BOQ Estimate SYL รับถอดแบบปริมาณวัสดุก่อสร้าง BOQ บ้าน คอนโด โรงงานและอื่นๆ

🏗️ หน้างานก่อสร้าง 1 วัน QS ต้องดูอะไรบ้าง?หลายคนคิดว่า QS มีหน้าที่แค่ทำ BOQ และตรวจราคาแต่ในความเป็นจริง “หน้างาน” คือ...
07/09/2026

🏗️ หน้างานก่อสร้าง 1 วัน QS ต้องดูอะไรบ้าง?

หลายคนคิดว่า QS มีหน้าที่แค่ทำ BOQ และตรวจราคา
แต่ในความเป็นจริง “หน้างาน” คือข้อมูลสำคัญที่ QS ต้องเข้าใจ

🔎 สิ่งที่ QS ควรตรวจในหน้างาน

1️⃣ Progress งาน
งานที่ทำจริงตรงกับแผนงานหรือไม่?

2️⃣ Quantity
ปริมาณงานที่ทำจริงตรงกับ BOQ หรือไม่?

3️⃣ Material
วัสดุที่ใช้ตรงตาม Specification และปริมาณที่กำหนดหรือไม่?

4️⃣ Variation / Change Order
มีงานเพิ่ม งานลด หรือการเปลี่ยนแปลงจากแบบหรือไม่?

5️⃣ Quality
งานที่ทำสามารถวัดและรับรองผลงานได้หรือไม่?

6️⃣ Cost Impact
การเปลี่ยนแปลงหน้างานมีผลต่อต้นทุนโครงการเท่าไร?

7️⃣ Documentation
มีรูปถ่าย รายงานตรวจงาน และเอกสารประกอบครบถ้วนหรือไม่?

💡 หัวใจของ QS ที่ดี ไม่ใช่แค่ “คำนวณเก่ง” แต่ต้อง “เข้าใจงานจริง”

เพราะตัวเลขใน Excel อาจดูถูกต้อง
แต่ถ้าไม่ตรงกับ **หน้างานจริง**
ตัวเลขนั้นก็ไม่มีความหมาย

📌 *BOQ → Site → Measurement → Cost → Control*

#งานก่อสร้าง #งานหน้างาน #ประมาณราคาก่อสร้าง

06/09/2026

🏗️ โครงสร้างอาร์ช (Arch Structures) — ตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา

โครงสร้างอาร์ชรับน้ำหนักโดยหลักผ่าน แรงอัด (Compression) โดยถ่ายแรงไปตามแนวโค้งของอาร์ชเข้าสู่จุดรองรับทั้งสองด้าน

เพื่อให้โครงสร้างสามารถรับน้ำหนักและทำงานได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ ได้แก่

รูปทรงและเรขาคณิตของอาร์ช (Geometry)
กำลังและคุณสมบัติของวัสดุ (Material Strength)
จุดต่อและรายละเอียดการเชื่อมต่อ (Connections)
ฐานราก (Foundations)
เสถียรภาพด้านข้างของโครงสร้าง (Lateral Stability)

ทั้งหมดนี้มีความสำคัญต่อ ความมั่นคง ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักของโครงสร้าง อย่างเหมาะสมตามหลักวิศวกรรม

#สะพาน
#สะพาน
#ก่อสร้าง
#ช่าง
#วิศวกร
#งานก่อสร้าง


05/09/2026

🏗️ ปัญหาของการควบคุมคุณภาพคอนกรีตที่ “ช้าเกินไป”

กว่าผลทดสอบลูกปูนคอนกรีตอายุ 28 วันจะกลับมา อาคารอีก 3 ชั้นก็เทคอนกรีตไปแล้ว

หากคอนกรีตมีกำลังอัดต่ำ สิ่งที่คุณกำลังเผชิญไม่ใช่เพียง “ปัญหาผลทดสอบ”
แต่คือ “ปัญหาด้านโครงสร้าง”

อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่อง จังหวะเวลาในการควบคุมคุณภาพ

โดยทั่วไปเรากำหนดให้ กำลังอัดคอนกรีตที่อายุ 28 วัน (28-day compressive strength) เป็นเกณฑ์ในการยอมรับงาน

เราทำการเทคอนกรีตในวันจันทร์ → รอผลทดสอบ → ได้ผลในเดือนถัดไป

แต่ระหว่างนั้น ตามแผนงานก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่ เราอาจก่อสร้างไปไกลแล้วหลายขั้นตอน

นี่ไม่ใช่การควบคุมคุณภาพ แต่เป็นการตรวจสอบปัญหาหลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว (Post-mortem)

📊 แล้วผลทดสอบกำลังอัดที่ 7 วันบอกอะไรเรา?

สำหรับคอนกรีตที่ใช้ OPC (Ordinary Portland Cement) ผลกำลังอัดที่อายุ 7 วัน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 65–75% ของกำลังอัดที่อายุ 28 วัน

ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย และสามารถใช้เป็น ตัวชี้วัดเบื้องต้น (Early Indicator) ได้

หากผลทดสอบ 7 วันเป็นไปตามแนวโน้มที่คาดไว้ → ช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าสามารถเดินหน้างานต่อได้

แต่หากผลทดสอบ 7 วันต่ำกว่าที่ควรจะเป็น → เรายังมีเวลาอีกประมาณ 21 วัน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ เช่น

ตรวจสอบ Mix Design
ตรวจสอบ Batching Records
ตรวจสอบวิธีการบ่มคอนกรีต (Curing)
ตรวจสอบกระบวนการเก็บและบ่มลูกปูน
ตรวจสอบขั้นตอนการหล่อ Cube
ตรวจสอบคุณภาพวัสดุและกระบวนการผลิตคอนกรีต

ก่อนที่ผลทดสอบ 28 วันจะกลายเป็น Non-Conformance อย่างเป็นทางการ ในขณะที่โครงสร้างอาจก่อสร้างสูงขึ้นไปอีกหลายชั้นแล้ว

ช่วงเวลา 21 วันนี้มีความสำคัญอย่างมาก

🧪 สิ่งที่ Specification หลายฉบับมักมองข้าม: การพัฒนากำลังของคอนกรีต

คอนกรีต ไม่ได้หยุดพัฒนากำลังเมื่อครบ 28 วัน

ปฏิกิริยา Hydration ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซีเมนต์ทำปฏิกิริยากับน้ำและก่อตัวเป็น C-S-H Gel (Calcium Silicate Hydrate) สามารถดำเนินต่อไปได้อีกหลายเดือนหรือหลายปี ตราบใดที่ยังมีความชื้นเพียงพอ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคอนกรีตที่ใช้ Blended Cement เช่น

PPC (Portland Pozzolana Cement)
PSC (Portland Slag Cement)
GGBS (Ground Granulated Blast-furnace Slag)

อาจมีค่ากำลังอัดที่ 28 วันดูไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคอนกรีตที่ใช้ OPC แต่สามารถ พัฒนากำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ดังนั้น การตัดสิน ยอมรับหรือปฏิเสธคอนกรีต Blended Cement โดยพิจารณาเฉพาะผลทดสอบ 28 วัน โดยไม่เข้าใจแนวโน้มการพัฒนากำลังในระยะยาว อาจถือเป็น ข้อผิดพลาดในการกำหนด Specification

🔎 Practical Protocol แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

→ ทดสอบกำลังอัดที่ 3 วัน, 7 วัน และ 28 วัน
ไม่ใช่เฉพาะ 28 วัน

→ กำหนดเกณฑ์กำลังอัดที่ 7 วัน ไว้ตั้งแต่ขั้นตอน Mix Design Brief

→ กำหนด Action Threshold
หากผล 7 วันต่ำกว่า X% ของค่ากำลังอัดเป้าหมาย ให้เริ่มตรวจสอบทันที

→ สำหรับ Blended Cement
ควรพิจารณาการทดสอบที่ 56 วัน หรือ 90 วัน เพิ่มเติมในเกณฑ์การยอมรับงาน

🎯 สรุป

28-Day Strength ยังคงเป็น Milestone สำคัญสำหรับการยอมรับงานตามสัญญา

แต่ 7-Day Strength เปรียบเสมือน ระบบ Early Warning สำหรับการควบคุมคุณภาพหน้างาน

การมองผล 7 วันเป็นเพียงข้อมูลประกอบที่ “มีหรือไม่มีก็ได้” แทนที่จะใช้เป็นจุดตรวจสอบคุณภาพที่สำคัญ ถือเป็นหนึ่งในช่องว่างที่พบได้บ่อยในการบริหารคุณภาพงานก่อสร้าง

Quality Control ควรบอกเราว่า “กำลังจะไปทางไหน” ไม่ใช่บอกแค่ว่า “ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น”

#ก่อสร้าง
#คอนกรีต
#ช่าง
#ช่างก่อสร้าง
#วิศวกร
#ออกแบบ

🏗️ ทำไมราคาก่อสร้างถึงบานปลาย?6 สาเหตุที่เจ้าของโครงการต้องรู้ก่อนเริ่มงานหลายโครงการเริ่มต้นด้วยงบประมาณที่กำหนดไว้ แต่...
04/09/2026

🏗️ ทำไมราคาก่อสร้างถึงบานปลาย?
6 สาเหตุที่เจ้าของโครงการต้องรู้ก่อนเริ่มงาน

หลายโครงการเริ่มต้นด้วยงบประมาณที่กำหนดไว้ แต่เมื่อก่อสร้างจริงกลับพบว่า *ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ* จนงบประมาณไม่เป็นไปตามแผน

สาเหตุหลัก ๆ มักมาจาก 👇

1️⃣ Scope of Work ไม่ชัดเจน
ขอบเขตงานไม่ละเอียด ทำให้เกิดงานเพิ่มระหว่างก่อสร้าง

2️⃣ แบบก่อสร้างไม่ครบหรือมีการแก้ไข
เมื่อแบบมีการเปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลต่อ Quantity และ Cost

3️⃣ BOQ ไม่ครอบคลุมงานทั้งหมด
หากถอดปริมาณไม่ครบ อาจทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้

4️⃣ วัสดุมีการเปลี่ยนแปลงราคา
ราคาวัสดุก่อสร้างอาจผันผวน โดยเฉพาะเหล็ก ปูน งานอลูมิเนียม และวัสดุตกแต่ง

5️⃣ งานเพิ่ม–งานเปลี่ยน (Variation Order)
รายละเอียดที่ไม่ได้อยู่ใน Scope เดิม สามารถเพิ่มต้นทุนโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ

6️⃣ ไม่มี Cost Control ที่ดี
หากไม่มีการติดตาม Budget, Commitment และ Actual Cost อย่างต่อเนื่อง จะควบคุมงบประมาณได้ยาก

💡 หัวใจสำคัญของการควบคุมต้นทุน

> “ควบคุมต้นทุนตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง ดีกว่ารอแก้ไขเมื่อค่าใช้จ่ายบานปลาย”

การทำ **BOQ + Cost Estimate + Tender Comparison + Cost Control** อย่างเป็นระบบ ช่วยให้เจ้าของโครงการเห็นต้นทุนที่แท้จริงและวางแผนงบประมาณได้แม่นยำมากขึ้น

#งานก่อสร้าง #ประมาณราคาก่อสร้าง #ถอดแบบ

03/09/2026

การละลายของธารน้ำแข็งและการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม...

#ภูเขา
#เนปาล



03/09/2026

เหตุน้ำท่วมและดินโคลนถล่มรุนแรงในเนปาล เกิดจากปัจจัยสำคัญทางธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (Climate Change) ร่วมกับปัจจัยทางภูมิประเทศดังนี้:

1.ดินและหินขนาดใหญ่ถล่มลงมาจากเทือกเขา (Massive Mountain Landslide): เกิดเหตุหิน มวลหิมะ และดินพังทลายถล่มลงมาจากแนวเทือกเขาสูงในพื้นที่ ซึ่งแรงสั่นสะเทือนจากการถล่มรุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหว มวลหินและโคลนเหล่านี้พัดพากวาดเอาธารน้ำแข็งและกั้นลำน้ำธรรมชาติ

2.น้ำทะลักจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก (Glacial Lake Outburst Flood - GLOF): มวลโคลนและหินที่ถล่มลงมา รวมถึงการละลายของธารน้ำแข็งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้เขื่อนธรรมชาติและทะเลสาบธารน้ำแข็งบนเขาสูงแตกทะลักลงมา เกิดเป็นมวลน้ำป่าผสมดินโคลนขนาดใหญ่ (คล้ายคลื่นสึนามิโคลน) ไหลทะลักลงสู่ลำน้ำเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

3.ชั้นดินขั้วโลก/หิมะละลาย (Permafrost Thawing): อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ชั้นดินแข็งและน้ำแข็งที่เคยยึดหน้าผาและหินตามเทือกเขาหิมาลัยเกิดการละลาย ละลายความเสถียรของหน้าดิน จนทำให้เกิดดินและหินถล่มขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต

#น้ำท่วม #เนปาล #น้ำป่า
#น้ำท่วมเนปาล #เนปาล #ภัยพิบัติเนปาล #น้ำป่าไหลหลาก #ดินโคลนถล่ม #ธารน้ำแข็งละลาย #สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง #โลกร้อน #ภัยพิบัติทางธรรมชาติ #ข่าวด่วน #ส่งกำลังใจให้เนปาล

📌 CONSTRUCTION INSURANCE: ประกันภัยงานก่อสร้าง สิ่งใดช่วยคุ้มครองโครงการเมื่อเกิดปัญหา?การทำประกันภัยในโครงการก่อสร้าง ไ...
03/09/2026

📌 CONSTRUCTION INSURANCE: ประกันภัยงานก่อสร้าง สิ่งใดช่วยคุ้มครองโครงการเมื่อเกิดปัญหา?

การทำประกันภัยในโครงการก่อสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามข้อกำหนดในสัญญา แต่คือ "การโอนย้ายความเสี่ยงทางการเงิน" หากเกิดอุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิดขึ้นในไซต์งาน มาทำความรู้จักประกันภัยหลัก 4 ประเภทที่คนทำงานก่อสร้างต้องรู้กันค่ะ!

🛡️ 4 ประกันภัยหลักในงานก่อสร้าง

1️⃣ CAR (Contractors All Risks) - ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของผู้รับเหมา

คุ้มครองอะไร: เน้นคุ้มครองตัว "ผลงานก่อสร้าง" รวมวัสดุ งานชั่วคราว ทรัพย์สินในไซต์ รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (TPL)

ตัวอย่าง: เกิดเหตุเพลิงไหม้เสียหายหลายชั้นในอาคารที่กำลังก่อสร้าง

จุดสำคัญ: คุ้มครองความสูญเสียทางกายภาพ/ตัวสิ่งก่อสร้าง มีข้อยกเว้นและวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์

2️⃣ EAR (Er****on All Risks) - ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดระหว่างการติดตั้ง

คุ้มครองอะไร: เน้นงาน "ติดตั้ง/ประกอบ" เครื่องจักร ระบบโรงงาน อุปกรณ์ และการทดสอบเดินเครื่อง (Commissioning)

ตัวอย่าง: เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่เกิดความเสียหายระหว่างการติดตั้งหรือทดสอบระบบ

จุดสำคัญ: คุ้มครองตั้งแต่เครื่องจักรมาถึงไซต์ จนถึงขั้นตอนการทดสอบเดินเครื่องเสร็จสิ้น

3️⃣ CPE / CPM (Contractor’s Plant & Machinery) - ประกันภัยเครื่องจักรและอุปกรณ์ของผู้รับเหมา

คุ้มครองอะไร: ทรัพย์สินที่เป็น "เครื่องจักรกลหนัก" ของผู้รับเหมาเอง (เช่น รถเครน, รถขุด, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า)

ตัวอย่าง: รถเครนล้อยางของผู้รับเหมาพลิกคว่ำหรือเสียหายฉับพลันในไซต์งาน

จุดสำคัญ: คุ้มครองทั้งขณะทำงาน พักการทำงาน หรือระหว่างการขนส่ง (รวมอุบัติเหตุ โจรกรรม ไฟไหม้)

4️⃣ DSU / ALOP (Delay in Start-Up / Advance Loss of Profits) - ประกันภัยความล่าช้าในการเริ่มต้นดำเนินงาน

คุ้มครองอะไร: ผลกระทบ "ทางการเงิน" เช่น การสูญเสียรายได้ กำไร หรือค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ที่เกิดจากโครงการล่าช้าเพราะเหตุเสียหายทางกายภาพ

ตัวอย่าง: ไซต์งานเกิดอุบัติเหตุจนเปิดใช้งานล่าช้าไป 6 เดือน ทำให้เจ้าของโครงการสูญเสียรายได้ค่าเช่า

จุดสำคัญ: จะเคลมได้ก็ต่อเมื่อความล่าช้านั้นเกิดจากอุบัติเหตุที่ CAR หรือ EAR คุ้มครองเท่านั้น (ไม่คุ้มครองการล่าช้าตามปกติ)

💡 วิธีจำง่ายๆ (The Easiest Way to Remember):

🏗️ CAR ➔ คุ้มครอง "ตัวงานก่อสร้าง" (Works)

⚙️ EAR ➔ คุ้มครอง "งานติดตั้งระบบ/เครื่องจักร" (Installation)

🚜 CPE/CPM ➔ คุ้มครอง "เครื่องจักรของผู้รับเหมา" (Plant/Equipment)

📈 DSU/ALOP ➔ คุ้มครอง "ความเสียหายทางการเงินจากงานล่าช้า" (Financial Loss)

🔄 ขั้นตอนการรับมือเมื่อเกิดเหตุและการเคลม (Risk & Claim Flow):

Incident Occurs: เกิดเหตุการณ์/อุบัติเหตุ

Notify & Document: แจ้งบริษัทประกันทันทีและรวบรวมหลักฐานเอกสาร

Loss Assessment: ประเมินมูลค่าความเสียหาย

Claim Decision: พิจารณาอนุมัติค่าสินไหมทดแทน

Project Recovers: โครงการได้รับการฟื้นฟูและดำเนินงานต่อ

⚠️ Remember: ประกันไม่ได้ขจัดความเสี่ยงให้หมดไป แต่ช่วย "โอนย้ายภาระทางการเงิน" จากความเสี่ยงนั้นให้ประกันดูแล!

#งานก่อสร้าง #บริหารงานก่อสร้าง #ประกันภัยงานก่อสร้าง #วิศวกรรมก่อสร้าง

ขายค่ะ สนใจติดต่อได้เลยค่ะ
03/09/2026

ขายค่ะ สนใจติดต่อได้เลยค่ะ

รับถอดแบบนะคะ
03/09/2026

รับถอดแบบนะคะ

📐 รับถอดแบบปริมาณวัสดุ และจัดทำ BOQ (Bill of Quantities) งานก่อสร้าง

โดยวิศวกรโยธาที่มีประสบการณ์ด้านบริหารต้นทุนและประมาณราคางานก่อสร้างในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศมากกว่า 6 ปี พร้อมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (กว.)

🔹 บริการของเรา

✅ ถอดแบบปริมาณวัสดุจากแบบก่อสร้าง
✅ จัดทำ BOQ ตามมาตรฐานงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
✅ คำนวณปริมาณงานตามหลักวิศวกรรม
✅ จัดทำไฟล์ BOQ ในรูปแบบ Excel พร้อมใช้งาน
✅ ใช้วิเคราะห์ต้นทุน ประเมินงบประมาณ และเปรียบเทียบราคาผู้รับเหมาได้

🏠 บ้านพักอาศัย และอาคารขนาดเล็ก–กลาง

💰 ค่าบริการจัดทำ BOQ (มาตรฐานงานก่อสร้างจริง)

• บ้านเดี่ยว พื้นที่ 100–150 ตร.ม. : 4,000–5,000 บาท
• บ้านเดี่ยว พื้นที่ 200–300 ตร.ม. : 6,000 บาท
• บ้านเดี่ยว พื้นที่ 300–400 ตร.ม. : 9,000–10,000 บาท
• บ้านเดี่ยว พื้นที่มากกว่า 500 ตร.ม. : สอบถามเพิ่มเติม
• ทาวน์เฮ้าส์ 2–3 ชั้น : 6,000–10,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบอาคาร)

✨ วิเคราะห์ต้นทุนอย่างเป็นระบบ
✨ ช่วยควบคุมงบประมาณก่อนก่อสร้าง
✨ เหมาะสำหรับเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบ

🏢 อาคารขนาดใหญ่ (มากกว่า 1,000 ตร.ม.)

เช่น โรงงาน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม และโครงการขนาดใหญ่

💰 ค่าบริการเริ่มต้น 8 บาท/ตร.ม.

✨ วิเคราะห์ต้นทุนอย่างละเอียด
✨ รองรับงานที่มีความซับซ้อนสูง
✨ เหมาะสำหรับงานประกวดราคาและงานควบคุมต้นทุนโครงการ

📌 ราคาสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความยากง่าย รายละเอียดของแบบ และขอบเขตงาน

🔎 ขั้นตอนการให้บริการ

1️⃣ พูดคุยรายละเอียดงาน
เช่น ต้องการทราบต้นทุนก่อสร้าง, จัดทำราคากลาง, เสนอราคางานก่อสร้าง หรือใช้ประกอบการยื่นสินเชื่อ

2️⃣ ส่งแบบเพื่อประเมินราคา
รองรับไฟล์ .PDF / .DWG / .JPEG และไฟล์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

3️⃣ ชำระเงินมัดจำ 30%
ก่อนเริ่มดำเนินงาน

4️⃣ เริ่มดำเนินงาน
ถอดแบบ คำนวณปริมาณงาน และจัดทำ BOQ

5️⃣ ส่งมอบงาน
📂 ไฟล์ BOQ ในรูปแบบ Excel
⏱ ภายใน 5–7 วัน (ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของโครงการ)
🔁 แก้ไขงานได้ 1 ครั้ง

6️⃣ อนุมัติงานและชำระเงินส่วนที่เหลือ 70%

💬 ยินดีให้คำปรึกษาและประเมินราคาเบื้องต้นฟรี
📩 ส่งแบบเข้ามาเพื่อประเมินราคาได้เลย

#รับถอดแบบBOQ

#ประมาณราคาก่อสร้าง
#สร้างบ้าน
#ผู้รับเหมา
#วิศวกรโยธา


้าน
#รับทำBOQ
#ถอดแบบก่อสร้าง
#ราคาก่อสร้าง


📌 CONTRACT MANAGEMENT vs CONTRACT ADMINISTRATION แตกต่างกันอย่างไร? เรื่องที่มืออาชีพด้านงานก่อสร้างต้องรู้!🔷 1. การบริห...
03/09/2026

📌 CONTRACT MANAGEMENT vs CONTRACT ADMINISTRATION แตกต่างกันอย่างไร? เรื่องที่มืออาชีพด้านงานก่อสร้างต้องรู้!

🔷 1. การบริหารสัญญา (CONTRACT MANAGEMENT) focus ที่ "กลยุทธ์ และภาพรวมเชิงพาณิชย์"

🎯 ความเป็นผู้นำ: มุ่งเน้นการวางกลยุทธ์และผลประโยชน์เชิงพาณิชย์

⏳ ช่วงเวลา: เริ่มต้น ก่อน การมอบหมายสัญญา (Pre-award)

📋 หน้าที่หลัก:

- พัฒนากลยุทธ์ของสัญญา
- เป็นผู้นำในการเจรจาต่อรองเชิงพาณิชย์
- ระบุ จัดสรร และบริหารความเสี่ยงของโครงการ (Project Risks)
- ผลักดันและทำการตัดสินใจในเชิงพาณิชย์
- บริหารข้อเรียกร้อง (Claims) ข้อพิจารณาพิพาท และการเจรจา
- เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์และผลลัพธ์สูงสุดให้โครงการ
- กำกับดูแลกลยุทธ์การปิดสัญญา (Closeout Strategy)

🔶 2. การจัดการสัญญา (CONTRACT ADMINISTRATION) focus ที่ "การปฏิบัติการ และขั้นตอนตามข้อตกลง"

⚙️ ความเป็นผู้นำ: มุ่งเน้นการดำเนินงานเชิงปฏิบัติการให้เป็นไปตามสัญญา

⏳ ช่วงเวลา: เริ่มต้น หลัง การมอบหมายสัญญาแล้ว (Post-award)

📋 หน้าที่หลัก:

- จัดการเอกสารและการดำเนินงานตามสัญญาที่ลงนามแล้ว
- ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนของสัญญา
- ดูแลและรับประกันการปฏิบัติตามสัญญาอย่างถูกต้อง
- ประมวลผลหนังสือแจ้งเตือน งานเปลี่ยนแปลง (Variations) และการขยายเวลา (EOTs)
- จัดเก็บและรักษาระบบบันทึกสัญญา เอกสารโต้ตอบต่างๆ
- ควบคุมให้พันธะสัญญาทั้งหมดได้รับการปฏิบัติตามครบถ้วน
- ประสานงานจัดทำเอกสารขั้นสุดท้ายและการปิดสัญญา (Closeout)

💡 สรุป :

Contract Management = วางแผน เจรจา จัดการความเสี่ยง และมองภาพรวมทางการเงิน (ก่อนและภาพรวมสัญญา)

Contract Administration = ลงมือทำตามขั้นตอน ดูแลเอกสาร การเปลี่ยนแปลง และควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามสัญญา (หลังเซ็นสัญญา)

#งานก่อสร้าง #บริหารงานก่อสร้าง #บริหารสัญญา #สัญญาก่อสร้าง #วิศวกรรมก่อสร้าง #คุมงานก่อสร้าง

ที่อยู่

กรุงเทพ
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ BOQ Estimate SYL โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์