11/06/2026
📌
หลังซื้อบ้าน “ตรวจบ้านเอง หรือ เสียเงินจ้าง” ดี?
“ช่วงเวลาสุดท้าย” ที่อำนาจยังอยู่ในมือคนซื้อบ้าน
แบบไหนเหมาะกับเรากว่ากัน?
ก่อนเซ็นรับบ้าน หลายคนคิดว่า
เดินดูรอบๆ บ้านสักรอบ ก็น่าจะ
พอแล้ว
แต่จริงๆ แล้ว ปัญหาบางอย่าง
อาจซ่อนอยู่ในจุดที่เราไม่ทัน
สังเกต เพราะต่อให้บ้านจะเป็น
โครงการใหม่เอี่ยมแค่ไหน
ก็ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่าง
จะสมบูรณ์ 100 % ไม่ว่าจะเป็น
รอยร้าว งานสีเก็บไม่เรียบร้อย
แล้วแบบนี้ “ตรวจเอง” หรือ
“จ้างตรวจ” ดีกว่ากัน ?
#มาทำความเข้าใจก่อนทำไมต้องตรวจก่อนโอน
คำตอบ เพราะเมื่อเซ็นรับโอนบ้านแล้ว
โครงการจะถือว่า เรา “ยอมรับสภาพ”
บ้านในวันนั้น
ทำให้การเรียกร้องซ่อมหลังจากนั้น
ทำได้ยากกว่ามาก เพราะ ต้องอาศัย
หลักฐาน ทนายความ และกระบวน
การยาวนาน
แต่ ถ้าพบข้อบกพร่องก่อนการโอน
และจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
โครงการมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องซ่อม
ให้เสร็จก่อน หรือลงนามรับทราบว่า
จะซ่อมภายในกี่วัน
#แล้วตรวจอะไรบ้างแบ่งเป็น2โซน
โซนภายนอก
- 1. “ผนังภายนอก” มองหารอยแตกร้าว
โดยเฉพาะแนวทแยงจากมุมประตู
หน้าต่าง ซึ่งบ่งบอกว่าโครงสร้าง
อาจทรุด
- 2. “หลังคา” ตรวจจากพื้นดินด้วยกล้อง
หรือซูมโทรศัพท์ หากขึ้นได้ให้ดูรางน้ำ
กระเบื้อง และจุดต่อกับผนัง
- 3. “การระบายน้ำรอบบ้าน” พื้นดิน
รอบบ้านต้องลาดออกจากตัวบ้าน
ไม่ใช่ลาดเข้าหา ไม่เช่นนั้นน้ำจะขัง
และซึมเข้าฐานราก
- 4. “สีภายนอก” สีล่อนหรือพองแสดงว่า
ผิวผนังมีความชื้นหรืองานโป๊กผิวไม่ได้
คุณภาพ
- 5. “รั้ว ประตูรั้ว และพื้นที่รอบบ้าน”
ประตูรั้วเปิด-ปิดลื่น บานพับไม่ขึ้นสนิม
โซนภายใน แบ่งเป็น 3 ส่วน
- 1. “โครงสร้างและผิวงาน”
เช็กผนัง พื้น ฝ้า และประตูหน้าต่าง
ว่ามีรอยแตกร้าว พื้นยวบ กระเบื้อง
หลุดล่อน หรือเปิด-ปิดไม่สนิทหรือไม่
- 2. “ระบบน้ำและประปา” ทดสอบก๊อกน้ำ
ห้องน้ำ และท่อน้ำทิ้งทุกจุด ดูว่ามีน้ำรั่วซึม
ระบายน้ำช้า หรือแรงดันน้ำผิดปกติหรือไม่
- 3. “ระบบไฟฟ้า” ลองเปิด-ปิดไฟทุกดวง
ตรวจสวิตช์ เต้ารับ และตู้เมนไฟ ว่า
ทำงานได้ครบและปลอดภัย
ซึ่ง Red Flags ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
คือ รอยซึมที่ผนังห้องน้ำ, กระเบื้องที่เสียงโปร่ง
แนวประตูไม่ฉากทำให้ปิดไม่สนิท และระดับ
พื้นที่ไม่ได้ลาดเอียงสู่ท่อระบาย
#พอเป็นแบบนี้ควรจ้างหรือตรวจเองดี
ถ้าตอบตรงๆ สามารถ “ตรวจเองได้”
แต่การตรวจเองก็มีข้อจำกัดที่ชัดเจน
ทำให้เหมาะสำหรับการตรวจเบื้องต้น
เพราะถ้าหากเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจจะมีการใช้เครื่องมือหรือ
ความรู้เฉพาะด้าน
เช่น
เครื่องมือวัดความชื้น กล้องความร้อน
หรือ การประเมินโครงสร้าง
ทำให้การจ้างผู้เชี่ยวชาญ คุ้มค่า
สำหรับบ้านราคาหลักล้านขึ้นไป
โดยเฉพาะหากซื้อบ้างหลังแรก
เพราะค่าจ้างไม่กี่ “พันถึงหมื่นบาท”
แต่ช่วยหลีกเลี่ยงค่าซ่อมหลัก
หมื่นถึงแสนได้
และ ควรจ้างผู้ตรวจก่อนเซ็นรับโอน
เพราะอยู่ในช่วงที่โครงการยังรับ
ผิดชอบซ่อมแซมได้โอกาสนี้
มีครั้งเดียว
#แล้วมีวิธีการเลือกบริษัทตรวจบ้านยังไงบ้าง
- 1. มีรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อม
ภาพถ่ายประกอบครบถ้วน
- 2. ระบุชัดว่าสามารถอัปเดตผลได้กี่ครั้ง
หรือภายในกี่วันหลังรับรายงาน เพราะ
บางบริษัทให้ 1 ครั้งภายใน 7–14 วัน
- 3. ดูรีวิวจากลูกค้าจริง ทั้งบน Google,
Facebook และกลุ่มซื้อขายบ้าน เพื่อ
ประเมินความน่าเชื่อถือ
- 4. สังเกตวิธีสื่อสาร บริษัทที่ดีจะ
อธิบายปัญหาให้เข้าใจง่าย ไม่ใช้
ศัพท์เทคนิคเกินจำเป็น
- 5. มีทีมวิศวกรหรือผู้ตรวจจะต้องมี
ใบรับรองวิชาชีพ (วสท. หรือ กว.)
#แล้วราคาเป็นยังไงบ้าง
คำตอบ ราคาขึ้นอยู่กับขนาดบ้าน
ความซับซ้อน และเครื่องมือที่ใช้
โดย
1. “ทาวน์เฮาส์”
“3,000–5,000 บาท”
ไม่เกิน 120 ตร.ม.
2. “บ้านแฝด”
“4,000–7,000 บาท”
120–160 ตร.ม.
3. “บ้านเดี่ยวกลาง”
“7,000–12,000 บาท”
160–250 ตร.ม.
4. “บ้านเดี่ยวใหญ่”
“12,000–20,000+ บาท”
250 ตร.ม. ขึ้นไป
และถ้าบางบริษัทใช้
“กล้อง thermal อินฟราเรด”
ตรวจความชื้นในผนังโดย
ไม่ต้องเจาะ
และ “Moisture meter” วัดค่า
ความชื้นเป็นตัวเลข บริการเสริม
เหล่านี้
อาจบวกราคาเพิ่ม
“500-2,000 บาท” แต่
คุ้มค่ามากสำหรับบ้าน
ที่สงสัยเรื่องน้ำรั่ว
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่า
รายละเอียดในการตรวจบ้าน
มีเยอะกว่าที่คิด และตัดสินใจ
เลือกบริษัทรับตรวจบ้านไม่ได้
“ALL We Check” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย
สำหรับคนที่ต้องการความมั่นใจก่อน
รับโอนบ้าน
ด้วยทีมผู้ตรวจที่มีประสบการณ์
พร้อมอุปกรณ์ตรวจสอบเฉพาะทาง
ทั้ง “การวัดความชื้น ตรวจงานระบบ”
และ “จัดทำรายงานสรุปจุดบกพร่อง”
อย่างละเอียดจนส่งต่อให้ทางโครงการ
แก้ได้เลย
เพราะวันรับโอนบ้านมีเพียงครั้งเดียว
การตรวจให้ครบตั้งแต่วันแรก อาจช่วย
ให้ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และ
ความกังวลในระยะยาวได้มากกว่าที่คิด
ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมของ “ALL We Check”
ก่อนตัดสินใจใช้บริการได้ที่ > https://allwecheck.com/
#ตรวจรับบ้าน #ตรวจบ้านก่อนโอน