Map Property ศูนย์รวมซื้อขายบ้านมือสอง

Map Property ศูนย์รวมซื้อขายบ้านมือสอง ศูนย์รวมซื้อขายบ้านมือสอง รับฝาก ซื้อ ขาย บ้านมือสอง ในทำเลที่ท่านต้องการ
สนใจทรัพย์เพิ่มเติมคลิก : livinginsider.com/public_profile/1/DCIfjI.html

🏡  เป็นที่ทราบกันดีว่าหลักการสำคัญของการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ซื้อบ้านจากธนาคารว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ธนาคารจะพิจารณาจา...
24/07/2026

🏡 เป็นที่ทราบกันดีว่าหลักการสำคัญของการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ซื้อบ้านจากธนาคารว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น ธนาคารจะพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เป็นหลัก ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะรับผิดชอบชำระหนี้ไหวหรือไม่ โดยสิ่งที่จะมาเป็นข้อมูลช่วยให้วิเคราะห์ได้ก็คือรายได้จากการทำงาน และภาระหนี้ที่มีอยู่ เพราะถึงต่อให้มีรายได้มาก การงานมั่นคง แต่มีหนี้อื่นอยู่เป็นจำนวนมาก ก็อาจที่จะไม่สามารถขอกู้ซื้อบ้านผ่านได้ เพราะธนาคารจะประเมินว่าเรามีภาระหนี้มากเกินไป ด้วยเหตุนี้เองหลาย ๆ คนจึงเกิดความสงสัยว่า “หนี้นอกระบบ” มีผลต่อการพิจารณาขอกู้ซื้อบ้านจากธนาคารด้วยหรือไม่ ซึ่งบทความจะมาช่วยไขข้อข้องใจให้ทุกคนหายสงสัยกัน

___________________________________________

เป็นหนี้นอกระบบ ก็มีสิทธิ์กู้ซื้อบ้านผ่านได้

.

แม้ธนาคารจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านจากเหตุผลว่าผู้กู้มีรายได้น้อยเกินไปหรือมีหนี้มากเกินไปเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงนั้น “หนี้นอกระบบ” คือสิ่งที่ธนาคารตรวจสอบไม่ได้ว่าผู้กู้มีหนี้นอกระบบอยู่เท่าไร ถ้าหากผู้ขอกู้ไม่บอกกับทางธนาคาร ทั้งนี้ เพราะหนี้ที่ธนคารจะตรวจสอบได้จะมีแต่เฉพาะหนี้ในระบบ เช่นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ที่ดินที่เคยมีการขอกู้มาก่อน ตลอดจนหนี้บัตรเครดิต และพฤติกรรมการใช้จ่ายบัตรเครดิตของผู้ขอกู้ ดังนั้น เมื่อหนี้นอกระบบไม่ได้มีข้อมูลส่งไปยังสำนักงานเครดิตแห่งชาติให้ตรวจสอบได้ ธนาคารจึงไม่ได้เอาหนี้นอกระบบมาเป็นตัวคำนวณในการพิจารณาตัดสินการอนุมัติสินเชื่อกู้ซื้อบ้านนั่นเอง

___________________________________________

ถึงธนาคารให้กู้ผ่านได้ แต่ถ้าเป็นหนี้นอกระบบเราก็เสี่ยงผ่อนบ้านไม่ได้อยู่ดี

.

การที่ธนาคารไม่สามารถตรวจสอบหนี้นอกระบบของผู้ขอกู้ได้ ทำให้สามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อกู้ซื้อบ้านผ่านได้นั้น อาจไม่ใช่สาระสำคัญเท่าไรนัก เพราะผู้ขอกู้ต้องตระหนักไว้ให้ดีว่า ถ้ากู้ซื้อบ้านผ่านเราก็จะมีสถานะเป็นลูกหนี้ธนาคารอยู่ดี ซึ่งก็ต้องผ่อนชำระค่างวดให้ได้ตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งหากสุดท้ายแล้วถ้าผู้กู้ยังมีหนี้นอกระบบอยู่ ก็เท่ากับว่าในแต่ละเดือนจะต้องแบกภาระผ่อนหนี้ทั้งค่างวดหนี้นอกระบบและค่างวดผ่อนบ้าน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะผ่อนไม่ไหวและกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมากกว่าเดิม โดยผู้กู้อาจถูกธนาคารยึดบ้านไป ในขณะที่ก็ยังต้องตามใช้หนี้นอกระบบอยู่ไม่มีวันจบสิ้น



หนี้นอกระบบเป็นหนี้ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการขอกู้ซื้อบ้าน แต่มีผลต่อความสามารถในการผ่อนชำระค่างวดโดยตรง ซึ่งทางที่ดีที่สุดนั้น หากต้องการจะขอกู้ซื้อบ้านจริง ๆ ให้ปลอดภัยและเสี่ยงน้อยที่สุด ผู้ขอกู้ควรเคลียร์หนี้นอกระบบให้หมดเสียก่อน ซึ่งก็อาจจะวางแผนชะลอการขอกู้ซื้อบ้านออกไป และเข้าขอรับคำปรึกษากับธนาคาร ขอกู้เงินในระบบจากธนาคารมาเคลียร์หนี้นอกระบบให้หมด เพื่อให้เสียดอกเบี้ยกับธนาคารในระบบที่ถูกกว่าและปลอดภัยมากกว่า จากนั้นจึงค่อยวางแผนการเงินเพื่อที่จะขอกู้ซื้อบ้านในภายหลัง ซึ่งแน่นอนว่าก็สามารถปรึกษากับธนาคารเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกันได้

___________________________________________

🔷 แหล่งที่มาของบทความ จาก REIC


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

เวลาจะรีโนเวตบ้านหรือซ่อมบ้านก็ต้องเกิดเสียงดังใช่มั้ยคะ? ยิ่งถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์หรืออาคารพาณิชย์ที่ใช้ผนังร่วมกัน หรืออย...
23/07/2026

เวลาจะรีโนเวตบ้านหรือซ่อมบ้านก็ต้องเกิดเสียงดังใช่มั้ยคะ? ยิ่งถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์หรืออาคารพาณิชย์ที่ใช้ผนังร่วมกัน หรืออยู่ติดกัน ตอกทีนี่สั่นสะเทือนกันไปทั้งเเถบ เลยเกิดคำถามขึ้นว่า...เสียงดังแบบนี้มันผิดกฎหมายหรือเปล่า? ถือว่ารบกวนสิทธิส่วนบุคคลของบ้านอื่นหรือเปล่า? เรื่องนี้ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งผู้ที่กำลังคิดจะปรับปรุงบ้านและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้ด้วย

งั้นเราจะมาดูกรณีตัวอย่างกัน เเต่ว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้าน เป็นเรื่องของคนคนหนึ่งซึ่งเเถวบ้านเป็นแหล่งทำเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ สถานที่ก็จะเป็นตึกแถวติดกัน เเน่นอนว่าไม่ได้ทุกห้องที่จะทำเฟอร์นิเจอร์ เเละคนที่ไม่ได้ประกอบกิจการนี่เองที่เดือดร้อนจากเสียงเลื่อยไม้ หรือเสียงวิทยุที่คนงานเปิดไว้อย่างดัง เเบบนี้ถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่?

__________________________________________

ตามปกติแล้วกฎหมายบัญญัติไว้ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการหาความสุขสำราญเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย การประกอบอาชีพในการทำเฟอร์นิเจอร์ และการหาความบันเทิงด้วยการเปิดวิทยุเสียงดังนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ทุกคนจึงมีสิทธิในการประกอบอาชีพและเปิดวิทยุได้ตามอัธยาศัย

แต่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการละเมิดอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลให้สั่งห้ามและเรียกค่าเสียหายได้

__________________________________________

ถ้าหากพิจารณาดูแล้ว หากเป็นตึกแถวอาคารพาณิชย์ที่ไม่ใช่ตึกแถวที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ ถ้าการใช้เครื่องเลื่อยไม้หรือการเปิดเพลงเสียงดังและเป็นไปเพื่อการค้าตามปกติของอาคารพาณิชย์แห่งนั้น กฎหมายถือว่าเป็นการใช้สิทธิ แต่จะถือว่าเป็นการให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หรือเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้ผู้อยู่อาศัยข้างเคียงได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายคงไม่ใช่

__________________________________________

แล้วถ้าเสียงดังเช่นที่ว่านั้นไม่ได้เป็นเพื่อการค้าตามปกติของอาคารพาณิชย์แห่งนั้น เช่น เป็นเวลาที่ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดเพื่อพักผ่อนหลับนอนในยามค่ำคืน อย่างนี้จะถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยมิชอบ คนอยู่ในตึกแถวติดกันซึ่งเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลให้ศาลสั่งห้ามและเรียกค่าเสียหายได้

__________________________________________

ทีนี้กลับมาเรื่องซ่อมเเซมต่อเติมบ้านของเราบ้าง การซ่อมเเซมต่อเติมบ้านในเวลากลางวันนั้นสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย เเต่ในเวลากลางคืนเเน่นอนว่าไม่ควรทำ เเต่ถ้าเกิดมีฝุ่นละอองหรือสารเคมีแล้วไปโดนบ้านข้างเคียงเเบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายนะคะ ทางที่ดีถ้าอยู่ในโครงการบ้านจัดสรรก็ควรขออนุญาตทางโครงการให้เรียบร้อยก่อน แล้วเเจ้งให้เพื่อนบ้านรับรู้ หรือในทางที่ดีที่สุดเลยให้ขอใบอนุญาต (ก่อสร้าง-รื้อถอน-ต่อเติม-ดัดแปลง) จากเขต จะได้ไม่มีปัญหากันในภายหลัง

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก HOME


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

บ้านจัดสรร ทาสีบ้านต่างกับบ้านอื่นได้ไหมก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เจ้าของบ้านย่อมมีกรรมสิทธิ์ คือสิทธิเด็ดข...
22/07/2026

บ้านจัดสรร ทาสีบ้านต่างกับบ้านอื่นได้ไหม

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เจ้าของบ้านย่อมมีกรรมสิทธิ์ คือสิทธิเด็ดขาดที่จะทำอย่างไรกับทรัพย์สิน ซึ่งก็คือบ้านของตัวเองอย่างไรก็ได้ ตราบเท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น และภายในขอบเขตของกฎหมายที่กำหนดไว้

กรณีทาสีบ้านของเราเองนี้ แน่นอนว่าย่อมไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น แต่จะมีกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจห้ามไว้หรือไม่นั้น เราต้องไปศึกษาพร้อม ๆ กัน

__________________________________________

กฎหมายที่กำหนดอำนาจของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไว้ ได้แก่ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 48 ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้

“มาตรา 48 เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สาธารณูปโภค
(2) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการอยู่อาศัยและการจราจรภายในที่ดินจัดสรร
(3) เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก
(4) ยื่นคำร้องทุกข์หรือเป็นโจทก์ฟ้องแทนสมาชิกเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกจำนวนตั้งแต่สิบรายขึ้นไป
(5) จัดให้มีบริการสาธารณะเพื่อสวัสดิการของสมาชิก หรือจัดสรรเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสาธารณะประโยชน์
(6) ดำเนินการอื่นใดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ระเบียบของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง หรือข้อบังคับของคณะกรรมการที่ออกโดอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้
การดำเนินการตาม (1) (2) และ (5) จะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก”

จากกฎหมายข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า นิติบุคคลมีอำนาจเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น แต่ไม่มีกฎหมายส่วนใดเลยที่ให้อำนาจนิติบุคคลสามารถจำกัดสิทธิในการใช้กรรมสิทธิของเจ้าของบ้านได้

เพราะฉะนั้น กรณีของหมู่บ้านจัดสรร ผมสรุปได้ว่า นิติบุคคลไม่มีอำนาจห้ามลูกบ้านไม่ให้ทาสีใดสีหนึ่งได้ ถึงแม้จะออกข้อบังคับไว้ก็ตาม ก็เป็นข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไปละเมิดกรรมสิทธิ์ของลูกบ้าน โดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้

__________________________________________

ถ้าเป็นคอนโด ทาสีห้องคอนโดต่างจากห้องอื่นได้ไหม

โดยหลักทั่วไปแล้ว เราจะทาสีภายในห้องคอนโดอย่างไร ก็เป็นสิทธิของเจ้าของห้อง เนื่องจากมีกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาด ไม่ต่างไปจากกรณีของหมู่บ้านจัดสรร

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีทาสีภายนอกห้อง ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอก ถึงจะเป็นห้องของเราเอง แต่ก็มีกฎหมายกำหนดไว้ ว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของร่วมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ก็คือ พระราชบัญญัติอาคารชุดฯ มาตรา 48 (3) ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้

__________________________________________

“มาตรา 48 มติเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้ ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด

(1) การซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือรับการให้อสังหาริมทรัพย์ที่มีค่าภาระติดพันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง
(2) การจำหน่ายทรัพย์ส่วนกลางที่เป็นอสังหาริมทรัพย์
(3) การอนุญาตให้เจ้าของร่วมทำการก่อสร้าง ตกแต่ง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือต่อเติมห้องชุดของตนเองที่มีผลกระทบต่อทรัพย์ส่วนกลางหรือลักษณะภายนอกของอาคารชุดโดยค่าใช้จ่ายของผู้นั้นเอง
(4) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้หรือจัดการทรัพย์ส่วนกลาง
(5) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันในข้อบังคับตามมาตรา ๓๒ (๘)
(6) การก่อสร้างอันเป็นการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หรือปรับปรุงทรัพย์ส่วนกลาง
(7) การจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์ส่วนกลาง

ในกรณีที่เจ้าของร่วมเข้าประชุมมีคะแนนเสียงไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้เรียกประชุมใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันเรียกประชุมครั้งก่อน และมติเกี่ยวกับเรื่องที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งในการประชุมครั้งใหม่นี้ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด”

__________________________________________

สรุปได้ว่า ถ้าทาสีภายในห้องคอนโด ก็ทำได้อย่างอิสระ กฎหมายไม่ห้าม แต่ถ้าทาสีภายนอกที่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก ซึ่งส่งผลกระทบต่อลักษณะภายนอกของอาคารชุด "ทำไม่ได้" ต้องได้รับมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ผังเมือง คือ การกำหนดขอบเขตของพื้นที่ดินในประเทศให้เป็นสัดส่วน โดยมีนโยบายควบคุม เป็นกฎหมาย เป็นระเบียบอย่างชัดเจนว่าพื้...
21/07/2026

ผังเมือง คือ การกำหนดขอบเขตของพื้นที่ดินในประเทศให้เป็นสัดส่วน โดยมีนโยบายควบคุม เป็นกฎหมาย เป็นระเบียบอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ส่วนใดไว้สำหรับใช้ทำกิจกรรมใด ๆ ได้บ้าง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการอยู่อาศัย การทำธุรกิจและการรักษาสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทุกคนนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความรู้จักกับผังเมืองให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน โดยประโยชน์ของการเข้าใจผังเมืองต่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์นั้น มีดังต่อไปนี้

__________________________________________

1. ช่วยให้วางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในผังเมืองนั้นจะมีการกำหนดโซนที่ดินออกเป็นสีต่าง ๆ และแต่ละสีก็จะหมายถึงประเภทของที่ดินที่ใช้ประโยชน์ในเรื่องที่แตกต่างกัน เช่น โซนสีเป็นโซนที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัย โซนสีแดง เป็นโซนที่ดินสำหรับใช้พัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม โซนสีม่วง เป็นโซนที่ดินประเภทอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งการที่นักลงทุนเข้าใจผังเมือง ก็จะทำให้มองภาพออกว่าที่ดินตรงส่วนไหนบ้างที่มีโอกาสเติบโต ได้รับการพัฒนา และสามารถมีราคาสูงขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งถ้ามีความเข้าใจในผังเมือง ประกอบกับมีความเชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์ทำเลพื้นที่เป็นอย่างดีแล้ว ก็จะทำให้สามารถวางแผนการลงทุนในที่ดินให้ประสบความสำเร็จและทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ

__________________________________________

2. ช่วยให้เลือกที่ดินในการอยู่อาศัยได้อย่างเหมาะสม

ในมุมของนักลงทุนที่ต้องการที่ดินเพื่อที่จะพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและขายต่อทำกำไรนั้น การไม่รู้จักผังเมืองจะทำให้อาจเลือกซื้อที่ดินผิดประเภทที่ไม่สามารถสร้างที่อยู่อาศัยได้ตามที่การ หรืออาจเลือกซื้อที่ดินที่ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยได้มากนัก ทำให้เมื่อนำไปพัฒนาไปเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว ไม่น่าสนใจ ไม่ดึงดูดตอบโจทย์กับลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่สงบ มีคุณภาพ รายล้อมด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี ยกตัวอย่าง เช่น โซนสีเหลืองในผังเมือง หมายถึงที่ดินที่มีผู้อยู่อาศัยบางเบา จึงทำให้เมื่อนำไปพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว จะตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าที่ชอบความสงบ ไม่พลุกพล่านวุ่นวาย ในขณะที่โซนสีน้ำตาลในผังเมือง จะหมายถึงที่ดินที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่นมาก อยู่ติดเมืองชั้นใน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ก็มีพื้นที่น้อยที่ไม่เหมาะกับการสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบ และยังไม่เหมาะกับคนที่ชอบอยู่ในเมืองที่ผู้คนพลุกพล่านอีกด้วย เป็นต้น ดังนั้น หากนักลงทุนไม่เข้าใจความหมายของผังเมือง ก็จะทำให้ไม่สามารถเลือกซื้อที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์กับการพัฒนาที่อยู่อาศัย


__________________________________________

3. ช่วยให้ไม่ทำผิดกฎหมายผังเมือง

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าในการผังเมืองนั้นจะมีนโยบาย กฎหมาย ข้อบังคับ ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมใดบ้างที่สามารถดำเนินการได้ในพื้นที่แต่ละโซน เช่น โซนสีเหลืองที่เป็นที่อยู่อาศัยที่มีผู้คนบางเบา ก็จะมีแบ่งแยกไปอีกว่า บริเวณใดสามารถสร้างบ้านเดี่ยวได้ บริเวณใดสร้างทาวน์เฮาส์ได้ หรือบริเวณใดสร้างคอนโดได้ เป็นต้น ซึ่งหากนักลงทุนไม่ทราบในรายละเอียดข้อบังคับของการผังเมือง ก็อาจทำให้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไปอย่างผิดรูปแบบ ผิดกฎหมาย ซึ่งจะกลายมาเป็นปัญหาภายหลังที่เสี่ยงทำให้การลงทุนล้มเหลวและต้องสูญเสียเงินลงทุน โอกาส และเวลาอย่างมหาศาลได้

__________________________________________

ผู้คนจะอยู่ในบ้าน ในที่อยู่อาศัยของตัวเองได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น จุดเริ่มต้นก็มาจากการพัฒนาที่ดิน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างถูกต้องตามกฎผังเมือง ดังนั้น หากนักลงทุนไม่เข้าใจเรื่องผังเมืองแล้ว ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ยิ่งกับนักลงทุนที่มีเป้าหมายในการซื้อที่ดินเปล่าเพื่อนำมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อนั้น ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องผังเมืองเป็นอันดับแรกสุด เพราะถ้าเลือกที่ดินผิดประเภทก็เหมือนกับการติดกระดุมเม็ดแรกผิดพลาด ที่อาจส่งผลเสียตามมามากมายแบบที่ประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก REIC


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

การลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่านั้น ถือเป็นหนึ่งในความฝันของใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นหนทางสู่การมี Passive Income ที่เป็นรา...
20/07/2026

การลงทุนซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่านั้น ถือเป็นหนึ่งในความฝันของใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นหนทางสู่การมี Passive Income ที่เป็นรายได้เสริมไปตลอดชีวิต โดยไม่ต้องเหนื่อยลงแรง แต่ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงการลงทุนคอนโดแล้ว หลายคนมักโฟกัสกันไปที่คอนโดมือหนึ่งเป็นหลัก เพราะเชื่อว่า “ของใหม่” ย่อมดีกว่า “ของเก่า” แน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้จะเป็นคอนโดมือสอง แต่ก็น่าครอบครองเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าเช่นกัน โดยข้อดีของคอนโดมือสองที่โดดเด่นกว่ามือหนึ่งนั้น ได้แก่

__________________________________________

1. คอนโดมือสองราคาถูกกว่า ต่อรองราคาได้

ปัจจุบันคอนโดมือหนึ่งใหม่ ๆ ที่เปิดขายกันนั้น แม้จะเป็นในทำเลที่รู้สึกว่าไม่ได้กลางเมืองเท่าไร แต่ระดับราคาเปิดเริ่มต้นก็มักสูงเสียจนทำให้เกิดความลังเล ยิ่งหากเป็นทำเลดี ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งแทบจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะครอบครองได้ แต่สำหรับคอนโดมือสองนั้นจะมีราคาถูกกว่ามาก เพราะด้วยความเก่า หรือดีไซน์ที่ไม่ได้โดดเด่นทันสมัยมากนัก หรือในอีกกรณีหนึ่ง ก็เป็นคอนโดที่เจ้าของต้องการขายเพื่อนำเงินไปใช้อย่างเร่งด่วน จึงมีโอกาสที่จะต่อรองราคาได้อีก ดังนั้น หากวัตถุประสงค์หลักของเราคือการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า ไม่ได้เน้นที่การขายต่อในอนาคต การพิจารณาเลือกคอนโดมือสองก็อาจมีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะอย่างไรเสีย กลุ่มเป้าหมายเราก็เป็นกลุ่มต้องการห้องเช่า ไม่ได้ต้องการซื้อต่ออยู่แล้ว ดีไซน์หรือความใหม่จึงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา

__________________________________________

2. คอนโดมือสองตอบโจทย์เรื่องทำเลได้ดีกว่า

อย่างที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันคอนโดโครงการใหม่ ๆ นั้นมีเกิดขึ้นไปทั่วทุกหัวระแหง แต่พื้นที่ในการให้คอนโดสร้างขึ้นได้นั้นมีจำกัด ดังนั้น เราจึงเห็นว่าคอนโดใหม่ ๆ ให้ดีไซน์ล้ำสมัยแค่ไหน ก็มักไปมีทำเลที่ออกโซนชานเมืองกันเยอะมากกว่าทำเลในตัวเมือง ทั้งนี้ก็เพราะพื้นที่สำคัญ ๆ นั้นถูกจับจองด้วยคอนโดมือสอง หรือจริง ๆ ก็คืออดีตคอนโดมือหนึ่งไปหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง หากเรามีเป้าหมายชัดเจนว่า กลุ่มลูกค้าที่ต้องการปล่อยเช่า คือผู้คนในเมือง การจะหาคอนโดมือหนึ่งทำเลในเมืองที่ราคาย่อมเยานั้นจึงเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็นคอนโดมือสองล่ะก็ จะมีให้เลือกมากมาย ทุกที่ทุกทำเล และทุกระดับความหรูหราเลยทีเดียว ดังนั้น หากโฟกัสกันที่ทำเลที่อยากได้แล้วล่ะก็ การเลือกคอนโดมือสองจะมีโอกาสตอบโจทย์มากกว่า

__________________________________________

3. ได้เห็นสภาพห้อง สภาพแวดล้อมจริงทุกประการ

คอนโดมือหนึ่งไม่ใช่ทุกโครงการที่จะพร้อมอยู่ได้ทันที แต่มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นโครงการ Pre-Sale ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรายังไม่ได้เห็นของจริงเท่านั้น แต่เรายังไม่สามารถเริ่มทำรายได้จากการปล่อยเช่าได้ทันทีอีกด้วย ซึ่งประเด็นที่ไม่เห็นสภาพคอนโดจริง ๆ สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่โดยรวมจริง ๆ ก็อาจทำให้การคาดการณ์ในการปล่อยเช่าของเราผิดพลาดไปได้ ต่างจากคอนโดมือสอง ที่พร้อมอยู่ได้เลยทันที ทำรายได้ให้เราได้ทันที อีกทั้งห้องคอนโดยังอาจได้รับการรีโนเวทต่อเติมแบบครบเซ็ตกว่าที่คอนโดมือหนึ่งให้ได้เสียอีก ดังนั้น จึงทำให้เราสามารถประเมินสภาพแวดล้อมจริงได้ด้วยตาตัวเอง และไม่รู้สึกเสียดายภายหลังว่าไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้

__________________________________________

คอนโดมือสองที่หลาย ๆ คนมักมองข้ามนั้น แท้จริงก็มีข้อดีที่น่าสนใจสำหรับการซื้อลงทุนปล่อยเช่าเช่นกัน แต่ก็ต้องอาศัยการพิจารณาตรวจสอบและเลือกอย่างรอบคอบด้วย ซึ่งยิ่งเราใจเย็นได้มากเท่าไร พิถีพิถันในการใส่ใจเลือกมากแค่ไหน ก็มีโอกาสที่จะได้ทรัพย์ที่ดี ราคาย่อมเยา เอาไว้ใช้เป็นเครื่องผลิตรายได้แบบ Passive Income ได้ไม่ยาก

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก REIC


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องเสียภาษีไหม สำหรับเจ้าของบ้านที่มีรายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือคอนโ...
17/07/2026

รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องเสียภาษีไหม สำหรับเจ้าของบ้านที่มีรายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือคอนโด และถ้าต้องเสียภาษี จะมีวิธีคำนวณอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย

รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องเสียภาษีไหม?

รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องเสียภาษีไหม คำตอบคือ ต้องเสียภาษี ตามประมวลรัษฎากร รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 ผู้ให้เช่าทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปรวมคำนวณเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

__________________________________________

วิธีคำนวณภาษีจากค่าเช่าบ้าน

การคำนวณภาษีมี 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. รวมรายได้ค่าเช่าทั้งปี : นำค่าเช่าที่ได้รับทั้งหมดในรอบปีภาษีมารวมกัน เช่น ถ้าปล่อยเช่าเดือนละ 15,000 บาท รายได้ทั้งปีจะเท่ากับ 15,000 x 12 เดือน = 180,000 บาท

2. หักค่าใช้จ่าย : ผู้ให้เช่าสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี (เลือกเพียงวิธีเดียว):

– หักแบบเหมา 30% : วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพียงนำรายได้ค่าเช่าทั้งปีมาคูณ 30% จากตัวอย่าง 180,000 x 30% = 54,000 บาท

– หักตามจริง : เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 30% เช่น ค่าซ่อมแซม, ค่าส่วนกลาง หรือดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งต้องมีใบเสร็จและหลักฐานประกอบ

3. คำนวณเงินได้สุทธิ : นำรายได้ค่าเช่า (หลังหักค่าใช้จ่าย) ไปรวมกับรายได้ประเภทอื่น (ถ้ามี) จากนั้นหักด้วยค่าลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ประกันชีวิต หรือกองทุน SSF/RMF

สูตร : (เงินได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) = เงินได้สุทธิ

4. คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า : นำเงินได้สุทธิที่ได้ไปเทียบกับตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

__________________________________________

แนวทางลดภาระภาษีค่าเช่า

1. เงินได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ หากรายได้จากค่าเช่าเมื่อรวมกับรายได้อื่น และหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว เหลือเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี

2. ใช้สิทธิค่าลดหย่อนอย่างเต็มที่ การวางแผนซื้อประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, กองทุน SSF/RMF หรือใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่/บุตร จะช่วยให้เงินได้สุทธิลดลง และเสียภาษีน้อยลงได้

3. กรณีผู้เช่าเป็นนิติบุคคล (บริษัท) หากผู้เช่าเป็นบริษัท กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของค่าเช่าก่อนจ่ายเงินให้คุณ และนำส่งกรมสรรพากร คุณจะได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษี เพื่อหักออกจากยอดภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้

__________________________________________

รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องยื่น ภงด. อะไร?

– ภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) สำหรับรายได้ค่าเช่าที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี (มกราคม – มิถุนายน) ต้องยื่นภายในเดือนกันยายนของปีนั้น ๆ

– ภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.90) เป็นการสรุปรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี (รวมถึงค่าเช่า) และยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (การยื่นผ่านช่องทางออนไลน์มักจะขยายเวลาออกไปอีก โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากร)

ข้อควรระวัง รายได้ค่าเช่าไม่สามารถยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.91 ได้ เนื่องจาก ภ.ง.ด.91 สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

__________________________________________

การเตรียมตัวสำหรับยื่นภาษีค่าเช่าบ้าน

1. เก็บเอกสารให้ครบถ้วน จัดเก็บสัญญาเช่า, หลักฐานการรับเงิน, ใบเสร็จค่าใช้จ่าย (กรณีเลือกหักตามจริง) และหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)

2. วางแผนการหักค่าใช้จ่าย ประเมินล่วงหน้าว่าระหว่างหักเหมา 30% กับ หักตามจริง แบบไหนจะประหยัดภาษีได้มากกว่ากัน

3. ศึกษาค่าลดหย่อน สำรวจและใช้สิทธิค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่คุณมีสิทธิ เพื่อประโยชน์สูงสุด

4. อย่าลืมยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) การยื่นภาษีครึ่งปีเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย หากละเลยอาจมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้

__________________________________________

สรุป รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องเสียภาษีไหม รู้กฎหมายจ่ายภาษีค่าเช่าให้ถูกต้อง

รายได้จากค่าเช่าบ้านต้องเสียภาษีไหม โดยสรุป คือ ต้องเสียภาษี โดยถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 ที่ต้องนำไปคำนวณรวมกับรายได้อื่น ๆ และยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง (ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90) การทำความเข้าใจวิธีคำนวณ การเลือกหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และการใช้สิทธิลดหย่อนต่าง ๆ จะช่วยให้คุณเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง และเป็นการวางแผนการเงินที่ดีในระยะยาว

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

การตรวจรับมอบบ้านหรือคอนโดถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ซื้อจะต้องใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะชำระเงินค...
16/07/2026

การตรวจรับมอบบ้านหรือคอนโดถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ซื้อจะต้องใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะชำระเงินค่าบ้านหรือคอนโด ตราบเท่าที่เงินยังอยู่กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อมักจะมีอำนาจต่อรองให้ผู้ขายดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้ซื้ออาจยอมตรวจรับบ้านหรือคอนโด และชำระเงินไปแล้ว แต่กลับมาพบในภายในหลังว่าบ้านหรือคอนโดนั้นมีสภาพไม่ตรงกับโฆษณา ซึ่งจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ซื้อ เนื่องจากบ้านหรือคอนโดนั้นมีราคาสูง ทั้งชีวิตผู้ซื้อบางคนอาจจะซื้อได้เพียงครั้งเดียว และต้องผ่อนชำระไปอีกหลายสิบปี จึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

__________________________________________

ผลตามกฎหมายของโฆษณาขายบ้านจัดสรร-คอนโด

ก่อนที่จะเข้าใจถึงสิทธิของผู้ซื้อ จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า โฆษณามีผลผูกพันผู้พัฒนาโครงการตามกฎหมายอย่างไร

เริ่มต้นที่คอนโดซึ่งมีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะก่อน ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 6/1 วรรคสาม กำหนดให้โฆษณาหรือหนังสือชักชวนถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดด้วย ตามกฎหมายนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าโฆษณามีผลผูกพันผู้พัฒนาโครงการเป็นสัญญา จึงต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อตรงตามโฆษณาด้วย

สำหรับบ้านจัดสรร ยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้โฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาโดยเฉพาะ เหมือนคอนโด แต่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2544 วางหลักเกณฑ์ไว้ว่าการที่ผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างบ้านไม่เป็นไปตามแผ่นพับโฆษณาถือเป็นการผิดสัญญา ผู้ซื้อจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ ถือว่าศาลได้ยอมรับว่าโฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายบ้านเช่นกัน

__________________________________________

ผู้ซื้อที่ตรวจรับบ้านจัดสรรหรือคอนโดไปแล้วมีสิทธิอย่างไร

โดยปกติในสัญญาซื้อขายทั่วไป หากผู้ซื้อตรวจรับมอบสินค้าแล้ว ก็ต้องถือว่าหน้าที่ในการส่งมอบสินค้าของผู้ขายสิ้นสุดลง ผู้ซื้อจะมาปฏิเสธในภายหลังว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินไม่ครบถูกต้องไม่ได้ หากจะฟ้องร้องกันก็คงฟ้องร้องได้เฉพาะเรื่องความชำรุดบกพร่อง ซึ่งเป็นเรื่องความไม่สมบูรณ์ของสภาพสินค้าเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา

แต่ในเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนอยากจะหยิบยกขึ้นมาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษากัน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2539 ซึ่งศาลได้ตีความเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้ มีเนื้อหาโดยย่อตามข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________

“คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2539 การขายตามคำพรรณนาคือการขายที่ผู้ซื้อไม่ได้เห็นหรือตรวจตราทรัพย์สินที่ขาย แต่ตกลงซื้อโดยเชื่อถึงคำบรรยายถึงลักษณะรูปพรรณสัณฐานและคุณภาพของทรัพย์สินนั้นตามที่ผู้ขายบอกหรือบรรยายไว้และแม้บางกรณีผู้ซื้อจะได้เห็นทรัพย์สินนั้นแล้วแต่หากยากแก่การที่จะตรวจตราถึงคุณภาพได้และผู้ซื้อตกลงซื้อโดยอาศัยคำบรรยายของผู้ขายเป็นหลักก็เป็นการขายตามคำพรรณนาเช่นกัน”

__________________________________________

“จำเลยโฆษณาเสนอขายที่ดินในโครงการของจำเลยโดยมีหนังสือชี้ชวนและแผนผังแสดงที่ตั้งโครงการรวมทั้งการแบ่งแยกที่ดินแปลงย่อย โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทเพราะเชื่อตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงได้ระบุไว้ในสัญญาว่าที่ดินที่ซื้อขายกันนั้นปรากฏตามแผนผังที่ดินท้ายสัญญาที่ได้ทำเครื่องหมายไว้โดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา จึงถือได้ว่าเป็นการขายตามพรรณนา”

__________________________________________

“เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงแผนผังของโครงการโดยย้ายทางเข้าออกมาไว้ทางด้านตะวันออกทำให้อยู่ห่างจากที่ดินแปลงของโจทก์ถึง 1,200 เมตร ย้ายศูนย์กีฬาและศูนย์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ ไปอยู่ห่างออกไปถึง 1,700 เมตร จึงไม่ตรงตามคำพรรณนา”

__________________________________________

“จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญามิได้เป็นเรื่องที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินให้โจทก์ตรงตามสัญญา แต่เกิดชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินดังกล่าวจะนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 474 มาใช้บังคับมิได้”

__________________________________________

จากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ศาลฎีกาตีความว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถึงแม้ผู้ซื้อจะได้เห็นทรัพย์สินแล้วแต่ยากที่จะตรวจตราถึงคุณภาพได้ก็ถือเป็นการขายตามคำพรรณา (การขายประเภทหนึ่งตามกฎหมาย ที่ผู้ขายพรรณารายละเอียดของสินค้าที่จะขายให้ผู้ซื้อทราบ ผู้ซื้อเชื่อและซื้อสินค้าโดยไม่ได้เห็นตัวสินค้านั้นก่อน) ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้ตรงกับที่พรรณา (โฆษณาไว้) หากส่งมอบไม่ตรง ถึงแม้จะมีการรับมอบไปแล้ว ผู้ซื้อก็ยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

อย่างไรก็ตาม ตามคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เป็นกรณีที่การตรวจคุณภาพทรัพย์สินนั้นเป็นการยากเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ทรัพย์สินที่ส่งมอบนั้นสามารถเห็นได้โดยง่ายว่าไม่ตรงตามสัญญา หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าผู้ซื้อตรวจรับมอบบ้านหรือคอนโดมาทั้งที่เห็นได้โดยง่ายแล้วว่าไม่ตรงตามที่โฆษณา หรือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ซื้อเอง เช่นนี้ ผู้ซื้อย่อมไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ครับ

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

“ต้องเสียค่าเช่าอยู่แล้ว สู้ซื้อคอนโดอยู่เองไปเลยดีกว่า” นี่คือหนึ่งในความเห็นยอดฮิตสำหรับหลาย ๆ คนที่กำลังจะหาคอนโดเช่า...
15/07/2026

“ต้องเสียค่าเช่าอยู่แล้ว สู้ซื้อคอนโดอยู่เองไปเลยดีกว่า” นี่คือหนึ่งในความเห็นยอดฮิตสำหรับหลาย ๆ คนที่กำลังจะหาคอนโดเช่าอยู่ หรือไม่ก็เช่าอยู่แล้วแต่รู้สึกว่าการเช่าอยู่นั้นเป็นการลงทุนที่ว่างเปล่า เพราะสุดท้ายคอนโดนั้นก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดี ทั้งนี้ แม้การลงทุนซื้อคอนโดจะทำให้เราได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริงเราก็ต้องประเมินก่อนด้วยว่า เราพร้อมที่จะซื้อคอนโดหรือไม่ เพราะในการซื้อคอนโดหนึ่งห้องนั้น มีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบไม่น้อยเลย ดังต่อไปนี้

___________________________________________

1. เงินจองและค่าทำสัญญา

ถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนแรก ๆ ที่ต้องเตรียมไว้เลยหลังจากที่เราเลือกห้องคอนโดที่ถูกใจได้แล้ว ก็ต้องทำการจองก่อนเพื่อการันตีว่าจะได้ห้องที่หมายตาเอาไว้ แล้วหลังจากนั้นถ้าตกลงจริง ๆ ไม่เปลี่ยนใจ ก็จะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายกับทางโครงการ ซึ่งค่าใช้จ่ายใน 2 ส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับทางโครงการเป็นคนกำหนด แต่โดยรวมแล้วเราก็ต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยหลักหมื่นแน่นอน

___________________________________________

2. เงินดาวน์

เงินดาวน์คอนโด หมายถึง เงินที่ผู้ซื้อจะต้องชำระล่วงหน้าบางส่วน เพื่อแสดงเจตจำนงค์เป็นการยืนยันว่าจะซื้อคอนโด ซึ่งโดยมากจะเรียกเก็บเป็น % จากราคาคอนโด ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการซื้อคอนโดราคาห้องละ 3 ล้านบาท หากกำหนดเงินดาวน์อยู่ที่ 15% ก็จะต้องชำระเงินส่วนนี้ทั้งสิ้น 450,000 บาท ซึ่งก็สามารถผ่อนดาวน์ได้เป็นงวด ๆ เช่นกัน ตามที่โครงการกำหนด

___________________________________________

3. ค่าใช้จ่ายวันโอน

ถือเป็นเงินอีกก้อนที่จำเป็นต้องจ่ายก่อนจะเข้าอยู่ในคอนโดนั้น ๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายในวันโอนนั้นจะประกอบไปด้วย ค่าโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาประเมินโครงการ ค่าจดจำนอง 1% ของมูลค่าคอนโด รวมถึงยังมีค่าอากรแสตมป์อีก 0.5% ของราคาซื้อขาย เบ็ดเสร็จแล้วก็ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ไม่น้อย ซึ่งปัจจุบันก็จะมีส่วนลดจากมาตรการรัฐอยู่ รวมถึงหลาย ๆ โครงการก็จะมีโปรโมชั่นในการช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ด้วย เราจึงต้องคำนวณให้ดีเพื่อให้ไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชีวิต

___________________________________________

4. ค่าผ่อนรายเดือน

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการจองทำสัญญาและโอนซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ที่เราต้องเสียในการซื้อคอนโดก็คือ “ค่าผ่อน” ที่เหมือนกันกับ “ค่าเช่า” เลย โดยต้องผ่อนตามระยะสัญญาที่ตกลงไว้ ซึ่งหากเราเทียบค่าเช่ากับค่าผ่อนเองจริง ๆ แล้วก็จะพบว่า ค่าผ่อนคอนโดเองนั้น สูงกว่าค่าเช่าอยู่ไม่น้อยเลย ประมาณการง่าย ๆ ของค่าผ่อนที่เอาไว้ประกอบการตัดสินใจ คือ ล้านละ 7,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่า หากซื้อคอนโดหลังละ 2 ล้านบาท ก็จะต้องเสียค่าผ่อนอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาท นั่นเอง

___________________________________________

5. ค่าส่วนกลางคอนโด

หลาย ๆ คนบอกว่าข้อดีของการอยู่คอนโดคือมีส่วนกลางที่ครบครัน ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องสมุด Co-Working Space ฯลฯ แต่ทั้งนี้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ต้องแลกมาด้วย “ค่าใช้จ่าย” เช่นกัน นั่นก็คือ ค่าส่วนกลาง ซึ่งยิ่งส่วนกลางดีมากเท่าไร ก็ต้องจ่ายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสำหรับการซื้อคอนโด เราอาจได้รับโปรโมชั่นฟรีส่วนกลางใน 1-2 ปีแรก จึงรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นปัญหา แต่พออยู่ ๆ ไปจนหมดโปรโมชั่น การที่ไม่ได้เตรียมวางแผนค่าใช้จ่ายตรงนี้ไว้ก่อน ก็จะทำให้เกิดเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนักขึ้นได้ ซึ่งตามหลักทั่วไปแล้วค่าส่วนกลางคอนโดจะคิดตามพื้นที่ห้อง และจ่ายเป็นรายปี เช่น ถ้ากำหนดค่าส่วนกลางไว้ที่ตารางเมตรละ 20 บาท ห้องมีขนาด 30 ตารางเมตร ก็จะเท่ากับ 600 บาทต่อเดือน เก็บเป็นก้อนทีละปี จะเท่ากับ 12 x 600 เป็นเงินทั้งสิ้น 7,200 บาทต่อปี

___________________________________________

6. ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต

ไม่ว่าจะเช่าอยู่ หรือซื้อคอนโดอยู่เอง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็ยังไม่ได้หายไปไหน เรายังจำเป็นต้องเก็บเอามาคิดคำนวณเพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทั้งหมดด้วย เพื่อให้สามารถประมาณการได้อย่างสมเหตุสมผลจริง ๆ ว่าเราสามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้หรือไม่ ถ้าจะเปลี่ยนจากการเช่าอยู่มาเป็นซื้อคอนโออยู่แทน

___________________________________________

7. ค่าตกแต่งต่อเติม

จริงอยู่ที่ปัจจุบันเราเห็นคอนโดเปิดขายแบบฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฟรีแอร์ แบบพร้อมอยู่กันเต็มไปหมด แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วนั้น เมื่อเป็นการซื้อคอนโดของตัวเองเพื่ออยู่เอง เรามักจะมีความคิดในการตกแต่ง ต่อเติมห้องคอนโดของเราให้น่าอยู่มากที่สุดในแบบที่เราต้องการ นั่นเองจึงเป็นสาเหตุให้ต้องเตรียมเงินเอาไว้อีกก้อนหนึ่งสำหรับรองรับความต้องการตกแต่งส่วนตัวเอาไว้ด้วย หรือในมุมของคอนโดพร้อมอยู่ ที่ฟรีเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ นั้น บางทีก็ไม่ได้ครบครันทั้งหมด มีให้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น จึงทำให้ไม่ว่าอย่างไร ก็เลี่ยงที่จะต้องเสียงบประมาณตรงส่วนนี้ได้ยาก

___________________________________________

การจะเป็นเจ้าของคอนโดสักห้องนั้น จริง ๆ แล้วมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่มากมายที่หลาย ๆ คนอาจมองข้ามไป ทั้งค่าใช้จ่ายก่อนการอยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายระหว่างอยู่อาศัย ตลอดจนอยู่ ๆ ไปแล้ว ก็มีโอกาสที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกจากการชำรุดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น บางทีการเช่าอยู่ก็อาจตอบโจทย์มากกว่าการซื้อคอนโดอยู่เอง ซึ่งคนที่จะตอบได้อย่างชัดเจนที่สุดว่าเช่าหรือซื้อคอนโดอยู่เองดีกว่ากันนั้น ก็คือตัวเราเองที่จะต้องประเมินสถานะทางการเงินให้ดี ว่าเราพร้อมหรือไม่ที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กำลังรอเราอยู่ เพื่อแลกกับการได้เป็นเจ้าของที่แท้จริง

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก REIC


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

สิ่งที่หลายคนมักปวดหัวเมื่อพูดถึงเรื่องบ้านเช่า คือตอนที่หาคนเช่าและตอนคนเช่าย้ายออก เพราะเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะ...
14/07/2026

สิ่งที่หลายคนมักปวดหัวเมื่อพูดถึงเรื่องบ้านเช่า คือตอนที่หาคนเช่าและตอนคนเช่าย้ายออก เพราะเจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรวจสอบจากตรงไหนก่อนดี บางคนสำรวจไม่ถี่ถ้วน ไม่ละเอียดพอ ทำให้มาเจอจุดที่ต้องซ่อมแซมในภายหลัง จะไปปรับคนเช่าย้อนหลังก็ไม่ได้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ่อมเอง มานั่งเสียดายทีหลัง จะขออธิบายถึงรายการเช็คลิสต์ที่ต้องเช็คก่อนจ่ายเงินค่ามัดจำคืน ดังนี้

__________________________________________

ทำไมต้องทำเช็คลิสต์เพื่อตรวจสอบก่อนคนเช่าย้ายออก?

เพราะเจ้าของบ้านหลายรายมักพลาดเวลาต้องตรวจรับบ้านเมื่อผู้เช่าย้ายออก ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเอง ซึ่งการทำเช็คลิสต์สำหรับการตรวจสอบจะช่วยให้ง่ายและสามารถลำดับความสำคัญในการตรวจรับบ้านได้ง่ายขึ้น ไม่พลาดทุกจุดสำคัญที่ต้องตรวจ และยุติธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายเพราะมีการระบุเอาไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

__________________________________________

อะไรคือ เซ็คลิสต์ตรวจรับบ้าน ?

คือรายการสำหรับตรวจสอบความเรียบร้อยและความเสียหายก่อนผู้เช่าย้ายออกจากบ้านเช่า เพื่อให้เจ้าของบ้านลำดับความสำคัญของการตรวจสอบได้ถูกต้อง ซึ่งควรแนบไปกับสัญญาเช่าเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า เมื่อถึงเวลาที่ย้ายออก เจ้าของบ้านจะตรวจอะไรบ้าง และหากมีข้อใดที่ไม่เรียบร้อย สามารถหักออกจากค่ามัดจำเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันเอาไว้ ทั้งนี้เจ้าของบ้านแต่ละคนสามารถออกแบบเช็คลิสต์ที่ต่างกันออกไปได้ ตามแต่จะเห็นว่าประเด็นใดสำคัญ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างเช็คลิสต์ที่สำคัญๆไว้ดังนี้

__________________________________________

1. โทรแจ้งล่วงหน้า 3-5 วัน เพื่อให้เจ้าของมาตรวจบ้านและคืนเงินค่ามัดจำบ้าน

2. ทำความสะอาดและคืนบ้านในสภาพเดิม เหมือนตอนวันแรกที่ส่งบ้านให้ผู้เช่า (รวมถึงเรื่องการทาสีบ้านให้เป็นสีเดิมเหมือนวันแรกที่เข้าอยู่)

3. ผนัง พื้น เพดาน ต้องไม่มีรอยขีดข่วน หรือ รอยขีดเขียนใดๆ

4. ขนย้ายทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เช่าออกจากบ้านจนหมด ไม่เหลือของใดๆให้เจ้าของบ้านต้องขนย้ายออกไปเอง

5. ไม่มีขยะหรือสิ่งปฏิกูลทิ้งไว้ในบ้าน

6. หากมีพื้นที่นอกบ้าน ต้องสะอาดเรียบร้อย จัดระเบียบให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด

7. หากมีต้นไม้อยู่ด้านนอกของบ้าน ต้องได้รับการดูแล ตกแต่งให้เรียบร้อย

8. อุปกรณ์ใดที่เจ้าของบ้านจัดไว้ให้ ต้องอยู่ในสภาพเดิม ไม่ชำรุดเสียหาย และยังสามารถใช้ได้ เช่น เครื่องครัว, เครื่องใช้ไฟฟ้า (เจ้าของต้องทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกตัวที่จัดไว้ให้) และคืนในจำนวนที่ครบถ้วน ไม่สูญหาย

9. ประตู หน้าต่าง อยู่ในสภาพใช้การได้ สามารถปิด-เปิดได้ปกติ ไม่ชำรุดเสียหาย

10. อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟอยู่ในสภาพใช้งานได้ ไฟทุกดวงจะต้องเปิด-ปิดปกติ และไม่มีการถอดหลอดไฟออกไป

11. ก๊อกน้ำและระบบประปาใช้งานปกติ ไม่รั่วซึม อยู่ในสภาพเหมือนตอนเข้าอยู่วันแรก

12. ห้องครัว : สามารถใช้งานได้ปกติ เคาท์เตอร์และตู้ในครัวอยู่ในสภาพสะอาดเรียบร้อย

13. ห้องน้ำ : สุขภัณฑ์สามารถใช้งานได้ปกติ ไม่ชำรุดเสียหาย

14. อุปกรณ์อื่นๆที่เจ้าของติดตั้งให้นอกเหนือจากในรายการ ต้องอยู่ในสภาพปกติ และไม่มีการถอดออกไป เช่น ปั๊มน้ำ, ไฟสำรองฉุกเฉิน, เครื่องตรวจจับควันไฟ เป็นต้น

15. คืนกุญแจ (และรีโมทประตูบ้าน ถ้ามี) ครบถ้วนทุกดอก
__________________________________________

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเช็คลิสต์เบื้องต้นที่เจ้าของบ้านพึงมี แต่ทั้งนี้สำหรับค่าปรับหรือการหักเงินค่ามัดจำ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพบ้าน นอกจากนี้เจ้าของบ้านต้องนึกถึงความเหมาะสมของการหักค่ามัดจำด้วย เพราะทรัพย์สินอย่างอย่างเสียหายเนื่องจากความเสื่อมโทรมตามกาลเวลา หรืออายุการใช้งานนาน ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากตัวผู้เช่าทำให้เสียหาย ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ผู้เช่าต้องแจ้งให้เจ้าของบ้านรับทราบทุกครั้งที่มีทรัพย์สินหรืออุปกรณ์เสียหายภายในบ้าน เช่น หลังคารั่ว, สายไฟขาด, ปลวกขึ้น เพื่อให้เจ้าของบ้านเข้ามาแก้ปัญหาได้ในตอนนั้นทันที ไม่ปล่อยให้ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ต้องคืนบ้าน นั่นเท่ากับว่า "ผู้เช่าละเลย เพิกเฉย ไม่ใส่ใจที่จะดูแลรักษาบ้าน"

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก REIC


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ที่อยู่

200/177 ซอยคู้บอน 27 แยก 10 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
Bangkok
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Map Property ศูนย์รวมซื้อขายบ้านมือสอง โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์