาคต
เริ่มเห็นทิศทาง เช่น
✔ รองรับกิจกรรมระดับนานาชาติ
✔ เปิดบทบาทเอกชน
✔ เชื่อมต่อเข้ากับย่านการศึกษาและมหาวิทยาลัย
👉 พื้นที่นี้กำลังถูก “จินตนาการใหม่”
🔄 จาก “single-use” → “mixed-use urban system”
แนวโน้มสำคัญคือ
การเปลี่ยนจากสนามกีฬา (ใช้เฉพาะกิจ)สู่พื้นที่เมืองแบบผสม (mixed-use) ซึ่งผสานกิจกรรมอย่าง
✔ กีฬา
✔ พื้นที่สาธารณะ
✔ วัฒนธรรม
✔ อีเว้นท์ของเมือง
👉 สอดคล้องกับแนวคิดเมืองร่วมสมัย:
“สร้างโครงการที่มีชีวิตตลอดเวลา ไม่ใช่แค่บางช่วง”
⚖️ โอกาส vs ความเสี่ยง
▪️โอกาส
✔ กลายเป็น public destination ระดับเมือง
✔ เป็นตัวเชื่อม “สยาม ↔ จุฬาฯ”
✔ เพิ่มพลวัติของกิจกรรม (activity flow) ในเมือง

▪️ความเสี่ยง
✔ การ “commercialization” กลืนพื้นที่จนไม่เหลืออัตลักษณ์เดิม
✔ พื้นที่ public space ยังเปิด…แต่มีการบริหารจัดการพื้นที่ที่ “เข้าถึงจริงยาก”
👉 ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “เปิดให้เข้า”
แต่คือ ใครใช้ได้ ใช้อย่างไร และใช้จริงไหม
โจทย์ใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้: Governance
พื้นที่นี้ซ้อนหลาย stakeholder
✔ รัฐ
✔ มหาวิทยาลัย
✔ เอกชน
👉 ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การออกแบบ
แต่คือ “ออกแบบระบบบริหารจัดการพื้นที่” ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณภาพระยะยาว
สุดท้าย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ไม่ใช่แค่การพัฒนาที่ดิน
แต่คือหนึ่งในกรณีศึกษาของคำถามใหญ่ของกรุงเทพฯ ว่า "เราจะจัดการ “พื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางเมือง” อย่างไร"
ในยุคที่ มูลค่าที่ดินสูงขึ้น แรงกดดันเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้น
ทางเลือกจึงไม่ใช่การตัดสินใจระหว่างการรักษาอดีต หรือ พัฒนาใหม่
แต่คือ
“ชุบชีวิตใหม่ โดยไม่ลบความทรงจำเดิม”

🔥 LAD จะติดตามต่อ — เพราะนี่คือหนึ่งใน turning point ของกรุงเทพฯ

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://www.facebook.com/share/p/1GhEvpUUSK/
https://thestandard.co/onthisday-10022480/
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2469189

👀 ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่ง "Urban Planner / นักผังเมือง" ‼️จำนวน 1 ตำแหน่ง Full-Timeประสบการณ์ 2 ปีขึ้นไปรายละเอียดงาน ...
20/04/2026

👀 ประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่ง "Urban Planner / นักผังเมือง" ‼️

จำนวน 1 ตำแหน่ง Full-Time

ประสบการณ์ 2 ปีขึ้นไป

รายละเอียดงาน 📄📄📄

1. เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในการวาง และ จัดทำผังเมืองทุกประเภท อาทิ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบเส้นทางคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลประชากร เศรษฐกิจ และสังคม ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ชุมชนเมือง ชนบท ภูมิภาค และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
2. ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำผังนโยบาย ผังเมืองรวม ผังแม่บท งานพัฒนาเมืองและพัฒนาที่ดิน และ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งในด้านกายภาพและด้านกฎหมายผังเมือง
3. จัดทำการ บูรณาการข้อมูล และ วิเคราะห์ SWOT TOWS รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ เพื่อในไปสู่การจัดทำผัง
4. จัดทำกรอบการพัฒนา แนวคิดการพัฒนา วัตถุประสงค์ เป้าหมาย กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ ในการวางผังเมือง
5. มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโครงการ วางกลยุทธ์ แผนงาน กรอบการทำงาน ให้สามารถดำเนินการโครงการ และ ส่งมอบงานได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
6. ให้คำแนะนำ แนวคิด และ แนวทางการดำเนินงาน ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแบ่งเขตที่ดิน การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการออกแบบเมืองที่ถูกต้อง
7. มีความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการวางและจัดทำผังเมือง อาทิ GIS
8. ทำงานร่วมกับบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น สถาปนิก วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง
9. เข้าใจและสามารถระบุหน่วยงานเป้าหมาย หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้
10. เป็นตัวแทนขององค์กรในการประชุม การอบรมเชิงปฏิบัติการ และเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดประชุมร่วมกับชุมชน และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติ ✅✅✅

1. ปริญญาตรี / โท สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง การวางผังเมือง หรือสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
2. มีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้านผังเมือง และรายละเอียดอื่นๆที่เกี่ยวข้องในโครงการ
3. มีทักษะในการเจรจาและติดต่อประสานงานกับทีมงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
4. มีความเป็นผู้นำในการบริหารจัดการทีมงาน การสื่อสาร และ การแจกแจงงานอย่างเป็นระบบ
5. มีทักษะในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปได้เป็นอย่างดี (MS Office, GIS, Adobe Creative, Affinity, AutoCAD และอื่นๆ)
6. มีทักษาในการคิด วางแผนงาน แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเป็นระบบ
7. มีความรับผิดชอบ มีทัศนคติเชิงบวก สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้
8. สามารถทำงานเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ผลิตงานที่มีคุณภาพ ละเอียด และเรียบร้อย สามารถในไปใช้งานได้จริง

⏰📍

เข้างาน 9.30 น. - 17.30 น.

ที่ตั้งสำนักงาน : อาคารพร้อมพันธ์ 2 ซอยลาดพร้าว 3 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ (ติด MRT พหลโยธิน)

สามารถส่ง CV, Resume, Portfolio มาได้ที่อีเมล : [email protected]

🚆 TOD กำลังเปลี่ยนเกมเมืองไทย: จากบทเรียนยุโรปสู่อนาคต “ชานเมืองกรุงเทพฯ” และเมืองรองบทเรียนจากยุโรปสู่การอ่านเกม “ชานเม...
18/04/2026

🚆 TOD กำลังเปลี่ยนเกมเมืองไทย: จากบทเรียนยุโรปสู่อนาคต “ชานเมืองกรุงเทพฯ” และเมืองรอง
บทเรียนจากยุโรปสู่การอ่านเกม “ชานเมืองกรุงเทพฯ และเมืองรองไทย”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “Transit-Oriented Development (TOD)” มักถูกพูดถึงในฐานะการพัฒนาเมืองรอบสถานีขนส่งมวลชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีความหนาแน่นสูงอยู่แล้ว ระบบรางจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ “รองรับ” การเติบโตของเมืองที่มีอยู่เดิม
แต่ในความเป็นจริง แนวคิด TOD ในยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

TOD ไม่ได้เป็นเพียงการ “พัฒนาตามสถานี” อีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็น “เครื่องมือกำหนดอนาคตของเมือง”
โดยเฉพาะในบริบทของ “ชานเมือง” และ “เมืองรอง” ที่ยังไม่มีความหนาแน่นหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากพอ

ระบบรางจึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับความต้องการเดิม แต่กลับทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง (catalyst)” ที่ดึงดูดกิจกรรมใหม่ และกำหนดทิศทางการเติบโตตั้งแต่ต้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“เราจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีอย่างไร”
แต่คือ
“เราจะใช้ระบบรางเพื่อสร้างเมืองแบบไหน”
📌 เมืองที่ดี ไม่ได้วัดแค่ความหนาแน่น
การเข้าใจ TOD ในยุคนี้ จำเป็นต้องมองผ่านกรอบ TOD Standard 3.0 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “เมืองที่ดี” ไม่ได้วัดจากความหนาแน่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเมืองที่:
▪ เข้าถึงได้
▪ เชื่อมโยงกันดี
▪ เดินและใช้ชีวิตได้จริง
▪ ลดการพึ่งพารถยนต์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง TOD ไม่ใช่เรื่องของ “อาคาร”
แต่คือเรื่องของ “คุณภาพเมือง”
🇸🇪 Lund: เมื่อ TOD ถูกใช้เพื่อ “สร้างเมืองใหม่”
เมืองลุนด์ ประเทศสวีเดน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ TOD ในบริบทพื้นที่ชานเมืองที่ยังไม่ได้พัฒนา
พื้นที่ Brunnshög เคยเป็นเพียงพื้นที่ว่าง (greenfield)
แต่เมื่อมีโครงการวิจัยระดับยุโรปอย่าง ESS และ MAX IV เข้ามา เมืองไม่ได้รอให้เกิดความหนาแน่นก่อน
ในทางกลับกัน เมืองเลือกลงทุนระบบราง Lund Tramway ก่อน เพื่อ “วางโครงสร้างเมืองล่วงหน้า”
แนวเส้นทางรถรางถูกใช้เป็นแกนหลักในการกำหนด:
▪ รูปแบบการใช้ที่ดิน
▪ ความหนาแน่น
▪ การผสมผสานกิจกรรมเมือง
ผลลัพธ์คือ Brunnshög ค่อย ๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ว่าง
กลายเป็น “ศูนย์กลางใหม่ของเมือง”

👉 นี่คือ TOD ในฐานะ “City-Making Mechanism”
ไม่ใช่การตามเมือง แต่เป็นการ “สร้างเมือง”
🇳🇱 Utrecht: เมื่อ TOD ถูกใช้เพื่อ “เชื่อมเมืองทั้งระบบ”
ต่างจากลุนด์ เมืองอูเทรคต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไม่ได้ใช้ TOD เพื่อสร้างเมืองใหม่ แต่ใช้เพื่อ “จัดโครงสร้างเมืองที่มีอยู่” เมืองนี้มีหลายศูนย์กลาง เช่น:
▪ ศูนย์กลางเดิม
▪ Science Park
▪ เมืองใหม่ Leidsche Rijn
ปัญหาคือ พื้นที่เหล่านี้ “แยกกันอยู่”
TOD จึงถูกใช้เพื่อเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ผ่านโครงข่าย:
▪ รถไฟ
▪ รถราง
▪ รถโดยสาร
▪ และจักรยาน

ผลลัพธ์คือเมืองพัฒนาเป็น polycentric city
หรือ “เมืองหลายศูนย์กลาง” ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
📌 บทเรียนสำคัญคือ
ความสำเร็จของ TOD ไม่ได้อยู่ที่ความหนาแน่น
แต่อยู่ที่ “คุณภาพของการเชื่อมโยง”
🇹🇭 แล้วไทยกำลังอยู่ตรงไหน?
ถ้ามองกลับมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะ “ชานเมืองกรุงเทพฯ” และ “เมืองรอง” จะพบว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมาก โครงการอย่าง:
▪ รถไฟชานเมืองสายสีแดง
▪ รถไฟความเร็วสูง
▪ Eastern Economic Corridor (EEC)
กำลังเปิด “พื้นที่ใหม่” ที่ในอดีตยังไม่ถูกพัฒนา

นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ในการ:
▪ สร้างศูนย์กลางเมืองใหม่
▪ กระจายความเจริญ
▪ เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความเสี่ยงสำคัญ
หาก TOD ถูกใช้เพียงเพื่อ “เพิ่มความหนาแน่นรอบสถานี” โดยไม่เชื่อมระบบเมืองเข้าด้วยกัน
ผลลัพธ์อาจกลายเป็น:
เมืองที่ขยายตัว…แต่ไม่ได้ดีขึ้น
📌 จุดตัดของอนาคตเมืองไทย
TOD จะเป็นเพียง “เครื่องมือปั่นมูลค่าที่ดิน”
หรือจะกลายเป็น “เครื่องจักรสร้างเมืองอนาคต”
คำตอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการ
แต่อยู่ที่ “วิธีคิดในการวางผังเมือง”

สุดท้ายแล้ว…
TOD ที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่การทำให้เมือง “หนาแน่นขึ้น”
แต่ต้องทำให้เมือง:
▪ เชื่อมโยงกันดีขึ้น
▪ เข้าถึงได้มากขึ้น
▪ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“เราจะพัฒนารอบสถานีอย่างไร”
แต่คือ
“เราจะใช้ระบบรางเพื่อสร้างเมืองแบบไหนในอนาคต”
#ผังเมือง #เมืองรอง


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ :
https://itdp.org/publication/tod-standard/
https://www.gebiedsontwikkeling.nu/artikelen/leidsche-rijn-centrum-het-nieuwe-stadshart-van-utrecht/
https://www.utrechtsciencepark.nl/en/accessibility-utrecht-science-park-foundation-office
https://www.gebiedsontwikkeling.nu/artikelen/leidsche-rijn-centrum-het-nieuwe-stadshart-van-utrecht/
https://www.cooldh.eu/demo-sites-and-innovations-in-cool-dh/brunnshog-in-lund/
https://bransch.trafikverket.se/en/startpage/projects/Railway-construction-projects/lund-arlov-four-tracks/klostergarden-station/
https://www.cooldh.eu/demo-sites-and-innovations-in-cool-dh/brunnshog-in-lund/
https://prop2morrow.com/789936/
https://isaninsight.kku.ac.th/archives/7040
https://www.urban-transport-magazine.com/en/lund-in-sweden-europes-newest-tramway-system-virtually-inaugurated/

ที่อยู่

23/85 อาคารออโรส กรุ๊ป ซอยลาดพร้าว 23 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ LAD : Land Analysis & Developmentผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง LAD : Land Analysis & Development:

แชร์