Trade stocks trade academy

คัด 10 หุ้นเด็ด! จ่ายปันผลระหว่างกาลดักเก็บก่อนขึ้น “XD” ภายในเดือนพ.ค.นี้แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงการประกาศผลการดำเนินงานงวดป...
18/05/2023

คัด 10 หุ้นเด็ด! จ่ายปันผลระหว่างกาล
ดักเก็บก่อนขึ้น “XD” ภายในเดือนพ.ค.นี้
แม้ว่าจะผ่านพ้นช่วงการประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 2565 และการประกาศจ่ายปันผลของหลายบริษัทไปเป็นระยะเวลาหลายเดือนจนเข้าสู่ช่วงการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/66 ซึ่งก็มีหลายบริษัทที่ได้ประกาศการจ่ายปันผลระหว่างกาลออกมาด้วยเช่นกัน
ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการทำรวบรวมข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่ได้มีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในช่วงไตรมาส 1/66 จำนวนทั้งหมด 10 บริษัท มานำเสนอให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนสายดักเก็บหุ้นก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD กัน
โดยเริ่มกันที่บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 6 มิถุนายน 2566 แต่วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 และบริษัท ไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน) หรือ TSC ได้กำหนดวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 เป็นวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) พร้อมกับระบุวันที่ 8 มิถุนายน 2566 เป็นวันจ่ายเงินปันผล
ถัดมาเป็นหุ้นที่ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 ประกอบไปด้วย บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 มิถุนายน 2566, บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 มิถุนายน 2566
รวมไปถึง บริษัท แอดเทค ฮับ จำกัด (มหาชน) หรือ ADD กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 มิถุนายน 2566 และ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ OISHI กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 มิถุนายน 2566
สำหรับในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวก็ยังมีหุ้นอีก 2 ตัว ที่จะขึ้นเครื่องหมาย XD ก็คือ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART กำหนดวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ที่ 25 พฤษภาคม 2566 พร้อมกับกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 มิถุนายน 2566 และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ที่ได้วันไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 พร้อมกับกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 14 มิถุนายน 2566
และสุดท้ายช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 29 พฤษภาคม 2566 ขณะที่วันกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 และ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 30 พฤษภาคม 2566 พร้อมกับวันกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 9 มิถุนายน 2566

จับตา MG กับการลุยตลาดรถไฟฟ้า หลังเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ด้วย e-MPV สุดหรู NEW MG MAXUS 9 ราคาเริ่มต้น 2.499 ล้านบาท MG X ลงทุ...
16/05/2023

จับตา MG กับการลุยตลาดรถไฟฟ้า หลังเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ด้วย e-MPV สุดหรู NEW MG MAXUS 9 ราคาเริ่มต้น 2.499 ล้านบาท
MG X ลงทุนแมน
9,234 คัน คือยอดจอง EV Car ในงานมอเตอร์โชว์ 2023 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
หรือคิดเป็นราว ๆ 20% จากยอดจองรถยนต์ทั้งหมด 45,983 คัน
เรื่องนี้หากย้อนกลับไป 3-4 ปีที่แล้ว ยอดจอง EV Car ในงานมอเตอร์โชว์อยู่ที่ราว ๆ 6,000 กว่าคัน เท่านั้นเอง
ปรากฏการณ์โตแบบก้าวกระโดดนี้เป็นเสมือน “ไฟเขียว” ส่งสัญญาณว่า EV Car กำลังค่อย ๆ เข้ามาเปลี่ยนถ่ายอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย จาก เครื่องยนต์สันดาป มาสู่ มอเตอร์ไฟฟ้า
หนึ่งแบรนด์ที่เปรียบเสมือน ผู้เปลี่ยนเกมนี้ ก็คือ MG
เพราะนอกจากการเป็น “แบรนด์แรก ๆ” ที่บุกเบิกตลาด EV Car หรือรถไฟฟ้า 100% ในเมืองไทยอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน MG จำหน่าย EV Car มากถึง 5 รุ่น สนองความต้องการของลูกค้าคนไทย
หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ตั้งแต่ NEW MG ZS EV, NEW MG EP,
NEW MG4 ELECTRIC และ NEW MG ES
จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุด เมื่อ MG ยกระดับตลาด EV ขั้นสุด
ด้วยการนำรถไฟฟ้า Luxury เข้าสู่เมืองไทยครั้งแรก
ด้วยการเปิดตัว NEW MG MAXUS 9 รถสไตล์ MPV แบบ 7 ที่นั่ง
เสนอขายในราคาเริ่มต้น 2.499 ล้านบาท
และในเวลาไล่เลี่ยกัน MG ก็ประกาศกร้าวเตรียมสร้าง NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK
มูลค่าการลงทุนกว่า 500 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนสำหรับประกอบ EV Car
แล้ว 2 เรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในเมืองไทย อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
นับตั้งแต่ MG เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
จนมาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรถไฟฟ้า MG วิ่งอยู่บนท้องถนนรวมกว่า 10,000 คัน
ครองตำแหน่งเจ้าตลาดรถไฟฟ้าหลายปีต่อเนื่อง
ทีนี้ ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ MG ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย EV Car
คำตอบคือ การที่คนไทยเข้าถึงรถไฟฟ้าได้จริง รถทุกรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ ที่ล้ำสมัย และสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเกินราคาขาย
เป้าหมายสำคัญที่ต้องทำให้คนไทยเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ง่ายที่สุด..
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา MG ทยอยส่ง EV Car เข้าสู่ตลาดหลายรุ่น หลายสไตล์
และเสนอขายในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ยิ่งมีส่วนลดจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ก็ดูจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าอินเทรนด์ ที่เริ่มสนใจ
และอยากเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
สำหรับ NEW MG MAXUS 9 ถือเป็นครั้งแรกของ MG ที่กระโดดลงมาเล่นในตลาดรถระดับพรีเมียม
ชูจุดแข็งด้าน EV Car และเปิดน่านน้ำใหม่ด้วยการเป็นรถ MPV ขนาด 7 ที่นั่ง คันแรกในเมืองไทย
โดยการวางราคาเริ่มต้น 2.499 ล้านบาท ก็อยู่ในทฤษฎีนี้เช่นกัน
การเปิดตลาดด้วยโมเดลใหม่ก็จะยิ่งเพิ่มประสบการณ์ Know-how การผลิต
ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ มากขึ้น
โดยเมื่อเห็น NEW MG MAXUS 9 อันดับแรกที่สะกดสายตาทันที
คือ ดีไซน์ที่ดูเรียบหรู มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
กระจังหน้าจะเป็น Grille Less Design ไร้ช่องระบายอากาศ สะท้อนการเป็นรถไฟฟ้า
ส่วนประตูทั้ง 2 ฝั่ง จะเป็นแบบสไลด์ด้วยไฟฟ้า รวมถึงฝากระโปรงท้ายด้วย
ยิ่งเมื่อเข้าไปนั่งภายในรถ จะพบวัสดุ และการตกแต่งภายในที่หรูหรา ดูล้ำสมัย
มีดีไซน์ที่โปร่งโล่งด้วย Dual Panoramic Sunroof พร้อมกับมี Ambient Light ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศภายในรถได้ 64 เฉดสี เพิ่มความสุนทรีย์ให้กับผู้โดยสาร
อีกทั้งเบาะนั่งแถวที่สองถูกออกแบบให้เป็น VIP Captain Seat
เสมือนเป็นที่นั่ง First Class บนเครื่องบิน พร้อมกับระบบบันทึกตำแหน่งการนั่ง ระบบนวด
ปรับระดับอุณหภูมิได้ตามความต้องการ พร้อมโต๊ะพับเก็บได้
อีกทั้งยังมีจอกลางระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay
และสมาร์ตโฟนระบบ Android ที่มีลำโพง 12 จุด ช่อง USB มากถึง 9 ตำแหน่งมีช่องจ่ายไฟ AC Adaptor 220V สะดวกต่อการนั่งทำงานบนรถ
อีกทั้งทุกที่นั่งถูกคิดและออกแบบมาอย่างดีไม่เว้นแม้กระทั่งตำแหน่งคนขับ
เช่น เบาะคนขับปรับได้ 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
โดยทุก ๆ การปรับทิศทางจะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามารถปรับได้ 4 ทิศทาง กระจกมองหลังผ่านกล้อง Streaming Media Rearview Mirror ที่แสดงภาพจริงแบบ Real time
ทีนี้เรามาดูสมรรถนะการขับขี่ พูดสั้น ๆ ได้เลยว่า
สมฐานะกับการเป็นรถไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ระดับ Luxury เมืองไทย
โดย NEW MG MAXUS 9 มีกำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร
ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน จัดวางแบบ Cell-To-Pack ขนาดความจุ 90 kWh
สามารถวิ่งได้สูงสุด 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC
ชาร์จแบบเร็ว DC Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 30% - 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ที่ความเร็วสูงสุด 120 kWh
ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 5% – 100%
ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง 30 นาที รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 kWh
ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า
และอีกหนึ่งจุดเด่นของรถ MG ทุกรุ่น คือ เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นเทพ
รถคันนี้ก็เรียกว่า “จัดเต็ม” เรื่องนี้เลยทีเดียว
เช่น โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ Full Space Frame, ถุงลมนิรภัยรอบคัน, ระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับสูงอย่าง ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM พร้อมระบบ ADAS รวมมากถึง 25 ระบบ และระบบอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้
เลยเป็นเหตุผลให้ NEW MG MAXUS 9 ได้รับมาตรฐาน 5 ดาว ด้านความปลอดภัย
จาก EURO NCAP และ AUSTRALIAN NCAP
ที่สำคัญ หากเราตัดสินใจซื้อ NEW MG MAXUS 9 จะมี MG SUPER CHARGE STATION
จำนวน กว่า 130 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศไทย
พูดง่าย ๆ คนที่ซื้อ EV Car ของ MG จะได้เปรียบด้านความสะดวกสบายในเรื่องสถานีชาร์จ
มากกว่าซื้อรถค่ายอื่นๆ นั้นเอง
NEW MG MAXUS 9 มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่
รุ่น X – LUXURY มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำ และสีขาว ราคา 2.499 ล้านบาท
รุ่น V – SUPER LUXURY มีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ สีขาว และสีเทาหลังคาดำ ราคา 2.699 ล้านบาท
และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น MG กำลังขยายสายการผลิตรถไฟฟ้าอย่างจริงจัง
โดยล่าสุด โรงงานผลิตรถในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จังหวัดชลบุรี
มีพื้นที่ 437.5 ไร่ ที่ผลิตรถได้สูงสุด 100,000 คันต่อปี
ในพื้นที่โรงงานแห่งนี้ ได้ถูกแบ่งออกมา 137.5 ไร่
พัฒนาเป็นพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ด้วยเงินลงทุนอีก 500 ล้านบาท
เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่จะมีทั้ง โรงงานพัฒนาชิ้นส่วนมอดูลแบตเตอรี่, ไลน์การผลิตแบตเตอรี่
และยังพัฒนาชิ้นส่วนอื่น ๆ สำหรับการประกอบ EV Car
ในอนาคตอันใกล้ เมื่อ MG สามารถผลิต EV Car ในประเทศไทยได้
นอกจากจะทำให้ราคาขายจากเดิมที่เข้าถึงง่ายอยู่แล้ว ก็จะง่ายขึ้นกว่าเดิม
พร้อมมีบริการอะไหล่ที่รวดเร็ว ราคาเข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี Economies of Scale
เมื่อถึงวันนั้น ยนตรกรรมไฟฟ้า ก็จะใกล้ตัวคนไทย เข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

O O E1, [15/5/2566 15:50]เมื่อนักท่องเที่ยวจีนกลับมาหุ้นเหล่านี้จะกำลังโดดเด่นอุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวถือเป็นอีกหนึ่งฟ...
15/05/2023

O O E1, [15/5/2566 15:50]
เมื่อนักท่องเที่ยวจีนกลับมา
หุ้นเหล่านี้จะกำลังโดดเด่น
อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่คอยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนนักท่องเที่ยวจีนก็เป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตให้แก่อุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากจีนได้มีการเปิดประเทศให้ประชากรเดินทางออกมาได้ปกติ
สำหรับภาคเอกชน หรือ บริษัทจดทะเบียน จึงได้รับประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนข้างต้นนี้ แต่ในภาคการลงทุนเองนักลงทุนหลายคนอาจจะมองว่าถึงเวลาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้หรือไม่ ในวันนี้เราจะพาไปชมมุมมองของนักวิเคราะห์กัน
โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะแตะระดับ 1 ล้านคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดตั้งแต่ต้นปี 66 โดยช่วง ม.ค.อยู่ในระดับ 0.1 ล้านคน ก่อนเพิ่มสู่ 0.27 ล้านคนใน มี.ค. 66 และเป็นระดับใกล้เคียง Pre-COVID นับจาก ต.ค. 66 โดยเห็นสัญญาณจากกำลังให้บริการสายการบินประจำล่วงหน้าและคำร้องขอเพิ่มเที่ยวบินแบบเหมาลำ
ทั้งนี้เมื่ออิงฐานนักท่องเที่ยวช่วง 4 เดือนแรกปี 66 เฉลี่ยเดือนละ 2.15 ล้านคน หากรวมเพียงนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มช่วงไตรมาส 4/66 เดือนละ 0.7 ล้านคน ยังบ่งชี้ภาพนักท่องเที่ยวทั้งปีจะปิดกรอบบนที่ Consensus ประเมินปี 66 ไว้ที่ 28-30 ล้านคน เป็นภาพบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มอิงลูกค้าจีน อาทิ AOT, AAV, SPA, ERW, CENTEL, CPALL, MAKRO, CRC
สำหรับมุมมองหุ้นรายตัวเริ่มกันที่ AOT บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 86 บาท เนื่องจากมองบวกกับแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการในปี 66 หลังจากที่บริษัทจะยุติมาตรการช่วยเหลือทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการบินและการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงประมาณการกําไรสุทธิปี 66 เอาไว้ที่ 1.39 หมื่นล้านบาทจากปีก่อนมีผลขาดทุน
ขณะที่ AAV บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 3.88 บาท เนื่องจากจะได้รับผลดีการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีนและราคาน้ำมันที่ลดลง จึงปรับประมาณกำไรปี 66 เป็น 602 ล้านบาท จากเดิมที่ 136 ล้านบาท และพลิกเป็นกำไรจากปีก่อนขาดทุน 8.03 พันล้านบาท
ด้าน SPA บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 15 บาท เนื่องจากผลประกอบการรายไตรมาสปี 66 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกไตรมาสจากนักท่องเที่ยวที่เร่งตัวขึ้นและกลับมาใช้บริการมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีฐานลูกค้าใหม่ในประเทศกับกลุ่มประเทศใหม่ๆ จึงประมาณการกำไรปี 66 อยู่ที่ 199 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน
ส่วน ERW บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “TRADING” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 5.40 บาท เนื่องจากในไตรมาส 2/66-3/66 จะเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น แต่อย่างไรก็ดี การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงครึ่งปีหลังปี 66 หากใกล้เคียงภาวะปกติหรือที่ราว 9 แสนคนต่อเดือน จะหนุนกำไรปี 2566 มีโอกาสดีกว่าที่คาดไว้ที่ 568 ล้านบาท โดยปีก่อนขาดทุนอยู่ที่ 265 ล้านบาท
สำหรับ CENTEL บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “TRADING” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 53.50 บาท โดยผลประกอบการไตรมาส 2/66-3/66 ยังฟื้นตัวเด่น จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนอย่างต่อเนื่องและกำไรจะกลับมาเติบโตเด่นอีกครั้งในไตรมาส 4/66 ตามปัจจัยด้านฤดูกาล ประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 1.8 พันล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 367% อย่างไรก็ดีการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงครึ่งปีหลังปี 66 จะทำให้เกิดอัพไซด์ต่อประมาณการกำไร
ด้าน CPALL บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 75 บาท โดยคาดผลการดำเนินงานจะออกมาโตเนื่อง จากอานิสงส์ของการเปิดประเทศ ทำให้คาดเห็นรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง และมองปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งโดยจะช่วยหนุนทั้งธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ และธุรกิจค้าส่งจากการเติบโตของ HoReCa จึงประมาณการกำไรสุทธิปี 66 ที่ 1.92 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 46%
ขณะที่ MAKRO บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 48 บาท พร้อมกับประมาณการกำไรปี 66 ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 78% โดยกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง 66 จะเร่งตัวขึ้นจากยอดขายที่เติบโตต่อเนื่อง ตามกำลังซื้อที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และภาระดอกเบี้ยจ่ายเริ่มลดลงหลังจากเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ซึ่งอัตราดอกเบี้ยใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ 3-4% จากเดิม 4-5%

O O E1, [15/5/2566 15:50]
สุดท้าย CRC บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเป้าหมายที่ 50 บาท โดยแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/66 ยังโตต่อ ตามการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในไทยและอิตาลี หนุนการเติบโตยอดขายสาขาเดิม ในขณะที่แรงกดดันต้นทุนค่าไฟจะผ่อนคลายลงตั้งแต่พ.ค.เป็นต้นไป จึงคงคาดกำไรสุทธิทั้งปี 8.65 พันล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 21%

3 ผู้ให้บริการจองที่พักรายใหญ่ ใหญ่ขนาดไหน ?
14/05/2023

3 ผู้ให้บริการจองที่พักรายใหญ่ ใหญ่ขนาดไหน ?

เปิดลิสต์ 10 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ” มากที่สุดตั้งแต่ต้นปีพบเก็บ CPALL ไปแล้ว 5.6 พันล้านเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ หรือ ...
11/05/2023

เปิดลิสต์ 10 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ” มากที่สุดตั้งแต่ต้นปี
พบเก็บ CPALL ไปแล้ว 5.6 พันล้าน
เงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ หรือ ฟันด์โฟลว์ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญและจับตามองอย่างมาก เพราะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย แม้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (01 ม.ค. - 8 พ.ค. 2566) นักลงทุนต่างชาติจะมีสถานะขายสุทธิหุ้นไทยรวมกว่า 61,066.35 ล้านบาท แต่ยังมีหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติชื่นชอบและปรับน้ำหนักการลงทุนต่อเนื่อง
ประกอบกับวันจันทร์ที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณที่ดี โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 4,104.19 ล้านบาท ช่วยหนุนดัชนีให้ปรับขึ้นแรง ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจว่า 10 หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีมีหุ้นอะไรบ้าง
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมากที่สุดตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (1 ม.ค. - 8 พ.ค. 2566) คือ CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวมกว่า 5,615.5 ล้านบาท
รองลงมาเป็น MAKRO หรือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 3,409.5 ล้านบาท, BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 2,982.1 ล้านบาท, BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 2,909.1 ล้านบาท
SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 2,333.0 ล้านบาท, MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2,305.3 ล้านบาท, TRUEE หรือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 1,626.3 ล้านบาท
JMART หรือ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 1,314.1 ล้านบาท, HANA หรือ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 1,199.3 ล้านบาท และสุดท้าย DELTA หรือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมรวม 1,134.2
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อเป็นหุ้นขนาดใหญ่และมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมที่ทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าหุ้นไทยต่อในช่วง Election Rally ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสูง
ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กลยุทธ์ลงทุนเกาะกระแสตามนักลงทุนต่างชาติ แนะนำให้ดูหุ้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธนาคาร SCB,KBANK, BBL และโรงพยาบาล BH, BDMS, B*H

เปิดรายชื่อ 8 หุ้นร้อนในตลาดหลักทรัพย์ฯที่มีค่าเฉลี่ย P/E พุ่งกระฉูดเกิน 100 เท่า!วันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมบริษัทชื่...
11/05/2023

เปิดรายชื่อ 8 หุ้นร้อนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ที่มีค่าเฉลี่ย P/E พุ่งกระฉูดเกิน 100 เท่า!
วันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมบริษัทชื่อดังใน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่มีค่า P/E สูง ในระดับที่มากกว่า 100 เท่า มาฝากนักลงทุน โดย P/E เป็นอัตราส่วนทางการเงินยอดนิยมที่นำข้อมูลทางการเงินมาใช้วิเคราะห์พื้นฐานของบริษัท ซึ่งคำนวณมาจากราคาตลาดของหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น (Price/Earnings Per Share) กล่าวคือ การนำราคาหุ้นมาเทียบกับความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัท
ทั้งนี้ P/E สามารถประมาณจุดคุ้มทุนได้ แต่ถือเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการเข้าลงทุนเท่านั้น เพราะบางกรณี หุ้น P/E สูงก็ยังน่าลงทุน เช่น หุ้น Growth Stock ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะมี P/E สูง แต่ก็ไม่ควรเกินระดับการเติบโตของกำไร
อย่างไรก็ตาม บางครั้งหุ้นที่มี P/E ต่ำ ก็เกิดจากราคาที่ต่ำ และกำไรก็ไม่ได้เติบโต ดังนั้นแม้ P/E จะต่ำแค่ไหน ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนเช่นกัน
สำหรับ 8 บริษัทชื่อดังในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่มีค่า P/E สูงมากกว่า 100 เท่า ประกอบด้วย VRANDA, SHR, BBGI, THCOM, VGI, GPSC, CENTEL และ RS
VRANDA หรือ บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจโรงแรม และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดพักอาศัย กลุ่มบริษัท มีโครงการโรงแรมทั้งหมด 6 แห่ง คือ 1. โรงแรมวีรันดา รีสอร์ท หัวหิน 2.โรงแรมวีรันดา เดอะ ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่ 3.โรงแรมโซ โซฟิเทล แบงค็อก 4.โรงแรมวีรันดา รีสอร์ท พัทยา 5.โรงแรม ร็อคกี้ บูติค รีสอร์ท 6. โรงแรมเวอโซ หัวหิน
และมีโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย จำนวน 3 แห่ง คือ 1.โครงการวีรันดา ไฮ เรสซิเดนซ์ เชียงใหม่ 2.โครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ พัทยา และ 3.โครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน
SHR หรือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมและลงทุนในธุรกิจโรงแรมระดับนานาชาติ
BBGI หรือ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจโดยการเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจดังนี้ 1. ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล และ 2.ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
THCOM หรือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. ธุรกิจดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวเนื่อง 2. ธุรกิจอินเทอร์เน็ตและสื่อ 3. ธุรกิจโทรศัพท์ในต่างประเทศ 4. ธุรกิจร่วมทุนอื่น
VGI หรือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจสื่อโฆษณา ธุรกิจบริการชำระเงิน และธุรกิจโลจิสติกส์
GPSC หรือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และสาธารณูปโภคต่างๆนอกจากนี้้ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในลักษณะการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ สาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงธุรกิจ New S-curve ได้แก่ ธุรกิจแบตเตอรี่่ ธุรกิจพลังงานอัจฉริยะ และธุรกิจที่่เกี่่ยวเนื่่องทั้งในและต่างประเทศ
CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) แบ่งเป็น 2 ธุรกิจ คือ 1. ธุรกิจโรงแรมในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ของตนเอง เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทารา เซ็นทรา โคซี่ และธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมภายใต้สัญญาบริหารโรงแรม 2. ธุรกิจอาหารจานด่วนในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของตนเอง คือ เดอะ เทอเรส อร่อยดี สุกี้เฮ้าส์ ซอฟท์แอร์ เกาลูน และแฟรนไชส์ คือ มิสเตอร์โดนัท เคเอฟซี อานตี้แอนส์ เปปเปอร์ลันช์ โคลด์สโตนครีมเมอรี่ ชาบูตง โยชิโนยะ โอโตยะ เทนยะ และคัตสึยะ มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ
และ RS หรือบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจพาณิชย์ ที่มีคอนเทนต์ และความบันเทิงที่ทรงพลัง จำหน่ายสินค้า รวมถึงมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และระบบเทเลมาร์เก็ตติ้ง

หาจังหวะซื้อ 3 หุ้นเด่นเมื่อผลงานกำลังผ่านจุดต่ำสุดแล้วตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ค่อนข้างมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ด้วยป...
10/05/2023

หาจังหวะซื้อ 3 หุ้นเด่น
เมื่อผลงานกำลังผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ค่อนข้างมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่เข้ารุมเร้าต่อภาวะการลงทุน ซึ่งในวันนี้ทาง Wealthy Thai ก็มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จากนักวิเคราะห์ มาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนกันในครั้งนี้
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ระหว่างเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งและยังรอดูงบไตรมาส 1/66 ของกลุ่มภาคเศรษฐกิจจริง หรือภาคการผลิตจริง (Real Sector) ซึ่งกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ในธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หนึ่งในธีมหุ้นที่น่าสนใจก็คือ KCE ,MINT และ AOT แนะนำรอจังหวะซื้อหลังประกาศงบที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 1/66 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้และมีสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 2/66
[ สำรวจบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ]

สำหรับ KCE บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ให้คำแนะนำ “ถือ” กำหนดราคาเหมาะสมที่ 43 บาท โดยคาดว่าผลประกอบการของไตรมาส 1/66 จะต่ำสุดและจะดีขึ้นในไตรมาสที่เหลือของปี เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบลดลง โดยจะมีช่วงเหลื่อมเวลาประมาณ 1-2 ไตรมาส ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้นจากกลับมาการตุนสต็อกหลังจากที่สายโซ่อุปทานคลายความตึงตัวลงและประสิทธิภาพการผลิตที่ขึ้นจากสายการผลิตล่าสุด
ขณะที่ MINT บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” กำหนดราคาเหมาะสมที่ 43.50 บาท โดยผลประกอบการไตรมาส 1/66 เป็นจุดต่ำสุดของปีและแนวโน้มไตรมาส 2/66 จะฟื้นตัวเด่นจากไตรมาสก่อนหน้าและปีก่อนหน้า
ด้วยปัจจัยหนุนจาก NHHOTEL ที่เข้าสู่ไฮซีซั่นของธุรกิจ อิงจากตัวเลขการจองเข้าพักล่วงหน้าของบริษัทที่ยังเห็นการเดินทางจากลูกค้ากลุ่ม Leisure ที่แข็งแกร่งและจำนวนกลุ่มลูกค้า Corporate ที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังปี 66 จะได้แรงส่งจากการฟื้นตัวเด่นของโรงแรมในไทยและธุรกิจอาหารในจีนที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง จึงประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 6.4 พันล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 219%
สุดท้าย AOT บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “Trading Buy” และกำหนดราคาเหมาะสม 78 บาท โดยแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/66 (เม.ย.-มิ.ย.66) จะฟื้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะอยู่ที่ 2,563 ล้านบาท ฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 2,207 ล้านบาทและเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 55%
ตามปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินมีแนวโน้มฟื้นต่อเนื่อง หลังจีนเปิดประเทศเมื่อเดือน ก.พ.-มี.ค.66 และจะสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสนามบินตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค.66 นอกจากนี้คาดปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินจะฟื้นต่อเนื่องไปยังไตรมาส 4/66 จึงคาดกำไรสุทธิปี 66 จะอยู่ที่ 8,886 ล้านบาท ฟื้นตัวจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 11,088 ล้านบาท

ทำไม Starbucks ถึงมีลูกค้า เอาเงินมาฝากไว้ มากถึง 55,000,000,000 บาท /โดย ลงทุนเกิร์ล รู้ไหมว่า ปัจจุบัน Starbucks มีเงิ...
10/05/2023

ทำไม Starbucks ถึงมีลูกค้า เอาเงินมาฝากไว้ มากถึง 55,000,000,000 บาท /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้ไหมว่า ปัจจุบัน Starbucks มีเงินในบัตรสมาชิก รวมกันมากกว่า 55,200 ล้านบาท แถมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ เงินก้อนนี้ ยังเป็นเงินที่ทิ้งไว้ค่อนข้างนานแบบไม่ต้องรีบใช้อีกด้วย
ทำไมลูกค้าถึงยอมนำเงินมาเติมไว้ในบัตรสมาชิก Starbucks Rewards Card ไว้มากขนาดนี้ ?
แล้ว Starbucks ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้บ้าง ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
บัตรสมาชิก เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าลูกค้าทั่วไป
แน่นอนว่าบัตรสมาชิกของ Starbucks ก็มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์แบบนั้นเช่นกัน
จริง ๆ แล้ว ระบบสมาชิกของ Starbucks หรือชื่อทางการว่า “Starbucks Rewards Card” ถือเป็นหนึ่งในระบบสมาชิกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และกลายเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้ง
โดยในปี 2022 “Starbucks Rewards Card” มีจำนวนเงินที่ถูกเติมเอาไว้มากถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 55,200 ล้านบาท
ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2016 ที่เงินส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 38,500 ล้านบาท
แล้วอะไร ที่ทำให้ลูกค้าเติมเงินในบัตร Starbucks ทิ้งไว้
ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีผลตอบแทน เหมือนอย่างการนำเงินไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ย
อีกทั้งถ้าเติมเงินไปแล้ว ก็ไม่สามารถแลกคืนกลับเป็นเงินสดได้ด้วย
ต้องบอกก่อนว่า Starbucks กำหนดขั้นต่ำในการเติมเงินเพียง 100 บาท และสามารถเติมเงินให้พอดีกับการซื้อในแต่ละครั้งได้ แต่สมาชิกก็ยังยินดีที่จะเติมเงินเข้าไปสำรองไว้ในบัตรมากกว่าการซื้อในแต่ละครั้งอยู่ดี
เช่น หากเราอยากซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้ว ในราคา 130 บาท แทนที่จะควักเงินสด 130 จ่ายไปเลย หรือเติมเงินเข้าบัตร Starbucks เพียง 200 บาท
บ่อยครั้ง เรากลับเลือกที่จะเติมเงินเข้าบัตรเผื่อไว้ เป็นจำนวน 500 บาท หรือ 1,000 แทน..
สิ่งที่สนับสนุนให้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น คือ “การตลาด” และ “ระบบ” ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าที่จะจ่ายค่าเครื่องดื่มผ่านบัตรสมาชิก และเต็มใจที่จะเติมเงินก้อนใหญ่ฝากไว้ในบัตร ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบ Starbucks Rewards Card ที่ออกแบบให้ใช้งานง่าย
แม้การใช้จ่ายผ่านบัตร Starbucks จะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้จ่าย แต่ก็สามารถเติมเงินได้ไม่ยาก และไม่ได้กำหนดเงินขั้นต่ำในการเติมที่สูง จนยากต่อการตัดสินใจ
ซึ่งบัตรสมาชิกที่ว่านี้ ก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ในรูปแบบ Card จริง ๆ แต่ยังสามารถล็อกอินบัตรเข้าไปในแอปพลิเคชันบนมือถือ ที่สะดวกต่อการใช้จ่ายและจัดการบัตร รวมถึงสามารถสั่งออร์เดอร์เมนูต่าง ๆ ได้ในแอปด้วย ทั้งแบบดิลิเวอรี และแบบ Pick-up ที่ร้าน Starbucks
ที่สำคัญ แอปนี้ยังทำระบบรองรับการเพิ่มจำนวนบัตรได้หลาย ๆ ใบ แถมยังโอนเงินจากบัตรหนึ่งไปรวมกับอีกบัตรได้ คล้ายกับการโอนเงินต่างบัญชีของตัวเองผ่านแอปธนาคาร ซึ่งการทำแบบนี้มีส่วนทำให้ลูกค้ารู้สึกยืดหยุ่นในการใช้งาน
แต่แค่ใช้ง่ายก็คงยังไม่พอ ถ้าคุณจะเอาเงินไปฝากไว้กับใครสักคน เพื่อเก็บไว้ใช้ทีหลัง ก็คงต้องเลือกคนที่ไว้ใจและเชื่อใจมาก ๆ เช่นเดียวกันกับลูกค้า Starbucks
- มีความเชื่อมั่นในแบรนด์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Starbucks ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำในระดับโลก ด้วยภาพลักษณ์และ Brand Loyalty ทำให้ลูกค้าไว้วางใจที่จะฝากเงิน และทิ้งเงินก้อนไว้ในระบบ แม้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายในทันที
ซึ่ง Starbucks ก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้นไปอีก เช่น มีบริการอายัดบัตรผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ กรณีทำบัตรสมาชิก (ที่ลงทะเบียนไว้แล้ว) สูญหาย เหมือนกับบริการของธนาคารด้วย
- คิดว่าเงินที่เติมไป ถึงอย่างไรก็ได้ใช้อยู่ดี
อีกหนึ่งสาเหตุที่คนยอมเติมเงินค้างไว้ในบัตร นอกจากเครื่องดื่มและขนมที่ซื้อซ้ำ ๆ ได้ทุกวันแล้ว Starbucks ยังออกสินค้าใหม่ ๆ มาล่อตาล่อใจให้ซื้ออยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นแก้วทัมเบลอร์ แก้วมัค ที่ออกคอลเลกชันใหม่ถี่ยิบ มีรุ่นแรร์ออกมาให้ซื้อสะสม หรือจะเป็นของที่ระลึก ไปจนถึงเมล็ดกาแฟ ที่ชวนให้ได้ใช้เงินในบัตรอยู่บ่อย ๆ
ดังนั้น สมาชิกของ Starbucks หลาย ๆ คน จึงรู้สึกว่า
ไหน ๆ ก็ต้องใช้จ่ายอยู่แล้ว ตอนเติมเงินเข้าไป ก็เติมเผื่อ ๆ ไว้สำหรับใช้จ่ายในอนาคตทีเดียวไปเลย
- ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
Starbucks ใช้ระบบ Starbucks Rewards ที่ให้ลูกค้ารับดาวสะสม เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตร Starbucks Rewards Card เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้สมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น สมาชิก Gold Level สามารถรับเครื่องดื่มและขนมเค้กฟรีในเดือนเกิด
แล้ว Starbucks ได้ประโยชน์จากการเติมเงินทิ้งไว้ในบัตร ของลูกค้า มากแค่ไหน ?
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า เงินที่เติมเข้ามาในระบบ ไม่สามารถแลกกลับเป็นเงินสดได้ หมายความว่า จำนวนเงินกว่า 55,200 ล้านบาทนี้ ตกเป็นของ Starbucks อย่างแน่นอน เพียงแค่ “ได้รับเงินก่อน ให้ของทีหลัง”
หรือบางครั้ง Starbucks ก็ได้รับเงินส่วนนี้ไปฟรี ๆ เพราะลูกค้าไม่ได้ใช้ เช่น มีคนให้ Starbucks Gift Cards (บัตรของขวัญ) แล้วลืมใช้ หรือบางครั้งใช้ไปแล้ว แต่ยังเหลือเงินจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในบัตรแล้วไม่ได้ใช้ต่อ
ซึ่งเงินเหล่านี้เมื่อสะสมกันมากเข้า ก็กลายเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ที่ค้างอยู่ในระบบได้เช่นกัน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประโยชน์ที่ Starbucks จะได้รับคือ กระแสเงินสด หรือเงินก้อน ที่สามารถนำไปใช้บริหารกิจการ หรือต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น นำไปลงทุนในหุ้นกู้ โดยที่ Starbucks ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้า เพื่อเป็นผลตอบแทนใด ๆ เลย
และด้วยความที่มีลูกค้า นำเงินมาฝากไว้ด้วยมากขนาดนี้
จึงทำให้ Starbucks ได้รับอีกฉายาว่าเป็น ธนาคารที่ขายกาแฟ..

แมคโดนัลด์ วางขาย นักเก็ตไก่ ได้เพราะ Ray Dalio - BillionMoneyหลาย ๆ คนที่เคยไปกินอาหารที่ร้านแมคโดนัลด์ น่าจะเคยลองกินเ...
09/05/2023

แมคโดนัลด์ วางขาย นักเก็ตไก่ ได้เพราะ Ray Dalio - BillionMoney
หลาย ๆ คนที่เคยไปกินอาหารที่ร้านแมคโดนัลด์ น่าจะเคยลองกินเมนูยอดฮิตอย่าง Chicken McNuggets หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “นักเก็ตไก่”

แต่รู้หรือไม่ว่า เราอาจจะไม่ได้มีโอกาสได้กินนักเก็ตไก่เลย ถ้าไม่ใช่เพราะ Ray Dalio ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุด ที่มีส่วนทำให้แมคโดนัลด์สามารถวางขายเมนูนี้ได้สำเร็จ

Ray Dalio มีส่วนช่วยให้แมคโดนัลด์วางขายนักเก็ตไก่ได้ อย่างไร ?

BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1975 ตอนนั้น Ray Dalio เพิ่งก่อตั้งบริษัท Bridgewater Associates ขึ้นมาในห้องพักของเขา

ในช่วงแรก บริษัทดังกล่าวได้ให้บริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงกับองค์กรธุรกิจต่าง ๆ

หนึ่งในลูกค้าของเขาก็คือ แมคโดนัลด์ ที่ตอนนั้นต้องการขายสินค้าใหม่ ก็คือ นักเก็ตไก่

แต่ปัญหาก็คือ ในตอนนั้นราคาเนื้อไก่มีความผันผวนสูง จึงทำให้แมคโดนัลด์ไม่สามารถตั้งราคาขายนักเก็ตไก่ได้

ซึ่งโดยปกติแล้ว เวลาผู้ประกอบการเจอกับราคาต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนแบบนี้ หนึ่งในวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็คือ การเปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ ฟิวเจอร์ส

แล้ว สัญญาฟิวเจอร์ส คืออะไร ?

สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขาย ตกลงกำหนดราคาซื้อขายสินค้ากันล่วงหน้า ในราคาคงที่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วธุรกิจจะใช้สัญญาฟิวเจอร์ส เพื่อควบคุมไม่ให้ต้นทุนวัตถุดิบผันผวนมากจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ตลาดฟิวเจอร์สเนื้อไก่ในตอนนั้นยังไม่พัฒนามากพอ จึงยังทำให้ทางแมคโดนัลด์ไม่สามารถเปิดสัญญาฟิวเจอร์สเพื่อตรึงราคาเนื้อไก่ซึ่งเป็นวัตถุดิบได้

ด้วยเหตุนี้ Ray Dalio จึงเริ่มคิดหาวิธีปิดความเสี่ยงจากราคาเนื้อไก่ที่ผันผวน โดยการสืบหาสาเหตุที่ทำให้ราคาผันผวน

หลังจากนั้น เขาก็ค้นพบว่าสาเหตุที่ทำให้ราคาเนื้อไก่มีความผันผวนก็มาจากการที่อาหารไก่ ซึ่งก็คือข้าวโพด และกากถั่วเหลือง มีราคาที่ผันผวน จนทำให้ผู้เลี้ยงไก่ ต้องตั้งราคาขายไก่ตามการขึ้นลงของต้นทุนค่าอาหาร

Ray Dalio จึงเริ่มออกแบบกลยุทธ์การปิดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเนื้อไก่ให้แมคโดนัลด์

โดยการเดินทางไปหาบริษัทที่ผลิตเนื้อไก่ให้กับแมคโดนัลด์ และแนะนำให้ทางบริษัททำสัญญาฟิวเจอร์สข้าวโพด และกากถั่วเหลืองล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนการเลี้ยงไก่

ด้วยเหตุนี้เอง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริษัทผู้เลี้ยงไก่ก็สามารถกำหนดราคาขายเนื้อไก่ให้กับแมคโดนัลด์ได้คงที่

และเมื่อราคาเนื้อไก่คงที่แล้ว แมคโดนัลด์จึงสามารถตั้งราคาขายเมนู Chicken McNuggets ได้ และเริ่มออกวางขายในปี 1983 จนกลายมาเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของร้านในปัจจุบัน..

เปิดรายชื่อหุ้นเด่นที่เหมาะลงทุนเพื่อหาโอกาสขายทำกำไรกลางเดือนพ.ค.ในช่วงเดือนพ.ค.เป็นช่วงที่ประเทศไทยมี Event ขนาดใหญ่อย...
09/05/2023

เปิดรายชื่อหุ้นเด่นที่เหมาะลงทุน
เพื่อหาโอกาสขายทำกำไรกลางเดือนพ.ค.
ในช่วงเดือนพ.ค.เป็นช่วงที่ประเทศไทยมี Event ขนาดใหญ่อย่าง “เลือกตั้ง” ทำให้บรรยากาศในช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามในแวดวงตลาดทุน จะมีหุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุนกันบ้าง คอลัมน์ “โพยหุ้น” ประจำวันจันทร์ ได้มีเคล็ดลับการเทรดในช่วงเดือนนี้มาฝากนักลงทุนแล้ว
สะท้อนจากวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินหุ้นที่แนะนำถือครองและเก็งกำไรในเดือนพฤษภาคม โดยมองกรอบการแกว่งตัวของ SET ในเดือนพ.ค.ที่ระดับ 1,500-1,630 จุด ซึ่งระดับ 1,630 จุด ถือเป็นระดับดัชนี SET ที่เหมาะสมในกรณีดีสุด (Best case) ของเราใหม่
ทั้งนี้แนะนําถือครองหุ้นที่ได้เข้าสะสมมาก่อนหน้านี้ ที่บริเวณแนวรับ 1,580 จุด กับ 1,550 จุด เพื่อคาดหวังการ Take profit ในช่วงกลางเดือนพ.ค. หรืออย่างช้าหลังจากการเลือกตั้ง 1 สัปดาห์
โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนําถือครองยังคงได้แก่ กลุ่มภาคบริการของไทยที่ยังคงเห็น Demand แข็งแกร่ง ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ทนทานต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และมักอยู่ในธีม Election rally ในอดีต อย่างกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB) โรงพยาบาล (BH, BDMS) และค้าปลีก (CPALL, MAKRO, BJC)
ผสมผสานกับกลุ่มหุ้นที่มีธีมสนับสนุนในช่วง 1 เดือนข้างหน้า อย่างหุ้นที่คํานวณว่าจะถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 ได้แก่ TLI และ WHA สวนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเลือกตั้งที่อาจเป็นสีสันสําหรับการเก็งกําไรในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน มองไปยัง SC, SIRI, PR9 เป็นต้น
เห็นสัญญาณ BUY IN MAY

ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า โดยปกติเดือน พฤษภาคม ตลาดหุ้นไทยมักย่อตัว เช่นเดียวกับ คำกล่าว “Sell in May” แต่ปีนี้มีโอกาสแตกต่างออกไป และมีหลายปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ SET น่าสะสม หรือ Buy in May มากขึ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้
1.งบไตรมาส 1/66 มีแนวโน้มฟื้นตัวเด่น ผิดจากงบไตรมาส 4/65 ที่ต่ำสุดในรอบ 5 ไตรมาสจากการเข้าสู่การรายงานกำไรบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 1/66 เบื้องต้นมีการรายงานออกมาภาพรวมดีกว่าที่ตลาดคาดราว 15% รวมถึงฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกำไรไตรมาส 1/66 จากการทำ Earning Preview 1 ใน 3 ของ Market Cap ตลาดพบว่า กำไรไตรมาส 1/66 เติบโตถึง 79%จากไตรมาสก่อน และ 2.0%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
2.เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ในอดีตหุ้นมักปรับตัวขึ้น โดยนโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมืองหาเสียง ส่วนใหญ่เป็นการเน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมกับใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้จุดติดแบบจัดเต็ม อีกทั้งสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า SET Index มีแนวโน้มที่ดีในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งในอดีตก่อนการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ หุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.09% ด้วยความน่าจะเป็น 80% และหลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ มีโอกาสปรับตัวขึ้น 3.8% ด้วยความน่าจะเป็น 80% เช่นกัน พร้อมกับ Fund Flow ที่ไหลเข้ามาสนับสนุนเสมอ
3.แรงกดดันจากหุ้น DELTA ลดลง หลังเดือน เม.ย. 66 DELTA ย่อตัวลงมากว่า -36% จาก 114.2 บาท เหลือ 72.75บาท กดดัน Market Cap เหลือ 9 แสนล้านบาท (ลงมาเป็นอันดับ 2 รองจาก AOT) และราคาปัจจุบันเริ่มเข้าใกล้ราคาเป้าหมายที่ Consensus ประเมินไว้ที่ 55 – 79 บาท (เฉลี่ย 61 บาท)
และ 4. ปัจจุบัน SET Index อยู่ที่ 1500 ต้นๆ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาส 1/66 ที่ 1645 จุดพอสมควร ขณะที่แรงกดดันต่างๆ น้อยลงทั้งเรื่อง วิกฤตธนาคารโลก, การขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงในประเทศงบไตรมาส 1/66 มีโอกาสฟื้นเด่น และยังเป็นช่วง Election Rally
ดังนั้นทั้ง 4 ปัจจัยล้วนเป็นแรงหนุนให้ SET Index ในเดือน พ.ค. 66 น่าสะสมมากขึ้น พร้อมกับคาดหวัง Fund Flow กลับมาพยุงดัชนีอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงหลังวันเลือกตั้ง

ที่อยู่

เลขที่ 191 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 11, 12, 21 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
Bangkok
10500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trade stocksผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์