ที่ว่างว่าง Tee Wangwang

ที่ว่างว่าง Tee Wangwang "ที่ว่างว่าง" จะไม่ว่างอีกต่อไป วิเคราะห์อสังหาเชิงลึก เพิ่มมูลค่าทุกตารางวาที่ว่างๆ

S QUARTER – ธุรกิจใหม่ของพี่สิบหมื่นเมื่อวันที่แนวถนน ช.2 หายไปจากร่างผังเมืองใหม่ โครงการจะยังไปต่อหรือพอแค่นี้ !?หากพู...
03/09/2026

S QUARTER – ธุรกิจใหม่ของพี่สิบหมื่น
เมื่อวันที่แนวถนน ช.2 หายไปจากร่างผังเมืองใหม่
โครงการจะยังไปต่อหรือพอแค่นี้ !?
หากพูดถึงธุรกิจที่กำลังมาแรงในปีนี้
หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น Sport club นั่นเอง

หลายๆคนหันมาลงทุนในธุรกิจนี้กันเยอะ
เรียกได้ว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เป็นปีทองเลยแหละ
จำนวนคนที่หันมาออกกำลังกาย ยึดหลัก longevity
กันมากขึ้น และกีฬาสุดฮิตอย่าง tennis, pickleball
ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น จนแทบหาจองคอร์ทไม่ได้

และแน่นอน SANSIRI เองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ซึ่งได้เปิดตัว S QUARTER ซึ่งเป็น active lifestyle
ในโซนอย่างกรุงเทพกรีฑา ที่เป็นแหล่งรวมบ้านหรู
(แปะโลเคชั่นไว้ให้ในคอมเมนต์นะ)
ถือเป็นมูฟที่น่าสนใจในปีนี้เลยทีเดียว
สำหรับการแตกไลน์ new business ของพี่สิบหมื่น
ที่เพิ่มการลงทุนในส่วนของ recurring income มากขึ้น

แต่ แต่ แต่.. นี่เป็นการประกาศเปิดตัวธุรกิจนี้ก่อนที่
ร่างผังเมืองใหม่กทม. ปรับปรุงครั้งที่ 4 ฉบับล่าสุด
จะประกาศออกมา ซึ่งมีแก้ไขเรื่องแนวถนนตัดใหม่
คำถามต่อไป – แล้วมันสำคัญตรงไหน ?
มันเกี่ยวยังไงกับโครงการ S QUARTER ?

มาดูคำตอบไปพร้อมๆกัน
ที่ดินแปลงนี้ แน่นอนว่าเจ้าของคือแสนสิริ
ซึ่งก่อนหน้านี้เลย แปลงนี้ถูกเช่าใช้เป็นแคมป์คนงาน
ซึ่งรองรับจากการก่อสร้างโครงการต่างๆของแสนสิริ
ในคอมมูนิตี้กรุงเทพกรีฑา บนถนนเส้นเดียวกันนี่แหละ
โดยในปัจจุบันได้มีการเคลียร์ที่และกำลังก่อสร้าง
โครงสร้าง S QUARTER (กำลังลงเสาเข็มแล้ว ไวมาก)
พื้นที่ของโครงการนี้ ถ้ากดดูจากในระวางแดง
จะเป็นที่แปลงใหญ่ถึง 31 ไร่เลยนะ แต่เห็นจากสื่อ
บางเจ้าก็บอกว่า ที่ดินแค่ 24 ไร่ อันนี้ไม่แน่ใจตัวเลข
ว่าอาจจะแบ่งทำบางส่วน หรือไม่ทำทั้งแปลงเลยมั้ย?
--------------------------------------------------------------

คำถามคือ ที่ดินแปลงใหญ่ตั้ง เกือบ 30 ไร่
ทำไมแสนสิริไม่ทำโครงการ ทั้งๆที่ตั้งอยู่ในโซนบ้านหรู
รวมถึงค่าที่ดิน และราคาขายบ้านโซนนี้ก็คงไม่ใช่ถูกๆ
ทำไมมาทำเป็น active lifestyle หรือ sport club แทน

คำตอบคือที่ดินแปลงนี้ อยู่ในแนวถนนตัดใหม่นั่นเอง
หรือที่ชาว dev เรียกติดปากกันว่า ถนน ช.2 นั่นแหละ
ซึ่งแนวถนนเส้นนี้ มีความกว้างถึง 60 เมตรเลยทีเดียว
ที่จะตัดผ่าน เพื่อเชื่อมถนนหลายๆสายเข้าด้วยกัน
แนวถนนเส้นนี้อยู่มานาน ตั้งแต่ผังเมืองกทม.ปี 56
จนถึงร่างผังเมืองกรุงเทพที่ประกาศกันผ่านๆมาก็ยังอยู่
เลยเป็นปัญหากับ dev แนวราบในโซนกรุงเทพกรีฑา

จากที่ดิน 30 ไร่ พอโดนแนวถนนเส้นนี้ตัดผ่าน เรียกได้ว่า
พื้นที่ที่เหลือทำโครงการจริงอาจจะน้อยกว่าที่รับได้
หรือไม่คุ้มค่าที่จะทำโครงการ ณ เวลานั้น ลองนึกภาพตาม
ว่ามีถนนที่กว้าง 60 เมตร ตัดผ่านหน้าแปลงที่ดิน
(ทางเพจไม่ได้มีตัวเลขเป๊ะๆ แต่เดี๋ยวแปะแนวถนนไว้ให้
ลองไปดราฟต์ตามกันได้ ว่าระยะ 60 เมตร ในแนวนั้น
กว้างแค่ไหน และโดนแปลงไหนไปเท่าไหร่กันบ้าง)
ซึ่งถามว่าในทางหลักการ แบบนี้ทำอะไรได้ไหม
คำตอบคือ ได้ แต่ในพื้นที่ที่แนวถนนตัดผ่านนั้น
จะไม่สามารถขออนุญาตสร้าง หรือใช้ประโยชน์ได้
อย่างโครงการบ้านจัดสรรเนี่ย ตัดไปเลย การที่จะมี
ตัวบ้านตั้งอยู่ในแนวถนน แทบเป็นไปไม่ได้ หรือ
อาจจะเคยเห็นบางเจ้าสร้างได้ อาจจะสงสัยกัน
แต่แลกมาด้วยการที่ต้องแบกรับความเสี่ยงในอนาคต
วิธีการส่วนใหญ่คือ ถ้าแนวถนนตัดใหม่เนี่ย
พาดผ่านในแปลงที่ดินที่จะทำโครงการ
จะทำการเว้นพื้นที่ส่วนนั้นไว้ ทำเป็นสวนสีเขียว
หรือถนน ก็แล้วแต่แนวทางการพัฒนาโครงการ

คล้ายๆกับแนวเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่มีการห้ามสร้าง
ที่ทาง dev สามารถเว้นที่ในส่วนที่พาดผ่านไว้ได้
โดยส่วนมากจะทำเป็นสวน ไม่ก็ขุดเป็นบ่อน้ำ
(แต่ใช้นับเป็นพื้นที่สีเขียวของโครงการไม่ได้นะ)
และท้ายที่สุด เวลาจะทำการซื้อบ้านในโครงการ
โดยตัวโครงการที่ได้รับผลกระทบ หรือใกล้เคียง
กับแนวถนนตัดใหม่ จะมีการให้ลูกค้าเซ็นเอกสาร
รับรู้รับทราบ หรือเอกสารแนบท้ายสัญญานั่นแหละ
โดยใจความสำคัญของสิ่งนี้คือ แจ้งให้ลูกค้าทราบ
ถึงเรื่องแนวถนนตัดใหม่เส้นนี้ ว่ามันมีแนวนี้อยู่นะ

*ถึงทุกคนจะรู้กันหมด ว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้
ที่ถนนเส้นนี้จะเกิด เรียกว่าเกิดยาก หรือไม่เกิดเลย
ด้วยจากหลายๆสาเหตุ และหลายๆปัจจัยประกอบกัน
แต่ลูกค้าบางท่านบางราย อาจจะยังมีความกังวลอยู่ดี
(ส่วนนี้ต้องเข้าใจในมุมมองผู้บริโภคนะครับ ไม่มีผิดถูก)
.
จริงๆ Dev เกือบทุกเจ้ามีวงใน และข้อมูลอยู่แล้ว
ว่าแนวถนนเส้นไหนจะเกิดหรือไม่เกิดในอนาคต
แค่อาจจะไม่มีเอกสาร หรือลายลักษณ์อักษรออกมา
แต่สุดท้ายในขั้นตอนการขออนุญาต ก็ยังคงต้อง
ยึดตามแนวถนนเวนคืน ตามบังคับผังเมืองกทม.ปี 56
จนกว่าจะมีการประกาศผังเมืองใหม่ประกาศใช้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงจะพอเห็นภาพกันมากขึ้น
แล้วจุดพลิกผันของที่ดินแปลงนี้ และเรื่องนี้อยู่ตรงไหน
มาดูคำตอบที่ 2 ของคำถามนี้ไปด้วยกันน
----------------------------------------------------------------

* นี่เป็นเพียงความเห็นและการคาดการณ์จากทางเพจ
เพื่อใช้ในกรณีศึกษาเท่านั้น ใช้อ้างอิงไม่ได้นะ *

เมื่อเดือนสิงหาที่ผ่านมา ได้มีการประกาศร่างผังเมือง
ฉบับใหม่กทม. ปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งได้มีการแก้ไขล่าสุด
โดยเนื้อหาสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้คือ
ลดจำนวนของแนวถนนตัดใหม่ และแนวการขยายถนน
เรียกได้ว่า หายไปพอสมควร โดยเฉพาะกรุงเทพชั้นใน
(เดี๋ยวแปะไฟล์ไว้ให้ในคอมเมนต์นะ เผื่อใครจะเทียบดู)

ซึ่งจุดสำคัญอยู่ตรงนี้แหละ แนว ช.2 ได้หายไป!
ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากแนวนี้อยู่มาแสนนาน
โดยในฉบับล่าสุด แนวถนนนี้ได้หายไปเรียบร้อย
โดยออกมาเป็นเอกสารในรูปแบบของแผนที่
ถือว่าชาว dev และเจ้าของที่สบายใจขึ้นมาหน่อย
แต่ใดๆก็ตาม ร่างผังเมืองกทม. ถ้ายังไม่ประกาศใช้
อย่างเป็นทางการ ไม่สามารถใช้ในการขออนุญาตได้นะ
ยังไง ณ ปัจจุบันก็ยังคงต้องใช้ ผังเมืองกทม. ฉบับปี 56
โดยสาระสำคัญคือ ควรดูร่างผังเมืองใหม่เป็นแนวทาง
ควบคู่ไปในอนาคต เผื่อวางแผนการพัฒนาด้วยเช่นกัน
หรือ จนกว่าจะมีการบังคับใช้จากทางการแล้ว
เมื่อนั้น ข้อจำกัดทุกอย่างจะถูกปลดล็อกทันที
มาดูไทม์ไลน์กันคร่าวๆ
ว่าทำไม เกมอาจจะเปลี่ยนเล็กน้อย

- ประมาณเดือนเมษายน ปี 2569
พี่สิบหมื่นได้เปิดตัวโครงการ S Quarter
โดยเห็นได้จากสื่อออนไลน์ และเพจอสังหา

- ช่วง กรกฎาคม-สิงหาคม ปี 2569
เป็นช่วงที่ทางสำนักการวางผังกทม.ได้ประกาศ
เอกสารร่างผังเมืองกทม.ฉบับใหม่ เวอร์ชันล่าสุด
เรียกได้ว่าการที่แนวถนน ช.2 หายไปนั้น
ประกอบกับร่างผังเมืองที่นับวันรอประกาศใช้แล้ว
เกมของที่ดินแปลงนี้อาจจะเปลี่ยนไปก็เป็นได้
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการประกาศร่างผังเมืองฉบับนี้
หลังที่พี่สิบหมื่นได้ประกาศเปิดโครงการไปแล้ว
----------------------------------------------------------

เมื่อเงื่อนไขที่ดินครบ เกมไหนที่อาจจะได้เดินต่อ
ระหว่างการทำ recurring หรือ ทำโครงการเพื่อขาย
แน่นอนครับว่าถ้ามองในมุมของตัวเลขและการลงทุน
การนำที่ดินมาพัฒนาโครงการ และขายออกไป
ซึ่งเป็น business และรายได้หลักของพี่สิบหมื่นนั้น
ตัวเลขผลตอบแทนและ IRR จะดีกว่าอยู่แล้ว
เมื่อเทียบกับธุรกิจที่เป็น Recurring อย่าง
ตัวของ Sport complex หรือ active lifestyle

แต่ ณ จุดนี้พี่สิบหมื่น มีทางเลือกพอสมควร
ไม่ว่าจะเดินทางไหนก็ไปในทิศทางบวกทั้งนั้น

- รันธุรกิจ S QUARTER ไปช่วงนึง (5-7ปี) เพื่อสร้าง
คอมมูนิตี้ของแสนสิริเอง และในโซนกรุงเทพกรีฑา
เพิ่ม brand awareness ได้ดีเลย แถมทำให้พื้นที่
ในบริเวณนั้นพัฒนาไปได้อีก เรียกได้ว่าเพิ่ม value
ของโซนกรุงเทพกรีฑาเข้าไป ลูกบ้านโครงการรอบๆ
ชอบใจกันแน่ๆครับ ได้มี sport complex ใกล้บ้าน

นี่อาจจะเป็นการสร้างแบรนด์และภาพจำให้ธุรกิจใหม่
ในกรณีที่ธุรกิจนี้ เกิด success จากการเปิดตัวที่นี้
ไม่แน่ในอนาคตอาจมีการเปิด lifestyle active เพิ่ม
ในทำเลอื่นๆที่รอการพัฒนา หรือตามคอมมูแสนสิริ
ก็เป็นไปได้เช่นกัน ถือเป็นการเดินเกมที่ดีเลย

- ข้อดีอีกอย่างคือ เป็นการรอระบาย stock บ้าน
แสนสิริได้มีการเปิดโครงการใหม่และใหญ่ อีกโครง
บน ถ.กรุงเทพกรีฑา รวมๆแล้วน่าจะ 2 โครง 2 แบรนด์
คงใช้เวลาระบายบ้านพอสมควรเลย ซึ่งการเลือกทำ
Sport complex บนที่ดินที่รอพัฒนาอยู่เนี่ยดีมากเลย
ดีกว่าปล่อยให้เป็นที่ดินเปล่าๆ ไม่ก่อให้เกิดรายได้
นี่ถือเป็นการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ณ เวลานี้
(ไม่งั้นถ้าเปิดหมดพร้อมกัน product จะชนกันเอง)
ถึงเวลาเมื่อผ่านไป 5-7 ปี โครงการที่เปิดใหม่นั้น
คงขายไปได้เยอะพอสมควร หรือขายหมด (?)
ที่ดินแปลงนี้อาจจะถูกเปลี่ยนและพัฒนาต่อไปเป็น
โครงการบ้านของแสนสิริในอนาคตก็เป็นไปได้
(ธุรกิจประเภทนี้ คืนทุนภายใน 7 ปีถือว่าดีเลยนะ
ถ้าบริหารดี บวกกับ performance โครงการดีหน่อย)

หรือจะให้พีคหน่อยก็คือ เปิดแค่ 2-3 ปี
แล้วเปลี่ยนแผนพัฒนาไปเป็นการสร้างโครงการ
เพื่อขายเลย ก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน
มารอชมไปด้วยกัน ว่าเกมนี้พี่สิบหมื่น
จะมีแผนพัฒนากับที่ดินแปลงนี้ยังไงต่อ
ขอบคุณสำหรับทุกคนที่อ่านจนจบ
เราจะตั้งใจผลิตคอนเทนต์แบ่งปันกันต่อไป
และถ้าหากมีอะไรอยากพูดคุย-แลกเปลี่ยน
หรือมีคำติชมอะไรอย่างไร คอมเมนต์ไว้ได้เลยย
#ที่ว่างๆไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นแอดมินเอง
#ที่ว่างๆจะเป็นอะไรได้บ้าง
ัน
#อสังหาฯข้างบ้าน
#ที่ว่างว่าง

เรียบร้อยผมมาก่อนกาลลลไปตามอ่านกันได้ที่นี่น้าาhttps://www.facebook.com/share/p/1BeM3baRq6/
02/09/2026

เรียบร้อยผมมาก่อนกาลลล
ไปตามอ่านกันได้ที่นี่น้าา
https://www.facebook.com/share/p/1BeM3baRq6/

UPDATE :​ กทม. ชะลอใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่ม เร่งอุดช่องโหว่กฎหมายเลี่ยงทำ EIA ชัชชาติ ตอบข้อกังวลปมแย่งน้ำ-ไฟ-คลังน้ำมันกลางชุมชน
วันนี้ (2 กันยายน) กรุงเทพมหานคร ร่วุมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) และกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมแถลงข่าวชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจและลดข้อกังวลของประชาชน กรณีการขยายตัวของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่กลางแหล่งชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งนำมาสู่ความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การแย่งชิงทรัพยากร และความปลอดภัย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนยื่นขออนุญาตก่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่แบบ Stand alone ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2564-2565 จำนวน 6 แห่ง โดยได้รับอนุญาตไปแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือ กทม. ได้สั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นมาจากช่องโหว่ทางกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดนิยามของ Data Center อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างนี้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้า ซึ่งตามกฎหมายผังเมืองและการควบคุมอาคาร ไม่เข้าข่ายประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือต้องขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำนิยามของ Data Center ออกมาแล้ว ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกหน่วยงานจะได้นำไปปรับปรุงกฎหมาย ทั้งด้านผังเมืองและการทำ EIA ให้สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน

สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำประปานั้น ตัวแทนจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ชี้แจงว่า Data Center ในกรุงเทพฯ มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก โดยเฉลี่ยใช้ไฟฟ้าประมาณ 8-20 เมกะวัตต์ ซึ่งน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าหรือโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟหลัก 100 เมกะวัตต์ จึงไม่กระทบต่อการใช้ไฟของประชาชน

เช่นเดียวกับการประปานครหลวง (กปน.) ที่ระบุว่า ปริมาณการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็นของ Data Center อยู่ที่ประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (20,000 ลบ.ม.) และห้างสรรพสินค้า (30,000-40,000 ลบ.ม.) อย่างมีนัยสำคัญ

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลให้ชาวบ้าน คือการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลเพื่อใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟสำรอง ตัวแทนจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ตามกฎหมายสามารถกักเก็บเพื่อใช้ในกิจการตนเองได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 ลิตร แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ระงับการออกใบอนุญาต ตั้งคลังน้ำมันสำหรับ Data Center แห่งใหม่ไว้ก่อนทั้งหมด เพื่อรอให้บอร์ด Data Center ระดับชาติ กำหนดเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า Data Center ย่านพระราม 9 มีการกักเก็บน้ำมันสูงถึง 400,000 ลิตรนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการขออนุญาตไว้เพียง 200,000 ลิตร หากพบว่ามีการลักลอบเก็บเกินกว่าที่ขออนุญาต จะมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวย้ำว่า แม้ Data Center จะมีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและต้องตั้งอยู่ในเมืองเพื่อลดความหน่วงของสัญญาณ (Latency) แต่การพัฒนาเทคโนโลยีต้องเติบโตควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ในระหว่างที่รอกฎหมายใหม่บังคับใช้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องเสียงรบกวน มลพิษ และความร้อน หากพบว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญ จะบังคับใช้กฎหมายส่วนท้องถิ่นเข้าจัดการทันที

จาก 32 →  20 พัฒนาการกำลังเปลี่ยนไปเมื่อความสำเร็จ ไม่ได้หยุดแค่ซอยเดิมต่อยอดความสำเร็จจากซอยรุ่นพี่อย่าง ซ.พัฒนาการ 32 ...
31/08/2026

จาก 32 → 20
พัฒนาการกำลังเปลี่ยนไป
เมื่อความสำเร็จ ไม่ได้หยุดแค่ซอยเดิม
ต่อยอดความสำเร็จจากซอยรุ่นพี่
อย่าง ซ.พัฒนาการ 32 ?
กลับมาอีกครั้งงง กับคอนเทนต์แนวราบ
โครงการบ้านไม่เข้าจัดสรร ที่(ใคร?)รอคอย
พร้อมกับซีรีส์ใหม่อย่าง “LAND ใคร LAND มัน”
จะพาไปส่องที่ดินว่างๆ ว่าใครกันน้อ ที่เป็นเจ้าของ
และจะขึ้นมาเป็นโครงการแบบไหน

วันนี้จะมาลองวิเคราะห์โครงการนึง
ที่ยังไม่เปิดตัว ไม่เปิดเจ้าของ แถมยังไม่สร้าง
ตั้งต้นจากแปลงที่ดินเปล่าๆเลย ว่าจะสร้าง
ออกมาในรูปแบบใด และราคาประมาณเท่าไหร่
เช่นเคยครับ เราจะยังคงใช้ QUICK FEAS อยู่
แต่ในรอบนี้ใช้เป็นส่วนของแนวราบนะ อิอิ
วันก่อนครับ ผ่านไปทาง ซ.พัฒนาการ 20 พอดี
บังเอิญไปเจอ ที่ดินแปลงนึง กำลังเคลียร์ที่ดินอยู่
จึงเกิดความสงสัยว่า จะขึ้นเป็นโครงการอะไรน้อ

และถ้านี่ไม่ใช่เพจที่ขี้สงสัยที่สุดเพจนึงละก็...
มาดูกันดีกว่า ว่าจะพัฒนาเป็นอะไรในอนาคต

โดยทางเพจมองว่า ยังไงแปลงนี้เนี่ยยย
ทำเป็นบ้านเดี่ยวแน่นอน และถ้าดูจากขนาด
ของที่ดินแล้ว คาดว่ายังไงก็ไม่เข้าจัดสรร
(ใครยังไม่อ่านโพสต์เรื่องไม่เข้าจัดสรร
ตามไปอ่านกันได้นะครับ เดี๋ยวแปะไว้ให้ในเมนต์)
มาดูโลเคชั่น และรายละเอียดของที่ดินกัน
(โลเคชั่น แปะไว้ให้ในคอมเมนต์นะ)

ที่ดินขนาด 2-1-66.6 ไร่ หรือคิดเป็น 966.6 ตร.ว.
หน้ากว้างติดถนน 35 เมตร ลึกประมาณ 120 เมตร
ข้อมูลในส่วนนี้ วัดจากในระวางแดงคร่าวๆนะครับ

ดูจากกรอบที่ดินแล้ว พอจะนึกออกยังครับ
ว่าโครงการจะออกมาในรูปแบบประมาณไหน
ให้เวลาคิด 3..2.1… ไปดูโพยกันเลยดีกว่าา

ออกมาเป็นบ้าน 1 ฝั่ง กับ ถนน 1 เส้นนั่นเอง
โดยตัวบ้านคาดว่าน่าจะหันหน้าไปทาง
ทิศตะวันออกนะ (ส่วนมากหันเหนือ/ใต้)
แต่ด้วยข้อจำกัดของตัวที่ดิน ทำให้ออกมาแนวนี้
และด้วยความกว้างของที่ดินแค่ 35 เมตร
ถ้าถนนภายในโครงการกว้างประมาณ 9 เมตร
(โครงการน่าจะแพง ถนนต้องกว้างหน่อย)

= เราจะเสียพื้นที่ถนนทั้งหมดประมาณ 1,080 ตร.ม.
หรือคิดเป็น 270 ตร.ว. นั่นเอง
คิดโดย กว้าง*ลึก (ลึก 120 ม. * กว้าง 9 เมตร)
ถ้ามากหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับทางผู้พัฒนานะ
จากที่คิดเบื้องต้นเราได้ magic number มาแล้วนะ
นั่นก็คือ Eff. ของโครงการนั่นเอง
พท.ที่ดินทั้งหมด - พื้นที่ถนน = พท.ขายโครงการ
เนื่องจากเป็นโครงการไม่เข้าจัดสรร เลยไม่ต้องแบ่งเยอะ
Eff.ของโครงการตอนนี้คือประมาณ 70%
วิธีคิดคือ ((ขนาดที่ดิน - พื้นที่ถนน) / ที่ดิน) ตามนี้เลย
แต่ในกรณีนี้เราใช้เลข 70% เป็น base ในการคิดนะ
เผื่อในกรณีแบ่งที่ดินจัดสวนและป้ายของโครงการ
ซึ่งก็แล้วแต่ทางของผู้พัฒนาด้วยเช่นกันในส่วนนี้

พื้นที่ขายตอนนี้จะเท่ากับ 697.62 ตร.ว.
ไหนลองแบ่งประมาณ 4 หลัง ไม่มากไม่น้อยเกินไป
จะได้พื้นที่ดินของบ้านหลังละประมาณ 170 ตร.ว.
(ถ้าให้เดา จำนวนที่ออกมาก็คง 4-5 หลังนี่แหละ
เมื่อดูจากบ้านในโซนนี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงมาก)
-----------------------------------------------------

มาเดากันต่อ ใครกันน้อจะเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้?
ในตลาดโซนนี้ช่วงปีที่ผ่านๆมาล่าสุด มีใครกันบ้าง

1.เจ้าใหญ่อย่างพี่ M ค่ายโรงหนัง
ผู้มาคนเกือบจะแรกๆ ในซ.พัฒนาการ 20
กับชื่อโครงการสุดแสนจะเท่อย่าง “10 and only”
เรียกได้ว่าเฟี้ยวมากๆ ตั้งแต่ตอนประกาศเปิดตัว
แต่ปัจจุบันโครงการไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อ
หลังจากมีโครงสร้างตัวบ้านที่ขึ้นไปแค่ 5 หลัง
รอดูแนวทางกันต่อไปครับ

2. ค่ายมาใหม่ในโซนนี้ อย่าง A5 ที่เห็นชื่อก็หิวแล้ว
หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อกันมากนัก แต่ dev เจ้านี้เค้า
ประสบความสำเร็จในโซนกรุงเทพกรีฑาพอสมควรเลย
และนี่ถือเป็นการลงมาเล่นทำเลใหม่ๆในฝั่งตะวันออก
โดยปัจจุบันได้มีการเคลียร์ที่ดินและเริ่มก่อสร้างไปแล้ว
รายละเอียดของโครงการยังไม่มีออกมามากนัก
แต่ยังไงคิดว่าราคาคง 60 mb.+ แน่ๆ รอดูกันต่อไป

3. พี่ค่ายส้มมม บอสใหญ่อย่าง SC
หลังจากประสบความสำเร็จกับโครงการอย่าง
connoisseur ที่ขายหมดไปอย่างรวดเร็ว
ได้ข่าวว่าตัวโครงการเนี่ย sold out ไวมากๆ
จน demand ที่มีล้นเกินกว่า supply บ้านไปแล้ว
และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยแทบจะทั้งหมด
โดยราคาบ้านก็มีตั้งแต่ 70-120 mb. เลย
และยังมีโครงการอื่นๆอีกนะ นอกเหนือจากนี้
(จริงๆมีอีกเยอะเลย ในซ.พัฒนาการ 32
ทั้ง dev เจ้าตลาด และ dev หน้าใหม่ๆ)
ที่ยกมาให้เห็นเป็นแค่ตัวอย่างโครงการบริเวณนี้
ว่าจะพอมีความเป็นไปได้ไหม ว่า dev เจ้าไหน
ที่เคยพัฒนาโครงการในโซนนี้แล้ว จะได้ที่แปลงนี้ไป
มีเอ๊ะกันบ้างรึยัง จะเป็นเจ้าไหนได้บ้างมั้ยยย
ยังไงนี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาจากทางเพจเท่านั้นนะ
คิดว่าแปลงนี้น่าจะเป็นการต่อยอดความสำเร็จของ
โครงการอย่าง connoisseur ด้วยความเป็นไปได้สูงมาก
ขนาดบ้านในตัวโครงการที่ขายออกไปหมดแล้ว
แต่ยังคงมีลูกค้ากลุ่มที่ยังต้องการบ้านอยู่

เอ๊ะ..!
หรือ SONLE ฉบับ mini จะมาลงที่แปลงนี้
หรือจะเป็นการพัฒนา product แบบใหม่ไปเลย ?
หรือจะเป็นผู้พัฒนาเจ้าอื่น ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

มาถึงตรงนี้แล้ว สงสัยเรื่องราคาขายกันบ้างรึยัง
ว่าการทำโครงการแบบนี้ แบ่งแปลงใหญ่ขนาดนี้
ราคาขายต่อหลังเนี่ย ควรจะตั้งไว้อยู่ที่เท่าไหร่
มาเริ่มใช้ QUICK FEAS ไปพร้อมๆกัน
ใครยังไม่เคยใช้ เดี๋ยวแปะลิงก์ไว้ให้นะ
เข้าเว็บให้พร้อม แล้วไปเริ่มดูกันเลยยยย

ครั้งนี้จะใช้ QUICK FEAS ของโครงการแนวราบ
ในฉบับ Advance นะ (แบบกรอกค่าต่างๆเอง)
เริ่มจากเลือกประเภทของบ้านกันก่อนเลย
แน่นอนว่าเป็นบ้านเดี่ยว ขนาดที่ดินก็ 170 ตร.ว.
Eff. ของโครงการอยู่ที่ประมาณ 70%
(ดึงจากเลขที่เราคำนวณค่ร่าวๆมาได้เลย)

ส่วนราคาที่ดินของแปลงนี้
ราคาน่าจะ 150,000 บ./ตร.ว. ประมาณนี้
แต่ราคาจบจริงๆ อาจจะสูง/ต่ำกว่านี้ก็เป็นไปได้
(เป็นราคาเฉลี่ยใน ซ. พัฒนาการ 20 - อ่อนนุช 17นะ
ซ.พัฒนาการ 32 ราคาพุ่งไปสูงมากๆเกือบ 300k แล้ว)

ค่าพัฒนาโครงการ จะอยู่ที่ 19,000 บ./ตร.ว.
คาดว่าจะออกมาเป็นโครงการระดับสูงพอสมควร
เลขตรงนี้จะใส่เผื่อไปเยอะหน่อย รวมค่าทำถนน
สาธา สายไฟลงใต้ดิน และระบบรักษาความปลอดภัย
รั้วรอบโครงการ รวมไปถึงตัวของ maingate นั่นเอง
(ในความจริงอาจจะต่ำกว่านี้ แล้วแต่ dev แต่ละเจ้า)

พื้นที่ใช้สอยตั้งไว้ประมาณ 900 ตร.ม.
อิงมาจากสเปคพื้นที่ของ connoisseur นะ
ในความเป็นจริง อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้
แต่ที่ดินใหญ่ขนาดนี้ ก็ต้องบ้านไซส์ประมาณนี้แหละ

ส่วนต้นทุนค่าก่อสร้าง + ตกแต่ง interior
ประมาณราคาไว้อยู่ที่ 35,000 บ./ตร.ม. นะ
ส่วนตัวเลขก็จะสูง/ต่ำ ต่างออกไปตามสเปคที่ให้
คิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่านี้ แต่สูงกว่านี้อาจจะมีให้เห็น

Markup ก็ใส่ไปที่ 54% ตามมาตรฐาน
อันนี้ใส่ตามมาตรฐาน GP ที่ต้องการได้เลยย
ซึ่งในที่นี้ตั้งไว้ที่ GP 35% นะครับ
ใส่ตัวเลขครบกันหมด พร้อมรีเช็คความถูกต้อง
ไหนลองดูผลลัพธ์สิ้ จะออกมาเป็นยังไงบ้าง

ผลลัพธ์ออกมาราคาขายจะอยู่ที่ประมาณ
103 MB. ตีไปว่าราวๆ 100 MB.+ เลยละกันนน
ก็ถือว่าเป็นราคาที่สูง และโหดพอสมควรเลย
สำหรับโซน ซ.พัฒนาการ 20 พูดได้เต็มปากว่า
ชนกับบ้านใน ซ.พัฒนาการ 32 ได้สูสีเลยแหละ
-----------------------------------------------

ซึ่งราคาจริง ณ วันเปิดตัวโครงการ
อาจจะสูงมากกว่านี้ หรือต่ำกว่านี้ได้เช่นกัน
ถ้าอยากแพงขึ้น ก็ใส่สเปคให้สูงขึ้นได้ตามต้องการ
หรือจะทำให้ราคาลงมาอีก ก็แค่ปรับให้
จำนวนบ้านมากขึ้น ลดขนาดที่ดินและพื้นที่ใช้สอย
ใดๆก็ขึ้นอยู่กับแนวทางการพัฒนาโครงการด้วยนะ
จบกันไปแล้วสำหรับคอนเทนต์นี้ ไหนใครรู้แล้วบ้าง
ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ มาเฉลยกันหน่อยย
แต่ถ้ายังเดากันไม่ออก ก็มารอชมไปพร้อมๆกัน ฮ่าๆๆ

อย่าลืมไปใช้ QUICK FEAS ฉบับใหม่กันด้วยนะ
มีระบบให้ export ตัว summary ไว้ไปแปะพรีเซนต์ด้วย
ดูง่าย แถมสะดวกต่อการดูเป็นข้อมูลสรุปในหน้าเดียวเลย
เดี๋ยวแปะตัวอย่าง และลิงค์สำหรับใช้งานไว้ให้นะครับ
ขอบคุณสำหรับทุกคนที่อ่านจนจบ
เราจะตั้งใจผลิตคอนเทนต์แบ่งปันกันต่อไป
และถ้าหากมีอะไรอยากพูดคุย-แลกเปลี่ยน
หรือมีคำติชมอะไรอย่างไร คอมเมนต์ไว้ได้เลยย
#ที่ว่างๆไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นแอดมินเอง
#ที่ว่างๆจะเป็นอะไรได้บ้าง
ัน
#อสังหาฯข้างบ้าน
#ที่ว่างว่าง

ที่ว่างว่าง วันนี้ไม่ได้มาดูที่ดินครับแต่จะมาเล่าเบื้องหลังคนทำ Feas กันบ้างเพราะมีคนถามมาว่า Quick Feas ที่แปะให้ดูบ่อย...
28/08/2026

ที่ว่างว่าง วันนี้ไม่ได้มาดูที่ดินครับ
แต่จะมาเล่าเบื้องหลังคนทำ Feas กันบ้าง
เพราะมีคนถามมาว่า Quick Feas ที่แปะให้ดูบ่อยๆ
นั่งคำนวณกันเองทุกรอบ ทุกแปลงเลยเหรอ?
ไปตามหาความจริงกันนน
ตอบตรงนี้เลยครับว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน...ก็ ใช่ ฮ่าๆๆ555
เปิดชีต ก๊อปสูตรจากไฟล์เก่า ไล่แก้ตัวเลข
ลิงก์หลุดตรงไหนก็นั่งงมนั่งหากันไป
ทำ 3 Scenario ก็ก๊อปไฟล์เป็น 3 ชีทก้อน
สุดท้ายได้ไฟล์ชื่อ Feas_v4_final_จริงๆ.xlsx
เชื่อว่าสายงานนี้ ทุกคนต้องเคยมีไฟล์แบบนี้แน่ๆ
แต่ช่วงหลังๆ ผมเปลี่ยนวิธีไปเยอะเลยครับ
พระเอกของเรื่องคือ Google Apps Script (GAS)
สคริปต์ที่ซ่อนอยู่ใน Google Sheets ที่ทุกคนใช้กันอยู่แล้ว
ใช้งานได้ฟรีๆ ไม่ต้องลงโปรแกรมอะไรเพิ่มเลยสักตัว
แล้วมันเปลี่ยนอะไรบ้าง เล่าแบบเห็นภาพก็คือ
สมมติโจทย์เดิมของทางเพจเราเลย
มีแปลงที่ดินแปลงนึง อยากลองรัน Feas เร็วๆ
แบบเดิม: กรอกที่ดิน กรอก FAR กรอก Eff.
รวมไปถึงกรอกตัวเลขทั้งหลาย เพื่อให้สูตรรัน
จะเปลี่ยนสมมติฐานทีนึง ก็นั่งแก้ทีละช่องๆ
ถ้าอยากเทียบ 3 กรณี ก็ต้องทำทั้ง 3 รอบ
ส่วนแบบใหม่: กรอกโจทย์ครั้งเดียว !!!
ที่เหลือสคริปต์จะเป็นคนรันให้ทั้งหมด

- ตาราง Sensitivity ราคาขาย × ค่าที่ดิน ออกมาเองทั้งกริด
- ปรับ FAR หรือ Eff. ปุ๊บ ทุก Scenario อัปเดตพร้อมกัน
- รันเสร็จได้ผลลัพธ์ เป็น Dashboard Report สวยงาม
(พร้อมแปะในพรีเซนต์ ถูกใจสายไม่ชอบแต่งสไลด์เลย)
- ข้อมูลเบื้องหลังอยากให้ export excel ก็ทำได้
- จัดรูปแบบให้พร้อมนำเสนอ ตาม format ที่เราต้องการ
เมื่อก่อนงานพวกนี้อาจจะกินเวลาเป็นชั่วโมง
ตอนนี้เหลือแค่ส่วนเดียวที่ต้องใช้คนจริงๆ
คือการตั้งสมมติฐานและตีความตัวเลข
ซึ่งนั่นแหละครับคืองานของเราจริงๆ
ที่เหลือก็ปล่อยให้ระบบทำงานไป
แต่... แต่... แต่... ประเด็นสำคัญของโพสต์นี้
ไม่ใช่การอวย GAS นะครับ
คือผมจะบอกว่า "ผมเขียนโค้ดไม่เป็นเลย"
ทุกบรรทัดใช้ AI ช่วยเขียนทั้งหมด
หน้าที่ผมมีอย่างเดียวคือรู้ว่า Feas ต้องการอะไร
แล้วอธิบายหลักการทำงานให้ชัดเจน แค่นั้นเลยจริงๆ
แต่ขอย้ำตรงนี้หน่อยนะครับ สำคัญมาก
ต่อให้เราจะมีเครื่องมือสะดวกแค่ไหน
เราก็ยังต้องรีเช็กตรวจตราและเข้าใจมันทั้งหมดอยู่ดี
สูตรที่ AI เขียนให้ ต้องคอยไล่เช็คทุกตัว
ตัวเลขที่ออกมา ต้องรู้ว่ามันมีที่มายังไง
เครื่องมือช่วยให้กระบวนการทำงานเร็วขึ้นได้ครับ
แต่ความรับผิดชอบต่อตัวเลข ยังเป็นของเราเสมอ
ถ้าผิดพลาดขึ้นมา จะโทษ AI ทั้งหมดก็ไม่ได้นะ ฮ่าๆๆ
ใครอยากทดสอบระบบ ลองเข้าไปใช้งานกันได้เลยที่
https://quickfeas-app.vercel.app/
ส่วนใครสนใจอยากลองทำเองบ้าง
เล่าคร่าวๆ ให้ฟังว่ามันเริ่มยังไง ไปกันเลย!
ข่าวดีคือไม่ต้องโหลดอะไรมาลงเพิ่มเลย
มันซ่อนอยู่ในชีตที่เราเปิดใช้กันทุกวันนี่แหละ
เปิด Google Sheets
กดเมนู "ส่วนขยาย" (Extensions)
แล้วเลือก Apps Script หรือเข้าตรงๆ
ที่ script.google.com ก็ได้เหมือนกัน
จากนั้น Loop การทำงานก็จะประมาณนี้ครับ
บอก AI ว่า อยากได้อะไร >> ผลลัพธ์หน้าตาประมาณไหน
ขอสคริปต์มา >> ก็อปไปวาง >> กด Save >> แล้วกด Run
(ครั้งแรกมันจะขอสิทธิ์ ก็กดอนุญาตไป)
กลับมาดูในชีต ตรงไหนไม่ใช่ ก็บอกมันแก้
แล้ววนใหม่ ติดตรงไหนก็ถาม AI
ปุ่มที่ใช้จริงๆ มีแค่ Save กับ Run เองครับ
ช่วงแรกเจอ error รัวๆ แน่นอนครับ
ก็ก๊อป error ไปถาม AI
ทำไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเริ่มจับทางได้เองครับ
มากกว่านั้นอาจจะเจอคำว่า Deploy
แต่ไม่ว่าจะเจอคำไหนไม่ต้องกลัวนะ
โดย AI จะเป็นคนสอนคุณทุกอย่างเอง
แค่พิมพ์ Keyword สุดเทพลงไปว่า
“ช่วยสอนทีละขั้นตอนแบบจับมือทำ”
ซึ่งถ้าใครลองแล้วไม่ไหวจริงๆ อยากให้สอน
ลอง comment กันทิ้งไว้ก่อนได้นะครับ
ถ้ามีกันเยอะจริงๆ เราอาจจะเปิด class สนุกๆ
สัก 1 class ช่วยกันเลยแบบ Academic Bar
พอเริ่มคล่อง มี function ที่ต่อยอดไปได้อีกเยอะเลยครับ
อยากให้มันมีหน้าเว็บให้คนอื่นกรอกแทนเปิดชีต ก็ทำได้
กดปุ่มเดียว แปลงเป็นลิงก์เว็บให้เลย
ส่งให้ใครก็ได้ เปิดใช้ได้โดยไม่ต้องเห็นชีตเรา
อย่างตัว Quick Feas ที่ให้ลองใช้กัน ก็เริ่มมาจากแบบนี้เลย
ใครลองแล้วติดตรงไหน มาเล่าให้ฟังได้นะครับ
อาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญมาก แต่แค่เคยทำพังมาก่อนหลายรอบ
ก่อนจะมาเป็น Quick Feas ตัวนี้ครับ ฮ่าๆๆ
เผื่อจะช่วยให้ไม่ต้องนั่งงมตัวเลขกันครับ

#ที่ว่างๆไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นแอดมินเอง
#ที่ว่างๆจะเป็นอะไรได้บ้าง
#อสังหาฯข้างบ้าน
#ที่ว่างว่าง

เบื้องหลัง เค้กก้อนหมื่นล้านกับธุรกิจ DATA CENTERเค้กก้อนใหญ่ที่ไทยอาจไม่ได้กินและเงินหมื่นล้านที่อาจไม่หวานอย่างที่คิดD...
13/08/2026

เบื้องหลัง เค้กก้อนหมื่นล้าน
กับธุรกิจ DATA CENTER
เค้กก้อนใหญ่ที่ไทยอาจไม่ได้กิน
และเงินหมื่นล้านที่อาจไม่หวานอย่างที่คิด
Data Center คืออะไร?
ตรงตัวเลยคือที่เก็บคลังข้อมูลขนาดใหญ่
ของโลก Digital ที่เราใช้งานกันทุก App
Facebook, Netflix, AI Chat ทุกอย่าง
เรารันกันทุกวันก็ผ่านคลังข้อมูลเหล่านี้
ซึ่งตัวที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ก็คือ AI
และ Cloud Computing เพราะกำลังเติบโต
แบบกระโดดทะยานเลย ซึ่งถ้าเห็นแบบนี้
Data Center นี่น่าจะกำลังพัฒนาเป็น
โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมีในอนาคตเลยก็ได้
แต่เหตุผลที่รัฐบาลพยายามแย่งชิง ดึงดูด
กลุ่มพวกผู้ให้บริการเหล่านี้เพราะเชื่อว่า
จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยมีเหตุผลดังนี้
1.
เม็ดเงินลงทุนมหาศาล
แต่ละแห่งสร้างทีมูลค่ามีเป็นหลักหมื่นล้าน
ตั้งแต่ค่าที่ดิน อาคาร และเทคโนโลยีต่างๆ
2.
การสร้างงาน
ตั้งแต่ก่อสร้าง วางระบบ ไปจนจบโครงการ
รวมไปถึงทีมดูแลระหว่างโครงการเสร็จ
3.
การยกระดับเทคโนโลยี
จะทำให้การประมวลผลต่างๆในทุกธุรกิจ
รวดเร็วและตอบสนองได้ทันที ไม่ต้อง
รอส่งข้อมูลไปกลับจากประเทศอื่น รวมถึง
พวก Skill & Knowledge Transfer ด้วย
ที่เราอาจจะได้จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้
4.
การดึงดูดบริษัท Tech ระดับโลก
เพื่อให้เข้ามาเปิดในไทย ย้ายฐานการ R&D
มาได้เลยหรือสร้าง New Innovation Hub
แต่ก็ว่าไปแล้วนี้คือเกริ่นก่อนเฉยๆ
ว่าที่มาที่ไปของสิ่งนี้เป็นอย่างไร
โดยถ้ามองรวมไวๆแล้วก็จะคิดว่า
สวยหรู มีแต่ประโยชน์หนิ
แต่ทำไมถึงเป็นประเด็น
นั่นก็เพราะว่า ณ การทำงานจริง
มันไม่เหมือนกัน
งั้นเรามาค่อยๆเริ่มวิเคราะห์กัน
จุดหมายสำคัญและทำเลยอดฮิตของเหล่านิคม

ปัจจุบันในโซน EEC มีการขอใช้ไฟฟ้า
จน Supply ของพลังงานไฟฟ้าในบริเวณนั้นไม่พอ
เนื่องจากการทำ Data Center ต้องใช้ไฟมหาศาล
และใช่ครับ ต้องมีการจับจองก่อนจะสร้างจริง
ปัจจุบันคือโควต้าไฟฟ้าเต็มไป 3-4 ปีแล้วเรียบร้อย
แน่นอนครับ ซึ่งปัญหาคือ capacity ของสายส่ง
มีไม่เพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนาในอนาคต
ทำให้ต้องรอการขยายและการลากสายส่งไฟใหม่
หรือการเพิ่มโรงไฟฟ้า เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ
ซึ่งในขั้นตอนนี้กว่าจะแล้วเสร็จก็คงอีกหลายปีเลย
ซึ่งต่อให้ที่ดินของคุณจะไกลจาก เสาส่ง หรือโรงไฟฟ้า
คุณสามารถจ่ายค่าลากสาย และตั้งเสาส่งใหม่ได้
โดยค่าใช้จ่ายสูงสุด ถึงกิโลเมตรละหลายล้านเลย
(ส่วนใหญ่จึงใช้ที่ดินในนิคม ประหยัดค่าลากสาย)
เพราะมีแหล่งพลังงานอยู่แล้วในนิคมของตัวเอง
เข้าทางนายทุนและภาคเอกชนหลายๆเจ้าเลย
ในอนาคตอันใกล้จึงมีแผนการสร้างนิคมใหม่ๆ
เผื่อมารองรับส่วนนี้ รวมไปถึงโรงไฟฟ้ามีมากมาย
เผื่อมารองรับ Demand ในอนาคตส่วนนี้นั่นเอง
อีกหนึ่งปัจจัยหลักๆ
ทำไมต้องเลือกที่ดินนิคม ?
เพราะเรื่องการขออนุญาต และความพร้อม
การที่เป็นบ.ต่างชาติ อาจจะเกิดปัญหาหรือ
ความไม่เข้าใจในระบบการขออนุญาต งานเอกสาร
พูดง่ายๆคือ นิคมเข้ามาช่วยเดินเรื่องพวกนี้ให้
จัดการ paper work ให้ตลอดทั้งการขออนุญาตต่างๆ
ง่ายกว่าการไปจัดการเอง (รับบท One Stop Service)

อีกอย่างคือไม่ต้องไปเสียเวลาพัฒนาที่ดิน
ทั้งเรื่องการถมที่ดิน วางถนน ระบบน้ำ-ไฟ
ทางนิคมเค้าเสิร์ฟมาให้เพียบพร้อมหมดแล้ว

แต่ก็มีบางเจ้า ที่มีการดำเนินการเองครับ
ก็ใช้วิธีจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนไทยเพื่อดำเนินการ
แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่ต่างกันออกไป
ซึ่งกระบวนการตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น

ทำไมถึงอยากผลักดันกันนัก ?
ทำไมมันขอและสร้างกันได้ง่ายจัง ?

ถ้ามองลึกๆของวัฒนธรรมในบ้านเราตอนนี้
เรื่องพวกนี้เนี่ย แทบจะไม่ใช่ปัญหาเลยครับ
ทุกปัญหามีเครื่องมือช่วยหล่อลื่น ให้เดินสะดวก
ขอไม่ลงดีเทลนะครับ คิดว่าคงทราบกันอยู่แล้ว
การที่ภาคเอกชนเข้าไปสนับสนุนเพราะเม็ดเงิน
จำนวนมหาศาล ที่ฟังดูแล้วเป็นผลประโยชน์ทางตรง
ทั้งในเรื่องการขายที่ดินนิคม หรือไปจนถึงโรงไฟฟ้า

สุดท้ายแล้ว ประชาชนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ยังไง
แล้วทำไมต้องประเทศไทย มีอะไรน่าดึงดูด?

- ประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายรองรับ
และจำกัดประเภทของ Data Center
- ที่ดินยังราคาไม่แรงมาก ในโซนนิคม
เพียบพร้อมไปด้วยสาธา อย่างน้ำและไฟฟ้า
- ค่าไฟประเทศไทยถือว่าต่ำ สำหรับธุรกิจ
Data center เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
แถมรัฐยังสนับสนุนเข้าเกณฑ์ BOI อย่างเต็มที่
พร้อมเรทค่าไฟแบบพิเศษ อ้าแขนรับกว้างๆเลย

และ ที่สำคัญ

- การขออนุญาตง่าย และไวมากๆ (?)
แทบไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการจัดทำ EIA
แค่ขอเรื่องระบบไฟฟ้า และระบบสาธาต่างๆได้
เพียงแค่นี้ ก็แทบจะเตรียมตัวก่อสร้างกันได้เลย
โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อในบริเวณ
ชุมชนโดยรอบ ในปัจจุบันยังอยู่ในหมวดของ
ประเภทคลังสินค้า (ประเภทที่ครอบคลุม)

แล้วสิ่งที่ประเทศไทยจะได้จริงๆคืออะไร?

ค่าที่ดิน > แน่นอนครับได้ค่าที่ดิน
ไม่ว่าจะเป็น landlord หรือนายทุน
ที่ขายที่ดินแปลงย่อยในนิคมก็ตาม
ค่าสาธา ไฟฟ้า, อินเทอร์เน็ต > จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ
ในกรณีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของนิคม
หรือใช้บริการจากผู้ให้บริการสัญญาณในประเทศไทย
(ซึ่งสัญญาเหล่านี้ อาจจะต้องยอมให้ราคาพิเศษ
เพื่อรักษากลุ่มลูกค้า และเพื่อให้ได้สัญญาระยะยาว)

ทุกวันนี้ Data center เข้าข่ายของ BOI สนับสนุน
ได้การเว้นภาษีบางส่วน และค่าไฟในเรทที่พิเศษ
เป็นการดึงดูดการลงทุน แต่ไทยแทบไม่ได้อะไรเลย
เมื่อเทียบกับเงินลงทุนแล้ว ถือว่าน้อยมากๆ?
เพิ่มการจ้างแรงงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน?
> Data center แทบจะใช้บุคลากรน้อยมาก
ต่อให้จะมีพื้นที่เกิน 20,000 ตร.ม. เนี่ย
ความต้องการบุคลากรมีแค่ไม่เกิน 60 คน
โดยจะมีการว่าจ้าง NOC มาดูแลเพียงเท่านั้น

* NOC คือ Network Operation Center
หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆคือผู้ดูแลและควบคุมระบบ
ของตัวเซิร์ฟเวอร์ เหมือน GM ในเกมๆนึงนั่นแหละ
เผื่อมีปัญหาหน้างาน สนับสนุนการทำงานของระบบ
(ซึ่งตรงนี้ ถ้าเป็นเจ้าระดับโลก ส่วนใหญ่จะดึงคน
และบุคลากรจากประเทศต้นทางมาแทบทั้งนั้น)
อีกส่วนคือเรื่องระบบความปลอดภัย Security
ส่วนนี้อาจจะเกิดการจ้างงานจริงๆ ซึ่งบริษัท
รักษาความปลอดภัยอันดับต้นๆในไทย
อาจจะมีการจ้างงานเกิดขึ้นได้

หรือ
อาจจะเป็นบริษัทที่ได้ทำการว่าจ้าง
มาจากประเทศต้นทางอีกที เพราะธุรกิจเหล่านี้
ต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่สูงมากๆ
จุดนี้เลยต้องเป็นจุดสำคัญอีกจุดนึง
ที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้เลย

ว่าด้วยเรื่องของปัจจัยการก่อสร้าง
Data center มีต้นทุนค่าก่อสร้างที่สูงมากๆ
ในแง่ของตัวอาคาร รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายใน
เพราะตัวพื้นอาคารที่ต้องรองรับโหลดมากกว่า 1 ตัน
ประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. ต่อชั้น
(รับน้ำหนักของอุปกรณ์ทั้งหลาย รวมไปถึงระบบ)
ส่วนใหญ่แล้วจะ import มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น
ทั้งวัสดุบางประเภท หรือ ชิ้นส่วนหลายๆอย่าง
ล้วนแล้วแต่เป็นการ import เข้ามาในประเทศไทย
โดยเฉพาะจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ ละเว้นภาษีนำเข้าอะเนอะ

ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือ ผู้รับเหมา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ล้วนแล้วแต่มาจากประเทศต้นทาง เนื่องจากต้นทาง
มีความรู้และประสบการณ์อยู่แล้ว แรงงานยังเอามาเอง…
และแต่ละบ.ที่มาลงทุนคงมี specialist เป็นของตัวเอง
จึงเป็นไปได้ว่า เกิดการจ้างงานในไทยที่น้อยมากๆ
ถ้าไม่นับวัสดุที่สามารถใช้ทดแทนกันได้แล้วนั้น
ดังนั้นการจ้างงานแทบจะน้อยมากๆ
ยกเว้นในกรณีที่ผู้รับเหมาเป็นบริษัทของไทย
อย่างที่เห็นคือมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ทำได้
ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ระดับนี้ พอจะเดาไม่ยาก
แทบจะเรียกได้ว่าผูกขาดการสร้าง Data center เลย
พอจะเห็นภาพกันบ้างมั้ยครับ
เม็ดเงินลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้าน
กระจายไปอยู่ที่ส่วนไหนกันบ้างแล้ว

ธุรกิจ Data Center เนี่ย ธนาคารในประเทศไทย
แทบจะไม่ค่อยมีการปล่อยกู้เกิดขึ้นมากนัก
สำหรับธุรกิจประเภทนี้ (แบงก์ไม่ค่อยมั่นใจ?)
ถ้าจะมีก็เป็นแบงก์ข้ามชาติทั้งหลายซะส่วนใหญ่
แต่ก็มีแบงก์ไทยบางเจ้าที่ปล่อยกู้ให้ data center
ของกลุ่มนายทุนในประเทศไทยซะเอง

แต่โดยรวมก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร สำหรับเหล่านายทุน
รวมไปถึงเอกชนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน
เม็ดเงินมูลค่ามหาศาลเรียกได้ว่าพร้อมลง
เรื่องเงินลงทุนจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก
จะมีก็แค่เรื่องขออนุญาต ดำเนินการซะมากกว่า
—---------------------------------------------------

ปัจจุบัน Data center ดูเป็นดาบสองคมซะเหลือเกิน
เดินหน้าผิดแค่นิดเดียว อาจจะมีผลในระยะยาวได้เลย
ซึ่งในกรุงเทพฯเราเนี่ย ก็มี Data center มากกว่า
หลายสิบแห่งแล้วนะครับ ที่ตั้งในเขตอยู่อาศัยและชุมชน

แน่นอนผลกระทบที่ตามมา “สภาวะมลพิษ”
Data center มีการทำงาน ตลอด 24/7
ไม่มีการหยุดพัก สิ่งที่ตามมาและผลกระทบมีแน่ๆ
(ในกรณีต่อไปนี้คืออยู่ในเขตชุมชนที่อยู่อาศัยนะ)

- เรื่องเสียง การทำงานของเครื่องมือและอุปกรณ์
อาจจะไม่ได้เกิดเสียงดังมาก แต่เกิดแน่ๆ
ผลกระทบหนักสุดคือ รอบๆในระยะ 100 เมตร
(ยกเว้นเมื่อไฟดับ และเครื่องปั่นไฟเริ่มทำงาน
มลพิษทางเสียงที่แท้จริงจะเริ่มตอนนั้น)

- เรื่องความร้อน ยังไงก็คงหนีไปไหนไม่พ้น
เมื่อเกิดพลังงานแน่นอนสิ่งที่ตามมาคือความร้อน
จากการทำงานของ GPU อย่างหนักหน่วงตลอดวัน
จะมีความร้อนระบายออกมาในบริเวณโดยรอบอาคาร
และอาจส่งผลต่อชุมชนรอบข้างไม่มากก็น้อย

- เรื่องไฟฟ้าและน้ำ สิ่งที่อาจจะเข้าใจผิดกันอยู่
จริงๆแล้วนั้น Data Center ไม่ได้แย่งไฟจากชุมชนครับ
ตัวตึกจะทำการลากสายตรงจากโรงงานไฟฟ้าที่ใกล้สุด
ใช้กำลังไฟสูงถึง 23 MW ซึ่งจะใช้เป็นคนละสายกับ
ที่ใช้กันในไฟบ้านทั่วๆไปอยู่แล้ว คนละสเกลกันเลยครับ
ส่วนเรื่องน้ำ น้ำที่เข้าไปหล่อเย็นในระบบ liquid cooling
ส่วนมากจะเป็นน้ำสะอาดมากๆครับ โดยจะเป็นระบบลูป
ที่ใช้และหมุนเวียนน้ำเรื่อยๆ คือจะมี waste น้อยมากๆ
ใช้เยอะก็จริง แต่แทบไม่มีการปล่อยออกมาเป็นมลพิษ

กับอีกแบบคือดึงน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเข้ามากรอง
เพื่อเข้าสู่ระบบ cooling และหลังจากจบกระบวนการแล้ว
จะมีการปล่อยออกกลับสู่แหล่งน้ำเดิม
และที่สำคัญมากๆ Data center ต้องใช้ไฟฟ้าสูงครับ
สิ่งที่ต้องมีคือ เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ ในยามที่ไฟดับ
Data center จะต้องทำงานต่อไปได้ ลองนึกภาพ
เครื่องปั่นไฟที่สามารถทดแทน ไฟฟ้า 23 MW ต่อเนื่องได้
พลังงานเหล่านี้เกิดมาจากการใช้ ”น้ำมัน” ในการปั่นไฟ

Data center จะมีถังน้ำมันกักเก็บไว้ยามฉุกเฉินในกรณีต้อง
ปั่นไฟหรือใช้พลังงานสำรอง ซึ่งปริมาตรของน้ำมันในส่วนนี้
ที่ใช้ในการปั่นไฟจะสูงมากๆ ความจุมากถึงหลายแสนลิตรเลย
บางที่ที่มีขนาดใหญ่จะกักเก็บน้ำมันไว้สูงถึง 2-3 ล้านลิตร
(ลองนึกง่ายๆ ปั๊มน้ำมันทั่วไปเก็บได้ประมาณ 60,000 ลิตร
ส่วน 3 ล้านลิตรจะเยอะแค่ไหน บรรยายแทบไม่ถูกเลย)
ไม่มีใครอยากให้เกิดปัญหากันหรอกครับ
แต่นึกภาพชุมชนที่มี คลังสมองกลขนาดใหญ่
ที่กินพลังไฟฟ้าและปล่อยความร้อนมหาศาล
ซึ่งกักเก็บถังน้ำมันไว้ใต้ดินหลายแสนถึงหลายล้านลิตร
แล้วไปตั้งอยู่ในกลางชุมชนและที่อยู่อาศัยทั่วๆไป
------------------------------------------------------

เราจะยังไม่มีการตรวจสอบและสำรวจผลกระทบ
จากการสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อีกถึงเมื่อไหร่กันนะ
ควรจำกัดความของ Data Center รวมถึงกฎหมาย
และจัดตั้งการขออนุญาตแบบจริงจังได้เสียที
ในเมื่อจะดึงธุรกิจนี้เข้ามาแล้ว ก็ควรจัดการให้ถูกต้อง
หลงเหลือเพียงคำถามทิ้งไว้ให้คิดต่อ
สุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์คือใคร
นายทุน? ชุมชน? ผู้อยู่อาศัยโดยรอบ?

แม้ปลายทางอาจจะมาสู่พวกเราจริง
แต่จะมาก-น้อยแค่ไหน วัดได้จากอะไร
แล้วเงินนั้นไปกองอยู่ที่ใคร(ก่อน)
ถ้าพูดถึงผลลัพธ์กันโดยรวมๆแบบนี้

นี่ถือเป็นช่องว่างขุมทรัพย์กันเลยทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นหม้อข้าวใบใหม่ของนายทุน
การจะไปทุบหม้อข้าวนายทุนหรือต่อต้านก็ยาก
กลับกันชุมชุนรอบๆ ของโครงการ Data Center
ก็จะเป็นตัวแบกรับไปโดยปริยาย(บังคับแบก)
ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยไม่ควรที่จะมองแค่
เงินลงทุนหลายหมื่นล้าน และความสำเร็จเพียงอย่างเดียว
อีกสิ่งนึงที่ควรพิจารณาคือ เค้กก้อนนี้สามารถสร้างประโยชน์
หรือจะเป็นโทษ ต่อเศรษฐกิจของไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่สุดแล้วประเทศไทยควรส่งเสริมและก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ
ซึ่ง Data center ไม่ใช่ตัวร้าย เพียงแค่ต้องควบคุมให้ถูกต้อง
ไม่ได้แปลว่าไม่ควรทำ แต่คำถามจริงๆคือจะพัฒนาไปแบบใด
เติบโตไปไหนทิศทางไหน และมีเกณฑ์อะไรเป็นตัวควบคุม

และหวังอย่างยิ่งว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมให้ธุรกิจ
ประเภทนี้เติบโตอย่างยั่งยืนและถูกต้องในอนาคตอันใกล้
ขอบคุณสำหรับทุกคนที่อ่านจนจบ
เราจะตั้งใจผลิตคอนเท้นต์แบ่งปันกันต่อไป
และถ้าหากมีอะไรอยากพูดคุย-แลกเปลี่ยน
หรือมีคำติชมอะไรอย่างไร คอมเม้นท์ไว้ได้เลยย
#ที่ว่างๆไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นแอดมินเอง
#ที่ว่างๆจะเป็นอะไรได้บ้าง
#อสังหาฯข้างบ้าน
#ที่ว่างว่าง

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ที่ว่างว่าง Tee Wangwang โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ที่ว่างว่าง Tee Wangwang:

ทางลัด

แชร์