Festival Prop ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Festival Prop, อสังหาริมทรัพย์, 61/20 ถนนพระราม 9 ซอย 7 เขตห้วยขวาง, Bangkok.

ปิดถาวร
🎊วิธีจัดการกับหนี้ เมื่อต้องยื่นเงินกู้🎊เมื่อต้องการวงเงินกู้สินเชื่อคอนโดที่เพิ่มขึ้น ควรทำอย่างไรกับหนี้เหล่านี้    เร...
03/09/2021

🎊วิธีจัดการกับหนี้ เมื่อต้องยื่นเงินกู้🎊
เมื่อต้องการวงเงินกู้สินเชื่อคอนโดที่เพิ่มขึ้น ควรทำอย่างไรกับหนี้เหล่านี้
เราแบ่งวิธีการจัดการกับหนี้ก่อนยื่นกู้สินเชื่อซื้อคอนโดได้ 3 วิธีค่ะ

🎈1. ปิดหนี้ทั้งหมดก่อนยื่นกู้สินเชื่อซื้อคอนโด
วิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถแนะนำได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วทำยากค่ะ เพราะถ้าเรามีเงินเหลือก็คงไม่ปล่อยให้เป็นหนี้กัน เอาเป็นว่าถ้าเราโชคดีมีเงินมาปิดหนี้พอดี ก็ยินดีด้วยค่ะ แต่สำหรับการปิดหนี้บัตรเครดิต นอกจากจะจ่ายบัตรให้เต็มแล้ว แนะนำให้แจ้งยกเลิกบัตรไปด้วยเลยนะคะ เพราะไม่อย่างงั้นธนาคารจะนำยอดเดือนก่อนหน้ามาคิดร่วมด้วย และถ้าเรายังต้องการใช้บัตรอยู่ หลังจากที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อกู้ซื้อคอนโดไม่เกิน 45 วัน แนะนำให้ยื่นสมัครบัตรใหม่เลยค่ะ การอนุมัติบัตรจะไม่ยาก เพราะธนาคารที่ออกบัตรยังมองไม่เห็นว่าเรามีหนี้กู้ซื้อคอนโดอยู่

🎈2. เปลี่ยนหนี้เหล่านั้นเป็นหนี้นอกระบบ
หนี้นอกระบบ ธนาคารจะมองไม่เห็นหนี้เหล่านี้ ทำให้เวลาอนุมัติสินเชื่อซื้อคอนโดก็จะไม่นำมาคิดร่วมค่ะ วิธีการคือไปกู้ยืมเงินจาก ญาติ พี่ น้อง มาชำระหนี้ในระบบที่มี แนะนำให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายนะคะ ระยะเวลาผ่อนก็คำนวณเองได้เลยค่ะ เอาที่รับไหวเมื่อรวมกับงวดที่ต้องผ่อนคอนโดแล้ว จะได้ไม่ตึงจนเกินไป

🎈3. รีไฟแนนซ์ หนี้ในระบบ
การรีไฟแนนซ์หนี้หนี้เป็นวิธีการที่ช่วยให้ค่างวดที่ต้องจ่ายหนี้ต่อเดือนลดลงค่ะ โดยการรีไฟแนนซ์จะเป็นการเพิ่มระยะเวลาการชำระหนี้ ให้นานออกไป แต่ด้วยลักษณะของการรีไฟแนนซ์ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นการกู้เงินเพื่อมาจ่ายหนี้ ในบางธนาคารอาจจะลดเกรดของเราลง ทำให้โอกาสที่จะกู้สินเชื่อซื้อคอนโดผ่านยากขึ้น

📍ที่มา : Realasset

🎏หนี้ในระบบเป็นหนี้ที่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อซื้อคอนโด🎏    หนี้ในระบบจะเป็นหนี้ที่มีผลกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อซื้อคอ...
02/09/2021

🎏หนี้ในระบบเป็นหนี้ที่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อซื้อคอนโด🎏

หนี้ในระบบจะเป็นหนี้ที่มีผลกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อซื้อคอนโด ซึ่งเราสามารถแบ่งหนี้เหล่านี้เป็น 2 ประเภท เพื่อให้เกิดความง่ายในการนำมาคำนวนวงเงินกู้ โดยจะแบ่งเป็น หนี้ที่มียอดชำระต่อเดือนคงที่ และหนี้ที่มียอดชำระต่อเดือนไม่คงที่

👉 หนี้ที่มียอดชำระต่อเดือนคงที่ กับการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด

สำหรับหนี้ที่มีงวดชำระต่อเดือนคงที่ ได้แก่ สินเชื่อรถ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อคอนโด สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่ออเนกประสงค์ รายการผ่อนชำระด้วยบัตรเครดิตต่าง ๆ โดยหนี้เหล่านี้จะมีงวดผ่อนที่ตายตัว ถึงแม้ว่าจะมีการจ่ายเพิ่มเติมเองไปบางส่วน แต่ในแต่ละงวดก็จะต้องผ่อนเท่าเดิม

การคำนวณหนี้ที่มียอดชำระคงที่ กับการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด

การคำนวนหนี้ที่มีงวดผ่อนคงที่เหล่านี้ คำนวณไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่นำยอดที่ต้องจ่ายต่อเดือนไปหักออกจากรายได้ของเราได้เลย ยกตัวอย่าง เรามีงวดรถที่ต้องผ่อนต่อเดือน 7,000 บาท รายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ก็จะมีรายได้คงเหลือต่อเดือน 23,000 บาท สามารถกู้คอนโดได้ที่ราคาประมาณ 2 - 2.3 ล้านบาท (ในกรณีที่โครงการไม่มีโปรโมชั่นพิเศษกับธนาคาร)

👉 หนี้ที่มียอดชำระไม่ตายตัว กับการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด

สำหรับหนี้ที่เข้าข่ายนี้ คงหนี้ไม่พ้นหนี้บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดค่ะ โดยหนี้เหล่านี้สามารถสร้างเพิ่ม หรือหยุดใช้ได้ตลอดเวลา จำนวนเงินที่ต้องชำระก็ขึ้นอยู่กับว่าในเดือนนั้นมียอดทั้งหมดเท่าไร แต่ธนาคารไม่ได้คิดจากขั้นต่ำที่เราจ่ายในแต่ละเดือนนะคะ ธนาคารจะคิดจากยอดที่ค้างชำระในแต่ละเดือน

🎈การคำนวณหนี้ที่มียอดชำระไม่คงที่ สำหรับกู้สินเชื่อซื้อคอนโด

👉 ธนาคารจะนำยอดค้างชำระ 6 เดือนล่าสุดมาบวกกัน

สมมุติว่าเรามีหนี้รวมอยู่ที่ 50,000 บาท ในเดือนที่ 1 แล้วจ่ายขั้นต่ำไป 5,000 บาท ยอดค้างชำระที่ธนาคารจะนำมาคิดคือ 50,000 - 5,000 = 45,000 บาท จากนั้นก็คำนวณแบบเดียวกันกับอีก 5 เดือนที่เหลือ

👉 ธนาคารจะนำยอดทั้ง 6 เดือนที่บวกกันแล้วมาหาค่าเฉลี่ยต่อเดือน
สุดท้ายธนาคารจะนำยอดคงค้างทั้ง 6 เดือน มาบวกกัน แล้วหารด้วย 6 ก็จะได้ค่าเฉลี่ยยอดค้างชำระต่อเดือน

👉 ธนาคารจะคำนวณยอดที่บัตรเครดิตบังคับจ่ายต่อเดือน
ยอดบังคับจ่ายที่ว่านี้ก็คือยอดผ่อนจ่ายขั้นต่ำ หรือ 10% ของยอดค้างชำระค่ะ ธนาคารจะนำยอดนี้ไปหักจากรายได้ต่อเดือนของเราค่ะ แล้วก็จะนำไปคำนวณวงเงินกู้อีกที

ทั้งนี้จะเห็นว่า ต่อให้ใช้จ่ายแค่ไหน หากเราจ่ายเต็มทุกเดือน หนี้ของเราก็จะเป็น 0 ค่ะ และถ้าหากเรามีหนี้คงค้างเยอะแล้วมาจ่ายเต็มในเดือนสุดท้ายก่อนกู้ซื้อคอนโด ธนาคารก็จะคิดเฉลี่ยกับ 5 เดือนในอดีต ทำให้หนี้ต่อเดือนของเราไม่ใช่ 0 ค่ะ

ดังนั้น สำหรับการหนี้บัตรเครดิต หากเราไม่ได้จ่ายเต็มทุกเดือน แล้วมาจ่ายเต็มเดือนสุดท้าย ต้องจ่ายเต็มแบบนี้ไป 6 เดือน หรือปิดบัตรไปเลย ธนาคารจึงจะให้หนี้ที่ต้องชำระต่อเดือนในส่วนของบัตรเครดิตเป็น 0 ค่ะ

📍ที่มา : Realasset

หนี้ที่มีผลกับการกู้คอนโด และการกู้ให้ผ่านเมื่อมีหนี้   ในกรณีของคนที่ฐานเงินเดือนไม่เยอะ แต่มีรายได้จากทางอื่น ๆ ที่ธนา...
01/09/2021

หนี้ที่มีผลกับการกู้คอนโด และการกู้ให้ผ่านเมื่อมีหนี้
ในกรณีของคนที่ฐานเงินเดือนไม่เยอะ แต่มีรายได้จากทางอื่น ๆ ที่ธนาคารไม่คิดให้เต็มนัก หรือไม่นำมาคิดเลย อย่างค่าคอมมิสชั่น การมีหนี้จะส่งผลต่อการพิจารณาสินเชื่อซื้อคอนโดอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถกู้ซื้อคอนโดในราคาที่เต็มความสามารถในการผ่อนได้

🎈บางคน ฐานเงินเดือน 25,000 แต่มีรายได้ทางอื่นอีก 30,000 บาท ธนาคารไม่คิดรายได้ 30,000 บาทนั้นให้ เมื่อมีหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน 10,000 บาท ก็กลายเป็นว่าธนาคารคิดรายได้ให้เพียง 15,000 บาท กู้คอนโดได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท🎈

การจะยื่นกู้สินเชื่อซื้อคอนโดให้ผ่าน นอกจากรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอสำหรับราคาคอนโดแล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องของภาระที่จะมีผลกับความสามารถในการผ่อนจ่ายในแต่ละงวด ซึ่งหากจะพูดถึงภาระแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นรื่องหนี้ และตัวหนี้เองก็มีอยู่หลายรูปแบบ ธนาคารเองก็มีวิธีการคิดที่แตกต่างกันไป ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงหนี้ประเภทต่าง ๆ ที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการกู้สินเชื่อซื้อคอนโด ตัวไหนเป็นมาก ตัวไหนเป็นน้อย ตัวไหนไม่เป็นเลย และจะมีวิธีการจัดการกับหนี้เหล่านั้นอย่างไรเพื่อให้สามารถกู้สินเชื่อผ่านได้

🎏หนี้ที่ธนาคารมองเห็น และมองไม่เห็น🎏

การที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้ ธนาคารจะต้องประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ก่อน และอย่างแรกที่ต้องดูคือหนี้ที่ผู้ยื่นกู้มีอยู่ ซึ่งธนาคารจะไปยื่นขอข้อมูลการชำระหนี้ต่าง ๆ ของผู้กู้จากเครดิตบูโรเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา หากมีอะไรที่ไม่ได้ถูกบันทึกในเครดิตบูโร ธนาคารก็อาจจะมองไม่เห็น เราจึงสามารถแบ่งหนี้ได้เป็นสองแบบ คือแบบที่ธนาคารมองเห็น และแบบที่ธนาคารมองไม่เห็น

👉 หนี้ที่ธนาคารมองเห็น

หนี้ที่มองเห็นในที่นี้ได้แก่หนี้จากสถาบันการเงิน และสินเชื่อต่าง ๆ ที่มีการส่งข้อมูลเข้าบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด - National Credit Bureau (เครดิตบูโร) หรือที่เราเรียกจนติดปากว่าเครดิตบูโร เมื่อเรายื่นกู้สินชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตรเครดิต สินเชื่อต่าง ๆ ทั้งแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และแน่นอนสินเชื่อซื้อคอนโดและบ้าน ธนาคารจะส่งเรื่องไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเพื่อขอดูข้อมูลบูโร เพื่อที่จะใช้พิจารณาการปล่อยสินเชื่อ

👉 หนี้ที่ธนาคารมองไม่เห็น

จากที่เราทราบว่าธนาคารดูหนี้ และการชำระหนี้จากเครดิตบูโรเป็นหลัก ดังนั้นหนี้ที่ธนาคารมองไม่เห็น จึงเป็นหนี้ที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโร หนี้เหล่านี้ได้แก่หนี้นอกระบบ ทั้งแบบที่ดอกเบี้ยเกินที่กฏหมายกำหนด และแบบที่ดอกเบี้ยตามกฏหมายคือไม่เกิน 15% ต่อปี รวมถึงยังมีหนี้ค้าชำระสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์อีกด้วย แม้ว่าหนี้เหล่าที่จะเป็นหนี้ที่ธนาคารมองไม่เห็น ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่มันย่อมมีผลกับความสามารถในการชำระหนี้ของเราอย่างแน่นอน ในจุดนี้ผู้กู้ควรตรวจสอบตัวเองให้ดี ไม่ให้การกู้สินชื่อซื้อคอนโดกลายเป็นปัญหาหนี้สินที่ทับซ้อนกับหนี้เก่าที่มีอยู่
📍ที่มา : Realasset

🎏🎏ตั้งเป้าการบริหารเงินกู้แบบ SMART ยังไง👉ขั้นแรกเป็นขั้นสำคัญ คือ กำหนดเป้าหมายการกู้เงิน"ที่สำคัญในการขอยื่นกู้เงินซื้...
31/08/2021

🎏🎏ตั้งเป้าการบริหารเงินกู้แบบ SMART ยังไง

👉ขั้นแรกเป็นขั้นสำคัญ คือ กำหนดเป้าหมายการกู้เงิน
"ที่สำคัญในการขอยื่นกู้เงินซื้อบ้านนั้น ถ้าเรามีหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระอยู่ เช่น การผ่อนรถยนต์ ทางธนาคารก็จะนำหนี้ผ่อนรถยนต์ไปหักจากเงินเดือนของเรา ทำให้ความสามารถในการกู้ของเราลดลงอาจได้วงเงินที่ต่ำ"
ในอดีตคนสมัยก่อน เมื่อคิดจะเริ่มสร้างครอบครัว สิ่งที่คิดเป็นอันดับแรก คือ การมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่คนสมัยใหม่ กลับคิดว่าจะต้องมีรถยนต์ก่อน ทั้งๆที่หากมองให้ดี การซื้อที่อยู่อาศัย เป็น การลงทุนในทรัพย์สินที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดนะครับ เพราะบ้านยิงเวลาผ่านไปนานราคายิ่งสูงขึ้น แต่รถยนต์ยิ่งเวลาผ่านไปนานราคายิ่งตกลง และที่สำคัญในการขอยื่นกู้เงินซื้อบ้านนั้น ถ้าเรามีหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระอยู่ เช่น การผ่อนรถยนต์ ทางธนาคารก็จะนำหนี้ผ่อนรถยนต์ไปหักจากเงินเดือนของเรา ทำให้ความสามารถในการกู้ของเราลดลงอาจได้วงเงินที่ต่ำจนบางทีกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านเลยก็มีนะครับ กูรูทางการเงินหลายท่านจึงแนะนำให้ กู้ซื้อบ้าน ก่อนกู้ซื้อรถนะครับ ผมจึงกำหนดเป้าหมายกู้เงินลำดับแรก คือ กู้ซื้อบ้านก่อน ส่วนรถยนต์ไว้กู้บ้านผ่านแล้วค่อยมากู้ซื้อรถก็ยังไม่สาย เพราะสมัยนี้การกู้ซื้อรถ กู้ซื้อได้สะดวกมากมายเลยครับและที่สำคัญธนาคารต่างๆ จะพิจารณาอายุของผู้กู้ ถ้าอายุน้อยระยะเวลาการผ่อนชำระก็จะนานขึ้น เงินผ่อนต่อเดือนก็จะน้อยลง ทำให้เราสามารถมีกำลังในการผ่อนที่ไม่หนักจนเกินไป ผมจึงคิดว่าการตั้งเป้าการบริหารเงินกู้แบบ SMART ก็คือกู้ซื้อบ้านเป็นลำดับแรก และกู้ตอนที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน เป็นการบริหารเงินกู้ที่ชาญฉลาดที่สุด

👉ขั้นต่อมาก็คือ ประเมินความสามารถในการชำระหนี้
โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะกำหนดเกณฑ์เงินงวดที่ผ่อนชำระค่าบ้านต่อเดือนไว้ที่ 35-40% ของรายได้สุทธิ (ส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิ) เช่น ถ้ามีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน ความสามารถในการผ่อนชำระคือ 8,000 บาทต่อเดือน และค่ากลางในการคำนวณอัตราผ่อนชำระก็คือวงเงิน 1 ล้านบาท จะมีอัตราผ่อนชำระประมาณ 8,000 บาทต่อเดือนพอดี กรณีตัวอย่างผมมี รายได้สุทธิ 30,000 บาทต่อเดือน ความสามารถในการผ่อนชำระคือ12,000 บาทต่อเดือนผมจะสามารถกู้เงินที่วงเงิน 1.5 ล้านบาท แต่บ้านที่ผมต้องการจะซื้อราคา 2.5 ล้านบาท ผมดูแล้วคนเดียวกู้ไม่ผ่านแน่ๆ จึงให้น้องเป็นผู้กู้ร่วม น้องผมรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน ความสามารถในการผ่อนชำระคือ 8,000 บาทต่อเดือน กู้ได้วงเงิน 1 ล้านบาท รวมกับผมที่กู้ได้1.5 ล้านบาท รวมสองคนกู้ได้ 2.5 ล้านบาท พอดีราคาบ้านเลยครับ

ผมจะทำการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารต่างๆ ซึ่งผมใช้วิธีการไปเดินตามงาน money expo ซึ่งแต่ละธนาคารจะมาออกบูทเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านอยู่แล้ว ผมก็จะเก็บข้อมูลหลายๆธนาคารมาเปรียบเทียบกันทีเดียว เรียกว่าเดินงาน money expo ทีเดียวเหมือนได้ไปหลายธนาคารเลยครับ โดยผมจะดูว่าธนาคารมีอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบที่ต้องการหรือไม่ เช่น อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ หรืออัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หรืออัตราดอกเบี้ยแบบอื่นๆ จากนั้นจึงดูที่อัตราดอกเบี้ยว่า ธนาคารใดสูงหรือต่ำกว่ากัน การผ่อนต่อเดือนของอัตราเงินกู้แบบต่างๆ เหมาะกับรายได้ของเราในตอนนี้และในอนาคตหรือไม่ นอกจากเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อย่าลืมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ทางธนาคารจะเรียกเก็บด้วยนะครับ เช่น ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอน จำนองก่อนกำหนด ว่าแต่ละธนาคารมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ผมจะเลือกธนาคารที่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้น้อยที่สุดครับ

👉ขั้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ บริหารเงินกู้แบบ SMART
เมื่อผมเลือกธนาคารที่เหมาะสม และทำเรื่องการกู้เงินซื้อบ้านจนผ่านเรียบร้อยแล้วก็สบายใจได้ว่ามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว แต่ก็มาหนักใจกับหนี้ก้อนโตว่าจะบริหารเงินกู้ก้อนนี้อย่างไรดีให้เหมาะสมกับชีวิต ผมก็เลยวางแผนที่อยากจะปลดภาระหนี้ก้อนนี้โดยเร็ว ซึ่งผมก็ได้พบเทคนิคการย่นระยะเวลาการผ่อนบ้านให้สั้นลง คือ การผ่อนชำระเงินกู้บ้านเพิ่ม เป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละเดือน ขอยกตัวอย่างกรณีกู้ซื้อบ้าน ราคา 2.5 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 20,000 บาท ระยะเวลา ผ่อน 30 ปี ซึ่งหลายคนคงคิดว่าถ้าผ่อนตามระยะเวลาปกติ 30 ปี คงเกษียณอายุพอดี แต่ถ้าอยากให้ผ่อนให้หมดหนี้เร็วขึ้น จึงผ่อนชำระเพิ่ม เป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละเดือน โดยวางแผนที่จะส่งเพิ่มอีกเดือน ละ 10% หรือ 2,000 บาท รวมแล้วเดือนหนึ่งจะส่งบ้านตกเดือนละ 22,000 บาท คำนวณออกมาแล้วจะผ่อนชำระหมดภายในระยะเวลาประมาณ 22 ปี ซึ่งหมดเร็วขึ้นกว่าการผ่อนตามระยะเวลาปกติถึง 8 ปีเลยนะครับ แถมยังลดดอกเบี้ยลงได้เกือบ 1 ล้านบาทครับ เคล็ดลับในการย่นระยะเวลาผ่อนให้สั้นลงก็คือ การตัดต้นไปทุกเดือน เมื่อต้นลดลงทุกเดือน เวลาก็สั้นลง ดอกเบี้ยก็ลดลงตามไปด้วย

การตั้งเป้าการบริหารเงินกู้แบบ SMART ก็เหมือนการวางหมุดการเดินทางของชีวิตไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เปรียบเทียบได้กับการเดินเรือออกมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายการเดินเรือให้ดี อาจจะทำให้หลงเส้นทางจนเรืออับปางได้ ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตในยุคนี้ที่ต้องมีการใช้จ่ายต่างๆ มากมาย การจะไปถึงฝั่งฝันของการกู้เงินเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ก็อาจจะเจอมรสุมที่ถาโถมไม่รู้ตัว การตั้งเป้าการบริหารเงินกู้ให้รัดกุมไว้ล่วงหน้า ก็จะทำให้นาวาชีวิตก้าวไปได้อย่างปลอดภัยครับ

📍ที่มา : Krungsri bank

🎏3 เทคนิค "ผ่อนบ้าน" หรือคอนโดให้หมดแบบรวดเร็วทันใจ🎏📍ฉบับย่อ👉ข้อควรระวังในการซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างนึง ก็คือ เราควรเลือก...
30/08/2021

🎏3 เทคนิค "ผ่อนบ้าน" หรือคอนโดให้หมดแบบรวดเร็วทันใจ🎏

📍ฉบับย่อ

👉ข้อควรระวังในการซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างนึง ก็คือ เราควรเลือกบ้านให้เหมาะกับสถานะการเงินของเรา
ไม่ควรเลือกบ้านที่ราคาสูงเกินว่าที่จะผ่อนไหว
👉การสร้างประวัติการผ่อนให้ดีก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำ เพราะหากเรามีประวัติการผ่อนดีอย่างน้อย 3
ปีเราสามารถเข้าไปคุยเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้จ่ายถูกลงได้เลย โดยเราไม่ต้องไปไฟแนนซ์ เสียค่า
ธรรมเนียมค่าจดจำนองอีกครั้งกับธนาคารอื่น

🎈เทคนิคที่จะช่วยทำให้โปะได้เร็วขึ้น เพื่อที่จะทำให้เราผ่อนบ้านหรือคอนโดให้หมดไวแบบรวดเร็วทันใจ

👉เทคนิคที่ 1 : โปะเพิ่มทุกๆเดือน
ก่อนซื้อบ้านหรือคอนโดทุกครั้ง ถ้าอยากผ่อนบ้านให้
หมดไวๆ ต้องโปะไปอีกเท่าตัวเสมอถ้าทำได้ เช่น เราจะต้องผ่อน 12,000 บาท/เดือน ก็จ่ายธนาคารไปเป็น 24,000 บาทไปเลย เทคนิคนี้จะช่วยทำให้เราผ่อนบ้านหมดภายใน 8-9 ปีเท่านั้น จากเดิม 30 ปี การโปะเพิ่ม 1 เท่าจะช่วยทำให้เราผ่อนบ้านเสร็จเร็วได้มากกว่า 70% จะดีมากๆ
ดังนั้น ข้อควรระวังในการซื้อบ้านหรือคอนโดอย่างนึง ก็คือ เราควรเลือกบ้านให้เหมาะกับสถานะการเงินของเรา ไม่ควรเลือกบ้านที่ราคาสูงเกินว่าที่จะผ่อนไหว แต่ถ้าใครพลาดตรงนี้ไปแล้ว การแก้ไขปัญหาเรื่องเงิน คือ การหารายได้เพิ่ม !! คำนี้พูดง่ายแต่ทำยากสักหน่อยแต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับตัวเราคนเดียวเท่านั้น
เพราะถ้าเรามองจากตัวอย่างในการผ่อนช่วงแรกๆเงินที่ผ่อนไป 12,000 บาทกลายเป็นดอกเบี้ยไปแล้วประมาณ 10,000 บาท เหลือไปลดเงินต้นแค่ 2,000 บาทเองซึ่งถ้าเราโปะเงินเพิ่มไปอีก 1 เท่าหรือ 12,000 บาท ส่วนนี้จะไปช่วยลดเงินต้นลง และช่วยลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในเดือนถัดๆไปลงตามไปด้วย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดระยะเวลาการผ่อนจาก 30 ปี เหลือแค่ 8-9 ปีเท่านั้น
แต่ถ้าใครคิดว่าวิธีนี้มันดูทรมานเกินไปหรืออยากผ่อนบ้านแบบมีความสุข ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป ก็อาจจะไม่ต้องโปะเยอะขนาดที่บอกไปก็ได้ แต่อาจ
จะโปะเพิ่มขึ้น 10-20% ของเงินผ่อนไปทุกเดือนแทน เช่น โปะเพิ่ม 10% ก็ผ่อนเดือนละ 13,200 บาท และถ้าสิ้นปีมีโบนัส ก็อาจจะเอาเงินก้อนมาโปะไปบางส่วน ก็
จะช่วยร่นระยะเวลาในการผ่อนบ้านของเราได้เช่นกัน

👉เทคนิคที่ 2 : พยายามรีบโปะในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำๆ
ถ้าระยะยาวเราไม่สามารถโปะเพิ่มขึ้น 1 เท่า ไปได้ตลอด ขอแนะนำว่าช่วงปกติตอน 1-3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำ มากหรือน้อยตามโปรโมชั่นของแต่ละ
ธนาคาร และหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะพุ่งไปตาม MRR ในช่วงปีแรกๆเราอาจเสียดอกเบี้ยแค่ 3-4%แต่หลังจากนั้นอาจจะกลายเป็น 5-8% ไปเลยก็ได้ เราจึง
ควรรีบโปะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำๆเพราะเงินต้นจะลดลงไปได้เยอะ เราก็ประหยัดดอกเบี้ยไปได้มากขึ้นทำให้เราผ่อนหมดได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเราไปโปะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงๆเราอาจโปะไปแต่เงินต้นก็ไม่ได้ลดลงไปเท่าไหร่เลย

👉เทคนิคที่ 3 : รีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือขอปรับอัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคารเดิม (Retention)
อธิบายการรีไฟแนนซ์ง่ายๆ คือ การไปกู้เงินจากธนาคารอื่นที่จ่ายดอกเบี้ยถูกกว่ามาจ่ายคืนธนาคารเดิมที่เคยกู้ เพราะเมื่อเราผ่อนครบ 3 ปี เราหมดโปรโมชั่น
ดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารแล้ว ในปีที่ 4 ดอกเบี้ยจะลอยตัวขึ้นตาม MRR แต่เราจะทำไฟแนนซ์ได้ตอนไหนอย่าลืมดูเงื่อนไขสัญญาที่ทำกับธนาคารก่อน ส่วนใหญ่จะทำได้ตอนหลัง 3 ปี หากเราไฟแนนซ์ก่อนระยะเวลาที่กำหนดในสัญญากู้ก็จะเสียค่าปรับ แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มเลยล่ะ
ทีนี้ตอนเราหาธนาคารใหม่ก็ทำเหมือนเดิม เหมือนตอนที่กู้ซื้อบ้านครั้งแรก คือ หาโปรโมชั่นจากแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบดูว่าธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกที่สุด และถูกกว่าดอกเบี้ยที่เราจ่ายอยู่ปัจจุบันเราก็ย้ายไปกู้กับธนาคารนั้น แต่อย่าลืมดูเงื่อนไขค่าธรรมเนียมและค่าจดจำนองด้วยว่าย้ายไปแล้วจ่ายน้อยลงจริงหรือไม่
แต่อีกสิ่งนึงที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ผ่อนบ้านหรือคอนโด คือพยายามสร้างประวัติการผ่อนให้ดี เพราะหากเรามีประวัติการผ่อนดีอย่างน้อย 3 ปี เราสามารถเข้าไปคุยเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้จ่ายถูกลงได้เลย โดยเราไม่ต้องไปรีไฟแนนซ์เสียค่าธรรมเนียมค่าจดจำนองอีกครั้งกับธนาคารอื่น เราสามารถที่จะคุยขอลดดอกเบี้ยได้ถ้าคุยดีๆไม่แน่อาจจะได้ดอกเบี้ยถูกกว่าย้ายไปรีไฟแนนซัธนาคารอื่นอีกด้วยนะ ยิ่งเครดิตเราดีเท่าไหร่เราก็สามารถที่จะต่อรองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

📍ที่มา : MoneyBuffalo

🎊🎊🎊" รีไฟแนนซ์ " ฮีโร่ของคนกู้บ้าน🎊🎊🎊         หลายคนอดทนทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน ช่วงแรก ๆ ที่ผ่อนจ่ายก็ยังแฮปปี้ เพรา...
28/08/2021

🎊🎊🎊" รีไฟแนนซ์ " ฮีโร่ของคนกู้บ้าน🎊🎊🎊

หลายคนอดทนทำงานเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน ช่วงแรก ๆ ที่ผ่อนจ่ายก็ยังแฮปปี้ เพราะได้โปรโมชั่นดอกเบี้ย 1-3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นก็หน้าซีดเพราะต้องเจอสภาวะ “หมดโปร” เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ค่างวดที่เคยจ่ายอยู่เหมือนเดิม ก็กลายเป็นไปตัดดอกเบี้ยซะเยอะ ผ่อนตั้งนานแต่ต้นแทบไม่ลด ถ้าอยากให้เงินต้นลดเยอะขึ้น เราก็ต้องจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้น เปรียบเหมือนวิ่งขึ้นเขา ถ้าเรายังใช้ความเร็วเท่าเดิมก็จะได้ระยะทางไม่ไกลมาก
วันนี้เราขอแนะนำให้รู้จักกับฮีโร่ของคนเป็นหนี้บ้าน นั่นก็คือการ “รีไฟแนนซ์” ที่จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยได้เยอะ บางกรณีอาจได้ถึงหลักล้านเลยทีเดียว ทำให้เราถึง “เส้นชัย” ปลดหนี้บ้านได้เร็วขึ้นแน่นอน

🎏รีไฟแนนซ์คืออะไร?
“รีไฟแนนซ์” คือการยื่นขอกู้สินเชื่อบ้านหรือคอนโดฯ กับธนาคารใหม่ ด้วยเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ดีกว่าเดิม เช่น อัตราดอกเบี้ย ที่ทำให้เราผ่อนบ้านหมดไวขึ้น หรือยอดผ่อนชำระต่อเดือนลดลง

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์
👉 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ที่ถูกกว่า ทำให้เราผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยถูกลงกว่าเดิม
👉 ลดภาระค่างวด ทำให้จำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อเดือนลดลง หรือถ้าเรายังสามารถจ่ายค่างวดได้สูงเท่าเดิม ก็จะตัดเงินต้นได้มากขึ้น
👉 ส่วนต่างจากยอดผ่อนชำระที่ลดลง ทำให้มีเงินเหลือไปใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ได้มากขึ้น
👉 บางกรณีอาจได้วงเงินกู้เพิ่มจากยอดคงค้างเดิม (อย่าลืมดูความสามารถของเราด้วยว่า ถ้าได้วงเงินกู้เพิ่มแล้วจะผ่อนไหวหรือเปล่า)

🎈ข้อควรคิดก่อนรีไฟแนนซ์
👉 การรีไฟแนนซ์ก็มีต้นทุน เพราะเราต้องย้ายสินเชื่อไปธนาคารใหม่ ก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าจดจำนอง ค่าอากรแสตมป์ ค่าประกันอัคคีภัย ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่น ๆ
👉 สินเชื่อกับธนาคารเดิมอาจมีเงื่อนไขห้ามปิดสัญญาภายในกี่ปี หากเรารีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่นก่อนครบกำหนดตามเงื่อนไข ก็ต้องเสียค่าปรับ
👉 อย่าเพิ่งตื่นเต้นกับอัตราดอกเบี้ยใหม่ จนมองข้ามเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น ระยะเวลาการกู้เงิน วงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกและเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา ค่าธรรมเนียมอะไรบ้างที่เราต้องจ่ายเอง มีข้อกำหนดอะไรหรือไม่
👉 ก่อนเลือกธนาคารที่จะรีไฟแนนซ์ ควรนำแต่ละทางเลือกมาเปรียบเทียบให้รอบด้าน ข้อเสนอที่ได้รับต้องดีกว่าเดิม ทั้งในแง่ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนเงื่อนไขเรื่องระยะเวลากู้ วงเงินกู้ และความสะดวกในการติดต่อทำธุรกรรม

🎊เช็กลิสต์ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์
มีหลายเรื่องที่เราอาจยังไม่รู้ความหมาย หรือลืมคิดไป ลองมาเช็กกันก่อน
✔ อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจเมื่อเห็นรีไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เพราะธนาคารอาจให้แค่ 6-12 เดือนแรกเท่านั้น ต้องดูอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา
✔ MRR หรือ Minimum Retail Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำหรับสินเชื่อต่าง ๆ หากธนาคารแห่งหนึ่งบอกว่า สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย MRR-3.50% เราก็ต้องไปดูประกาศของธนาคารล่าสุดว่า ณ เวลานั้น MRR อยู่ที่เท่าไหร่ แล้วมาคำนวณก็จะได้คำตอบ หรือบางธนาคารอาจใช้ MLR หรือ Minimum Loan Rate เป็นตัวอ้างอิงแทน ก็ต้องคำนวณและเปรียบเทียบกันดี ๆ
✔ ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ประมาณ 2,000-3,000 บาท หลาย ๆ ธนาคารใหม่มักช่วยออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
✔ ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ (จ่ายให้ธนาคารใหม่)
✔ ค่าจดจำนอง 1% ของยอดเงินกู้ (จ่ายให้สำนักงานที่ดิน) หลายธนาคารมักมีแพ็กเกจสินเชื่อแบบที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ด้วย
✔ ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย เป็นเงื่อนไขบังคับของการขอสินเชื่อบ้าน
✔ ค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ไม่บังคับ ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากซื้อหรือไม่
✔ ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ หลาย ๆ ธนาคารยกเว้นส่วนนี้ให้

📍ที่มา : TTB bank

🎊🎊🎊เทคนิคง่ายๆ ปลดหนี้บ้าน-คอนโดให้หมดเร็วขึ้น 10-15 ปี 🎊🎊🎊 👉1. โปะเพิ่มขึ้น 1 เดือน ใน 1 ปี ลดได้ประมาณ 7 ปี(ถ้าผ่อน 30...
28/08/2021

🎊🎊🎊เทคนิคง่ายๆ ปลดหนี้บ้าน-คอนโดให้หมดเร็วขึ้น 10-15 ปี 🎊🎊🎊

👉1. โปะเพิ่มขึ้น 1 เดือน ใน 1 ปี ลดได้ประมาณ 7 ปี(ถ้าผ่อน 30 ปี)
วิธีนี้ได้ผลมากจริงๆ โดยโปะเพิ่มขึ้นไปอีก 1 เดือน ใน 1 ปี เช่น เราผ่อน อยู่ 20000 บาท
เดือนที่ 12 เราได้โบนัส เราก็ผ่อนเพิ่มไปอีก 1 เดือน ทำในทุกๆปี จะลดการผ่อนได้ถึง 7 ปีทีเดียว
หรือเราเอา 1 เดือนที่จะผ่อนเพิ่มขึ้นนี้ มาหารเฉลี่ยใน 12 เดือน แล้วผ่อนต่อเดือนเพิ่มขึ้นก็ได้นะครับ
เช่นผ่อนเดือนละ 20,000 บาท หาร 12 เดือน เหลือเดือนละ 1,666.67 บาท แทนที่เราจะผ่อน
20,000 บาท เราก็ผ่อน 21,666.67 บาท แทน แค่นี้ เราก็จะลดการผ่อนลงได้ 7 ปีแล้วครับ

👉2. พยายามรีบโปะในช่วงดอกเบี้ยต่ำ
ถ้าระยะยาวเราไม่สามารถโปะเพิ่มขึ้น 1 เท่า ไปได้ตลอด แนะนำว่าช่วงปกติตอน 1-3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำ และหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะพุ่งไปตาม MRR ในช่วงปีแรกๆเราอาจเสียดอกเบี้ยแค่ 3-4% แต่หลังจากนั้นอาจจะกลายเป็น 5-8% ก็ได้ เราจึงควรรีบโปะในช่วง 1-3 ปี เพราะเงินต้นจะลดลงไปได้เยอะ ทั้งจะทำให้ประหยัดดอกเบี้ยไปได้มาก และทำให้เราผ่อนหมดได้เร็วขึ้น

👉3. รีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือขอปรับอัตราลดดอกเบี้ยผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคารเดิม (Retention)
การรีไฟแนนซ์ คือ การไปกู้เงินจากธนาคารอื่นที่จ่ายดอกเบี้ยถูกกว่ามาจ่ายคืนธนาคารเดิมที่เคยกู้ เพราะเมื่อเราผ่อนครบ 3 ปี เราหมดโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารแล้ว ในปีที่ 4 ดอกเบี้ยจะลอยตัวขึ้นตาม MRR แต่เราจะทำรีไฟแนนซ์ได้ตอนไหนอย่าลืมดูเงื่อนไขสัญญาที่ทำกับธนาคารก่อน ส่วนใหญ่จะทำได้ตอนหลัง 3 ปี หากเรารีไฟแนนซ์ก่อนระยะเวลาที่กำหนดในสัญญากู้ก็จะเสียค่าปรับ แบบนี้ถือว่าไม่คุ้มเลย

🎈 🎈🎈อีกสิ่งหนึ่งที่จะแนะนำสำหรับคนที่ผ่อนบ้านหรือคอนโด คือพยายามสร้างประวัติการผ่อนให้ดี เพราะหากเรามีประวัติการผ่อนดีอย่างน้อย 3 ปี เราสามารถเข้าไปคุยเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้จ่ายถูกลงได้เลย โดยเราไม่ต้องไปรีไฟแนนซ์ เสียค่าธรรมเนียมค่าจดจำนองอีกครั้งกับธนาคารอื่น เราสามารถที่จะคุยขอลดดอกเบี้ยได้ ถ้าคุยดีๆไม่แน่อาจจะได้ดอกเบี้ยถูกกว่าย้ายไปรีไฟแนนซ์ธนาคารอื่นอีกด้วยนะ ยิ่งเครดิตเราดี เราก็สามารถที่จะต่อรองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

🎏ถ้าทำ 3 อย่างนี้ รับรอง สามารถ ลดระยะเวลาผ่อนได้ 10-15 ปี สบายๆเลย

📍 ที่มา : BangkokSmileCondo

🎊🎊🎊การเป็นหนี้ แบบ ไม่มีสิ้นสุด🎊🎊🎊🎏คุณเป็นอย่างนี้อยู่หรือเปล่า ?🎈คุณใช้จ่ายเงินกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากในแต่ละวัน🎈คุณไม่ห...
27/08/2021

🎊🎊🎊การเป็นหนี้ แบบ ไม่มีสิ้นสุด🎊🎊🎊

🎏คุณเป็นอย่างนี้อยู่หรือเปล่า ?
🎈คุณใช้จ่ายเงินกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากในแต่ละวัน
🎈คุณไม่หารายได้เสริม
🎈สิ้นเดือนก็ไม่สามารถใช้หนี้ที่ค้างอยู่ได้
🎈สุดท้ายก็ไปกู้มาใช้หนี้
🎈ทำทุกวิธีทางในการลดหนี้หรือปลดหนี้
🎈พอปลดหนี้ได้แล้ว คุณก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ที่เคยเป็นหนี้อยู่

ถ้าคุณเป็นอากรข้างต้นขอตอนรับการสู่วงจรของ“การเป็นหนี้แบบไม่มีสิ้นสุด” ดังนั้นเราจึงของแนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตใหม่ “จงใช้จ่ายเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม แม้จะมีเงินเข้ามามากเท่าไรก็ตาม” เพื่อให้คุณมีเงินเหลือไว้ใช้ในอนาคตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่คุณสามารถลดหนี้หรือปลดหนี้ได้เร็วขึ้นหรือหมดไป ก็ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบวินัยของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน หรือเรื่องใช้จ่าย หรือการหารายได้ คุณก็ควรปฏิบัติให้อยู่ในขอบเขต และข้อจำกัดรายได้ของคุณ เพื่อป้องกันการเป็นหนี้ในอนาคตได้

📍ที่มา : Bebtclinicbysam

🎏🎏 ปลดหนี้บัตรกดเงินสด (ตอนที่ 2) 🎏🎏    การสมัครบัตรกดเงินสดเป็นไปเพียงเพื่อนำเงินสดมาใช้ กับเพื่อเสริมสภาพคล่องทางด้านก...
26/08/2021

🎏🎏 ปลดหนี้บัตรกดเงินสด (ตอนที่ 2) 🎏🎏

การสมัครบัตรกดเงินสดเป็นไปเพียงเพื่อนำเงินสดมาใช้ กับเพื่อเสริมสภาพคล่องทางด้านการเงินในยามจำเป็นก็ไม่ถือเป็นเรื่องที่เสียหาย แต่ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าสามารถที่จะทำการนำมาชำระคืนได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ความแตกต่างที่เกิดขึ้นของวงการบัตรกดเงินสด ที่ต่างพยายามกระตุ้นการสมัครของผู้บริโภค ก็ต้องแลกมาด้วยหนี้สินเชื่อบัตรกดเงินสดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งคุณเป็นคนหนึ่งที่มีหนี้บัตรกดเงินสด จะมีทางออกอย่างไร

🎈ตรวจสอบรายรับรายจ่าย
👉อันดับแรกที่จะต้องทำเป็นอย่างแรก คือ ตรวจสอบรายรับและรายจ่ายของตนเอง พร้อมกับตรวจสอบหนี้บัตรกดเงินสดที่มีอยู่พร้อมดอกเบี้ยว่ามีอยู่เท่าไหร่ จากนั้นดูว่าในแต่ละเดือนมีรายรับอยู่ที่เท่าไหร่ หลังจากที่ทำการหักรายจ่ายออกไปแล้ว เหลือเท่าไหร่ ให้นำเงินที่เหลือนั้นไปชำระค่าบัตรกดเงินสดก่อนเป็นอันดับแรก

🎈ติดต่อกับทางสถาบันการเงิน
👉หลังจากที่รู้ตัวแล้วว่ายังไงก็สามารถที่จะทำการเคลียร์หนี้บัตรกดเงินสดได้อย่างแน่นอน ให้รีบทำการติดต่อกับทางสถาบันการเงินทันที เพื่อขอประนอมหนี้ โดยที่ทางสถาบันการเงินอาจจะลดหย่อนอัตราดอกเบี้ยให้ หรืออาจยืดระยะเวลาเพื่อให้ลูกหนี้สามารถทำการผ่อนชำระแบบเป็นงวดๆ ได้ ดังนั้นในขั้นตอนติดต่อกับทางสถาบันการเงิน เป็นวิธีที่ดีที่สุด และควรทำให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้อง

🎈นำทรัพย์ที่ไม่จำเป็นไปขาย
👉ต่อเนื่องจากที่ได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงิน ลูกหนี้มีหน้าที่ที่จะต้องนำเงินไปชำระค่าหนี้คืน สิ่งที่สามารถเริ่มต้นทำได้เป็นสิ่งแรกเพื่อปลดหนี้ คือการนำทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นไปขาย เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ อย่าเสียดาย ให้ตัดใจขาด แล้วพอตั้งหลักและมีรายได้แล้วค่อยหาซื้อมาใหม่ สิ่งที่สำคัญกว่าทรัพย์สินตอนนี้คือการปลดหนี้ให้เร็วที่สุด

🎈หารายได้เสริม
👉อีกทางหนึ่งที่จะเป็นการเพิ่มรายได้เสริมจากรายได้ประจำ คือ การหารายได้เสริม เช่น ทำขนมขาย หรือทำงานเสริมวันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นต้น ลองถามตัวเองว่ามีความสามารถอะไรพิเศษที่พอจะสร้างรายได้เสริมได้บ้าง หลายคนที่เคยเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สินเชื่ออื่นๆ ก็เคยปลดหนี้ตัวเองมาแล้วจากการหารายได้เสริม ผ่านการทำขนมขาย จนสามารถเปิดร้านขนมและมีรายได้จากการขายขนมในที่สุด ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเก่งในเรื่องนั้นๆ แต่การที่คุณมีความตั้งใจและลงมือทำนั้นอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในอนาคตสำหรับคุณได้

🎊🎊🎊"การขาดวินัยการใช้บัตรกดเงินสด นำไปสู่การเป็นหนี้ และการเริ่มต้นจากความคิดที่จะนำเงินสดไปใช้เพื่อสิ่งที่ไม่จำเป็นไม่ใช่เหตุผลที่สมควรต่อการสมัครบัตรกดเงินสด 🎊🎊🎊

📍ที่มา : ธนาคารกรงศรี

🎏🎏 ปลดหนี้บัตรกดเงินสด (ตอนที่ 1) 🎏🎏     ก่อนที่เราจะเลือกสมัครบัตรกดเงินสดสักใบเราควรจะมีขั้นตอนการพิจารณาและเลือกสมัคร...
25/08/2021

🎏🎏 ปลดหนี้บัตรกดเงินสด (ตอนที่ 1) 🎏🎏
ก่อนที่เราจะเลือกสมัครบัตรกดเงินสดสักใบเราควรจะมีขั้นตอนการพิจารณาและเลือกสมัครดังนี้

🎈ตรวจสอบตนเองถึงแรงจูงใจที่ต้องการจะสมัครบัตรกดเงินสด
👉เพราะเหตุผลใดเราจึงต้องสมัคร สมัครเพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่องทางการเงินในธุรกิจหรือส่วนตัว และหากหมายถึงเสริมสภาพคล่องให้ทางการเงินส่วนตัวก็ต้องถามต่อว่า เพื่อครอบครัวหรือสนองความต้องการซื้อบางสิ่งที่ฟุ่มเฟือย เหตุผลที่กล่าวหนักแบบนี้เพื่อจะกล่าวต่อไปว่า เงื่อนไขของค่าบริการบัตรกดเงินสดนั้นจะแตกต่างจากเงื่อนไขค่าบริการจากบัตรเครดิต เพราะเมื่อทำการกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดอัตราดอกเบี้ยจะถูกเริ่มต้นคำนวณทันที ณ วันที่ได้ทำการกดเงินสดออกมาจากบัตรกดเงินสด และดอกเบี้ยจะถูกคำนวณแบบรายวันจนกว่าจะมีการนำเงินสดมาชำระคืน จึงจะหยุดคิดดอกเบี้ย แต่ในขณะที่บัตรเครดิต หากคุณได้ทำการใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ จะยังไม่ถูกคิดอัตราดอกเบี้ย โดยจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน แต่ถ้าเลยกำหนดระยะเวลาที่สถาบันการเงินได้กำหนดให้ชำระแล้ว จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยจากเงินต้นที่ค้างชำระ เห็นหรือยังว่าถ้าคุณต้องการสมัครบัตรกดเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยคุณมีโอกาสสูงที่จะเป็นหนี้ แต่หากคุณสมัครบัตรกดเงินสดเพื่อนำมาใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้วคุณสามารถที่จะนำเงินมาชำระคืนได้ในเวลาอันรวดเร็วก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใด เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า บัตรกดเงินสดมีทั้งคุณประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณขาดวินัยย่อมนำไปสู่การเป็นหนี้อย่างแน่นอน

🎈ตรวจสอบเปรียบเทียบในส่วนของดอกเบี้ย
👉เพราะแต่ละสถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์บัตรกดเงินสดให้บริการ แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คืออัตราดอกเบี้ยนั้นจะแตกต่างกัน ผู้ที่ต้องการทำบัตรกดเงินสดควรเลือกสมัครกับสถาบันการเงินที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ตํ่า ทั้งนี้จากที่กล่าวในช่วงแรกว่าหากจำเป็นที่จะต้องทำการสมัครบัตรกดเงินสด ก็ต้องมาดูต่อว่าแต่ละสถาบันการเงินนั้นมีเงื่อนไขใด แน่นอนว่าในส่วนของเงื่อนไขนั้นจะแบ่งออกเป็นดังต่อไปนี้ เงื่อนไขในเรื่องของดอกเบี้ย และเงื่อนไขของการชำระ บางสถาบันการเงินจะอนุญาตให้ลูกค้าสามารถทำการชำระยอดขั้นตํ่าได้ แต่นั้นหมายถึงคุณกำลังตกหลุมพรางที่สถาบันการเงินได้ขุดเอาไว้ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดนั้นสูงและคิดแบบรายวัน นอกจากเงื่อนไขเรื่องนี้แล้ว ก็ไม่มีเงื่อนไขอื่นๆ สำหรับบัตรกดเงินสด ซึ่งจะแตกต่างจากบัตรเครดิตที่ลูกค้าจะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมายจากบัตร เช่น โปรโมชั่นส่วนลด คะแนนสะสมจากยอดใช้จ่ายผ่านบัตร เงินสดคืนเข้าบัญชี รวมถึงการได้รับสิทธิพิเศษจากรายการส่งเสริมการขายที่มาพร้อมกับบัตรเครดิตแต่ละใบ แต่ในขณะที่บัตรกดเงินสดจะไม่มีโปรโมชั่นหรือสิทธิประโยชน์ใดๆ

🎊🎊🎊จุดเด่นของบัตรกดเงินสด มีเพียงแค่สามารถกดเงินสดได้ทันที แต่หากไม่สนใจในเรื่องของการกดเงินสด แต่ต้องการใช้บัตรเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ ควรที่จะทำการสมัครบัตรเครดิตน่าจะตอบโจทย์มากกว่า 🎊🎊🎊

📍ที่มา : ธนาคารกรงศรี

🎊🎊 6 ขั้นตอนจัดการหนี้บัตรเครดิตแบบเห็นผล หลังผ่านวิกฤตโควิด 🎊🎊      วันนี้เราจะลองมาค้นหาวิธีการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต...
24/08/2021

🎊🎊 6 ขั้นตอนจัดการหนี้บัตรเครดิตแบบเห็นผล หลังผ่านวิกฤตโควิด 🎊🎊

วันนี้เราจะลองมาค้นหาวิธีการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต หากจะเปรียบหนี้สินจากบัตรเครดิตเป็น “บาดแผล” เลือดที่ไหลออกจากแผลก็เหมือนกับ “ดอกเบี้ย” ที่ไหลออกจากชีวิตเรา ดังนั้นเราจะต้องหยุดเลือดที่ไหลออกโดยเร็ว และปิดปากแผลให้สนิท ป้องกันเลือดให้หยุดไหล วันนี้เรารวมวิธีการจัดการกับหนี้บัตรเครดิต แบบเห็นผลมาฝากกัน

🎏 ขั้นตอนกำจัดหนี้บัตรเครดิต

🎈1.“หยุดจ่ายขั้นต่ำ”
เมื่อเราได้เริ่มต้นด้วยการหยุดจ่ายขั้นต่ำแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ เราต้องทยอยชำระหนี้สินคงค้างให้หมดครับ ด้วยการพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และนำเงินที่เราไม่ได้ใช้จ่ายกับสิ่งที่เกินจำเป็นมาชำระหนี้ ทยอยชำระให้หมดโดยเร็ว และต้องอดทนอย่าก่อหนี้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

🎈2. “ทยอยชำระหนี้”
เมื่อเราได้เริ่มต้นด้วยการหยุดจ่ายขั้นต่ำแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ เราต้องทยอยชำระหนี้สินคงค้างให้หมดครับ ด้วยการพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และนำเงินที่เราไม่ได้ใช้จ่ายกับสิ่งที่เกินจำเป็นมาชำระหนี้ ทยอยชำระให้หมดโดยเร็ว และต้องอดทนอย่าก่อหนี้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

🎈3. “ซื้อด้วยเงินสด”
หลายคนอาจจะติดใจการซื้อของ ซื้อสินค้า บริการ จ่ายค่าอาหารตามร้านอาหารด้วยบัตรเครดิต หากเราสามารถบริหารจัดการเงินที่ต้องจ่ายตอนบิลเรียกเก็บเงินมาด้วยเงินสด แบบนี้ก็ไม่มีปัญหาครับ แต่หากเราเริ่มมีปัญหาติดขัด ต้องจ่ายขั้นต่ำแล้ว แบบนี้ครั้งต่อๆ ไปในการซื้อสินค้าบริการควรจ่ายด้วยเงินสดครับ เวลาที่เราจ่ายด้วยเงินสดๆ เงินในกระเป๋าของเราจะลดไปทันที ทำให้เราสะดุดใจ และไม่กล้าจับจ่ายมากเกินจำนวนเงินที่เราหามาได้ เมื่อเราเริ่มซื้อของด้วยเงินสด เราจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง บิลที่ต้องจ่ายปลายเดือนจะน้อยลง วิธีการนี้ถือเป็นยาสมานแผลชั้นดีที่จะไม่ทำให้เราเพลิดเพลินกับการจ่ายด้วยเครดิตมากจนเกินไป

🎈4. “ทำบัญชีจับจ่ายส่วนบุคคล”
การทำบัญชีจับจ่ายบุคคลจะช่วยให้เรา “มองเห็นปัญหา” ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น วิธีการทำบัญชีจับจ่ายส่วนบุคคลแบบง่ายๆ ก็คือการบันทึกรายรับ รายจ่าย แบบง่ายๆ ด้วยการเก็บบิลค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเอาไว้ และมาบันทึกเมื่อสิ้นสุดเดือน หากเรามีรายรับทางเดียวก็คือเงินจากงานประจำเราก็สามารถบันทึกเอาไว้ในส่วนของ “รายรับ” และเราควรแยกส่วนของรายจ่ายหลักๆ จะเป็น ค่ากิน ค่าที่พัก (ค่าบ้าน) ค่าเดินทาง และค่าท่องเที่ยว ทำแบบนี้เราจะมองเห็นชัดเจนว่าเราหมดค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และสามารถวางแผนตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้

🎈5. “วางแผนทางการเงินส่วนบุคคล”
หลังจากที่เราเริ่มปิดปากแผลทางการเงิน หยุดจ่ายขั้นต่ำ ทยอยชำระหนี้ หยุดเลือดที่กำลังไหลได้สำเร็จ และเริ่มทำบัญชีส่วนบุคคล การป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลทางการเงินก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามนะครับ การป้องกันไม่ให้เกิดแผลอีกเราต้อง “วางแผนทางการเงินส่วนบุคคล” การวางแผนการเงินส่วนบุคคลนั้นไม่ยากครับ เราควรแบ่งเงินที่เป็นรายได้ของเราออกเป็นส่วนๆ ได้แก่ เงินใช้จ่าย กับ เงินเก็บออม และแบ่งเงินเก็บออมเป็นเงินสำรองที่ต้องฝากธนาคารเอาไว้ห้ามนำออกมาใช้ กับเงินอีกส่วนที่เก็บออมเพื่อไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงย ทำได้แบบนี้ “หนี้สินกวนใจ” ก็จะหายไปไม่กลับมาหาเราอีกเลย

🎈6. “รักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด”
เมื่อเราทำทุกขั้นตอนมาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ชีวิตทางการเงินของเราจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ บาดแผลเริ่มสมานกัน เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาจะหมดความหมายทันทีหากเรากลับไปก่อหนี้สินใหม่ๆ อีก ปากแผลจะถูกเปิดออก เลือดจะกลับมาไหลอีกครั้ง ดังนั้นเราต้องรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ถือว่า “สำคัญที่สุด” หากเราไม่อยากกลับไปเป็นหนี้อีกอย่าลืม “รักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด”

ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้อาจจะดูยากในตอนแรก แต่หากเราทำสำเร็จ โอกาสที่เราจะเริ่มต้นใหม่กับชีวิตทางการเงินที่ปราศจากหนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

📍 ที่มา : ธนาคารกรุงศรี

ค่าใช้จ่ายก็มี หนี้สินก็มี ทำยังไงถึงจะหลุดวงจรนี้🎏 คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มฐานะการเงินไม่สู้ดี สาเหตุมาจาก “นิสัยการใช้เงินเ...
23/08/2021

ค่าใช้จ่ายก็มี หนี้สินก็มี ทำยังไงถึงจะหลุดวงจรนี้

🎏 คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มฐานะการเงินไม่สู้ดี สาเหตุมาจาก “นิสัยการใช้เงินเกินรายได้” โดยการใช้รายได้ในอนาคตเป็นเครดิตในการขอกู้ยืมเพื่อมาใช้จ่ายอย่างเพลิดเพลินในปัจจุบัน ผ่านการใช้สินเชื่อรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เงินด่วน ผ่อนสินค้า บัตรเครดิต กู้บ้าน กู้รถ ฯลฯ รวมถึงการกู้ยืมเงินจากคนรอบตัวมาใช้จ่าย และสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ขาดความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคล” ทำให้ใช้เงินอย่างไม่ระมัดระวังจนก้าวเข้าสู่ “วงจรหนี้ฟุ่มเฟือย” อย่างรวดเร็วกว่าจะรู้สึกตัวหนี้สินมีขนาดก้อนโตเกินจ่ายไหวส่งผลให้ต้องเครียดกับการแก้ปัญหาหนี้สินยาวนานหลายปีเลย

🎈มาทำความรู้จักกับ “วงจรหนี้” กันก่อน นิยามของผมคือ การกู้ยืมมาซื้อสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการ แล้วค่อยๆทยอยจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ทำให้สามารถซื้อของได้เกินเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน วงจรหนี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทขึ้นอยู่กับเจตนาในการก่อหนี้

👉1. “วงจรหนี้ลงทุน” เป็นการก่อหนี้เพื่อนำไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี ได้แก่ กู้เพื่อลงทุนกิจการ กู้เพื่อลงทุนคอนโดปล่อยเช่า กู้เพื่อลงทุนในหุ้น ฯลฯ
👉2. “วงจรหนี้จำเป็น” เป็นการก่อหนี้เพื่อนำไปใช้ในสิ่งจำเป็น ได้แก่ กู้เพื่อรักษาพยาบาล กู้เพื่อซื้อบ้านพักอาศัย กู้เพื่อการศึกษา ฯลฯ
👉3. “วงจรหนี้ฟุ่มเฟือย” เป็นการก่อหนี้เพื่อนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ได้แก่ กู้เพื่อซื้อของแบรนด์เนม กู้เพื่อซื้อรถสปอร์ต กู้เพื่อเล่นการพนัน ฯลฯ
คนที่มีหนี้เสียส่วนใหญ่มีปัญหามาจากวงจรหนี้ฟุ่มเฟือยซึ่งเกิดจากมีนิสัยการใช้เงินเกินตัว เป็นวงจรหนี้ที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

🎊🎊9 ข้อคิดเปลี่ยนนิสัยการใช้เงินเพื่อหลีกเลี่ยงหรือหลุดพ้น “วงจรหนี้ฟุ่มเฟือย”🎊🎊
🎈1.“จงหาเงินแบบคนรวยใช้เงินแบบคนพอเพียง” ฝึกนิสัยให้เป็นคนหาเงินเก่งมีรายได้หลายทางโดยศึกษาวิธีหาเงินจากคนรวย และฝึกนิสัยใช้เงินอย่างประหยัดรู้คุณค่าของเงินที่ใช้ไปโดยศึกษาวิธีการใช้เงินจากคนพอเพียง
🎈2. “จงลองเก็บเงินก่อนใช้” หากเป็นคนเก็บเงินไม่ค่อยอยู่เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด ลองใช้วิธีหักเงินมาออมทันทีเมื่อมีรายได้แล้วค่อยนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย โดยนำเงินออมไปฝากแยกไว้อีกบัญชีจะเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ประจำ หรือ กองทุนรวมก็ได้ แต่ห้ามถอนไปใช้ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจริงๆ
🎈3. “จงคิดมาตรการรัดเข็มขัด” ลองคิดทบทวนดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ลดลงได้ โดยเฉพาะของฟุ่มเฟือย ของที่ใช้ไม่หมด และของที่ซื้อมาไม่ได้ใช้
🎈4. “จงเว้นวรรคความต้องการ” ควรรู้จักควบคุมความต้องการโดยเฉพาะของที่มีราคาสูง เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เที่ยวต่างประเทศ ไม่ควรซื้อต่อๆกัน เพราะความต้องการพอได้รับการตอบสนองแล้วความต้องการใหม่จะเกิดขึ้นทันที ดังนั้นควรเว้นช่วงห่างบ้างเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายให้ไม่เกินรายได้
🎈5. “จงมีเงินสดในกระเป๋าสตางค์ให้น้อย” เทคนิคนี้ช่วยทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเงินและไม่ค่อยอยากออกเงินเลี้ยงคนอื่น ทำให้ซื้อของน้อยลงได้เป็นอย่างดี
🎈6. “จงลดการซื้อของราคาปกติ” รู้จักเลือกซื้อของที่เหมือนกันจากแหล่งที่ถูกกว่า ไม่ใช่เอาง่ายเข้าว่าซื้อที่ไหนก็ได้ที่สะดวกราคาไม่เกี่ยง นอกจากนี้ร้านค้าที่มีบัตรสมาชิกหรือรับชำระด้วยบัตรเครดิตก็มักจะมีโปรโมชั่นส่วนลด เงินคืน คะแนนสะสม ให้ซื้อของได้ถูกลงไปอีก
🎈7. “จงควบคุมการใช้เงินในอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นบัตรกดเงิน บัตรผ่อนสินค้า บัตรเครดิต และการกู้ยืมเงินในรูปแบบต่างๆ ต้องใช้อย่างมีเหตุผลและมั่นใจว่าสามารถหาเงินมาชำระคืนได้
🎈8. “จงหัดรีไฟแนนซ์หนี้” หากมีหนี้ก้อนโตที่ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแพง หลังจากพ้นระยะเวลาห้ามโอนย้ายตามสัญญา (ถ้ามี) ก็ควรโอนหนี้ย้ายไปอยู่กับสถาบันการเงินใหม่ที่เสนออัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมถูกกว่าอย่างชัดเจน
🎈9. “จงพิชิตเป้าหมายทางการเงิน” ศึกษาหาความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลจากคนที่ประสบความสำเร็จ และตั้งเป้าหมายทางการเงินของเราทุกปีโดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ อัตราเพิ่มขึ้นของรายได้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน อัตราการออม อัตราส่วนสภาพคล่อง จากนั้นก็ลงมือทำพิชิตเป้าหมายที่ตั้งไว้ทุกปี

การกู้ยืมมีทั้งคุณและโทษขึ้นอยู่กับเจตนาในการก่อหนี้ ที่สำคัญควรจำกัดขนาดหนี้สินให้อยู่ในระดับที่สามารถชำระได้สบายๆโดยไม่ต้องกังวลใจ

📍ที่มา : ธนาคารกรุงศรี

ที่อยู่

61/20 ถนนพระราม 9 ซอย 7 เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เบอร์โทรศัพท์

+6626439900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Festival Propผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์