รู้รอบอสังหาและภาษี

รู้รอบอสังหาและภาษี การวางแผนภาษี
ภาษีจำนอง ขายฝาก
ภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ภาษีที่ดินแบ่งแปลง บ้านมือสอง
(2)

คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาภาษีเพราะตั้งใจทำผิดแต่มีปัญหาเพราะไม่รู้ว่า…“สรรพากรมองต่างจากเรา”ตรงไหนหลายคนทำธุรกิจอสังหาริมท...
15/06/2026

คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาภาษี
เพราะตั้งใจทำผิด

แต่มีปัญหาเพราะไม่รู้ว่า…

“สรรพากรมองต่างจากเรา”
ตรงไหน

หลายคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาหลายปี

ซื้อที่ดิน
แบ่งแปลง
สร้างบ้านขาย
รับบ้านสั่งสร้าง
ซื้อบ้านมือสองมารีโนเวท
รับจำนอง
รับซื้อฝาก
ปล่อยเช่า
ขายทรัพย์หลุด

ทุกอย่างดูเหมือนเป็นเรื่องธุรกิจปกติ

แต่ในมุมภาษี…

ธุรกรรมเดียวกัน
อาจถูกมองได้หลายแบบ

บางคนคิดว่า

“ขายบ้านหลังเดียว
ไม่น่ามีอะไร”

บางคนคิดว่า

“ที่ดินเป็นชื่อส่วนตัว
ไม่ใช่บริษัท
ไม่น่าถูกมองเป็นธุรกิจ”

บางคนคิดว่า

“รับซื้อฝาก
ก็เหมือนให้กู้เงิน
มีดอกเบี้ยเท่านั้น”

บางคนคิดว่า

“ปล่อยเช่าเฉย ๆ
ไม่ได้ขายของ
ไม่น่ามี VAT”

บางคนคิดว่า

“โอนที่สำนักงานที่ดิน
หักภาษีไปแล้ว
ก็น่าจะจบ”

แต่วันที่ถูกตรวจจริง

คำว่า
“น่าจะ”

มักไม่พอ

เพราะสิ่งที่สรรพากรดู
ไม่ใช่แค่ชื่อธุรกรรม

แต่ดูพฤติกรรมทั้งหมดว่า…

ทำซ้ำหรือไม่
มีเจตนาหากำไรหรือไม่
ถือครองนานแค่ไหน
มีการพัฒนาแปลงที่ดินหรือเปล่า
มีบ้าน ถนน หรือสาธารณูปโภคไหม
เงินเข้าออกบัญชีสอดคล้องกับสัญญาหรือไม่
ราคาสัญญากับราคาจ่ายจริงตรงกันหรือเปล่า
รับรู้รายได้ถูกปีไหม
มี VAT หรือภาษีธุรกิจเฉพาะเกี่ยวข้องหรือไม่
เอกสารต้นทุนพร้อมพิสูจน์หรือยัง

ความเสี่ยงภาษีอสังหาฯ
จึงไม่ใช่เรื่องของ

“ขายกี่หลัง”

อย่างเดียว

แต่เป็นเรื่องของ

“โครงสร้างธุรกรรม”

ตั้งแต่วันแรก


10 จุดเสี่ยงที่พบซ้ำบ่อยที่สุด ได้แก่

ขายที่ดินภายใน 5 ปี
แต่ยังไม่เข้าใจภาษีธุรกิจเฉพาะ

แบ่งแปลงขายหลายแปลง
แต่ยังคิดว่าเป็นการขายทรัพย์สินส่วนตัว

สร้างบ้านขายในชื่อบุคคลธรรมดา
แต่ไม่เก็บต้นทุน

ใช้ชื่อญาติ คนใกล้ตัว หรือเจ้าของร่วม
โดยไม่เข้าใจผลภาษีของแต่ละคน

รับจำนองหรือขายฝาก
แต่แยกไม่ออกว่าอะไรคือดอกเบี้ย
อะไรคือสินไถ่

ทรัพย์หลุดแล้วขายต่อ
แต่ไม่รู้ว่าต้นทุนภาษีต้องคำนวณอย่างไร

ปล่อยเช่าแล้วรับเงินล่วงหน้า
เงินกินเปล่า หรือเงินประกัน
แต่ไม่ได้จัดการภาษีให้ถูกปี

คิดว่าภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตอนโอน
คือภาษีสุดท้ายเสมอ

ไม่มีเอกสารพิสูจน์ต้นทุน
ก่อสร้าง รีโนเวท นายหน้า ดอกเบี้ย
หรือค่าใช้จ่ายจริง

ทำธุรกิจในนามบุคคล
แต่พฤติกรรมเหมือนกิจการโดยไม่รู้ตัว


ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ภาษีแพง

แต่คือ

“ไม่รู้ก่อนว่าเรื่องไหนเสี่ยง”

เพราะถ้ารู้ก่อน

ยังวางได้
ยังแก้โครงสร้างได้
ยังเตรียมเอกสารได้
ยังเลือกวิธีทำให้ถูกได้
ยังอธิบายเส้นทางเงินและธุรกรรมได้

แต่ถ้ารู้ตอนมีหนังสือเรียกตรวจ

สิ่งที่ต้องทำ
ไม่ใช่แค่วางแผนภาษีแล้ว

แต่ต้องย้อนกลับไป
อธิบายอดีตทั้งหมด


ภาษีอสังหาริมทรัพย์
จึงไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยถามว่า

“ต้องเสียเท่าไหร่”

แต่ควรถามตั้งแต่ต้นว่า

“ธุรกรรมที่กำลังทำ
เสี่ยงตรงไหนบ้าง”

ผมจะค่อย ๆ เอาแต่ละจุดเสี่ยง
มาเล่าแยกเป็นตอน ๆ

จากเคสจริงที่เจอในการตรวจ
และจากผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่เคยพลาดมาแล้ว

ไม่ได้ทำมาเพื่อให้ตกใจ

แต่เพื่อให้คนที่กำลังทำอยู่
เริ่มเห็นว่า

จุดไหนควรวางใหม่
จุดไหนควรเก็บเอกสาร
จุดไหนควรแก้ก่อนสาย

เพราะหลายเรื่อง

ถ้ารู้ก่อน
ยังแก้ได้

แต่ถ้ารู้ตอนถูกตรวจ

สิ่งที่ต้องทำ
ไม่ใช่แค่วางแผนภาษี

แต่ต้องย้อนกลับไป
อธิบายอดีตทั้งหมด

ติดตามซีรีส์
10 จุดเสี่ยงภาษีอสังหาฯ
ได้ในเพจนี้ครับ

จากสายเทา…มุ่งสู่สายขาวผลตรวจยังไม่จบแต่คำตอบที่ได้อาจทำให้ผู้ประกอบการสร้างบ้านขายต้องจ่ายภาษีเพิ่มเกือบ 3 ล้านบาททั้งท...
13/06/2026

จากสายเทา…มุ่งสู่สายขาว
ผลตรวจยังไม่จบ

แต่คำตอบที่ได้
อาจทำให้ผู้ประกอบการสร้างบ้านขาย

ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเกือบ 3 ล้านบาท

ทั้งที่มีต้นทุนจริง
และมีเอกสารรองรับหลายส่วน

พี่ทินเคยพูดประโยคหนึ่งกับผม

“ถ้ารู้อย่างนี้
ผมทำให้ถูกตั้งแต่แรกแล้ว”

ประโยคนี้ไม่ได้ออกมาจากคนที่อยากหนีภาษี

แต่มาจากคนที่เคยไม่รู้ว่า

“ความไม่รู้”
วันหนึ่งมันอาจแพงกว่าภาษีหลายเท่า

ธุรกิจสร้างบ้านขาย
บ้านสั่งสร้าง

ซื้อที่ดิน
ถมดิน
ก่อสร้าง
โอนขาย
เอาเงินไปหมุนต่อ

ดูเหมือนง่าย

แต่ในทางภาษี…

มันไม่ง่ายเลย

หลายคนเริ่มจากระบบที่เรียกว่า

“ทำตามที่เขาทำกันมา”

ใช้ชื่อคนนั้นบ้าง
คนนี้บ้าง
ญาติบ้าง
คนใกล้ตัวบ้าง

ไม่ใช่เพราะตั้งใจทำผิด

แต่เพราะไม่รู้ว่า

วันหนึ่ง
สิ่งที่ดูเหมือนช่วยให้เดินต่อได้

อาจกลายเป็นเชือก
ที่รัดคอธุรกิจตัวเอง

พี่ทินเคยอยู่ตรงนั้น

ธุรกรรมก่อนหน้า
ไม่ได้เกิดจากเจตนาจะหลบเลี่ยง

แต่เกิดจากความไม่รู้
ความลำบาก
และความกลัวว่า

“ถ้าทำให้ถูกทั้งหมด
จะอยู่ไม่ได้”

แต่วันหนึ่ง
เขาเลือกกลับตัว

เลือกย้อนกลับไปแก้ปัญหาเดิม
เลือกจัดระบบเอกสาร
เลือกยื่นภาษี
เลือกออกจากพื้นที่สีเทา
แล้วเดินเข้าสู่พื้นที่สีขาว

สองปีหลัง

จากที่เคยใช้หลายชื่อ
พี่ทินเริ่มยืนในชื่อเดียว

ในวันที่หลายคนยังคิดว่า

“ไม่โดนหรอก”

พี่ทินกลับพูดว่า

“ระบบเดิมคงหนีได้ไม่กี่ปี
โดนวันไหน ก็พร้อมล้มวันนั้น”

ปี 2567 และ 2568

เขาเดินหน้าเพื่อเติบโต

แต่ต้องเติบโตแบบปลอดภัย

เก็บเอกสาร
ทำต้นทุน
แยกค่าใช้จ่าย
ยื่นแบบ
ชำระภาษี

ทุกอย่างดูเหมือนกำลังดีขึ้น

จนวันที่หนังสือเรียกตรวจมาถึง

รอบนี้
เขาไม่ได้ตกใจเพราะไม่มีเอกสาร

เขาพร้อม

แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจคือ

“ตัวเลขภาระภาษี”
ที่อาจเกิดขึ้น

ยอดที่ถูกประเมินย้อนหลัง 2 ปี

เมื่อรวมภาษี
เบี้ยปรับ
เงินเพิ่ม

อาจพุ่งเข้าใกล้หลัก 3 ล้านบาท

สำหรับบางคน
ตัวเลขนี้อาจเป็นแค่ตัวเลข

แต่สำหรับผู้ประกอบการสร้างบ้านขาย

เงินสดไม่ได้กองอยู่ในบัญชี

เงินอยู่ในที่ดิน
อยู่ในบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ
อยู่ในงานที่ยังโอนไม่ได้
อยู่ในวัสดุ
อยู่ในแรงงาน
อยู่ในต้นทุน
ที่ต้องถมให้ทันวันโอน

กำไรยังไม่ทันได้จับ

แต่ภาระภาษี
มาเคาะประตูแล้ว

และประเด็นสำคัญ
ไม่ได้อยู่แค่

“ต้องเสียเท่าไร”

แต่อยู่ที่คำถามว่า

“ควรคำนวณภาษีอย่างไร
ให้ถูกต้องตามกฎหมาย”

กรณีของพี่ทิน
เป็นการขายบ้านพร้อมที่ดิน

เข้าลักษณะขายอสังหาริมทรัพย์
เป็นทางค้าหรือหากำไร

ยื่น ภ.ง.ด.90
นำเงินได้ไปรวมคำนวณปลายปี

ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ ณ วันโอน
ตามมาตรา 49 ทวิ

ตัวเลขในแบบ

รายได้จากราคาประเมิน
ประมาณ 9.9 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายจริงที่มีเอกสาร
ประมาณ 13.9 ล้านบาท

มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย
จากสำนักงานที่ดินแล้วประมาณ 5.7 หมื่นบาท

เอกสารมี
ต้นทุนมี
หลักฐานมี
รายการเกิดขึ้นจริง

แต่ความเห็นที่ได้รับในวันนั้นคือ

“ถ้าจะใช้ค่าใช้จ่ายจริง
ต้องใช้รายได้จากราคาขายจริงด้วย”

“ถ้าใช้ราคาประเมิน
ก็ให้หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%”

ฟังดูเหมือนมีเหตุผล

แต่สำหรับคนที่อ่านกฎหมาย
มันคือประเด็นใหญ่

เพราะคำถามคือ

ประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ
บอกให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ ณ วันโอน
ในการกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์

แล้วทำไม
การหักค่าใช้จ่ายจริง
ที่มีเอกสารครบ

จึงถูกปฏิเสธเพียงเพราะ

“โดยแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา
ยังไม่ค่อยพบกรณีลักษณะนี้”

นี่ไม่ใช่การกล่าวโทษเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตรวจ
มีหน้าที่ตั้งคำถาม
มีหน้าที่พิจารณา
ตามแนวทางที่เห็นว่าเหมาะสม

แต่ผู้เสียภาษี
ก็มีสิทธิชี้แจง

มีสิทธิอ้างข้อกฎหมาย
มีสิทธิยืนยันวิธีคำนวณ
ที่ตนเห็นว่าถูกต้อง

ความเห็นต่างไม่ใช่ศัตรู

แต่ความเห็นต่าง
ควรจบด้วยข้อกฎหมาย

ไม่ใช่จบด้วยความรู้สึกว่า

“ไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้”

วันนั้นพี่ทินถามกลับเบา ๆ ว่า

“ถ้าผมผิด
ขอข้อกฎหมายที่บอกว่าผิดได้ไหมครับ”

“เพราะผมเรียนมาแบบนี้
ผมเข้าใจข้อกฎหมายแบบนี้
และผมมีเอกสารแบบนี้”

นี่คือจุดที่เรื่องนี้สำคัญ

เพราะถ้าพี่ทินยอม

เขาอาจต้องรับภาระภาษี
เกือบ 3 ล้านบาท

และไม่ใช่แค่ปีนี้

แต่หลักคิดนี้
จะกลายเป็นภาระติดตัว
ทุกปีต่อไป

ขายบ้านเมื่อไร

ถ้าใช้ราคาประเมิน
ก็ต้องถูกบังคับให้หักเหมา 60%

ต้นทุนจริงที่จ่ายไป
เอกสารที่เก็บไว้

ใบเสร็จ
สัญญา
ค่าแรง
ค่าวัสดุ
ค่าถมดิน
ค่าก่อสร้าง

ทั้งหมดอาจไม่มีความหมาย

ข้อดีของการยอมคือ

สบาย

ไม่ต้องอธิบาย
ไม่ต้องเก็บเอกสาร
ไม่ต้องชี้แจง

แต่ข้อเสียคือ

เราอาจกำลังยอมรับหลักคิดหนึ่ง
ที่อาจไม่ตรงกับกฎหมาย

และอาจกลายเป็นภาระ
ตลอดชีวิตธุรกิจ

เรื่องของพี่ทิน
ยังไม่จบ

วันนี้เรากำลังเข้าไปช่วยยืนยันข้อมูล
ช่วยเรียบเรียงข้อเท็จจริง
ช่วยจัดเอกสาร
ช่วยอ้างข้อหารือ
ช่วยชี้ให้เห็นว่า

กรณีขายอสังหาริมทรัพย์
เป็นทางค้าหรือหากำไร

เงินได้เป็นมาตรา 40(8)

ต้องนำไปรวมยื่น ภ.ง.ด.90

ราคาขาย
ใช้อ้างตามมาตรา 49 ทวิ

ส่วนค่าใช้จ่าย
ที่เกี่ยวข้องกับกิจการ

หากมีหลักฐานจริง
ย่อมควรพิจารณา
ตามความจำเป็นและสมควร

นี่ไม่ใช่การสู้เพื่อ
“ไม่เสียภาษี”

แต่เป็นการสู้เพื่อ

“เสียภาษีบนฐานที่ถูกต้อง”

เสียในสิ่งที่ควรเสีย

ไม่ใช่เสียเพราะกลัว
ไม่ใช่เสียเพราะไม่รู้
ไม่ใช่เสียเพราะไม่มีเอกสาร
และไม่ใช่เสียเพราะคำว่า

“เขาทำกันมาแบบนี้”

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่ง

ค่าของความรู้
อย่าไปหาเอาตอนมีภัย

เพราะวันที่ภัยมาถึง

ความรู้จะไม่ใช่แค่ความรู้

แต่มันคือเงินสด
คือทางรอด
คืออำนาจต่อรอง
คือความมั่นใจ
คือสิทธิในการยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าหน้าที่

แล้วพูดอย่างสุภาพว่า

“ขออนุญาตชี้แจงตามข้อกฎหมายครับ”

พี่ทินอาจเป็นแค่หนึ่งเคส

แต่ปัญหานี้
ไม่ใช่ปัญหาของพี่ทินคนเดียว

มันคือปัญหาของผู้ประกอบการสร้างบ้านขาย
ปัญหาของนักบัญชี
ปัญหาของที่ปรึกษาภาษี
ปัญหาของคนที่พยายามพาธุรกิจ
จากสายเทาเข้าสู่สายขาว

และมันอาจเป็นปัญหาของเรา
ในวันที่ลูกค้าถูกเรียกตรวจ

แต่เราไม่มีคำตอบให้เขา

เรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดแล้วคือ

การเตรียมตัวไว้ก่อน
ดีกว่าการหาเหตุผล
ในวันที่ถูกตรวจ

เพราะวันที่ถูกตรวจ

คนที่มีเอกสาร
มีหลักคิด
มีข้อกฎหมาย

ย่อมยืนได้ต่างจากคนที่มีแค่ความหวัง


ถ้าคุณเป็น

ผู้ประกอบการสร้างบ้านขาย
ผู้ประกอบการบ้านสั่งสร้าง
นักบัญชีที่ดูแลลูกค้ากลุ่มนี้
หรือที่ปรึกษาที่ต้องตอบคำถามเรื่องต้นทุนและภาษี

เรื่องของพี่ทิน
อาจไม่ใช่เรื่องของคนอื่น


หลักสูตร
ภาษีผู้ประกอบการสร้างบ้านขาย / บ้านสั่งสร้าง

📅 วันที่ 20–21 มิถุนายน 2569
📍 Starbucks สาขาถนนราษฎร์พัฒนา

เหลือ 2 ที่สุดท้าย

หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนเพื่อให้
“หนีภาษี”

แต่สอนเพื่อให้ผู้ประกอบการ
นักบัญชี
และเพื่อนวิชาชีพ

รู้ว่า

อะไรต้องเสีย
อะไรไม่ควรเสีย
อะไรต้องเก็บ
อะไรต้องอธิบาย
และอะไรต้องยืนตามข้อกฎหมาย

เพราะวันหนึ่ง

ลูกค้าของคุณอาจเป็น “พี่ทิน”

หรือบางที

พี่ทินอาจเป็นตัวเราเอง.

หลายคนตัดสินใจตั้งบริษัทตั้งแต่วันที่วางมัดจำค่าที่ดินทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า…โครงการนี้ควรเดินด้วยโครงสร้างแบบไหนเหต...
11/06/2026

หลายคนตัดสินใจตั้งบริษัท
ตั้งแต่วันที่วางมัดจำค่าที่ดิน

ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า…

โครงการนี้
ควรเดินด้วยโครงสร้างแบบไหน

เหตุผลที่ได้ยินกันบ่อยคือ

“ถ้าอยากทำให้ถูกต้อง
ต้องทำในนามนิติบุคคล”

“ถ้าอยากกู้
ต้องทำในนามนิติบุคคล”

“ถ้าอยากขยายกิจการ
ต้องทำในนามนิติบุคคล”

และประโยคคลาสสิกคือ

> “นิติบุคคลเสียภาษีแค่ 20%
> แต่บุคคลธรรมดาเสียถึง 35%”

ฟังดูมีเหตุผล

แต่คำถามคือ…

**เราเห็นทั้งภาพแล้วหรือยัง?**

ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ

ขายบ้าน 10 หลัง
หลังละ 10 ล้านบาท

รายได้รวม 100 ล้านบาท

สมมุติว่า
กำไรก่อนภาษีเหลือเพียง 10%

เท่ากับมีกำไร 10 ล้านบาท

ถ้าทำในนามนิติบุคคล
ภาษีสูงสุด 20% = 2 ล้านบาท

แต่ถ้าทำในนามบุคคลธรรมดา
ภาษีอัตรา 35% อาจสูงถึง 3 ล้านบาท

หลายคนหยุดคิดตรงนี้

แล้วตัดสินใจว่า…

> “ตั้งบริษัทดีกว่า”

แต่ในความเป็นจริง

การวางโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ไม่ควรเริ่มต้นจากการเปรียบเทียบ

20% กับ 35%

เพียงอย่างเดียว

เพราะภาษี
เป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนของธุรกิจ

ไม่ใช่ทั้งหมดของการตัดสินใจ

สิ่งที่ควรถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาตั้งแต่ต้น คือ

* โครงสร้างรายได้
* แหล่งที่มาของเงินลงทุน
* วงเงินสินเชื่อที่เหมาะสม
* ภาระต้นทุนสาธารณูปโภค
* ความเสี่ยงทางภาษี
* กฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้อง

ทั้งมาตรา 49 ทวิ

และมาตรา 65
แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งหลายครั้ง
ไม่ได้ถูกใช้เป็น “เครื่องมือในการตัดสินใจ”

แต่ถูกหยิบมาใช้ตอนที่…

ปัญหาเกิดขึ้นแล้ว


ผมเคยคุยกับพี่เอ็ม

ผู้ประกอบการที่ขายบ้าน
หลังละ 20 ล้านบาท

และทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา

พร้อมขอสินเชื่อในรูปแบบ
Project Finance

หลายคนอาจสงสัยว่า…

ทำไมถึงไม่ตั้งบริษัท?

คำตอบที่ได้รับคือ

> “ผมไม่ได้หวังจะกู้จนเกินตัว”

> “วงเงิน 5–20 ล้านบาท
> ก็หมุนธุรกิจได้สบายแล้ว”

เพราะเมื่อวงเงินสูงขึ้น

ต้นทุนที่ตามมา
ก็สูงขึ้นตามไปด้วย

หลายคนคิดว่า
โครงการใหญ่ต้องใช้เงินกู้เยอะ

แต่พี่เอ็มกลับมองว่า

> “การกู้เกินความสามารถในการบริหาร
> คือความเสี่ยงที่แพงกว่าภาษี”

โดยเฉพาะในโครงการจัดสรร

ที่เงินก้อนใหญ่จำนวนมาก
ต้องถูกนำไปใช้กับงานสาธารณูปโภค

ถนน
รางระบายน้ำ
ระบบไฟฟ้า
พื้นที่ส่วนกลาง

ซึ่งบางครั้ง…

อาจเกินกำลังของผู้ประกอบการแต่ละคน

สุดท้าย

ภาระภาษีที่หลายคนกังวลว่า
จะเป็น “หลักล้าน”

กลับจบลงเพียง

หลักหมื่น
หรือไม่ถึงหลักแสน

เพราะมีการวางโครงสร้าง
ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น
เหมือนที่พี่เเอ็มทำ


แต่ถ้าตัดสินใจผิด

แล้วค่อยกลับมาแก้ทีหลัง

ต้นทุนที่ต้องจ่าย

ไม่ใช่แค่ค่าที่ปรึกษา

ไม่ใช่แค่ค่าทำบัญชีใหม่

ไม่ใช่แค่ค่าปรับ

แต่คือ…

**“ค่าประสบการณ์”**

และ

**“ค่าหลงทาง”**

ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล

บางคนเสียเวลาหลายปี

บางคนเสียโอกาสในการขยายกิจการ

บางคนต้องแบกรับภาระภาษีที่ไม่จำเป็น

ทั้งที่ทั้งหมด…

อาจป้องกันได้

ถ้ามีคนช่วยให้เห็น
“โครงสร้าง”

ก่อนเริ่มต้น


เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า

“ต้องทำในนามบุคคล”

หรือ

“ต้องทำในนามนิติบุคคล”

แต่มีคำตอบที่เหมาะสม
กับแต่ละคน

ขึ้นอยู่กับ

* เป้าหมายของธุรกิจ
* ขนาดโครงการ
* แผนการเงิน
* แผนการเติบโต
* และโครงสร้างภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย


หากวันนี้คุณกำลังจะเริ่มต้น

กำลังจะวางมัดจำที่ดิน

กำลังจะเปิดโครงการแรก

หรือกำลังขยายกิจการ

อย่าปล่อยให้เสียงส่วนใหญ่

เป็นคนตัดสินใจแทนคุณ

เพราะการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ไม่ได้เริ่มจากการถามว่า

> “ใครทำแบบไหน”

แต่ต้องเริ่มจากการถามว่า

> “ธุรกิจของเรา
> ควรเดินในโครงสร้างแบบใด”

เพื่อไม่ให้ต้องเสียเงิน

เสียเวลา

และเสียโอกาส

ไปกับการแก้ไขในภายหลัง


🔥 หลักสูตร
วางกลยุทธ์ภาษีอสังหาริมทรัพย์
และเพื่อกู้สินเชื่อ

เรียนรู้การวางโครงสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ตามหลักกฎหมายภาษี
และหลักการขอสินเชื่อ

เพื่อให้เห็นภาพตั้งแต่ต้นว่า

ควรทำในนามบุคคล
หรือนิติบุคคล

วางโครงสร้างอย่างไร

เตรียมตัวก่อนกู้อย่างไร

และบริหารภาษีอย่างไร

ให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

📅 วันที่ 20–21 มิถุนายน 2569

📍 Starbucks สาขาถนนราษฎร์พัฒนา

สำหรับคนที่ไม่อยากใช้

**“ค่าหลงทาง”**

เป็นค่าเล่าเรียน
ราคาแพงที่สุดในชีวิตธุรกิจ

"ถ้าพรุ่งนี้ต้องโอนที่ดินคุณจะซื้อคำตอบหรือจะใช้เงินซื้อประสบการณ์?"พี่นิดวางมัดจำค่าที่ดินไปแล้ว 4 ล้านบาทเหลือเวลาอีกเ...
07/06/2026

"ถ้าพรุ่งนี้ต้องโอนที่ดิน
คุณจะซื้อคำตอบ
หรือจะใช้เงินซื้อประสบการณ์?"

พี่นิดวางมัดจำค่าที่ดินไปแล้ว 4 ล้านบาท

เหลือเวลาอีกเพียง 5 วัน
ก่อนถึงวันโอน

แต่เส้นทางภาษี
กลับแบ่งออกเป็น 2 ทางอย่างสุดขั้ว

ทางหนึ่ง...

ทำในนามบุคคล

อีกทางหนึ่ง...

ทำในนามบริษัท
ที่จดทะเบียนรอไว้แล้ว

คำถามคือ

"จะเลือกทางไหน?"

เพราะการตัดสินใจครั้งนี้

อาจทำให้ภาษีต่างกัน
เป็นหลักล้านบาท



พี่นิดเคยทำโครงการแรก
มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท

ตอนนั้นทำในนามบุคคล

พอเห็นตัวเลขภาษีที่คำนวณได้
หลักล้าน

จึงตัดสินใจจดบริษัท

เพราะเชื่อว่า

"บุคคลธรรมดาเสียภาษีสูงสุด 35%

แต่นิติบุคคลเสียภาษี 20%"

ฟังดูเหมือนถูกต้อง
คำตอบไม่ได้ง่ายแค่นั้น



ปี 2569

พี่นิดเริ่มโครงการใหม่

บ้าน 8 หลัง
มูลค่าโครงการประมาณ 120 ล้านบาท

มีลูกค้าจองแล้ว 4 หลัง

ทั้งที่ยังไม่ได้โอนที่ดิน

และแต่ละหลัง
วางมัดจำสูงถึง 60%

ปัญหาไม่ใช่

"ขายได้หรือไม่"

แต่คือ

"จะสร้างและโอนได้ทันหรือไม่"



คำถามแรกที่พี่นิดถามคือ

"สัปดาห์หน้าต้องโอนที่ดินแล้ว
หนูต้องเสียภาษีเท่าไหร่?"

แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ

"โครงสร้างทางภาษี
ควรถูกวางตั้งแต่ก่อนซื้อที่ดินหรือไม่?"

ไม่ใช่มาคิดหลังจาก
วางมัดจำไปแล้วหลายล้านบาท



เมื่อลงลึกในรายละเอียด

กลับพบว่า

ภาษีที่พี่นิดคิดว่า
อาจต้องจ่าย "หลักล้าน"

ถ้าเก็บเอกสารต้นทุนครบ

วางโครงสร้างค่าใช้จ่ายถูกต้อง

และเข้าใจหลักการคำนวณภาษีอย่างถูกวิธี

อาจเหลือเพียง "หลักหมื่น"

ทั้งในโครงการเดิม
และโครงการใหม่

แม้มูลค่าโครงการรวม
จะมากกว่าร้อยล้านบาทก็ตาม



จุดตัดสินใจสำคัญ

จึงไม่ใช่แค่

"บุคคล หรือ บริษัท"
แต่คือ

ธุรกิจนี้ต้องการอะไรจริง ๆ

ต้องการใช้สินเชื่อจากธนาคารหรือไม่

ต้องการวงเงินเท่าไร

มีเงินสดพอหรือไม่

วางแผนเติบโตไปทางใหน

และพร้อมรับภาระบัญชี
เอกสาร
ต้นทุน
และโครงสร้างของนิติบุคคลแค่ไหน



เมื่อคำตอบของพี่นิดคือ

"ใช้เงินสด"

คำแนะนำจึงกลายเป็น

"ให้จดเลิกบริษัท
และทำต่อในนามบุคคล"

แม้รายได้จะเป็นหลักร้อยล้านบาทก็ตาม

เพราะปัญหาที่แท้จริงของพี่นิด

ไม่ใช่ภาษีหลักล้าน

แต่คือ

"จะโอนให้ทันทั้ง 8 หลังหรือไม่"



ก่อนซื้อที่ดินทุกครั้ง

คนทำบ้านขาย
บ้านสั่งสร้าง
และโครงการอสังหาริมทรัพย์

ควรเข้าใจให้ชัดว่า

ภาษีไม่ได้เริ่มตอนขาย

แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ตัดสินใจว่า

ที่ดินจะอยู่ในชื่อใคร

ใครเป็นผู้พัฒนา

ต้นทุนจะเก็บอย่างไร

ค่าใช้จ่ายอะไรใช้ได้จริง

และโครงสร้างนี้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจหรือไม่



เพราะการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง

ไม่ได้เริ่มจากการเลือก

"บุคคล" หรือ "บริษัท"

แต่เริ่มจากการเข้าใจ

"เป้าหมายทางธุรกิจของตัวเอง"

ก่อนวางมัดจำ

ก่อนซื้อที่ดิน

และก่อนมีการโอนที่กรมที่ดิน



การเสียภาษีหลักหมื่น

หรือหลักล้าน

ไม่ใช่หลักยืนยันว่า
วางโครงสร้างถูกต้องแล้ว

บางคนเสียเยอะเกินจำเป็น

บางคนเสียน้อย
แต่ทิ้งความเสี่ยงไว้ข้างหลัง

และบางคนเพิ่งรู้ว่า
ตัวเองเลือกผิดทาง

หลังจากโอนที่ดินไปแล้ว



ค่าประสบการณ์ของพี่นิดแพงไหม?

อาจแพง...

เท่าค่าจดจัดตั้งบริษัท
และค่าจดเลิกบริษัท

แต่ยังโชคดี

ที่ได้คำตอบก่อนถึงวันโอน

เพราะบางคน

ได้เรียนรู้เรื่องภาษี

หลังจากเสียเงินไปแล้ว
หลายล้านบาท

พร้อมความเสี่ยงกับต้นทุนที่ไม่สมบูรณ์



20–21 มิถุนายน 2569

หลักสูตร

"ภาษีผู้ประกอบการสร้างบ้านขาย
และบ้านสั่งสร้าง"

สำหรับคนที่กำลังจะซื้อที่ดิน

กำลังเริ่มโครงการ

หรือกำลังลังเลว่า

ควรทำในนามบุคคล
หรือนิติบุคคล

ถ้าใครมีเคสจริง

มีประเด็นค้างอยู่

หรือกำลังตัดสินใจว่า
ควรทำในนามบุคคล
หรือนิติบุคคล

ถือเคสมาเคลียร์กันในคลาสได้เลย

เราจะวางโครงสร้างภาษี
ให้เห็นภาพชัด

และสรุปให้จบ

“ในหน้าเดียว”

เพราะบางครั้ง

คำถามที่แพงที่สุด

ไม่ใช่

"ต้องเสียภาษีเท่าไหร่"

แต่คือ

"ทำไมไม่มีใครบอกเรื่องนี้
ก่อนวันโอน"

แล้วคุณล่ะ...

จะใช้เงินซื้อคำตอบ

หรือจะใช้เงินซื้อประสบการณ์?

"หัวหน้าขอเอาเอกสารเข้าไปพบได้ไหมครับ"ประโยคสั้น ๆแต่ทำให้คืนนั้นนอนไม่หลับเพราะก่อนหน้านั้นผมเชื่อมาตลอดว่า"ธุรกรรมพวกน...
05/06/2026

"หัวหน้าขอเอาเอกสารเข้าไปพบได้ไหมครับ"
ประโยคสั้น ๆ

แต่ทำให้คืนนั้น
นอนไม่หลับ

เพราะก่อนหน้านั้น
ผมเชื่อมาตลอดว่า

"ธุรกรรมพวกนี้เป็น Final Tax"

"พี่จะออกตรวจแนะนำกิจการ"

เฮ้ย...
ผมทำบ้านมือสองขาย
บ้านแต่ละหลังก็อยู่คนละที่
แล้วจะมาตรวจสถานประกอบการอะไร ?

แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าไปพบ
พร้อมเอกสารปึกใหญ่

ที่เจ้าหน้าที่สรุปมาจากข้อมูลการโอนของกรมที่ดิน

สิ่งที่ตกใจที่สุด

ไม่ใช่การถูกเรียกพบ

แต่เป็นข้อมูลที่เจ้าหน้าที่มี

บางชุด
ละเอียดกว่าที่เจ้าของกิจการเก็บไว้เองเสียอีก

ทั้งหมดเริ่มจากเรื่องเดียว

"ไม่ได้ยื่น ภ.ง.ด.90"

เงินเดือนประจำยื่นทุกปี
แต่ 3 ปีที่ผ่านมา
ซื้อรีโนเวทบ้าน

ทำคอนโดมือสองขาย
แล้วคิดว่าเป็น Final Tax

เลยไม่ได้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

จากเรื่องเล็ก
กลายเป็นเรื่องใหญ่

กลายเป็นเอกสารหลายแฟ้ม
กลายเป็นการชี้แจงหลายรอบ

กลายเป็นความเครียดที่ลากยาว
____________
กลุ่มที่มีโอกาสถูกเรียกตรวจมากที่สุด

• ยื่นภาษีแล้วขอคืน

• ไม่ได้ยื่นแบบภาษีประจำปี

• ยื่นภาษีขาด

ส่วนกลุ่มที่ความเสี่ยงต่ำกว่า

• ยื่นแล้วมีภาษีต้องจ่ายเพิ่ม

• ยื่นแล้วไม่ขอคืน

แล้วคนทำบ้านมือสอง
หรือแบ่งแปลงที่ดินล่ะ ?

หลายคนได้ยินคำว่า

"Final Tax"

แล้วสบายใจ
แต่ในความเป็นจริง

ไม่ได้ Final ทุกกรณี

ไม่ได้ใช้ได้กับทุกธุรกรรม
และไม่ได้จบแค่วันที่โอนทุุกกรณี

อย่างเคสพี่ชิง

ตอนนี้ยังต้องเตรียมเอกสารต่อ
ส่วนผลจะจบอย่างไร

ยังต้องติดตามกันต่อ

ตรงกันข้ามกับพี่พงษ์

ที่หลายคนคิดว่า

"คงต้องเสียภาษีเพิ่มแน่ ๆ"

ขายบ้านที่อยู่อาศัยมา 7 ปี

สุดท้ายตรวจข้อเท็จจริงครบ
ได้รับภาษีบุคคลธรรมดาคืน

เพราะแต่ละเคส

รายละเอียดไม่เหมือนกัน
สิ่งที่อันตรายที่สุด

ไม่ใช่การเสียภาษี
แต่คือการเข้าใจภาษีผิด

แล้วปล่อยเงินทิ้ง
การไม่ยื่นคือสร้างความเสี่ยงให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น

ส่วนพี่ชิงบอกว่า

ข้อดีของการโดนตรวจมีอย่างหนึ่ง

น้ำหนักลด...

เพราะเครียดจนกินข้าวไม่ลง

📌 6 มิถุนายนนี้

พบกันที่ Starbucks ถนนราษฎร์พัฒนา

หลักสูตร

"ภาษีที่ดิน แบ่งแปลง และบ้านมือสอง"

เพราะบางครั้ง
ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้น

ในวันที่ขายบ้าน
หรือวันที่โอนที่ดิน

แต่เกิดขึ้น

ในวันที่มีคนโทรมาบอกว่า

"หัวหน้าขอเชิญเข้าพบครับ"

🏡 "แบ่งแยกในนามเดิม"หลายคนมองว่าเป็นทางลัดเพราะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ไม่มีการซื้อขายและดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแต่บาง...
02/06/2026

🏡 "แบ่งแยกในนามเดิม"

หลายคนมองว่าเป็นทางลัด
เพราะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์
ไม่มีการซื้อขาย

และดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่บางเคส...

ทางลัดนี้
อาจพาเจ้าของที่ดิน
ไปเจอทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
โดยไม่เคยอยู่ในแผนมาก่อน



การแบ่งแยกที่ดินในนามเดิม
เพื่อออกเป็นหลายโฉนด

โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์

ในทางกฎหมาย

➡️ ไม่ถือเป็นการขาย
ตามมาตรา 91/1 (4)
แห่งประมวลรัษฎากร

➡️ การนับระยะเวลาถือครอง
ให้นับต่อเนื่องจากวันที่ได้มาซึ่งโฉนดเดิม

นี่คือรูปแบบที่พบได้บ่อย
ทั้งในกลุ่มนายหน้า
นักลงทุน
และสายฟลิป

เพราะใช้เงินลงทุนไม่มาก

และหลายคนเข้าใจว่า
เมื่อยังเป็นชื่อเดิม

เรื่องภาษีก็น่าจะจบง่าย
แต่ในความเป็นจริง

บางครั้ง
สิ่งที่ต้องระวังที่สุด

ไม่ใช่การแบ่งแยกโฉนด

แต่คือ
"สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากแบ่งแยกแล้ว"



🧓 เรื่องของ "ป้ามี"

ป้ามีเป็นเจ้าของที่ดิน
ที่ซื้อสะสมมานานกว่า 10 ปี

มีที่ดินหลายแปลง

หนึ่งในนั้น
เป็นที่ดินขนาดประมาณ 1 ไร่กว่า

อยู่ในซอย
ห่างถนนเมนเพียง 150 เมตร

ตั้งราคาขายไว้ 3 ล้านบาท
ติดประกาศขายมาหลายปี

มีคนมาดูหลายราย
ต่อรองหลายครั้ง

แต่ก็ไม่เคยขายได้



👷‍♂️ จนกระทั่งเจอ "พี่ศักดิ์"

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ที่มีเงินทุนจำกัด

แต่มีแผนงานชัดเจน
ข้อเสนอมีเพียงว่า

• วางมัดจำ 100,000 บาท

• ชำระส่วนที่เหลือภายใน 1 ปี

• ขอเข้าพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการทันที

• รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ทั้งค่าถมดิน
ค่าถนน
ค่าสาธารณูปโภค
ค่ารังวัด
ค่าขยายเขตน้ำไฟ
ค่าภาษี
และค่าโอน

ทุกอย่างพี่ศักดิ์เป็นผู้รับผิดชอบ



ส่วนป้ามี
ทำเพียง

"มอบอำนาจ"

และยินยอมให้แบ่งแยกโฉนด
โฉนดทุกแปลงที่แบ่งใหม่

ยังคงเป็นชื่อป้ามีทั้งหมด
ทุกอย่างดูเหมือนว่า

ป้ามียังเป็นเจ้าของที่ดินเหมือนเดิม



เงื่อนไขสำคัญคือ

• โอนเป็นรายแปลง

• จ่ายเงินตามแปลงที่โอน

• โอนแปลงไหน ขายแปลงนั้น

• หากครบกำหนดแล้วยังขายไม่หมด

ป้ามีมีสิทธิริบเงินมัดจำ

และรับที่ดินส่วนที่เหลือคืน



🏘 จากที่ดินรกร้าง

กลายเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก 8 หลัง

ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

✓ ป้ามีได้รับเงินครบ 3 ล้านบาท

✓ ไม่ต้องลดราคา

✓ ไม่ต้องต่อรองกับผู้ซื้อรายย่อย

✓ ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ทุกอย่างดูเหมือนจะจบสวย

แต่เรื่องจริง

เพิ่งเริ่มต้น



⚠️ ป้ามีถูกประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ

ทั้งที่

• ถือครองที่ดินเกิน 5 ปี

• ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

• ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ประกอบการ

และยังถูกประเมิน

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม

ซึ่งทั้งหมดนี้

ไม่อยู่ในแผนของป้ามี

และไม่อยู่ในแผนของพี่ศักดิ์เช่นกัน



🧾 เพราะในมุมของเจ้าหน้าที่

ประเด็นสำคัญ

ไม่ใช่เพียงว่า

"ใครเป็นเจ้าของโฉนด"

แต่ต้องดูด้วยว่า

มีการพัฒนาเพื่อขายหรือไม่

มีการดำเนินการในลักษณะทางการค้าหรือไม่

และถือว่าป้ามีเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าว

ซึ่งอาจเข้าลักษณะ

การขายอสังหาริมทรัพย์
เป็นทางค้าหรือหากำไร

ตามมาตรา 91/2 (6)

ประกอบพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 342



และนี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด

หลายคนคิดว่า

เมื่อยังเป็นชื่อเดิม

ทุกอย่างควรเป็น Final Tax

แต่ในทางปฏิบัติ

การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ไม่ได้แปลว่า

จะเป็น Final Tax เสมอไป

และการไม่เปลี่ยนชื่อเจ้าของ

ก็ไม่ได้แปลว่า

จะไม่มีความเสี่ยงทางภาษี



❗ ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น

คือบางเคส

มีการถือกรรมสิทธิ์ร่วม

ร่วมลงทุน
ร่วมพัฒนา
หรือแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน

สุดท้าย
ถูกตีความเป็น

"ห้างหุ้นส่วนสามัญ"

หรือ

"คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล"

โดยที่เจ้าตัวไม่เคยวางแผนเรื่องนี้มาก่อนเลย



📌 บทเรียนสำคัญ

การแบ่งแยกในนามเดิม

ไม่ใช่ปัญหา

แต่สิ่งที่ต้องระวัง

คือรูปแบบการพัฒนา

วิธีการขาย

และโครงสร้างทางภาษี
ที่อยู่เบื้องหลัง

เพราะหลายครั้ง

ปัญหาทางภาษี

ไม่ได้เกิดจากวันที่ขาย

แต่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่วางรูปแบบธุรกิจ



หลายคนคิดว่า

ขายได้แล้วคือกำไร

แต่ในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์จริง

บางดีล...

เพิ่งเริ่มมีต้นทุนทางภาษี

หลังจากขายไปแล้ว



หลักสูตร
ภาษีที่ดินแบ่งแปลง | บ้านมือสอง | ฟลิปปิ้ง

🗓️ วันที่ 6 มิถุนายน 2569

สถานที่ สตาบัคส์ สาขาถนนราษฎร์พัฒนา

เรียนจากเคสจริง
หลักกฎหมายจริง
และแนวทางวิเคราะห์ที่ใช้ในงานจริง

🎁 ทุกหลักสูตรแถมออนไลน์

📱 081-655-5256

LINE : https://lin.ee/ixLjf76

#รู้รอบอสังหาและภาษี
#ภาษีที่ดินแบ่งแปลง
#ภาษีอสังหาริมทรัพย์
#บ้านมือสอง
#ฟลิปปิ้ง
#ภาษีธุรกิจเฉพาะ

🏡 โฉนดแปลงเดียวกันผลภาษีอาจคนละเรื่องเพราะการขายที่ดินเหมือนกันบางคนจบที่กรมที่ดินแต่บางคนต้องกลับมายื่นภาษีอีกครั้งตอนส...
01/06/2026

🏡 โฉนดแปลงเดียวกัน
ผลภาษีอาจคนละเรื่อง

เพราะการขายที่ดินเหมือนกัน
บางคนจบที่กรมที่ดิน

แต่บางคน
ต้องกลับมายื่นภาษีอีกครั้งตอนสิ้นปี

และบางเคส

การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ก็ไม่ได้แปลว่า
จะเป็น Final Tax เสมอไป



เรื่องมีอยู่ว่า...

"ป้ามี"

มีที่ดินเปล่าผืนงาม
เป็นที่หมายตาของนักพัฒนาที่ดินหลายราย

แต่นักพัฒน์แต่ละคน
เข้ามาเจรจาด้วยวิธีไม่เหมือนกัน

ผลทางภาษี
จึงต่างกันคนละเรื่อง



✅ กรณีที่มักเข้าลักษณะ Final Tax

• ขายที่ดินที่ได้มาโดยมรดกหรือเสน่หา

• ซื้อที่ดินมาและขายทั้งแปลงในวันเดียวกัน

• แบ่งแยกในนามเดิม โดยไม่มีการพัฒนา แล้วขาย

• แบ่งล็อกทยอยขาย โดยไม่มีการพัฒนา



❌ กรณีที่ต้องระวังว่าอาจไม่ใช่ Final Tax

• แบ่งแปลงแล้วทำถนนหรือสาธารณูปโภคเพื่อขาย

• ซื้อที่ดินมาเป็นชื่อตัวเอง แล้วพัฒนาเพื่อขาย

• จัดสรรที่ดินขาย ไม่ว่าจะทำในชื่อตัวเองหรือชื่อผู้อื่น

• พัฒนาโครงการเพื่อขายในลักษณะทางการค้าหรือหากำไร



หลายคนเข้าใจว่า

"เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว = จบที่กรมที่ดิน"

แต่ในทางปฏิบัติ

อาจเป็นได้ทั้ง Final Tax

และไม่ใช่ Final Tax

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง
และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ



สิ่งที่ต้องดู

ไม่ใช่แค่ "วันขาย"

แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า

📌 การได้ที่ดินมาอย่างไร

📌 มีการพัฒนาเพื่อขายหรือไม่

📌 มีลักษณะทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่

📌 และทำต่อเนื่องในลักษณะธุรกิจหรือไม่



แล้ว "บ้านมือสอง" ล่ะ?

หลายคนคิดว่า

เสียภาษีวันโอนแล้วจบ

แต่ถ้าซื้อมารีโนเวท
ทำซ้ำ
ขายต่อเนื่อง

ผลทางภาษี

อาจไม่เหมือนคนขายบ้านทั่วไปเลย

บางเคสเป็น Final Tax

บางเคสต้องนำรายได้ไปรวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปี

และบางเคส
อาจเกี่ยวข้องกับภาษีธุรกิจเฉพาะอีกด้วย



หัวใจสำคัญคือ

การศึกษาเรื่อง Final Tax

ต้องศึกษาควบคู่กับ

"ภาษีธุรกิจเฉพาะ"

เสมอ

และต้องพิจารณา
ตั้งแต่ "การได้มา"

ตามหลักพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 342 และ 376

ไม่ใช่ดูเฉพาะวันโอน



หลายคนพลาด

เพราะดูแต่ภาษีวันโอน

แต่ไม่ได้ดู

"โครงสร้างทางภาษี"

ตั้งแต่วันเริ่มต้น



📅 หลักสูตร

ภาษีที่ดินแบ่งแปลง & บ้านมือสอง

🗓️ วันที่ 6 มิถุนายน 2569

เรียนจากเคสจริง
หลักกฎหมายจริง
และแนวทางที่ใช้วิเคราะห์ในงานจริง

เพราะภาษีอสังหาริมทรัพย์

ไม่ได้ดูแค่ตอนขาย

แต่ต้องย้อนกลับไปดู
ตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์มา

📲 สอบถาม / สมัคร

LINE : https://lin.ee/ixLjf76

📞 081-655-5256

🌐 www.rurobtax.co.th

มีรายได้เท่านี้ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยมากแต่จากประสบการณ์ที่ได้ Review ธุรกิจอสังหาริมทรัพย...
30/05/2026

มีรายได้เท่านี้
ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?

เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยมาก
แต่จากประสบการณ์ที่ได้ Review ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาหลายเคส

ผมพบว่า

หลายครั้ง...
สิ่งที่แพงกว่าภาษี

คือ "โครงสร้าง"
ที่เลือกไว้ตั้งแต่วันแรก



หลายคนตัดสินใจจดบริษัท

เพราะเชื่อว่า

"ภาษีนิติบุคคลสูงสุด 20%
ย่อมดีกว่าภาษีบุคคลธรรมดา 35%"

ฟังดูมีเหตุผล

บริษัทดูน่าเชื่อถือกว่า
ขอสินเชื่อได้ง่ายกว่า
รองรับการเติบโตได้มากกว่า

แต่มุมอสังหาริมทรัพย์จริง

คำตอบไม่ได้มีสูตรเดียว

เพราะโครงสร้างที่เหมาะกับแต่ละคน
อาจไม่เหมือนกัน



มีเคสหนึ่งที่ผมได้ Review งบ

เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
รายได้จากการขายประมาณ 20 ล้านบาท+

เมื่อหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
กำไรทางภาษีเหลือเพียงหลักหมื่น

ภาษีที่ต้องเสียจริงประมาณหลักพัน
แต่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กรมที่ดินหักไว้แล้ว
ประมาณสองแสนกว่าคือ 1% ของยอดขาย

สุดท้ายจึงกลายเป็น
มียอดที่สามารถ "ขอคืนภาษี"

ประมาณสองแสนนิดๆ
ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี

แต่ในทางปฏิบัติ
การขอคืนภาษี

ไม่ได้หมายความว่า
ยื่นแบบแล้วรอรับเงินคืนอย่างเดียว


แต่ประเด็นสำคัญ
ไม่ใช่เรื่องขอคืนภาษี

ประเด็นอยู่ที่
"โครงสร้างที่ซ่อนอยู่ในงบ"

มาขยับดูใส้ในของธุรกิจ
รายได้ขนาดนี้ แต่ทำไม่กำไร น้อยเหลือแค่ หลักหมื่น

จุดที่น่าตกใจ คือรายการที่วางแผนมาดีแล้ว
เมื่อไล่ดูต้นทุน

พบว่าค่าที่ดินประมาณ 7 ล้านบาท
และต้นทุนก่อสร้างรวมอีกประมาณ 12 ล้านบาท
ต้นทุนรวม 19 ล้าน จากรายได้ 20 ล้านต้นๆ

สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดคือ

เดือนมกราคม 2569
บ้านถูกโอนไปแล้ว 2 หลัง

แต่ในงบกลับไม่เหลืองานระหว่างทำ
เหมือนต้นทุนก่อสร้างของบ้านบางส่วน
ยังไม่ได้เดินทางมาถูกที่


มูลค่าทั้งโครงการเท่าไหร่
ขายหลังละ 3.2-3.6 ล้าน แล้วแต่ขนาดแปลง
ยอดกู้เกินหลังละ 6 แสน แจ้งโอน 4.1-4.3 ล้าน

ส่วนกำไรตกประมาณ หลังละ 7-8 แสน

เดี๋ยวก่อน พี่ขายไป 5 หลัง 20 กว่าล้าน
กำไรขั้นต้นประมาณ 20-25% ทำไมงบการเงินพี่เหลือ ไม่ถึง 1 ล้าน
จากกำไรขั้นต้นหลังละ 7-8 แสนเหลือเพียงหลังละ 2 แสนบาท

ส่วนมกราคม 69 บ้านสร้างเสร็จตั้งแต่ปลายปี 68
แต่ไม่เหลืองานระหว่างทำหมายความว่า
บ้านสองหลังที่ขายมกราคม แทบไม่มีต้นทุนค่าก่อสร้าง

ยิ่งซักยิ่งเครียด
ยิ่งถามยิ่งไม่เข้าใจ

BOQ ที่มีไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แสดงอยู่ในงบ

สมมุตว่า
ถ้าปีหน้าหยุดสร้างทั้งหมด

รายได้จากบ้านที่ขายเดือนมกราคม 69
แต่ต้นทุนค่าก่อสร้างไม่หลงเหลือมา

และนั่นอาจทำให้กำไรทางภาษี
กระโดดขึ้นอย่างผิดปกติ

นี่คือจุดที่หลายคนเพิ่งเริ่มเข้าใจว่า
การจดบริษัท

ไม่ได้จบแค่เรื่องภาษี 20%

แต่หมายถึง
การจัดทำบัญชี
การเก็บเอกสาร
การแยกต้นทุน
ค่าใช้จ่ายบริหาร

โครงสร้างของโครงการควรจะจบก่อนที่จะเริ่มต้น

และการอธิบายตัวเลขทุกตัว
ให้สอดคล้องกันทั้งระบบ



ในเคสนี้
ไม่ได้เจาะเข้าไปในรายละเอียดของงบ
เป็นเพียงมองภาพโครงสร้างบางส่วน
จากงบทดลองที่พี่มาปรึกษา

เมื่อทำไปไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ได้

ธุรกิจประเภทนี้
สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัท
เป็นที่ดินและโครงการที่ถืออยู่

สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์

อาจดูเป็นเรื่องปกติ
แต่ในมุมภาษีและบัญชี

ต้นทุนแต่ละแปลง
การปันส่วนต้นทุน
แยกได้ชัดเจน
ค่าใช้จ่ายใดเป็นต้นทุน

ค่าใช้จ่ายใดเป็นรายจ่ายประจำปี


สิ่งเหล่านี้

แทบไม่มีใครคิดถึง
ตอนตัดสินใจจดบริษัท

เพราะตอนเริ่มต้น
ทุกคนมองเห็นแค่

"20%"

แต่ตอนปิดงบ
อาจต้องตอบคำถามอีกหลายสิบข้อ



ในหลายเคส

บุคคลธรรมดาอาจเหมาะกว่า
แม้รายได้จะ 30 หรือ 100 ล้าน
หลายๆโครงการมูลค่าสูงหลายร้อยล้านในนามบุคคล
เพราะโครงสร้างที่ถูกวางแผนให้เหมาะสม

แต่ในบางเคส

นิติบุคคลก็เหมาะกว่า
โดยเฉพาะผู้ที่มีหลายโครงการ
มีทีมงาน
มีแผนขยายธุรกิจ
และสิ่งสำคัญคือการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อตามขนาดกิจการ
และพร้อมจัดระบบบัญชีอย่างจริงจัง



ปัญหาไม่ได้อยู่ที่

บุคคลธรรมดาดีกว่า
หรือนิติบุคคลดีกว่า

แต่ปัญหาอยู่ที่

หลายคนเลือกโครงสร้าง

จาก "อัตราภาษี"

แทนที่จะเลือกจาก

"ข้อเท็จจริงของธุรกิจ"



รายได้เท่ากัน
กำไรใกล้กัน

แต่โครงสร้างต่างกัน
ภาษีต่างกัน
เอกสารต่างกัน
ความเสี่ยงต่างกัน

และต้นทุนในการแก้ปัญหาย้อนหลัง
ก็ต่างกันมาก



นี่คือเหตุผลที่ผมมักบอกเสมอว่า
อย่าเริ่มต้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ด้วยคำถามว่า

"ทำอย่างไรให้เสียภาษีน้อยที่สุด"
แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า

โครงการนี้วางโครงสร้างเพื่อทางภาษี หรือเพื่อทางการเงิน



เพราะภาษี

ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ
ภาษีคือผลลัพธ์

ของโครงสร้างธุรกิจ
ที่เลือกไว้ตั้งแต่ต้น



เลือกโครงสร้างผิด

ต่อให้เสียภาษีน้อยในปีแรก
ก็อาจต้องจ่ายแพงกว่าเดิมในอนาคต

เลือกโครงสร้างผิด
ต้นทุนในการแก้ปัญหามักสูง



ภาษีที่ดี

ไม่ใช่ภาษีที่จ่ายน้อยที่สุดเสมอไป
แต่คือภาษีที่จ่ายถูกต้อง

อธิบายได้
มีเอกสารรองรับ

และไม่ทิ้งระเบิดเวลา
ไว้ในงบการเงิน



หลายครั้ง

ภาษีที่แพงที่สุด
ไม่ใช่ภาษีที่ต้องจ่ายวันนี้

แต่คือภาษี
จากความเข้าใจผิด

ที่ต้องกลับมาแก้ทีหลัง
พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม



ก่อนจดบริษัท
ก่อนซื้อที่ดิน

ก่อนเริ่มโครงการ
อย่าถามแค่ว่า

"เสียภาษีเท่าไหร่"

พราะหลายครั้ง

สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการเสียเงินมากที่สุด

ไม่ใช่ภาษี

แต่คือการรู้ตัวช้าเกินไปว่า

"โครงสร้างที่ใช้มาตลอด
กำลังพาเราไปผิดทาง"
_____________________
📅 วันเรียนสด: 20-21 มิถุนายน 2569
📍 สถานที่: Starbucks สาขาราษฎร์พัฒนา

อย่ารอให้ปิดโครงการก่อน
แล้วค่อยกลับมาดูภาษี

เพราะภาษี
ไม่ใช่สิ่งที่คำนวณตอนท้าย

แต่เป็นผลลัพธ์
ของโครงสร้างที่เลือกตั้งแต่ต้น

เรามาเคลียร์โครงการ
ตามโครงสร้างของกฎหมายภาษี

เพื่อให้รู้ว่า

กำไรที่เห็นอยู่วันนี้

จะยังเป็นกำไรจริง
ในวันที่ปิดงบ
ยื่นภาษี
และถูกตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่

หลักสูตรผู้ประกอบการสร้างบ้านขายทั้งบุคคลและนิติบุคคล


อ่านคู่มือภาษีอสังหา
อยู่ในลิงก์คอมเมนต์แรก 👇

หลักกฎหมายอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำให้บ้านมือสองขายดีขึ้นแต่บางครั้งมันคือเกราะคุ้มภัยไม่ให้เสียภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดที่...
26/05/2026

หลักกฎหมาย
อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำให้บ้านมือสองขายดีขึ้น

แต่บางครั้ง
มันคือเกราะคุ้มภัย
ไม่ให้เสียภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ที่จะเล่าบ้านมือสอง ผมก็ทำ

และหลายเคสที่เครียร์เมื่อ
“บ้านมือสองที่ทำอยู่”

ถูกมองว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์
ที่มุ่งทางการค้าหรือหากำไร

หลายความเชื่อ
สุดท้ายต้องกลับมาใช้
“หลักกฎหมายภาษี” เป็นที่ตั้ง

บางครั้งปัญหาไม่ได้เริ่มจากการไม่เสียภาษี

แต่เริ่มจาก
การตีความผิด
เข้าใจผิด
หรือเชื่อคำว่า “Final Tax” กว้างเกินไป

คำที่ผมมักพูดเสมอคือ

“ยื่นเถอะครับ
อย่ารอให้ถูกตรวจ”

เพราะคำถามที่เจอบ่อยคือ

ปีนี้ไม่ยื่นได้ไหม
รอไปยื่นปีหน้าได้หรือเปล่า

คำตอบคือ

ถ้าควรยื่นแล้วไม่ยื่น
การรอไปปีหน้า
ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป

แต่เท่ากับปล่อยให้ตัวเอง
เสี่ยงเพิ่มไปอีก 1 ปี

โดยเฉพาะกรณีเหล่านี้

ขอคืนภาษี
ไม่ได้ยื่นภาษี
ยื่นบางส่วน
ยื่นขาด
หรือมีข้อมูลขายอสังหาฯ แต่ไม่ปรากฏในแบบสิ้นปี

นี่คือกลุ่มความเสี่ยงอันดับแรก ๆ
ที่มีโอกาสถูกเรียกตรวจ

เคสของพี่นิ่มเป็นตัวอย่างที่ชัดมาก

พี่นิ่มเป็นคนอารมณ์ดี
แต่มีช่วงหนึ่งเครียดหนักมาก

ทั้งที่เงินเดือนประจำ
ก็ยื่น ภ.ง.ด.91 ทุกปี

แต่บ้านมือสองที่ทำมา 3 ปี
ไม่เคยนำมายื่นรวมตอนสิ้นปีเลย

ผมถามว่า

ทำไมพี่นิ่มไม่ยื่น

พี่นิ่มตอบว่า

“เพราะมันเป็น Final Tax ไปแล้ว”

แล้วทำไมต้องเครียด
ถ้ามันเป็น Final Tax จริงทั้งหมด

คำตอบคือ

พี่นิ่มถูกเรียกตรวจ

เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า
พี่นิ่มทำอสังหาริมทรัพย์
ในลักษณะที่อาจเข้าข่าย

“มุ่งทางการค้าหรือหากำไร”

เจ้าหน้าที่มีข้อมูลอะไร

มีประวัติการโอน
มีข้อมูลการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
มีข้อมูลการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แต่ละหลัง เหมือนมีข้อมูลพี่ทุกอย่าง

จริง ๆ ไม่ใช่มีแต่ของพี่นิ่ม

ของทุกคนก็มี

เพียงแต่เจ้าของข้อมูลจำนวนมาก
ไม่เคยมองเห็นภาพรวมของตัวเอง

หลายคนเปิดดูใน D-MyTax
เห็นแต่เงินเดือน
เห็นแต่ข้อมูลที่ระบบแสดงให้ผู้เสียภาษีดู

แล้วเข้าใจว่า
ถ้าเราไม่เห็น
กรมสรรพากรก็คงไม่มีข้อมูล

ตรงนี้คือความเข้าใจที่อันตรายมาก

การที่ตัวเราไม่เห็น
ไม่ได้แปลว่าระบบภาษีไม่มีข้อมูล

เพราะข้อมูลการโอนอสังหาริมทรัพย์
ข้อมูลภาษีธุรกิจเฉพาะ
ข้อมูลค่าธรรมเนียม
ข้อมูลราคาประเมิน
และข้อมูลการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

ล้วนเป็นข้อมูลที่อยู่ในระบบตั้งแต่วันไปโอนที่กรมที่ดิน

พี่นิ่มถามแบบติดตลกว่า
ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มีข้อมูล

คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ
ก็อย่าไปโอนที่กรมที่ดิน

ซึ่งในชีวิตจริงทำไม่ได้

เพราะอสังหาริมทรัพย์
ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

เมื่อรู้ว่าประวัติมีอยู่ในระบบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่

“จะซ่อนได้ไหม”

แต่ควรถามว่า

“ควรวางแบบภาษีอย่างไร
ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและกฎหมาย”

ปัญหาของพี่นิ่มคือ

เข้าใจว่า
เมื่อขายอสังหาริมทรัพย์แล้ว
เสียภาษีที่กรมที่ดินแล้ว
จบทุกอย่าง

เพราะคิดว่าเป็น Final Tax

แต่เมื่อข้อเท็จจริงถูกมองว่า
เป็นการทำอสังหาริมทรัพย์
เพื่อทางค้าหรือหากำไร

เรื่องจะไม่จบง่ายแบบนั้น

เพราะภาษีอสังหาริมทรัพย์
ไม่ได้มีแค่ภาษีที่กรมที่ดิน

แต่ต้องแยกให้ชัดว่า

หนึ่ง
ภาษีธุรกิจเฉพาะ

สอง
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล

สาม
หน้าที่ในการยื่นแบบ

สี่
หน้าที่ในการเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย

ห้า
ความเสี่ยงเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และการประเมินย้อนหลัง

กรณีบ้านมือสอง
หากถูกมองว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์
ที่มุ่งทางการค้าหรือหากำไร

สิ่งที่ต้องระวังคือ

จะถูกพิจารณาว่า
ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

และรายได้จากการขาย
ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนสิ้นปีอย่างไร

ประเด็นภาษีธุรกิจเฉพาะ
ต้องเริ่มจากประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6)

ที่วางหลักเกี่ยวกับ
การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร
ซึ่งอยู่ในบังคับภาษีธุรกิจเฉพาะ

เมื่อไปดูพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 342 มาตรา 4

จะเห็นว่า
การขายอสังหาริมทรัพย์
หลายกรณี
ถูกกำหนดให้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์
เป็นทางค้าหรือหากำไร

แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ

ถ้าข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไข
ก็อาจถูกมองว่าเป็นกิจการ
ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

และเมื่อเป็นผู้ประกอบกิจการ
ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

โดยหลักก็ต้องดูต่อว่า
มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

แต่ประเด็นนี้ต้องอ่านให้ครบ

เพราะยังมี
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉบับที่ 1

ซึ่งกำหนดกิจการบางประเภท
ที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

ดังนั้น เวลาเจอเจ้าหน้าที่บอกให้จด
หรือตีความว่าต้องจดทันที

ต้องกลับไปอ่านหลักกฎหมายให้ครบชุด

ไม่ใช่อ่านแค่มาตราเดียว
แล้วสรุปว่าต้องจดเสมอ

ประเด็นสำคัญคือ

เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
กับ
ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

อาจเป็นคนละชั้นของการวิเคราะห์

ต้องดูทั้งตัวบท
พระราชกฤษฎีกา
ประกาศอธิบดี

อีกประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดคือ
ภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี

หลายคนคิดว่า

เมื่อขายอสังหาริมทรัพย์
และเสียภาษีที่กรมที่ดินแล้ว
ไม่ต้องนำมายื่นอีก

แต่ถ้าข้อเท็จจริงถูกมองว่า
เป็นการทำอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้าหรือหากำไร

จะใช้วิธีคิดแบบชาวบ้านขายทรัพย์ทั่วไปไม่ได้ทันที

ต้องกลับมาดูว่า
เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์นั้น
ต้องนำมารวมคำนวณภาษีตอนสิ้นปีหรือไม่

ตรงนี้มักโยงมาถึง
ประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ทวิ

ซึ่งกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมิน
กำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์
โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์
เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอน

กฎหมายไม่ได้เขียนแยกง่าย ๆ ว่าราคาขาย
ถ้าเป็นผู้ประกอบการให้ใช้แบบหนึ่ง
ถ้าเป็นชาวบ้านให้ใช้อีกแบบหนึ่ง

นี่คือเหตุผลที่คำว่า
“ราคาขาย คือราคาประเมินตามมาตรา 49 ทวิ”

ภาษีสิ้นปี
ต้องใช้อย่างระวังมาก

เพราะ Final Tax บางกรณี
ไม่ใช่ทุกกรณี

แต่ไม่ได้แปลว่า
จบทุกหน้าที่ภาษี
ทุกแบบ
ทุกปีภาษี
และทุกกรณีตรวจสอบ

อีกจุดที่พลาดกันบ่อยมากคือ

ค่าใช้จ่าย
โดยเฉพาะการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ที่มีประเด็นเรื่องเกณฑ์เงินสดเข้ามาเกี่ยวข้อง

พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 มาตรา 8 ทวิ
วางหลักเรื่องการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร

และให้นำหลักตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี
มาใช้บังคับโดยอนุโลมในบางส่วน

เมื่อไล่ลึกลงไป
ยังต้องไปดูแนวปฏิบัติและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง
เช่น ป.148/2557

เพราะค่าใช้จ่ายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ไม่ใช่แค่มีเงินจริงแล้วจะหักได้ทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่ผมบอกเสมอว่า

ภาษีอสังหาริมทรัพย์
ไม่ควรทำแบบ “คิดทีหลัง”

เพราะพอขายแล้ว
พอถูกตรวจแล้ว
พอเจ้าหน้าที่ขอเอกสารแล้ว

หลายอย่างย้อนกลับไปแก้ไม่ได้

การซื้อทรัพย์ต่ำกว่าราคาประเมิน
ผลทางภาษีก็เปลี่ยน

หลักกฎหมายภาษี
ไม่ได้ทำให้ใครรวยขึ้นทันที

แต่หลักกฎหมายภาษี
อาจช่วยให้ไม่เสียภาษีเกินความจำเป็น

บางเคส
เจ้าหน้าที่ประเมินออกมาหลักหมื่น

บางเคส
หลักแสน

บางเคส
ขยับไปถึงหลักล้าน

แต่หลักคิดเดียวกันคือ

ถ้าไม่ผิด
ก็ไม่ควรเสียเกินกฎหมาย

ถ้าผิดจริง
ก็ต้องรู้ว่าผิดตรงไหน
เสียเท่าไร
และลดความเสียหายได้อย่างไร

การทำอสังหาริมทรัพย์ปีละ 5 ล้าน
กับปีละ 300 ล้าน

หลักกฎหมายที่ใช้วิเคราะห์
ไม่ใช่คนละชุด

ต่างกันที่ขนาดของตัวเลข

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่การเสียภาษี

แต่คือการไม่รู้ว่า
ตัวเองกำลังมีหน้าที่ภาษีอะไรอยู่

หลายคนพลาดเพราะไม่รู้
ทำไปก่อน
ขายไปก่อน
รับเงินไปก่อน
ยื่นแบบไปบางส่วน
หรือไม่ยื่นเลย

พอวันหนึ่งถูกเรียกตรวจ
ถึงเริ่มรู้ว่า

สิ่งที่คิดว่าเป็น Final Tax
อาจไม่ได้ Final อย่างที่เข้าใจ

อสังหาริมทรัพย์
ไม่ใช่แค่เรื่องซื้อถูกขายแพง

แต่เป็นเรื่องโครงสร้างภาษี
ตั้งแต่วันซื้อ
วันซ่อม
วันถือครอง
วันขาย
วันโอน
วันยื่นแบบ
และวันที่ถูกตรวจย้อนหลัง

ถ้าวันนี้กำลังทำบ้านมือสอง
รีโนเวทขาย
ซื้อทรัพย์มาปรับปรุง
หรือขายอสังหาริมทรัพย์หลายรายการต่อเนื่อง

อย่ามองแค่ภาษี ณ วันโอน

ให้มองทั้งระบบ

เพราะบางครั้ง
ภาษีที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่ภาษีที่จ่ายวันโอน

แต่คือภาษีที่ถูกประเมินเพิ่ม
หลังจากคิดว่าทุกอย่างจบไปแล้ว

ยื่นเถอะครับ
ถ้ามีหน้าที่ยื่น

จัดเอกสารเถอะครับ
ถ้าคิดจะทำต่อเนื่อง

และอย่ารอให้ถูกตรวจ
แล้วค่อยกลับมาถามว่า

“แก้ทันไหม”

เพราะภาษีอสังหาริมทรัพย์
หลายเรื่องแก้ได้ก่อนเกิดปัญหา

แต่พอปัญหาเกิดแล้ว
ทำได้แค่หาหลักกฎหมาย
มาผ่อนหนักให้เป็นเบา

หลักกฎหมายภาษี
อาจไม่ใช่เรื่องที่ถนัด

แต่ถ้าจะทำอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจ
มันคือเรื่องที่จำเป็นต้องรู้


รอบเรียนสดมาแล้วครับ

“ภาษีที่ดินแบ่งแปลง & บ้านมือสอง”

พูดกันแบบลงลึก
จากเคสจริง เคสประเมิน
หลักกฎหมายจริง
และสิ่งที่คนทำอสังหาฯ พลาดกันบ่อยที่สุด

• บ้านมือสองแบบไหน เริ่มเสี่ยง
• แบ่งแปลงยังไง ต้องระวังอะไร
• Final Tax จบจริงไหม
• เมื่อไรเริ่มเข้าลักษณะค้ากำไร
• สรรพากรมองจากอะไร
• เอกสารอะไรควรเตรียมตั้งแต่ต้น

ถ้าวันนี้ต้องไปชี้แจงกับธุรกิจของตัวเอง
มีหลักกฎหมายที่คอยคุ้มกันหรือยัง


🎁 แถมออนไลน์ไว้ทบทวนย้อนหลัง
แบบไม่จำกัด

📅 วันเรียนสด: 6 มิถุนายน 2569
📍 สถานที่: Starbucks สาขาราษฎร์พัฒนา



อ่านคู่มือภาษีอสังหา

อยู่ในลิงก์คอมเมนต์แรก 👇

ที่อยู่

ถนนราษฎร์พัฒนา
Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รู้รอบอสังหาและภาษีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง รู้รอบอสังหาและภาษี:

แชร์