Convenient Sme Cash

Convenient Sme Cash รับทุกคำปรึกษาสินเชื่อเพื่อธุรกิจ

13/07/2022

กระแสโลกขึ้นดอกเบี้ย กดดันให้ไทย ต้องขึ้นตามรอบหน้า 0.5% - BillionMoney

บทวิเคราะห์จาก KKP Research ชี้ว่า ในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้า ธปท. อาจจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.5% จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลก กำลังขึ้นดอกเบี้ย

โดยในช่วงนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลก กำลังขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว หลังจากลงไปเกือบหรือเท่ากับ 0% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติ COVID-19 เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ทำการขึ้นดอกเบี้ยมาเป็น 1.75% และอาจแตะ 3.5% - 4% ในต้นปีหน้า หรือประเทศในเอเชีย อย่างเกาหลีใต้ ก็ทำการขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.75%

โดยธนาคารกลางหลายแห่ง ได้ทำการปรับขึ้นดอกเบี้ย ครั้งละ 0.5% - 0.75%
ซึ่งมากกว่าปกติ ที่มักจะปรับขึ้นเพียง 0.25% เท่านั้น เนื่องจากกังวลว่า ถ้าค่อย ๆ ขึ้น
อาจจะแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ไม่ทันการณ์

เมื่อหันกลับมามองที่ไทย ก็พบว่าอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทย อยู่ในระดับที่ต่ำมาก
แม้ในตอนนี้ จะเผชิญกับเงินเฟ้อสูงถึง 7.7% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทย อยู่ในกลุ่มที่ต่ำมากที่สุดในโลก

การที่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พากันขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว
ก็จะเป็นแรงกดดัน ให้ ธปท. ต้องทำการปรับขึ้นดอกเบี้ย หลังจากที่ยังไม่ได้ทำการ ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

เหตุผลที่ทาง ธปท. ใช้อธิบายว่า ทำไมจึงไม่จำเป็นต้อง ทำการขึ้นดอกเบี้ย ประกอบไปด้วย 3 เหตุผล คือ

1) เงินเฟ้อนั้นเกิดจากทางด้านต้นทุน ซึ่งเป็นเรื่องชั่วคราว และจะคลี่คลายลงไปเอง
2) การขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ที่กำลังฟื้นตัว และหนี้ครัวเรือน ที่อยู่ในระดับสูง
3) การขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมากนัก เพราะการอ่อนค่าตอนนี้ สอดคล้องกับเงินสกุลอื่น ๆ ทั้งภูมิภาค และประเทศไทย ยังมีสเถียรภาพด้านต่างประเทศแข็งแกร่ง

แต่อย่างไรก็ตาม ทาง KKP Research ได้มองว่า กระแสนโยบายการเงินของโลกที่เปลี่ยนทาง
จะทำให้การตัดสินใจ เกี่ยวกับนโยบายการเงินของไทย ในครั้งหน้า ต้องให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อ
และค่าเงินบาทมากขึ้น เพราะจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ใน 3 ประเด็น คือ

1) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ จะทำให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่านี้ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงิน ก็ทำให้เงินเยน อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 24 ปี
2) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะใหญ่และยาวนานขึ้น โดยในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ถึงเดือนละประมาณ 1-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งกำลังจะทำให้ไทย ขาดดุลมากที่สุด นับตั้งแต่มีการบันทึกตัวเลขในปี 2005 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ของเสถียรภาพต่างประเทศที่ลดลง
3) เกิดความเสี่ยงในความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง จากการคาดการณ์เงินเฟ้อของคน ที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะทำให้การใช้นโยบายการเงิน ทำได้ยากยิ่งขึ้น และจะนำไปสู่การปรับขึ้นดอกเบี้ย อย่างรุนแรง ในภายหลัง

ทาง KKP Research จึงคาดว่า ธปท. จะทำการขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.5% ในการประชุมรอบหน้า จากนั้นจะขึ้นอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% และจบปีด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 0.5%

ดอกเบี้ยที่กำลังปรับขึ้นนี้เอง ก็จะส่งผลกระทบต่อ ภาระหนี้ของภาคครัวเรือน ที่จะปรับตัวสูงขึ้น ตามการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ภาคเอกชน อาจเกิดการขาดสภาพคล่อง เนื่องจากการออกพันธบัตร
ภาคเอกชนใหม่ จะมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ และราคาสินทรัพย์เสี่ยง มีโอกาสปรับตัวลดลง

ทำให้ทาง ธปท. อาจต้องหามาตรการเยียวยา ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
และเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวลง จากผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

—-------------------------
ที่มา : KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร

07/06/2022

7 ข้อคิด จาก‘จะข้ามมหาสมุทรอย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง’
รีวิวและข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ครับ
1 ชีวิตมีขึ้นมีลง
เหมือนภูเขาหลายลูก
ที่มีทั้งขึ้นเขาและลงเขาสลับกันไปมา
2 ‘ปัญหา’ จะยิ่งใหญ่
หรือเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ผ่านมาในชีวิต
ขึ้นอยู่กับ ‘มุมมอง’ ของเรา
3 ประโยชน์จากความล้มเหลว คือ
มันบังคับให้เรารื้อถอนสิ่งต่างๆที่ไม่สำคัญออกไป
4 ไม่มีอะไรยากเกินเรียนรู้
สิ่งที่เราคิดว่า ‘ไม่ชอบ’
แท้จริงอาจแค่ ‘ไม่เคยทำ’
พอลงมือทำจริง ๆ ก็ไม่ยากเกินที่จะเรียนรู้
5 ความคิดที่ยิ่งใหญ่หรือสร้างสรรค์มากๆ
เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..
ตัดเรื่องเหตุผล และใส่ความเพ้อฝันไปให้มากที่สุด
คำถามนี้จะนำไปสู่คำถามถัดๆไปเองครับ
6 ใช้ชีวิตให้เหมือนกับการแล่นเรือใบ
แม้มีเป้าหมายใหญ่อยู่ข้างหน้า
แต่ไม่อาจฝืนธรรมชาติไปได้
ไม่ว่ามีลมหรือไม่มีลม จงสนุกไปกับมัน
หาความสุขจาก ‘ปัจจุบัน’ ให้ได้
7 คนอื่นสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้
แต่ไม่ดีเท่าที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย คุณหนุ่มเมืองจันทร์
ความรู้สึกหลังอ่าน
แม้เล่มนี้จะเป็นเล่มที่รวมเรื่องที่น่าสนใจจากเล่นก่อนๆ
แต่การได้อ่านในช่วงนี้ เป็นเล่มที่รวมแรงบันดาลใจ
รวมข้อคิดดีๆไว้มากมาย
เป็นเล่มที่ไม่หนามาก อ่านไม่นานก็จบเล่ม
เหมาะทั้งกับอ่านเองและซื้อฝากคนที่เรารัก คนที่เราห่วงใยด้วยครับ
ใครสนใจซื้อหนังสือเล่มนี้ทัก Inbox เพจ
ที่ m.me/YAKSARUP ได้เลยครับ
หนังสือมีที่เพจไม่มาก ใครอยากได้หนังสือแรงบันดาลใจไว้อ่านช่วงปีใหม่ หรืออยากหาของขวัญดีๆสักชิ้น ทัก Inbox มาได้เลยครับ
เล่มที่ 74/2564
จำนวนหน้า 192 หน้า
ช่องทางติดตามทาง Blockdit
ฝากติดตามด้วยนะครับ
https://www.blockdit.com/pages/5ff9af6750f50d0ce6eeb377
#จะข้ามมหาสมุทรอย่าหันกลับไปมองชายฝั่ง #อยากสรุป #รีวิวหนังสือ

26/05/2022

เศรษฐกิจโลกเป็นอะไร วิกฤติครั้งใหม่ใกล้หรือยัง Are we heading to the next crisis ?
สรุปประเด็นสำคัญจาก BBLAM
BBLAM x ลงทุนแมน

สังเกตไหมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกตอนนี้ คล้ายคลึงกับการเป็น Long Covid
พูดง่าย ๆ ก็คือมีอาการฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ เหมือนคนป่วยที่ยังหายไม่สุด อาการไม่ได้รุนแรง เหมือนจะดีขึ้นได้แล้ว แต่ก็ยังหลงเหลืออาการน่ารำคาญไว้อยู่

คำถามคือ อาการ Long Covid ของเศรษฐกิจโลกที่ว่านี้ จะพาไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลกหรือไม่ ?
แล้วนักลงทุน ควรรับมือกับสถานการณ์การลงทุนเช่นนี้ อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง

ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา Chief Economist จาก BBLAM ซึ่งเป็น Speaker คนสำคัญใน Clubhouse Episode นี้ ได้เล่าว่า

จากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่ BBLAM คำนวณจาก 6 ปัจจัยสำคัญ
คือ ตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศ, ภาคการใช้จ่าย, ภาคการค้าปลีก, การค้าระหว่างประเทศ, ดุลบัญชีเดินสะพัด และดัชนีตลาดหลักทรัพย์

โดยทำการเก็บสะสมข้อมูลทุก ๆ รอบ 6 เดือน ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น พบว่า

- สหรัฐอเมริกาและยุโรป มีลักษณะ Sideway Down ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายตลาดการเงิน เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น, การอัดฉีดสภาพคล่องที่หายไป

- ญี่ปุ่น ยังคงติดลบมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายทางการเงินของประเทศที่ไม่สอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา และเงินเยนอ่อนค่า

- จีน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีลักษณะยึกยักเป็นฟันปลา ซึ่งเป็นผลจากการปิด ๆ เปิด ๆ ประเทศ
ดังนั้น แม้นโยบายการเงินจะผ่อนคลาย แต่เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศกลับยังมาได้ไม่ครบ ทำให้การเติบโตของจีนลดลง เมื่อเทียบกับอดีต

- อินเดีย มีลักษณะลดลงจนติดลบในช่วงปลายปี 2021 จากผลกระทบของวิกฤติพลังงาน รวมทั้งนโยบายการเงินที่มักจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างแรง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ

- ประเทศไทย มีภาพรวมที่ยังถือว่าดูดีเกินคาด ตั้งแต่ปลายปี 2021 เป็นต้นมา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีฐานต่ำจากปีก่อน ประกอบกับ GDP ไตรมาสที่ 1 ปี 2022 ออกมาดีเกินคาด จากการส่งออกภาคการเกษตร และนโยบายเปิดประเทศ

ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา นโยบายอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ซึ่งหากเปรียบเทียบภาพรวมของประเทศต่าง ๆ จากการเติบโตของ GDP
โดยใช้ GDP ปี 2019 ที่เกิดโรคระบาดเป็นฐาน จะพบว่า

ประเทศที่สามารถเติบโตได้เกินกว่าช่วงก่อนโควิดแล้วก็คือ สหรัฐอเมริกา, จีน และอินเดีย
ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ยังฟื้นตัวกลับไปถึงระดับก่อนโควิดได้ยาก เช่น ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป และไทย

แล้วถ้าถามว่า ปัจจัยใด จะเป็น Trigger สำคัญที่จะชี้ความน่ากังวลของเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้
คำตอบก็คือ “การบริโภคภายในประเทศ”

สาเหตุเพราะ การบริโภคภายในประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจ้างงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น ๆ ทั้งในภาคเศรษฐกิจ และภาคการลงทุน

ยกตัวอย่างเช่น

- อัตราดอกเบี้ย และสินเชื่อ

เพราะการบริโภคของผู้คน ถ้าไม่ได้มาจากเงินของตนเอง ก็ต้องมาจากการกู้ยืม

ต้องยอมรับว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงที่ผ่านมา กระตุ้นให้ผู้คนขอสินเชื่อมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญคือ คนจำนวนไม่น้อย นอกจากจะขอสินเชื่อเพื่อการบริโภคแล้ว ยังนำเงินเข้าสู่วิถีการลงทุนใหม่ ๆ อย่างเช่น คริปโทเคอร์เรนซี

เท่ากับว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อผู้คน ทั้งในแง่ของการบริโภค และความมั่งคั่ง (Wealth) เลยทีเดียว

- ภาคการนำเข้า

หลายประเทศไม่ได้เป็นผู้ผลิต แต่มีการบริโภคภายในประเทศสูง สิ่งที่ตามมาก็คือ การนำเข้า

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ วิกฤติพลังงาน การปรับตัวของราคาน้ำมัน ที่ส่งผลต่อภาคการบริโภคไปแบบเต็ม ๆ
เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น เงินในกระเป๋าก็เหลือน้อยลง

พูดง่าย ๆ ว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อภาคการบริโภคภายในประเทศ
ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาลุกลามในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ในประเทศต่อไปทันที

ทีนี้ ลองมาดูข้อสังเกตที่น่าสนใจของ “อาการ” ที่จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจโลก
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน นั่นคือ

1. เกิดความเปราะบางเชิงโครงสร้าง แต่ยังไม่มีใครรู้ จนสินทรัพย์บางประเภทเกิดการปรับราคาขึ้นสูงเกินกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น

2. เกิดลักษณะไม่ชอบมาพากล ผู้คนเริ่มขาดความเชื่อมั่น จนกลายเป็นจิตวิทยาหมู่ พร้อมที่จะขายสินทรัพย์นั้น ๆ ทุกระดับราคา เรียกว่า Panic Sell

3. สินทรัพย์นั้น ๆ เข้าสู่ภาวะตลาดขาลง หรือ Bear Market คือภาวะที่ตลาดสินทรัพย์ใดก็ตาม มีราคาตกต่ำลง 20% จากจุดสูงสุด

4. เกิดผลกระทบลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เรียกว่า Domino Effect

ซึ่ง ณ เวลานี้ คงไม่มีใครฟันธงได้ว่า เรากำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจโลกแล้วหรือยัง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจผู้ชมทางบ้านที่รับชมอยู่ในขณะที่กำลังไลฟ์ พบว่า

59.6% คิดว่า ใช่ เรากำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจโลก
20.2% คิดว่า ไม่ใช่ ยังไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก
20.2% คิดว่า ไม่แน่ใจ

ที่น่าสนใจก็คือ หากมองในมุมของการฟื้นตัวของวิกฤติจากบทเรียนในอดีต
จะพบว่า การฟื้นตัวในแต่ละวิกฤตินั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าวิกฤตินั้นเป็นของใคร

ยกตัวอย่างเช่น

- วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 1998

วิกฤติที่เกิดจากนโยบายการเงินที่ปล่อยลอยตัวค่าเงินบาท โดยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แข็งแรงเพียงพอ
ประกอบกับการโจมตีค่าเงินของ จอร์จ โซรอส และการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยเหลือประเทศไทย คือ การปล่อยเงินกู้ ภายใต้เงื่อนไขในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ

เช่น การรัดเข็มขัดนโยบายทางการคลัง, การตั้งหน่วยงานบริหารจัดการหนี้เสีย ทำให้ประเทศไทยไม่ได้มีอิสระทางการเงินมากนัก

- วิกฤติซับไพรม์ ปี 2008

วิกฤติที่เกิดจากสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเป็นสินเชื่อด้อยคุณภาพ จนเกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา

เมื่อเกิดวิกฤติครั้งนั้น Fed เข้ามาช่วยเหลือด้วยการออกนโยบายแบบผ่อนคลายทันที
เพราะธุรกิจธนาคาร ถูกมองว่าเป็นธุรกิจใหญ่เกินกว่าที่จะล้มละลายเรียกว่า Too Big To Fail

สิ่งที่น่าจับตามองให้ช่วงเวลานี้
นอกจากอาการ Long Covid ของเศรษฐกิจโลกแล้ว
ยังมีเรื่องของภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กำลังเกิดขึ้น และนำไปสู่การปรับตัวของราคาพลังงานอย่าง น้ำมัน

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาที่ตรงจุดของสหรัฐอเมริกา ก็เป็นเรื่องสำคัญ
คำถามก็คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สามารถแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อได้อย่างตรงจุดหรือไม่

เพราะอย่าลืมว่า พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ อธิบายชัดเจนว่า นโยบายการเงิน อย่างการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปทานได้

สิ่งที่น่าติดตามคือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากเรื่องของอัตราเงินเฟ้อแล้ว
ยังจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ๆ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ อย่างไรบ้าง อย่างเช่น

- การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้เงินสกุลอื่น ๆ อ่อนค่าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

- ความลำบากใจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่มีนโยบายการเงินไม่สอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เงินเยนญี่ปุ่น อ่อนค่าสุดในรอบ 20 ปี

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจากผู้ชมทางบ้านที่รับชมอยู่ในขณะไลฟ์ มองว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปี 2022 มีดังนี้

40.5% เงินเฟ้อ (Inflation)
21.5% ความคุกรุ่นเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension)
19.0% ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา (Recession)
12.7% Fed คุมเข้มทางการเงิน (Fed Tightening Policy)
6.3% เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัว (China Economic Slowdown)

สุดท้าย ถ้าถามว่า แล้วนักลงทุนควรจะรับมือกับการลงทุนในสถานการณ์นี้อย่างไร ?

ดร.มิ่งขวัญ เตือนว่าขอไม่แนะนำให้ลงทุนตามข่าวร้าย หรือข่าวดี จากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค (Macro Economic Factors)
เช่น นโยบายการเงิน (Monetary Policies), นโยบายการคลัง (Fiscal Policies), ภูมิศาสตร์การเมืองโลก (Geopolitics)

แต่แนะนำลักษณะการลงทุนในช่วงเวลานี้ที่น่าสนใจ เช่น

- เลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไม่ผันผวนตามตลาด
- เป็นนักลงทุนเชิงมูลค่า (Value Investor) คือ การค้นหาธุรกิจที่มีพื้นฐานดี และยังมีราคาไม่แพง
- ลงทุนแบบ Asset Allocation คือ การกระจายการลงทุนในพอร์ตโฟลิโอไปในหลากหลายสินทรัพย์

และสำหรับใครที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุน หรือไม่มั่นใจในการลงทุนด้วยตนเอง
ควรลงทุนในกองทุนรวม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน คอยบริหารจัดการการลงทุนให้อย่างมืออาชีพ..

คำเตือน: ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการวงเงินหมุนเวียนไม่จำกัด✅ไม่จำกัดวงเงิน✅ตัดต้น ลดดอกได้ตลอดไม่กำหนดวันจ่าย✅เป...
18/03/2022

บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการ
วงเงินหมุนเวียนไม่จำกัด

✅ไม่จำกัดวงเงิน
✅ตัดต้น ลดดอกได้ตลอดไม่กำหนดวันจ่าย
✅เป็นผู้ประกอบกิจการ ประเภท ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทและโรงงานขนาดเล็ก-ใหญ่
✅ มีที่จัดตั้งกิจการ บริษัท หจก.ชัดเจนสามารถตรวจสอบได้
✅ มีหนังสือจดทะเบียนที่ได้รับการรับรองความมาตราฐานโดยกรมพัฒนาธุรกิจ
#ไม่มีบริการโอนล่วงหน้า
🔎สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
☎️ 0959926335 (พนักงานสินเชื่อ)
🆔️ 👉 https://line.me/ti/p/Ah3FgPn_-7

17/03/2022

ล้มละลาย กับ ฟื้นฟูกิจการ ต่างกันอย่างไร ? /โดย ลงทุนแมน
ถ้าเราเป็นเจ้าของธนาคาร ปล่อยกู้ให้กับบริษัท 100,000,000 บาท
วันดีคืนดี บริษัทนั้นประสบปัญหาและมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้

ในเวลาต่อมา หากเราตามทวงหนี้สินจนสุดทางแล้ว แต่ทางบริษัทก็ยังไม่สามารถชดใช้ได้
ทางออกที่จะแก้ปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ ก็จะเหลืออยู่ 2 วิธี
คือไม่ปล่อยให้ล้มละลาย ก็ต้องเป็นการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
แล้ว 2 วิธีนี้ ต่างกันอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าตามกฎหมายแล้ว
ผู้ถือหุ้นของกิจการไม่ต้องชดใช้หนี้สินใด ๆ ที่ก่อขึ้นในนามบริษัท

เนื่องจากการก่อตั้งนิติบุคคลในรูปของบริษัทจำกัดนั้น
คำว่า “จำกัด” คือ การจำกัดความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้น ให้ไม่เกินกว่าส่วนที่ได้ลงทุนไป

อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ไม่ว่าบริษัทจะมีหนี้สินเท่าไร
ผู้ถือหุ้นก็รับผิดชอบเท่ากับส่วนที่ได้ลงทุนไปแล้วเท่านั้น
ทำให้เจ้าหนี้ ไม่สามารถตามหนี้กับตัวผู้ถือหุ้นได้ เพราะหนี้ถูกก่อขึ้นในนามบริษัท นั่นเอง

แล้วมีวิธีใดบ้าง ที่เจ้าหนี้จะได้รับการชดใช้หนี้สินที่เหลืออยู่ ?

สำหรับทางออกของปัญหานี้ มีอยู่ 2 ทางคือ

1. ปล่อยล้มละลาย
2. เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

จริง ๆ แล้ว ทั้ง 2 วิธีนี้ มีจุดประสงค์เดียวกันเลยก็คือ เป็นวิธีหาทางชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
แต่พอมาดูในรายละเอียดแล้ว ก็ต้องบอกว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เริ่มที่การล้มละลาย

การล้มละลายเกิดขึ้น โดยมีเจ้าหนี้ฟ้องร้องต่อศาล ว่าลูกหนี้มีหนี้สินคงค้างจำนวนมาก เกินกว่าที่จะบริหารจัดการ หรือกระทบต่อการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ได้

โดยตามกฎหมายแล้ว มีข้อกำหนดชัดเจนคือ ลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคล ต้องมีหนี้สินไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท และ 1 ล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดา จึงเข้าข่ายที่จะถูกฟ้องล้มละลาย

ซึ่งเมื่อเกิดการฟ้องล้มละลาย และศาลพิจารณาแล้วว่า ลูกหนี้ไม่สามารถชดใช้หนี้ได้
กระบวนการต่อมาที่จะเกิดขึ้นเรียกว่า “พิทักษ์ทรัพย์”

พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล และรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ มาชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผ่านการยึดหรืออายัด แล้วนำมาขายทอดตลาด โดยที่ลูกหนี้ไม่สามารถทำธุรกรรมใด ๆ กับทรัพย์สินได้

ในขณะที่การฟื้นฟูกิจการนั้น เกิดขึ้นหลังจากมีการยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการ

โดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อรักษาสภาพการดำเนินกิจการของลูกหนี้
หากศาลเห็นว่ายังพอมีช่องทางที่ลูกหนี้สามารถชดใช้หนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ได้

โดยมีเงื่อนไขคือ บริษัทขนาดใหญ่มีหนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
และบริษัทขนาดกลางและเล็ก มีหนี้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท

สำหรับการจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่นั้น
ศาลจะพิจารณา จากแผนการฟื้นฟูกิจการที่ถูกจัดทำขึ้น
หากศาลเห็นว่า มีโอกาสที่จะปฏิบัติได้สำเร็จตามแผน ก็จะออกคำสั่งฟื้นฟูกิจการแก่ลูกหนี้

หลังจากเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แล้วยังไงต่อ ?

ผลจากคำสั่งฟื้นฟูกิจการคือ การพักการชำระหนี้
หรือก็คือการรักษาสภาพคล่องของกิจการให้ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ในช่วงเวลาที่พักชำระหนี้ ลูกหนี้ก็สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ

เพียงแต่ไม่สามารถ ทำธุรกรรมที่จะเพิ่มภาระ หรือข้อผูกมัดต่อทรัพย์สินของลูกหนี้ได้
เช่น ห้ามจำหน่าย ห้ามโอน ห้ามให้เช่า หรือห้ามก่อหนี้เพิ่มเติมแล้ว
ยกเว้นศาลอนุญาตให้ทำ หรืออยู่ในแผนฟื้นฟูที่ศาลอนุมัติ

ตัวอย่างบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการที่เรารู้จักกันดี ก็คือ บริษัท การบินไทย จำกัด

เนื่องจากภาวะขาดทุนของบริษัท ที่สะสมมานานหลายปีติดต่อกัน ทำให้มีหนี้สะสมอยู่แสนล้านบาท
เมื่อพิจารณาจากรายได้ของการบินไทย จึงเป็นเรื่องยากที่การบินไทยจะชดใช้หนี้ที่มีอยู่ได้

สุดท้ายแล้ว การบินไทยก็ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และทำให้เกิดการพักชำระหนี้เกิดขึ้น
ซึ่งตามแผนการฟื้นฟูที่ถูกจัดทำร่วมกัน หลายฝ่ายก็ยินยอมให้มีการกู้ยืมเงินบางส่วน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูกิจการ

จากที่กล่าวไปจะเห็นได้ว่ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ ย่อมดีกว่ากระบวนการล้มละลาย

เพราะการฟื้นฟูกิจการนั้น ทำให้ลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการ และเปิดโอกาสให้มีการปรับโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร

ในขณะที่เจ้าหนี้ก็มีโอกาสที่จะได้รับการชดใช้หนี้สินมากกว่าการล้มละลาย
ที่ไม่แน่ว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ หลังจากขายทอดตลาด จะมีมูลค่ามากขนาดไหน

อีกทั้งการฟื้นฟู ก็ยังช่วยรักษาการจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งก็จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่ลูกค้าของกิจการก็ตาม..
╔═══════════╗
Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน
ที่มีผู้ใช้งาน 2 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ
แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ
Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
https://www.sec.or.th/TH/Template3/Articles/2563/170563-differentways.pdf
-https://www.thairath.co.th/news/2096162
https://www.led.go.th/smeff/sme006.pdf

ที่อยู่

ลาดพร้าว
Bangkok
10230

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Convenient Sme Cashผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์