MEMA Farm Phuket เพจสำหรับคนรัก "กัญ" (กัญชา)
คุณรู้หรือไม่ใครๆก็สามารถปลูกกัญชา Online ได้??ใช่ครับคุณฟังไม่ผิดหรอก

โปรโมชั่นส์ใหม่ประจำเดือน กุมพาพัน มาแล้วค้าาาาาขอบคุณสำหรับผลตอบรับสำหรับเดือนที่แล้วกับโปรโมชั่นสุดร้อนแรงนี้ กลับมาอี...
05/02/2023

โปรโมชั่นส์ใหม่ประจำเดือน กุมพาพัน มาแล้วค้าาาาา
ขอบคุณสำหรับผลตอบรับสำหรับเดือนที่แล้วกับโปรโมชั่นสุดร้อนแรงนี้ กลับมาอีกครั้ง #สำหรับเดือนนี้
วันนี้ถึง - 28 กุมภาพันธ์ 2023
ซื้อสินค้าภายในร้าน ขั้นต่ำ 5,000 บาทเลือกของขวัญฟรี 2ชิ้น อทิเช่น ลำโพง,เครื่องทำความสะอาดอัตโนมัติ,power box,ช็อคโกแลตกัญชา,บุหรี่ กัญชา,เสื้อเชิตร้านMEMA,กระเป๋าผ้าร้านMEME
ถ้าซื้อสินค้าภายในร้านครบ 15,000 บาท รับฟรีทันทีมือถือ 1เครื่องและและสามารถเลือกของขวัญพิเศษอีก 2ชิ้น
์ม

👑สมัครรับฟรี ถอนเงิน 110 บาท
MEMA-ทำเงินด้วยการทำฟาร์มบนคลาวด์
✅ สมัคร รับ 30฿
📅 เช็คอินครบ 3 วัน
💵 ถอนเข้าธนาคารไทย
🍁ถอนขั้นต่ำ 180
#เบอร์สมัครไม่ต้องใส่เลข0
🍁 ลิ้งค์สมัครและดาวน์โหลด🍁
ปลูกกัญชาบนมือถือ สร้างรายได้งาม
สมัครด้วยตัวคุณเอง
คลิ๊ก >>> https://www.mema.co/?invite=1722672
ใส่รหัสแนะนำเพื่อน 1722672

31/01/2023

สวัสดีค้า วันนี้แอดมินมาดึกหน่อยอย่าว่ากันน่ะ ^^
สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่า MEMA Cannabis คืออะไร มาจากไหนและประกอบการเชิงพาณิชย์ เกี่ยวกับอะไรบ้าง วันนนี้แอดมีคำตอบอยู่ใน Video นี้เรียบร้อยแล้วนะคะ .

-และสำหรับใครที่อยากจะลงทุนกับเรา จิ้ม Link ด้านล่างนี้เลยค่ะ
👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻👇🏻
👑สมัครรับฟรี ถอนเงิน 110 บาท
MEMA-ทำเงินด้วยการทำฟาร์มบนคลาวด์
✅ สมัคร รับ 35฿
📅 เช็คอินครบ 3 วัน
💵 ถอนเข้าธนาคารไทย
🍁ถอนขั้นต่ำ 180
#เบอร์สมัครไม่ต้องใส่เลข0
🍁 ลงค์สมัครและดาวน์โหลด🍁
ปลูกกัญชาบนมือถือ สร้างรายได้งาม
สมัครด้วยตัวคุณเอง
คลิ๊ก >>> https://shorturl.asia/qWUi3
ใส่รหัสแนะนำเพื่อน 1722672
เชิญชม่ะ

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆทุกท่านสำหรับใครที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกับทางเราแอดแนะนำให้รีบๆเลยนะคะ เนื่องจากเสื้อ MEMA ฟาร์มของเราไก...
24/01/2023

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆทุกท่านสำหรับใครที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกับทางเราแอดแนะนำให้รีบๆเลยนะคะ เนื่องจากเสื้อ MEMA ฟาร์มของเราไกล้จะหมดเต็มทีแล้วน้าาาาาาา
วิธีรับเสื้อก็ง่ายๆเลย เพียงร่วมลงทุนกับเราครั้งแรกก็สามารถรับเสื้อสุด จ๊าบไว้ใส่ได้แล้ว
👑สมัครรับฟรี ถอนเงิน 110 บาท
MEMA-ทำเงินด้วยการทำฟาร์มบนคลาวด์
✅ สมัคร รับ 35฿
📅 เช็คอินครบ 3 วัน
💵 ถอนเข้าธนาคารไทย
🍁ถอนขั้นต่ำ 180
#เบอร์สมัครไม่ต้องใส่เลข0
🍁 ลงค์สมัครและดาวน์โหลด🍁
ปลูกกัญชาบนมือถือ สร้างรายได้งาม
สมัครด้วยตัวคุณเอง
คลิ๊ก >>> https://shorturl.asia/qWUi3
ใส่รหัสแนะนำเพื่อน 1749944

สวัสดี ค้า วันนี้แอดมินมีโปรโมชั่นดีๆมานำเสนอสำหรับคนที่สนใจไม่จำเป็นต้องเชื้อสายนจีนก็ร่วมกิจกรรมได้
22/01/2023

สวัสดี ค้า วันนี้แอดมินมีโปรโมชั่นดีๆมานำเสนอสำหรับคนที่สนใจไม่จำเป็นต้องเชื้อสายนจีนก็ร่วมกิจกรรมได้

21/01/2023

ก็ผ่านไปแล้วนะคะ สำหรับกิจกรรมการกุศลที่ได้จัดขึ้น ที่ มูลนิธิบ้านเด็กตะวันฉาย
จังหวัดภูเก็ต ทาง บริษัท MEMA Cannabis Phuket ได้ร่วมบริจาคสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็น อาหารแห้ง ขนม หรือ อุปกรณ์ใช้ยังชีพหลายๆอย่าง รวมทั้งมีการแจกอั่งเปาให้น้องๆด้วย ^^ รวมถึง MC.ของเราก็แรพเก่งเลยทีเดียวเชียว

อย่าลืมนะคะ สำหรับใครที่ต้องการลงทุนออนไลน์ด้วยตัวเอง
สามารถสอบถามพวกเรา หรือ สมัครผ่าน
👑สมัครรับฟรี ถอนเงิน 110 บาท
MEMA-ทำเงินด้วยการทำฟาร์มบนคลาวด์
✅ สมัคร รับ 35฿
📅 เช็คอินครบ 3 วัน
💵 ถอนเข้าธนาคารไทย
🍁ถอนขั้นต่ำ 180
#เบอร์สมัครไม่ต้องใส่เลข0
🍁 ลงค์สมัครและดาวน์โหลด🍁
ปลูกกัญชาบนมือถือ สร้างรายได้งาม
สมัครด้วยตัวคุณเอง
คลิ๊ก >>> https://shorturl.asia/qWUi3
ใส่รหัสแนะนำเพื่อน 1749944

สวัสดีค่ะ มีใครพอจะทราบไหมเอ่ยว่ากัญชามีข้อดีอะไรบ้างและสามารถรักษาโรคอะไรได้บ้าง? วันนี้แอดมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับกัญชามา...
07/01/2023

สวัสดีค่ะ มีใครพอจะทราบไหมเอ่ยว่ากัญชามีข้อดีอะไรบ้างและสามารถรักษาโรคอะไรได้บ้าง?
วันนี้แอดมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับกัญชามาฝาก พร้อมกันแล้วหรือยังคะ? ถ้าพร้อมแล้วไปเสพข้อมูลกันเลย
กัญชา เป็นพืชในวงศ์ Cannabidaceae มี 3 สายพันธุ์ที่พบบ่อยคือ Cannabis sativa, Cannabis indica และ Cannabis rudealis สำหรับสายพันธุ์ที่พบมากในประเทศเทศไทยจะเป็นสายพันธุ์ Cannabis sativa ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในลักษณะอากาศแบบร้อนชื้น

ลักษณะการใช้กัญชาในอดีตมี 2 ลักษณะตามชื่อเรียกคือ การใช้ผงแห้งของใบและดอกมามวนเป็นบุหรี่สูบ ซึ่งชาวเม็กซิกันเรียกว่ามาริฮวานา (Ma*****na) และการใช้ยางจากต้นมาเผาไฟและสูดดมตามภาษาอาหรับ ที่เรียกว่าแฮฌอีฌ (Hashish) จากประวัติศาสตร์พบว่าการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคนั้นเริ่มขึ้นในประเทศจีนเมื่อ 2600 ปีก่อนคริสตกาล (BC) จักรพรรดิ์เสินหนิงของจีน (Shun Nung; 2737 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นผู้ค้นพบวิธีการชงชาและการดื่มชา เป็นผู้อธิบายสรรพคุณทางยาของพืชกัญชาในตำรายาสมุนไพรจีนเป็นครั้งแรก และริเริ่มให้มีการเพาะปลูกพืชกัญชาเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคนับจากนั้นเป็นต้นมา



การปลูกกัญชาได้ขยายไปในประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย และประเทศอินเดีย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1839 (พ.ศ. 2382) นายแพทย์ชาวอังกฤษ (William O'Shaughnessy) ซึ่งขณะนั้นกำลังปฏิบัติงานอยู่ในประเทศอินเดียได้ทำการทดลอง และค้นพบว่ากัญชานั้นมีสรรพคุณทางการแพทย์ สามารถใช้ระงับอาการปวด เพิ่มความอยากอาหาร ลดการอาเจียน คลายกล้ามเนื้อ และลดอาการชักได้ โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ ในวารสารทางยาในสมัยนั้นและได้มีการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์กันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศอังกฤษและในกลุ่มประเทศตะวันตก ตลอดจนมีการซื้อขายกัญชาในร้านยาทั่วไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย มีการบรรจุสรรพคุณทางยาของสารสกัดจากกัญชา และยาทิงเจอร์ใน British Pharmacopoeia และ United States Pharmacopoeia มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ด้วยว่า แพทย์มีการสั่งจ่ายกัญชาเพื่อใช้ลดอาการปวดประจำเดือนแก่พระราชินีวิคตอเรีย ของประเทศอังกฤษ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2480) ในประเทศอเมริกา ได้มีการรายงานว่าการใช้กัญชามีผลทำให้ผู้ใช้ขาดสติ เกิดอาการประสาทหลอน และก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้นได้จึงมีการถอนกัญชาออกจาก United States Pharmacopoeia และยกเลิกการใช้กัญชาในการรักษาโรค มีการห้ามใช้กัญชาในการรักษาโรคในอังกฤษและยุโรปในตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) เป็นต้นมา ในประเทศไทยกัญชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 25622 ซึ่งอนุญาตให้สามารถนำมาใช้ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนาการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้


ความสับสนระหว่างต้นกัญชงและกัญชา
พืชทั้งสองชนิดเป็นพืชในสายพันธุ์เดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์ย่อย โดยกัญชา จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.) E. Small & Cronquist ส่วนกัญชง (H**p) จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannnabis sativa L. Subsp. ซึ่ง Sativa พืชทั้ง 2 ชนิดมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ความสูงของต้น (กัญชงสูงกว่ากัญชา) ลักษณะการเรียงตัวของใบ (กัญชงเรียงตัวห่างกว่ากัญชา) และจำนวนแฉกของใบ (กัญชงมากกว่ากัญชา) นอกจากนี้ต้นกัญชงให้ปริมาณเส้นใยในปริมาณมากกว่าต้นกัญชาถึง 20% โดยต้นกัญชงมีเส้นใยที่มีคุณภาพสูงและสามารถใช้ผลิตเชือก กระดาษและนำมาทอผ้าได้ เมล็ดกัญชงมีโปรตีนสูงและน้ำมันในเมล็ดกัญชงมีกรดไขมัน Omega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันกับที่พบในน้ำมันปลา อย่างไรก็ตามพืชทั้งสองชนิดจัดเป็นพืชเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เนื่องจากมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (delta-9-tetrahydrocannabinol, หรือ THC) ซึ่งเป็นสารเสพติดและมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่ต้นกัญชงมีในปริมาณที่น้อยกว่าและไม่เหมาะที่จะใช้เสพ แต่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2560 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงเรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง และได้ประกาศในราชกิจจา-นุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560 โดยให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสามารถอนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืชกัญชงเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรคในพื้นที่ที่รัฐมนตรีกำหนดได้1และในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561 มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนธ.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่ (ฉบับที่ 7) และเห็นชอบให้กัญชาและกระท่อมซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 5 สามารถถูกนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคภายใต้การควบคุมดูแลเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น ล่าสุดได้มีการประกาศเป็นพระราชบัญญัติ ยาเสพติดใหโทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 25622 ซึ่งสามารถนำกัญชามาใช้ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนาการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ และยังระบุไว้ว่าหากมีในครอบครองไม่เกินปริมาณจำเป็นที่ใช้รักษาโรคเฉพาะตัว พร้อมมีหนังสือรับรองการใช้งานจากผู้อนุญาต ก็จะไม่ผิดกฎหมาย แต่หากมีในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด จะถือว่าเป็นการผลิตหรือมีเพื่อจำหน่าย และถ้าไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายตาม พ.ร.บ. ก็จะได้รับโทษตามกฏหมาย




การค้นพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ (Cannabidiol : CBD) และผลทางเภสัชวิทยา



ความสำเร็จในการสกัดสารสำคัญจากต้นกัญชาเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2442) แต่ไม่สามารถสกัดสารให้บริสุทธิ์ได้เนื่องจากขีดจำกัดของเครื่องมือที่มีอยู่ในขณะนั้น จนกระทั่งมีการค้นพบวิธีวิเคราะห์แบบใหม่ คือ High Performance Liquid Chromatography (HPLC) และ Spectrometric method ในปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกสารบริสุทธ์ชนิดต่างๆ จากต้นกัญชาออกมาได้ ตลอดจนสามารถวิเคราะห์หาสูตรโครงสร้างทางโมเลกุลของสารแต่ละชนิดได้ จากการศึกษาดังกล่าวพบว่าต้นกัญชามีส่วนประกอบของสารเคมีมากกว่า 450 ชนิด โดยมากกว่า 60 ชนิดเป็นสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) มีองค์ประกอบหลักคือ THC และสารชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกัน เช่น Cannabinol (CBN), Cannabidiol (CBD), Cannabichtomme (CBC), Cannabigerol (CBG) เป็นต้น3,4 นอกจากนี้ได้มีการสังเคราะห์สารที่เป็นอนุพันธ์ของสาร THC ขึ้นมาใหม่อีกหลายชนิด รวมถึงการค้นพบกลไกการออกฤทธิ์ของสารในกลุ่มนี้



THC เป็น psychoactive compound ซึ่งส่วนใหญ่จะจับกับ cannabinoid receptors ซึ่งพบอยู่ 2 กลุ่มหลักคือ CB1 และ CB2 โดย CB1 จะพบมากที่ (1) ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nerve system) โดยเฉพาะในส่วน basal ganglia, hippocampus, cerebellum และ cortex ซึ่งสะท้อนกลไกการเกิด psychotropic effect ของ THC ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในสารสกัดกัญชา และ (2) ในระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nerve system) ในขณะที่ CB2 receptors จะพบที่เนื้อเยื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system)4,5 ดังนั้นจึงมีผลต่อ ความอยากอาหาร การย่อยอาหาร อารมณ์ ความรู้สึก ความจำ การเรียนรู้ และพฤติกรรม นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าอาจมี receptors อื่นๆ ที่อาจมาทำหน้าที่เช่นเดียวกับ cannabinoids receptors



ในทางกลับกัน CBD มีความสามารถในการจับกับ CB1 และ CB2 receptors แบบโดยตรงได้เพียงเล็กน้อย แต่มีลักษณะเป็น negative allosteric modulator กับ CB1 receptor ซึ่งส่งผลกับการทำงานกับ receptors อื่นๆ ทำให้สามารถลดอาการปวด อาการอักเสบ และลดความกังวลได้ การค้นพบกลไกการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มนี้ รวมถึงการค้นพบ endocannabinoids ซึ่งเป็น endogenous agonists ของ cannabinoids receptors เช่น N-arachidonoyl-ethanolamine (AEA; anandamide) และ 2-arachidonoylglycerol (2-AG)5 ทำให้มีความเข้าใจในกลไกการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มนี้รวมถึงผลข้างเคียงมากยิ่งขึ้น และมีการนำมาวิจัยเพื่อประโยชน์ในการรักษาอาการหรือโรคต่างๆ ตามที่ได้รวบรวมมาดังต่อไปนี้




การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาในการักษาอาการและโรคต่างๆ

ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการได้รับเคมีบำบัด (Antiemetic effect)5: สาร Nabilone และ Dronabinol เป็นสารสังเคราะห์ที่เป็นอนุพันธ์ของสาร THC ซึ่งมีผลการวิจัยทางคลินิกยืนยันว่า Nabilone มีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดได้ดีกว่ายา Prochlorperazine, Domperidone และ Alizapride ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และได้รับการอนุมัติให้ใช้ในประเทศแคนาดาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) เป็นต้นมา ขณะที่ผลการวิจัยทางคลินิกของ Dronabinol นั้นพบว่ามีประสิทธิภาพในการลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ดีกว่ายา Chlorpromazine และมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยา Metoclopramide และ Thiethylperazine ดังนั้นทั้ง Nabilone (Cesamet™ Valeant Pharmaceuticals North America) และ Dronabinol (Marinol®; Solvay Pharmaceuticals, Inc) จึงได้รับการอนุมัติให้ขายในประเทศอเมริกา (ค.ศ. 1985, พ.ศ. 2528) และ แคนาดา (ค.ศ. 1995, พ.ศ. 2538) ตามลำดับ
เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ (Appetite stimulation)5: ผลการวิจัยพบว่าสาร THC สามารถช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้ผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ เมื่อมีการทดลองใช้ทางคลินิกเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ และได้รับการอนุมัติให้ใช้สาร Dronabinol ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสาร THC เพื่อเพิ่มความอยากอาหารได้ในประเทศแคนาดา (Marinol®; Solvay Pharmaceuticals, Inc)
ลดอาการปวด (Analgesic effect)5,6: สารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะ THC สามารถใช้ลดอาการปวดแบบฉับพลัน และแบบเรื้อรัง (Acute และ Chronic pain) โดยเฉพาะการใช้เพื่อระงับการปวดแบบเรื้อรังนั้น นับเป็นสาเหตุหลักของการใช้สารสกัดกัญชาในการลดอาการปวด ได้มีการทดลองทางคลินิกและพบว่าสาร THC ในขนาด 2.5 หรือ 2.7 มิลลิกรัม สามารถช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง (central neuropathic pain) และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้เพิ่มขึ้น มีการตั้งตำรับยาสเปรย์ (Oromucosal spray, Nabiximols) โดยใช้ส่วนผสมของ THC และ CBD ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดข้อ (Rheumatoid arthritis) แต่สำหรับอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยมะเร็งนั้นยังไม่มีข้อสรุปทางคลินิกที่ชัดเจน
ลดอาการปลอกประสาทเสื่อม (Multiple sclerosis, MS)5,6: MS เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทซึ่งมักเกิดร่วมกับการหดเกร็งของกล้ามเนื้อซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงและมีอาการปวดแบบเรื้อรัง และพบว่าทั้งผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับ THC เพียงชนิดเดียว และผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยาที่มีส่วนผสมของ THC และ CBD ในอัตราส่วน 1 ต่อ 0.5 สามารถช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและช่วยบรรเทาอาการปวดดังกล่าวและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้ ในการทดสอบทางคลินิกโดยไม่พบอาการข้างเคียงที่ร้ายแรง แต่อย่างไร ตำรับยาทั้งสองชนิดนี้ (อัตราส่วนของ THC:CBD เท่ากับ 1:0.9) ได้รับอนุญาตให้สามารถสั่งจ่ายได้ในประเทศ แคนาดา (Sativex®; GW Pharmarceutical; ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548)) อังกฤษ และ อเมริกา
ช่วยควบคุมอาการลมชัก (Epilepsy)5: ผู้ป่วยโรคลมชักคิดเป็น 1 % ของประชากรโลก และพบว่าผู้ป่วย 20-30% ยังไม่สามารถควบคุมอาการชักได้โดยใช้ยาที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพื่อหาตัวยาชนิดใหม่ มีการทดลองในสัตว์ทดลองโดยใช้ CBD และพบว่า CBD สามารถต้านอาการชักได้ดี (เป็น Anticonvulsant ที่ดี) และไม่มีความเป็นพิษต่อระบบประสาท ต่อมามีการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ประสบปัญหาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ เมื่อให้ยากันชักร่วมกับการให้ CBD 200-300 มิลลิกรัม. ต่อวันเป็นเวลา 8-18 สัปดาห์ พบว่า 37% ของผู้ป่วย ไม่เกิดอาการชักตลอดการศึกษา และอีก 37% มีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในผู้ที่ได้รับ CBD คือทำให้เกิดอาการง่วงนอน การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมด้วยการใช้ CBD ชนิดเดียวทำให้เราสามารถเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของ CBD ได้ดีมากขึ้น และในการศึกษาทางคลินิกของ Epidolex® (GW Pharmaceuticals) ซึ่งมี CBD เป็นสารสำคัญ พบว่าสามารถใช้รักษาอาการชักแบบควบคุมไม่ได้ด้วยยา (intractable epilepsy) เช่น Dravet and Lennox-Gastaut syndromesได้ และได้รับการอนุมัติโดย U.S. FDA ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561ให้สามารถใช้ในการรักษาอาการชักทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว
ลดความดันในตาของผู้ป่วยต้อหิน (Glaucoma)5 : ต้อหินเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นได้ เนื่องจากมีความดันในลูกตาสูง มีการศึกษาความสามารถของสาร THC, 0.01-0.1% eye drop solution เพื่อช่วยลดความดันในลูกตาและพบว่าขนาด 0.05-0.1% THC สามารถช่วยลดความดันในลูกตาของผู้ป่วยต้อหินได้ แต่เป็นการออกฤทธิ์ในระยะสั้น 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามพบว่ายานี้ก่อให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ในระหว่างใช้ ดังนั้นการพัฒนาตำรับ (Formulation) และรูปแบบการให้ (Dosage form design) อาจสามารถช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ป้องกันและรักษาอาการสมองฝ่อ (Neurodegeneration and neuroprotection)4,5 : การทดลองเพื่อศึกษาในผู้ป่วย Parkinson ในประเทศอังกฤษ โดยใช้ สารสกัดจากต้นกัญชา และ Nabilone พบว่า สารทั้ง 2 ชนิดไม่มีผลต่อการรักษาโรค Parkinson แต่อย่างไรก็ตามหลังจากมีการค้นพบ Cannabinoid receptors (CB1, CB2) ในปีค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) และจากผลการวิจัยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พบความเป็นไปได้ในการใช้สารกลุ่ม acid cannabinoids และ endocannabinoids ในการรักษาความผิดปกติทางสมอง เช่น Huntington disease, Parkinson disease, Alzheimer disease และ Cerebral ischemia / stroke ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงปริมาณของ CB1 และ CB2 ในเซลล์สมอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีการสรุปที่ชัดเจน แต่มีสารหลายชนิดทั้งในกลุ่ม CB1/CB2 agonist/antagonist และ endocannabinoids ที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก
คลายความวิตกกังวล (Antianxiety effect)5 : จากประวัติการใช้กัญชาเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายในอดีตทำให้มีความเป็นไปได้ที่สารกลุ่มแคนนาบินอลน่าจะมีฤทธิ์คลายความวิตกกังวล แต่อย่างไรก็ตามพบว่ากลไกการออกฤทธิ์นั้นซับซ้อนและยังไม่มีการอธิบายที่ชัดเจน จากรายงานทางคลินิกพบว่าการใช้สาร Fatty acid amide hydrolase inhibitors (FAAH inhibitors) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Endocannabinoids มีความสามารถในการลดอาการวิตกกังวลได้ ปัจจุบันสารหลายชนิดในกลุ่มนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก
การรักษามะเร็ง (Anticancer effect) : ในปีค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) Munson et al. เป็นนักวิจัยกลุ่มแรกที่รายงานว่าสาร THC สามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดและยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกมะเร็งในหนูทดลองได้ หลังจากนั้นได้มีการวิจัยเพิ่มขึ้นในเรื่องดังกล่าวและพบว่าสารหลายชนิดในกลุ่ม Cannabinoids (THC, CBD) และ Endocannabinoids (methanandamide, JWH-133; HU-210; WIN55, 212-2)4,7,8 สามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้โดยการยับยั้ง Angiogenesis และลด Metastasis ในมะเร็งหลายชนิดโดยการกระตุ้นให้เกิด Program cell death และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กลไกอื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้คือ การกระตุ้นให้เกิด Cell-cycle arrest และantiangiogenic effect7,8 ปัจจุบันสารในกลุ่มนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาทางคลินิก นอกจากนี้ยังพบว่าการให้สาร Cannabinoids ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด Temozolomide สามารถช่วยลดการเติบโตของเนื้องอกสมอง (Glioma xenograft) ได้อย่างดี และมีการรายงานในลักษณะคล้ายกันจากงานวิจัยพบว่าการให้ HU-210 สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการต้านมะเร็งของยา Paclitaxel และ ยา 5-Fluorouracil ได้ดีอีกด้วย8




ข้อห้ามใช้และอาการข้างเคียง



มีคำแนะนำว่าไม่ควรใช้สารกลุ่มนี้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้อยู่ระหว่างให้นมบุตร และผู้ป่วยจิตเวช ส่วนการใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและโรคความดันควรอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ควรให้สารกลุ่มนี้ร่วมกับ ยากลุ่ม CNS depressants อาการข้างเคียงของการใช้สารกลุ่ม THC ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้ และขนาดยาที่ใช้ โดยควรเริ่มจากขนาดต่ำก่อนและถ้าจำเป็นต้องเพิ่มขนาดควรทำช้าๆ ผู้ที่ได้รับสารกลุ่มนี้มักสามารถพัฒนาให้ร่างกายยอมรับผล psychoactive effect ของยา (tolerance) ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรรักษาขนาดของยาให้คงที่โดยพิจารณาตามผลการรักษาที่ได้รับเป็นหลัก โดยอาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ง่วงซึม มึนงง ปวดศีรษะ การมองเห็นไม่ชัดเจน ปากแห้ง วิตกกังวล มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ คลื่นไส้ มีความผิดปกติของการรับรู้ อาการที่ไม่ค่อยพบเช่น เดินเซ ซึมเศร้า ท้องเสีย ความดันต่ำ หวาดระแวง และ ปวดท้อง อาเจียน (cannabis hyperemesis syndrome)



จากการศึกษาจากอดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิดในกลุ่ม Cannabinoids และ Endocannabinoids ถูกนำมาศึกษาเพื่อประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติ และโรคหลายชนิด การค้นพบที่สำคัญคือการค้นพบ Endocannabinoid systems ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความก้าวหน้าในการใช้สารกลุ่มนี้เพื่อป้องกันและรักษาความปกติต่างๆ ทางสมองได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของสารในกลุ่มนี้ได้มากขึ้นอีกด้วย



แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากสารกลุ่มนี้ยังจัดเป็นวัตถุเสพติดในประเทศไทย แม้เพิ่งอนุญาตให้สามารถนำมาทำการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้2 การทำการวิจัยจึงไม่แพร่หลายมากนัก กลไกการออกฤทธิ์ของสารกลุ่มนี้ในการรักษาโรคบางชนิดที่กล่าวมาแล้วนั้นถึงแม้จะมีความชัดเจนมากขึ้นแต่ยังไม่มีความครอบคลุมสำหรับทุกๆ โรค และยังคงต้องรอผลการวิจัยเพิ่มเติมทางคลินิกให้มากกว่านี้ นอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจความพร้อมของแพทย์ในการตอบปัญหาเกียวกับการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาความผิคปกติต่างๆในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีแพทย์ (residents และ fellows) จำนวน 89%ที่บอกว่าตนไม่พร้อมที่จะให้คำปรึกษา6 และเมื่อสำรวจโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีเพียง 9% ของโรงเรียนผลิตแพทย์ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ได้บรรจุเรื่องการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาทางคลินิกไว้ในหลักสูตรเพื่อสอนนักศึกษาแพทย์6 ซึ่งน่าจะเป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ แต่สำหรับทางด้านงานศึกษาวิจัยนั้นจะพบว่ามีจำนวนงานวิจัยเพิ่มขึ้นที่ทำการวิจัยโดยใช้สารกลุ่ม Cannabinoids และ Endocannabinoids ในการรักษาโรคชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้รวบรวมมาข้างต้น เช่น เบาหวาน (Diabetic) ความดันสูง (Hypertension) จิตเภท (Schizophrenia) และ โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive compulsive disorder) ซึ่งผลการวิจัยทางคลินิกของโรคต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ชัดเจน แต่จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของสารในกลุ่ม Cannabinoids และ Endocannabinoids ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงอาจใช้ประโยชน์ทางการรักษาใด้จริงในอนาคต

👑สมัครรับฟรี ถอนเงิน 110 บาท
MEMA-ทำเงินด้วยการทำฟาร์มบนคลาวด์
✅ สมัคร รับ 30฿
📅 เช็คอินครบ 3 วัน
💵 ถอนเข้าธนาคารไทย
🍁ถอนขั้นต่ำ 180
#เบอร์สมัครไม่ต้องใส่เลข0
🍁 ลิ้งค์สมัครและดาวน์โหลด🍁
ปลูกกัญชาบนมือถือ สร้างรายได้งาม
สมัครด้วยตัวคุณเอง
คลิ๊ก >>> https://www.mema.co/?invite=1722672
ใส่รหัสแนะนำเพื่อน 1722672

สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมินจะพามารู้จักกับเพศของกัญชากันนะคะ กัญชาตัวผู้ ตัวเมีย กะเทย..คุณค่าและความโดดเด่นที่แตกต่าง- กัญชา...
06/01/2023

สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมินจะพามารู้จักกับเพศของกัญชากันนะคะ
กัญชาตัวผู้ ตัวเมีย กะเทย..คุณค่าและความโดดเด่นที่แตกต่าง
- กัญชาเป็นพืชแยกเพศต่างต้น หรือพืชที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละต้น ง่ายๆ ก็คือมีทั้งกัญชาเพศผู้และเพศเมีย

- กัญชาเพศผู้มีโครโมโซม XY ส่วนกัญชาเพศเมียมีโครโมโซม XX โดยตามธรรมชาติจะมีสัดส่วนอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง

- กัญชาสามารถเป็นพืชที่มี 2 เพศในต้นเดียวได้ โดยมีทั้งเกสรตัวเมียและเกสรตัวผู้ในต้นเดียวกันที่เรียกว่า “กัญชากะเทย” ซึ่งกัญชากะเทยจะผลิตดอกและจะถ่ายละอองเรณูกับดอกพวกนั้น โดยกัญชาอาจเป็นกัญชากะเทยได้เองตามธรรมชาติหรือกลายเป็นกะเทยเนื่องจากความเครียดของพืชจากปัจจัยอย่างแสงแดดที่มากไป น้ำที่มากไปหรือไม่เพียงพอ รวมไปถึงแมลงหรือโรค เป็นต้น

- เพศของกัญชาไม่ใช่แค่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อมรอบข้างด้วย แต่ละเพศมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน

- การดูเพศของกัญชาอาจดูได้ยาก เนื่องจากจะไม่โชว์เพศจนกว่าจะโตพอที่เกือบพร้อมผสมพันธุ์ หรือการถ่ายละอองเรณู ราวสัปดาห์ที่ 4-6 ของการปลูก

- กัญชาตัวเมียมีเม็ดกลมเล็กๆ อยู่ระหว่างข้อต่อของก้านใบกับลำต้น โดยที่เม็ดกลมๆ นี้จะมีขนสีขาวที่เป็นเกสรตัวเมีย ดอกของกัญชาตัวเมียมีสีเหลืองอ่อน ครีมและขาว

- กัญชาตัวผู้มีเม็ดกลมๆ ระหว่างข้อต่อของก้านใบกับลำต้นเช่นกัน แต่ไม่มีขน

- กัญชาตัวผู้ผลิตละอองเรณูซึ่งเป็นตัวแปรจำเป็นในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยกัญชาตัวผู้จะมีเม็ดกลมๆ ที่มีเกสรอยู่ข้างใน

- กัญชาตัวเมียคือตัวที่ออกดอกและมีสาร THC มากที่สุด หากได้รับการถ่ายละอองเรณูจากกัญชาตัวผู้ (ผสมพันธุ์) ดอกของตัวเมียจะกลายเป็นเมล็ดซึ่งอาจเป็นผลผลิตที่คนนิยมน้อยกว่าดอก

- ดังนั้นในกรณีที่ต้องการนำสารแคนนาบินอยด์ในดอกกัญชาไปใช้ในการรักษา เม็ดกลมๆ ที่มีเกสรอยู่ข้างในของกัญชาตัวผู้จะถูกตัดและแยกออกจากบริเวณที่มีกัญชาตัวเมีย เพื่อป้องกันการถ่ายละอองเรณูตามธรรมชาติและรักษาดอกของกัญชาตัวเมียไว้เพื่อการเก็บเกี่ยว

- ในกรณีที่ต้องการขยายพันธุ์หรือผลิตสายพันธุ์ใหม่ เม็ดกลมๆ ที่มีเกสรตัวผู้อาจถูกตัดแยกออกมาจากต้นและอาจถ่ายละอองเรณูด้วยมือกับสายพันธุ์กัญชาเพศเมียที่สนใจ
แม้ว่ากัญชาตัวผู้จะไม่มีผลผลิตที่นำไปใช้ในการรักษาได้ แต่ก็มีความสำคัญในการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้แก่

สร้างสายพันธุ์ใหม่ หรือรักษาสายพันธุ์เดิมเอาไว้

การผสมพันธุ์ต้องใช้เกสรจากกัญชาตัวผู้ โดยเกสรเดินทางโดยลมเพื่อไปยังกัญชาตัวเมียตามธรรมชาติ บางคนตัดกัญชาเพศผู้ แยกเกสรตัวผู้ออกแล้วทำการผสมเกสรกับกัญชาตัวเมียที่อยากได้เพื่อสร้างสายพันธุ์ใหม่หรือ รักษาสายพันธุ์เดิมเอาไว้

ทำยาสารสกัด

กัญชาตัวผู้ไม่มีสาร THC ดังนั้นไม่สามารถทำให้เกิดฤทธิ์ทางจิตประสาทหรืออาการเคลิบเคลิ้ม มึนเมาได้ โดยกัญชาตัวผู้ ยังมีสารแคนนาบินอยด์ตัวอื่นอย่างสาร CBD หรือ CBN อยู่ด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติในการเป็นยารักษาโดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประสาทและอารมณ์

ใช้รากเพื่อทำยา

รากก็เหมือนเมล็ดที่มีคุณสมบัติการรักษาที่เหมาะสมกับร่างกายมนุษย์ โดยมีสาร THC น้อยกว่า 1% ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาการเคลิบเคลิ้ม มึนเมา ด้วยสารคุณสมบัติต่างๆ อย่างเพนต้าไซคลิก ไตรเทอร์พีน สารฟริเดลีน และสารอิพฟรี เดลานอล ที่มีประโยชน์ต่อตับ อีกทั้งยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกและทำหน้าที่ต้านอาการอักเสบของตับ

ใช้ทำน้ำกัญชา

น้ำกัญชาเป็นวิธีการบริโภคกัญชาตัวผู้ที่ได้รับความนิยมในช่วงปี 2010 ซึ่งมักนำมาใช้โดยผู้ป่วยในการลดกลุ่มอาการป่วยหรือการรักษาที่พวกเขาเผชิญอยู่ ทว่าการบริโภควิธีนี้ทำให้ได้รับสารแคนนาบินอยด์ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ปราศจากการเผาไหม้หรือสกัด โดยน้ำกัญชาสามารถรับประทานในชีวิตประจำวัน เพื่อควบคุมระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์
กัญชากะเทยมักไม่นิยมนำผลิตผลมาใช้เนื่องจากดอกที่เต็มไปด้วยเมล็ด แปลว่าสารแคนนาบินอยด์มีจำนวนไม่มาก จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการรักษา อีกทั้งคุณภาพของตัวต้นจะไม่ดีเท่ากัญชาตัวผู้หรือกัญชาตัวเมีย ทั้งนี้กัญชากะเทยสามารถผสมพันธุ์เองได้ แปลว่ากัญชารุ่นหลังจะเป็นกัญชาที่สามารถเป็นพืช 2 เพศในต้นเดียวกันที่จะทำให้แหล่งรวมยีนด้อยลง ไม่หลากหลายเพราะการผสมพันธุ์กันเอง

และอย่าลืมนะคะ สำหรับใครที่สนใจลงทุนไปกับเราสามารถ ลงทุนได้ด้วยตัวเองที่
👑สมัครรับฟรี ถอนเงิน 110 บาท
MEMA-ทำเงินด้วยการทำฟาร์มบนคลาวด์
✅ สมัคร รับ 30฿
📅 เช็คอินครบ 3 วัน
💵 ถอนเข้าธนาคารไทย
🍁ถอนขั้นต่ำ 180
#เบอร์สมัครไม่ต้องใส่เลข0
🍁 ลิ้งค์สมัครและดาวน์โหลด🍁
ปลูกกัญชาบนมือถือ สร้างรายได้งาม
สมัครด้วยตัวคุณเอง
คลิ๊ก >>> https://www.mema.co/?invite=1722672
ใส่รหัสแนะนำเพื่อน 1722672

รอบรู้เรื่องกัญชา รู้จักกัญชาพันธุ์ไทย และการใช้กัญชาทางการแพทย์กระแสกัญชาฟีเว่อร์ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “กัญชา” เป็...
05/01/2023

รอบรู้เรื่องกัญชา รู้จักกัญชาพันธุ์ไทย และการใช้กัญชาทางการแพทย์
กระแสกัญชาฟีเว่อร์
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “กัญชา” เป็นหนึ่งในพืชที่มาแรงในปีนี้ หลังจากที่มีราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ระบุให้ยกเว้นพืชกัญชาและกัญชงจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ให้สามารถใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย และตอนนี้ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป พร้อมเปิดให้สามารถปลูกกัญชาในครัวเรือน ปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ โดยให้เข้าไปจดแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” ขององค์การอาหารและยา (อย.) และที่เว็บไซต์ https://plookganjaweb.fda.moph.go.th/ รวมถึงสามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อจำหน่าย ในรูปแบบอาหาร เครื่องสำอาง และยาสมุนไพรได้แต่ต้องขออนุญาตกับ อย. ก่อน ทำให้หลายคนที่มีต้นกัญชาอยู่แล้วเร่งดำเนินการตามประกาศหวังใช้กัญชารักษาอาการเจ็บป่วย สร้างรายได้ หรือใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารและยาต่าง ๆ ส่วนคนที่สนใจต่างก็เตรียมสรรหาต้นกัญชามาปลูกไปตาม ๆ กัน


ต้นกำเนิดการใช้กัญชา
ก่อนที่จะมีกระแสกัญชาฟีเว่อร์ มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จาก “กัญชา” มาช้านาน เริ่มจากใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แล้วหลังจากนั้นจึงเรียนรู้ที่จะใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ คาดว่ากัญชามีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลางหรือจีนตะวันตก หลังจากนั้นมีการกระจายจากจีนไปทั่วโลกผ่านการค้าขาย และอพยพย้ายถิ่นของประชากร มีหลักฐานพบว่าเมื่อ 4,800 ปีก่อน ชาวจีนมีการนำกัญชามาชงเป็นชา โดยได้บรรยายสรรพคุณเป็นหลักฐานเอาไว้ในตำรับยาจีนสมัยโบราณกาล ต่อมาได้พบหลักฐานอีกว่า 2,500 ปีก่อน ชาวจีนยังนำกัญชามาใช้เพื่อประกอบพิธีเกี่ยวกับเทพเจ้า และยังพบการใช้กัญชาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในกลุ่มชาวอาหรับโบราณ ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในกลุ่มชาวอินเดีย และเสพเพื่อความบันเทิงในกลุ่มชาวไซเธียน รวมถึงชาวกรีกและโรมันอีกด้วย

ประเทศไทยเองก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอารยธรรมจีน อินเดีย และมีการนำกัญชามาใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ในฐานะสมุนไพร โดยถูกระบุไว้ในตำราแพทย์แผนไทย อย่างตำราโอสถพระนารายณ์ และตำราอื่น ๆ ว่าเป็นส่วนผสมที่ช่วยให้ผ่อนคลายในตำรับยาบรรเทาอาการเจ็บปวด นอนไม่หลับ เป็นต้น


THC และ CBD สารสำคัญในกัญชาและการออกฤทธิ์
กัญชาเป็นพืชในสกุล Cannabis มีสารสำคัญหลายกลุ่ม ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) เทอร์ปีน (Terpenes) และแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) ซึ่งมีการศึกษาพบว่าร่างกายของเราก็มีสารกลุ่มแคนนาบินอยด์อยู่แล้ว สารกลุ่มนี้เป็นสารสื่อประสาทที่สลายตัวได้อย่างรวดเร็ว ผลิตขึ้นมาเฉพาะกิจ มีหน้าที่ควบคุมและปรับสมดุลให้กับระบบสําคัญต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมความเจ็บปวด ควบคุมกระบวนการเผาผลาญไขมัน และกลูโคส รักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย รักษาสมดุลของการเคลื่อนไหว อัตราการเต้นของหัวใจ ระบบความดันเลือด ฯลฯ ผ่านการทำงานเป็นระบบโดยจับกับตัวรับที่ชื่อ CB1 และ CB2 ซึ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกายโดยเฉพาะในสมอง เราเรียกระบบการทำงานของแคนนาบินอยด์ในร่างกายว่าระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid System) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กัญชาจะมีผลต่อร่างกายมนุษย์

ด้วยคุณสมบัติของแคนนาบินอยด์จากกัญชานั้นสามารถอยู่ในร่างกายได้นานกว่าแคนนาบินอยด์ที่ร่างกายสร้างเอง ถ้าอยู่ในไขมันจะอยู่ได้นานกว่า 1 สัปดาห์ เมื่อไปจับกับตัวรับ CB1 และ CB2 ในส่วนต่าง ๆ ของสมองซึ่งควบคุมการทำงานของร่างกายจะทำให้ช่วยเพิ่มและลดอาการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งในบรรดาสารสำคัญในกลุ่มแคนนาบินอยด์ที่มีมากกว่า 480 ชนิดนั้น เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol) หรือ THC และ สารแคนนาบิไดออล (Cannabidiol) หรือ CBD ถือว่าเป็นตัวเอกที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการแพทย์

โดย THC สามารถช่วยแก้อาเจียน เพิ่มความอยากอาหาร คลายกังวล, ลดความทรมานจากความเจ็บปวด แก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ และง่วงซึม แต่อีกด้านหนึ่งก็สามารถไปกระตุ้นอาการที่ไม่พึงประสงค์ได้เช่นกันเมื่อจับกับตัวรับที่สมองส่วนที่มีผลต่อจิตประสาท ทำให้เคลิ้มสุข อารมณ์ผิดปกติ มีอาการทางจิต หวาดระแวง ประสาทหลอน หรือส่วนที่มีผลต่อสติปัญญา ทำให้การตัดสินใจบกพร่อง คิดอ่านช้า ความจำบกพร่อง เพิ่มความเสี่ยงซึมเศร้า การสั่งการกล้ามเนื้อและการประสานการเคลื่อนไหวบกพร่อง เป็นต้น และที่สำคัญ THC มีฤทธิ์เสพติดได้จึงต้องใช้ปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลเหมือนเดิม ในขณะที่ CBD ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท และไม่มีฤทธิ์เสพติด สามารถต้านฤทธิ์ประสาทหลอนของ THC ได้ ทำให้สงบ ลดอาการวุ่นวาย ลดปวด และลดการอักเสบได้ แต่ทำให้เบื่ออาหารและคลื่นไส้ได้


ส่วนไหนของกัญชาที่มีสารออกฤทธิ์
ลักษณะของกัญชาในทางพฤษศาสตร์จัดเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง หากปลูกในโรงเรือนจะมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้มีช่อดอกจำนวนมากโดยความสูงประมาณ 1.5 – 2.0 ม. แต่หากอยู่ในธรรมชาติจะสูงได้มากกว่า 3 ม. มีเปลือกต้นสีเขียวอมเทาและมีหลายกิ่ง ใบเป็นใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ เรียงแบบสลับ ประกอบด้วย 5 – 7 ใบย่อย แต่ละใบย่อยเป็นรูปยาวรีกว้าง 0.3 – 1.5 ซม. ยาว 6 -10 ซม. ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบด้านบนสีเข้มกว่าด้านล่าง ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ช่อดอกแบบแขนง บานจากล่างขึ้นบน ดอกมีขนาดเล็ก ดอกเพศผู้มีกลีบรวม 5 กลีบแยกและเกสรเพศผู้ 5 อัน ดอกเพศเมียมีกลีบรวมเชื่อม 1 ชิ้น ก้านเกสรเพศเมีย 1 อัน ก้านชูเกสร 2 เส้น ผลแห้งเมล็ดล่อน เล็กและเรียบ สีน้ำตาล

จากส่วนต่าง ๆ ของกัญชาที่กล่าวมาทุกส่วนล้วนมีสาร THC และ CBD แต่จะ มีมากเป็นพิเศษในช่อดอกกัญชาเพศเมีย บนดอกจะมีส่วนที่เรียกว่า “ไตรโคม” เป็นขนสีขาวบนดอกกัญชาและใบลดรูป ทำหน้าที่สะสมสารสำคัญ เมื่อส่องดูใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายไม่ต่ำกว่า 100 เท่า พบว่าเซลล์ขนประกอบด้วยรยางค์ผิวแบบมีต่อม (glandular trichome) และมีก้านชู ปลายมีกระเปราะคล้ายลูกแก้วสีใส ซึ่งเมื่อมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นจนถึงสีอำพัน ทั้งนี้กัญชาแต่ละพันธุ์ก็จะมีขนาดและลักษณะช่อดอก รวมถึงปริมาณ THC และ CBD มากน้อยต่างกันไปด้วย


สายพันธุ์กัญชาที่พบในประเทศไทย และศักยภาพที่จะนำมาใช้เป็นกัญชาทางการแพทย์
สำหรับกัญชาสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิวิมล แสวงผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษุวัต สงนวล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชีรา วิบูลย์จันทร์ และนางสาววันดี อินตะ นักศึกษาปริญญาเอกสาขาพฤกษศาสตร์ ทีมนักวิจัยจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาทางด้านสัณฐานวิทยาของกัญชา ภายใต้โครงการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พิจารณาลักษณะ ใบ ดอก ผล ศึกษากัญชาไทยไปแล้ว 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หางกระรอกภูพานเอสที 1, พันธุ์หางเสือสกลนครทีที 1, พันธุ์ตะนาวศรีก้านขาวดับเบิลยูเอ 1 และพันธุ์ตะนาวศรีก้านแดงอาร์ดี 1

ประกอบกับผลการวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ที่ทำการศึกษาทางด้านเคมี และข้อมูลทางด้านสารพันธุกรรม โดยเทียบกับสารพันธุกรรมของกัญชาสายพันธุ์ไทยกับฐานข้อมูลของกัญชาทั่วโลกพบว่า กัญชาพันธุ์ไทยถือเป็นพันธุ์หายากและพบได้มากบริเวณเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร และบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี คาดว่ากัญชาพันธุ์ที่พบในประเทศไทยน่าจะถูกนำมาจากทางจีนตอนใต้ และมีการนำไปแยกปลูกในต่างพื้นที่ทำให้มีความหลากหลายทั้งลักษณะสัณฐานวิทยา และปริมาณสารสำคัญที่ได้ โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะพิเศษ ดังนี้
พันธุ์หางกระรอกภูพานเอสที 1
มีช่อดอกใหญ่และเรียงกันแน่นเป็นพวงทรงสามเหลี่ยมคล้ายหางกระรอก ให้สาร THC และ CBD ในสัดส่วน 1:1 ได้ในปริมาณมาก จึงเป็นพันธุ์ที่มีการศึกษาวิจัยในทางการแพทย์มากที่สุด มีกลิ่นเฉพาะตัวหอมคล้ายมะม่วงสุก และไม่มีกลิ่นฉุน ก้านคล้ายกับพันธุ์ตะนาวศรีก้านขาว
มีช่อดอกเล็กและเรียวยาวเป็นพวงยาวคล้ายหางเสือ ให้สาร THC สูง มีกลิ่นเฉพาะตัวหอม คล้ายเปลือกส้ม และมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย

สิ่งที่เราต้องรู้
ถึงแม้ว่ากัญชาจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ก็มีผลกระทบต่อร่างกายและสังคมที่ไม่อาจมองข้ามได้ ข้อมูลจากการเสวนา “กัญชา…ความจริงต้องรู้” โดยมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานว่าการใช้กัญชาไปขัดขวางกระบวนการเรียนรู้ของสมอง ส่งผลให้มีสติปัญญาและการตัดสินใจแย่กว่าคนที่ไม่ใช้กัญชา โดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งอยู่ในช่วงที่สมองส่วนของความจำ การคิดและตัดสินใจกำลังพัฒนา เป็นเหตุให้ในหลายประเทศไม่อนุญาตให้คนที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี ใช้กัญชา

นอกจากนั้นยังมีผลการศึกษาประสิทธิภาพการรักษาอาการต่าง ๆ ของสารสกัดจากกัญชา เทียบกับยาหลอก และยาที่ใช้รักษาเป็นมาตรฐานพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การใช้สารสกัด THC ช่วยให้ทานอาหารได้ดีกว่ายาหลอก แต่น้อยกว่ายามีเจสทรอล (Megestrol) ซึ่งเป็นยามาตรฐานที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการปวดเรื้อรัง พบว่าสารสกัด THC ลดอาการปวดได้มากกว่ายาหลอก แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ มีอีกการศึกษาพบว่า THC ลดปวดได้ไม่ต่างจากยาลดปวดมาตรฐาน เช่นยาโคดีน (Codeine) หรือยากาบาเพนติน (Gabapentin) โดย THC 10 มก. ลดปวดได้เท่ากับ THC 20 มก. แต่ที่ขนาดสูงพบผลข้างเคียง เช่น ง่วงซึม เซ ตาพร่ามัว เวียนศีรษะมากกว่า

ด้านการรักษาโรคลมชัก โดยปกติจะใช้ยากันชักมาตรฐานก่อน ซึ่งได้ผลดีคือสามารถคุมอาการชักได้ 95% ของประชากร อย่างไรก็ดีมีโรคลมชักดื้อยาในประชากรจำนวนน้อย พบว่าการได้ CBD เสริมจากยากันชักมาตรฐาน ช่วยลดอาการชักได้ประมาณ 50% แต่ก็มีคนไข้ส่วนใหญ่ได้รับผลข้างเคียงด้วย โดยผลข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ ง่วงซึมและท้องเสีย

นอกจากนี้ THC และ CBD อาจมีปฏิกิริยากับยาชนิดอื่น จึงยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น กัญชา จึงไม่ใช่ตัวเลือกแรกของการรักษา แต่เป็นทางเลือกเมื่อรักษาด้วยวิธีแบบปกติอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้ผล และการพิจารณาใช้กัญชาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

ที่อยู่

344/877 ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

+66948479611

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MEMA Farm Phuketผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์