26/05/2022
เศรษฐกิจโลกเป็นอะไร วิกฤติครั้งใหม่ใกล้หรือยัง Are we heading to the next crisis ?
สรุปประเด็นสำคัญจาก BBLAM
BBLAM x ลงทุนแมน
สังเกตไหมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกตอนนี้ คล้ายคลึงกับการเป็น Long Covid
พูดง่าย ๆ ก็คือมีอาการฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ เหมือนคนป่วยที่ยังหายไม่สุด อาการไม่ได้รุนแรง เหมือนจะดีขึ้นได้แล้ว แต่ก็ยังหลงเหลืออาการน่ารำคาญไว้อยู่
คำถามคือ อาการ Long Covid ของเศรษฐกิจโลกที่ว่านี้ จะพาไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลกหรือไม่ ?
แล้วนักลงทุน ควรรับมือกับสถานการณ์การลงทุนเช่นนี้ อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา Chief Economist จาก BBLAM ซึ่งเป็น Speaker คนสำคัญใน Clubhouse Episode นี้ ได้เล่าว่า
จากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่ BBLAM คำนวณจาก 6 ปัจจัยสำคัญ
คือ ตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศ, ภาคการใช้จ่าย, ภาคการค้าปลีก, การค้าระหว่างประเทศ, ดุลบัญชีเดินสะพัด และดัชนีตลาดหลักทรัพย์
โดยทำการเก็บสะสมข้อมูลทุก ๆ รอบ 6 เดือน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น พบว่า
- สหรัฐอเมริกาและยุโรป มีลักษณะ Sideway Down ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายตลาดการเงิน เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น, การอัดฉีดสภาพคล่องที่หายไป
- ญี่ปุ่น ยังคงติดลบมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายทางการเงินของประเทศที่ไม่สอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา และเงินเยนอ่อนค่า
- จีน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีลักษณะยึกยักเป็นฟันปลา ซึ่งเป็นผลจากการปิด ๆ เปิด ๆ ประเทศ
ดังนั้น แม้นโยบายการเงินจะผ่อนคลาย แต่เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศกลับยังมาได้ไม่ครบ ทำให้การเติบโตของจีนลดลง เมื่อเทียบกับอดีต
- อินเดีย มีลักษณะลดลงจนติดลบในช่วงปลายปี 2021 จากผลกระทบของวิกฤติพลังงาน รวมทั้งนโยบายการเงินที่มักจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างแรง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ
- ประเทศไทย มีภาพรวมที่ยังถือว่าดูดีเกินคาด ตั้งแต่ปลายปี 2021 เป็นต้นมา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีฐานต่ำจากปีก่อน ประกอบกับ GDP ไตรมาสที่ 1 ปี 2022 ออกมาดีเกินคาด จากการส่งออกภาคการเกษตร และนโยบายเปิดประเทศ
ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง
ซึ่งหากเปรียบเทียบภาพรวมของประเทศต่าง ๆ จากการเติบโตของ GDP
โดยใช้ GDP ปี 2019 ที่เกิดโรคระบาดเป็นฐาน จะพบว่า
ประเทศที่สามารถเติบโตได้เกินกว่าช่วงก่อนโควิดแล้วก็คือ สหรัฐอเมริกา, จีน และอินเดีย
ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ยังฟื้นตัวกลับไปถึงระดับก่อนโควิดได้ยาก เช่น ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป และไทย
แล้วถ้าถามว่า ปัจจัยใด จะเป็น Trigger สำคัญที่จะชี้ความน่ากังวลของเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้
คำตอบก็คือ “การบริโภคภายในประเทศ”
สาเหตุเพราะ การบริโภคภายในประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจ้างงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ ทั้งในภาคเศรษฐกิจ และภาคการลงทุน
ยกตัวอย่างเช่น
- อัตราดอกเบี้ย และสินเชื่อ
เพราะการบริโภคของผู้คน ถ้าไม่ได้มาจากเงินของตนเอง ก็ต้องมาจากการกู้ยืม
ต้องยอมรับว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงที่ผ่านมา กระตุ้นให้ผู้คนขอสินเชื่อมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญคือ คนจำนวนไม่น้อย นอกจากจะขอสินเชื่อเพื่อการบริโภคแล้ว ยังนำเงินเข้าสู่วิถีการลงทุนใหม่ ๆ อย่างเช่น คริปโทเคอร์เรนซี
เท่ากับว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อผู้คน ทั้งในแง่ของการบริโภค และความมั่งคั่ง (Wealth) เลยทีเดียว
- ภาคการนำเข้า
หลายประเทศไม่ได้เป็นผู้ผลิต แต่มีการบริโภคภายในประเทศสูง สิ่งที่ตามมาก็คือ การนำเข้า
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ วิกฤติพลังงาน การปรับตัวของราคาน้ำมัน ที่ส่งผลต่อภาคการบริโภคไปแบบเต็ม ๆ
เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น เงินในกระเป๋าก็เหลือน้อยลง
พูดง่าย ๆ ว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อภาคการบริโภคภายในประเทศ
ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาลุกลามในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ในประเทศต่อไปทันที
ทีนี้ ลองมาดูข้อสังเกตที่น่าสนใจของ “อาการ” ที่จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลก
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน นั่นคือ
1. เกิดความเปราะบางเชิงโครงสร้าง แต่ยังไม่มีใครรู้ จนสินทรัพย์บางประเภทเกิดการปรับราคาขึ้นสูงเกินกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น
2. เกิดลักษณะไม่ชอบมาพากล ผู้คนเริ่มขาดความเชื่อมั่น จนกลายเป็นจิตวิทยาหมู่ พร้อมที่จะขายสินทรัพย์นั้น ๆ ทุกระดับราคา เรียกว่า Panic Sell
3. สินทรัพย์นั้น ๆ เข้าสู่ภาวะตลาดขาลง หรือ Bear Market คือภาวะที่ตลาดสินทรัพย์ใดก็ตาม มีราคาตกต่ำลง 20% จากจุดสูงสุด
4. เกิดผลกระทบลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เรียกว่า Domino Effect
ซึ่ง ณ เวลานี้ คงไม่มีใครฟันธงได้ว่า เรากำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจโลกแล้วหรือยัง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจผู้ชมทางบ้านที่รับชมอยู่ในขณะที่กำลังไลฟ์ พบว่า
59.6% คิดว่า ใช่ เรากำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจโลก
20.2% คิดว่า ไม่ใช่ ยังไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก
20.2% คิดว่า ไม่แน่ใจ
ที่น่าสนใจก็คือ หากมองในมุมของการฟื้นตัวของวิกฤติจากบทเรียนในอดีต
จะพบว่า การฟื้นตัวในแต่ละวิกฤตินั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าวิกฤตินั้นเป็นของใคร
ยกตัวอย่างเช่น
- วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 1998
วิกฤติที่เกิดจากนโยบายการเงินที่ปล่อยลอยตัวค่าเงินบาท โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แข็งแรงเพียงพอ
ประกอบกับการโจมตีค่าเงินของ จอร์จ โซรอส และการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยเหลือประเทศไทย คือ การปล่อยเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ
เช่น การรัดเข็มขัดนโยบายทางการคลัง, การตั้งหน่วยงานบริหารจัดการหนี้เสีย ทำให้ประเทศไทยไม่ได้มีอิสระทางการเงินมากนัก
- วิกฤติซับไพรม์ ปี 2008
วิกฤติที่เกิดจากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเป็นสินเชื่อด้อยคุณภาพ จนเกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา
เมื่อเกิดวิกฤติครั้งนั้น Fed เข้ามาช่วยเหลือด้วยการออกนโยบายแบบผ่อนคลายทันที
เพราะธุรกิจธนาคาร ถูกมองว่าเป็นธุรกิจใหญ่เกินกว่าที่จะล้มละลายเรียกว่า Too Big To Fail
สิ่งที่น่าจับตามองให้ช่วงเวลานี้
นอกจากอาการ Long Covid ของเศรษฐกิจโลกแล้ว
ยังมีเรื่องของภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กำลังเกิดขึ้น และนำไปสู่การปรับตัวของราคาพลังงานอย่าง น้ำมัน
ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาที่ตรงจุดของสหรัฐอเมริกา ก็เป็นเรื่องสำคัญ
คำถามก็คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สามารถแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อได้อย่างตรงจุดหรือไม่
เพราะอย่าลืมว่า พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ อธิบายชัดเจนว่า นโยบายการเงิน อย่างการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปทานได้
สิ่งที่น่าติดตามคือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากเรื่องของอัตราเงินเฟ้อแล้ว
ยังจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ๆ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ อย่างไรบ้าง อย่างเช่น
- การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้เงินสกุลอื่น ๆ อ่อนค่าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ความลำบากใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่มีนโยบายการเงินไม่สอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เงินเยนญี่ปุ่น อ่อนค่าสุดในรอบ 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจากผู้ชมทางบ้านที่รับชมอยู่ในขณะไลฟ์ มองว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปี 2022 มีดังนี้
40.5% เงินเฟ้อ (Inflation)
21.5% ความคุกรุ่นเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension)
19.0% ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (Recession)
12.7% Fed คุมเข้มทางการเงิน (Fed Tightening Policy)
6.3% เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัว (China Economic Slowdown)
สุดท้าย ถ้าถามว่า แล้วนักลงทุนควรจะรับมือกับการลงทุนในสถานการณ์นี้อย่างไร ?
ดร.มิ่งขวัญ เตือนว่าขอไม่แนะนำให้ลงทุนตามข่าวร้าย หรือข่าวดี จากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค (Macro Economic Factors)
เช่น นโยบายการเงิน (Monetary Policies), นโยบายการคลัง (Fiscal Policies), ภูมิศาสตร์การเมืองโลก (Geopolitics)
แต่แนะนำลักษณะการลงทุนในช่วงเวลานี้ที่น่าสนใจ เช่น
- เลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไม่ผันผวนตามตลาด
- เป็นนักลงทุนเชิงมูลค่า (Value Investor) คือ การค้นหาธุรกิจที่มีพื้นฐานดี และยังมีราคาไม่แพง
- ลงทุนแบบ Asset Allocation คือ การกระจายการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอไปในหลากหลายสินทรัพย์
และสำหรับใครที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุน หรือไม่มั่นใจในการลงทุนด้วยตนเอง
ควรลงทุนในกองทุนรวม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน คอยบริหารจัดการการลงทุนให้อย่างมืออาชีพ..
คำเตือน: ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน