27/03/2025
มนุษย์ มี จิต มี รูปแบบ ต่างๆ ..
บ้างแบ่ง 12 บ้างแบ่ง 16..
ช่วยให้เห็นรูปแบบของกลุ่มลูกค้า..
แยก ลูกค้าหลัก ลูกค้ารอง .
ของ brand persona ได้ดีขึ้น ชัดขึ้น..
อย่างไรก็ตาม.. “จงอย่าลืมว่า..”
มนุษย์ เหมือน น้ำ…
ที่มี reaction ต่อสิ่งเร้าเสมอ..
เช่น เมื่อโดนความร้อน แรงกดดัน อุณหภูมิห้อง..
หรือแม้แต่ น้ำ ต่อ น้ำด้วยกัน..
น้ำมาก น้ำแล้ง น้ำขึ้น น้ำลง..
ดังนั้น มนุษย์ 1 คน
สามารถ มี บุคลิกหลัก บุคลิกรอง..
ตอบสนองสถานการณ์ ด้วยเช่นกัน..
การใช้ประโยชน์จะสูงสุดได้..
ก็ เมื่อ เราอ่าน บุคลิก ของกลุ่มลูกค้านั้นๆ..
ต่อสถานการณ์ที่จะต้องการ สินค้าเรา
ได้ถูกที่ถูกจังหวะ นั่นเอง..😊
เจริญพร.. ♥️
https://www.facebook.com/share/p/1YuzkQoqdj/?mibextid=wwXIfr
เข้าใจลูกค้า 12 บุคลิก ผ่านหลักจิตวิทยา ‘Brand Archetypes’ สู่กลยุทธ์การตลาดที่ตรงใจทุกคน
คาร์ล กุสตาฟ ยุง (Carl Gustav Jung) (1875–1961) จิตแพทย์และนักจิตวิทยาชาวสวิส ผู้นำเสนอแนวคิด Brand Archetype โดยเขากล่าวว่า ภายในจิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) ของมนุษย์โลก มี ‘ต้นแบบ’ (Archetypes) ของบุคลิกภาพทางจิตวิทยาทำงานอยู่ และไม่ว่าจะจะมาจากเชื้อชาติ หรือวัฒนธรรมใด เราจะสามารถจดจำ และเชื่อมโยงกับบุคลิกเหล่านี้ได้โดยธรรมชาติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นพิเศษเมื่อเป็นบุคลิกประเภทเดียวกันกับตน
Brand Archetype จึงเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือออกแบบ ‘บุคลิก’ ของแบรนด์อย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่ใช่แค่องค์ประกอบพื้นฐานของแบรนด์ (Brand Identity) อย่าง โลโก้ หรือสีประจำแบรนด์ แต่เป็นเรื่องของ ‘ตัวตน และบุคลิกภาพ’ ของแบรนด์ ที่สะท้อนผ่านทุกการสื่อสาร น้ำเสียง (Tone of Voice) โฆษณา วิธีการบริการลูกค้า ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ ซึ่งบุคลิกที่ว่านี้ก็จะถูกออกแบบ ‘ให้ตรงจริต’ กับกลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์ เพื่อให้จดจำ และเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้
⭐ หากเปรียบเทียบง่าย ๆ
– Brand Identity = “รูปลักษณ์ภายนอก” เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่
– Brand Archetypes = “ตัวตนภายใน” เช่น ค่านิยม ทัศนคติ และวิธีคิด
⬛ [ พัฒนาต่อยอดสู่ ‘บุคลิกทางธุรกิจ’ (Brand Archetypes) ที่ใช้จนถึงปัจจุบัน ]
ต่อมามาร์กาเร็ต มาร์ก (Margaret Mark) ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์แบรนด์ที่มีชื่อเสียง ร่วมมือกับ แครอล เอส. เพียร์สัน (Carol S. Pearson) นักวิชาการชาวอเมริกา นำทฤษฎี Archetype มต่อยอดไปสู่ด้านธุรกิจโดยเฉพาะ
ในหนังสือ The Hero and the Outlaw: Building Extraordinary Brands Through the Power of Archetypes (2001) ที่ได้ขยายทฤษฎี Archetype ไปสู่บุคลิก 12 รูปแบบเพื่อให้ธุรกิจสามารถสร้างตัวตนของแบรนด์ได้อย่างละเอียดมากขึ้น และยังคงใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ในการเป็นกรอบอ้างอิงเพื่อวางกลยุทธ์การสื่อสาร และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับกลุ่มเป้าหมาย
อาจกล่าวได้ว่า Brand Archetypes คือการจำลองว่า “หากแบรนด์เป็นมนุษย์ เขาจะมีบุคลิกแบบไหน” ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์สามารถวางคาแรกเตอร์เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีบุคลิกเดียวกันเข้ามาหาแบรนด์ เรียกได้ว่า ‘คนแบบเดียวกัน ก็จะดึงดูดกัน’ นั่นเอง มาดูกันว่าตามหลัก Brand Archetypes แล้ว มีบุคลิกแบบไหนบ้าง
👉 1. The Innocent (ผู้ไร้เดียงสา) – มองโลกในแง่ดี, แสวงหาความสุขและความสงบ, หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้สีที่ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ เช่น สีขาว ฟ้าอ่อน หรือพาสเทล
– ใช้ข้อความที่เป็นมิตรและเรียบง่าย
– เน้นความรู้สึกอบอุ่น สะอาด และปลอดภัย
ตัวอย่างแบรนด์: Coca-Cola, Dove, McDonald’s
👉 2. The Ruler (ผู้นำ) – มีความเป็นผู้นำ, มาตรฐานสูง มุ่งเน้นคุณภาพ, เชื่อในโครงสร้าง และกฎเกณฑ์
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ดีไซน์ที่ดูหรูหรา มีระดับ และมีเอกลักษณ์
– ใช้ภาษาที่แสดงถึงความมั่นใจและอำนาจ
– เน้นความเป็นที่สุดในอุตสาหกรรม
ตัวอย่างแบรนด์: Rolex, Mercedes-Benz, Louis Vuitton
👉 3. The Creator (ผู้สร้างสรรค์) – สร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ, เชื่อในพลังของความคิดสร้างสรรค์, ต้องการสร้างความเป็นเอกลักษณ์
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ดีไซน์ที่แปลกใหม่และล้ำสมัย
– สนับสนุนให้ลูกค้าสร้างสรรค์หรือแสดงตัวตน
– ใช้สโลแกนที่กระตุ้นจินตนาการ เช่น “Think Different”
ตัวอย่างแบรนด์: Apple, Adobe, LEGO
👉 4. The Explorer (นักสำรวจ) – มองหาประสบการณ์ใหม่, รักในเสรีภาพ, ค้นหาตัวตนของตนเอง
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงการผจญภัยและการเดินทาง
– นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเป็นอิสระและเปิดกว้าง
– ใช้ข้อความที่กระตุ้นให้ลูกค้าออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ๆ
ตัวอย่างแบรนด์: Jeep, The North Face, Patagonia
👉 5. The Sage (นักปราชญ์) – ตามหาความจริงของโลก, การเรียนรู้สำคัญที่สุด, แบ่งปันความรู้กับผู้อื่น
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในการสื่อสาร
– นำเสนอเนื้อหาที่มีความลึกซึ้งและให้ความรู้
– สร้างความเชื่อมั่นผ่านความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างแบรนด์: Google, BBC, Harvard University
👉 6. The Magician (นักมายากล) – เชื่อในพลังของจินตนาการและความลึกลับ, ต้องการสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและมหัศจรรย์
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความมหัศจรรย์และความลึกลับ
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เปลี่ยนแปลงชีวิตลูกค้า
– ใช้ข้อความที่กระตุ้นความฝันและจินตนาการของลูกค้า
ตัวอย่างแบรนด์: Disney, Apple, Tesla
👉 7. The Hero (วีรบุรุษ) – เอาชนะความท้าทาย, เชื่อในความพยายาม, ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่น
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมาย
– ใช้ข้อความที่กระตุ้นให้ลูกค้าก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง
ตัวอย่างแบรนด์: Nike, Adidas, FedEx
👉 8. The Outlaw (นอกกฎหมาย) – กล้าปฏิวัติสู่สิ่งใหม่, ท้าทายและทลายข้อจำกัด, ยืดหยัดในสิ่งที่เชื่อ
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความท้าทายและการปฏิวัติ
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป
– ใช้ข้อความที่กระตุ้นให้ลูกค้าคิดนอกกรอบและท้าทายสภาพที่เป็นอยู่
ตัวอย่างแบรนด์: Harley-Davidson, Virgin, Diesel
👉 9. The Lover (คนรัก) – ชอบสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง, เชื่อในพลังของความงามและความหลงใหล
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความโรแมนติกและความงาม
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่กระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ของลูกค้า
– ใช้ข้อความที่เน้นความสัมพันธ์และความรัก
ตัวอย่างแบรนด์: Chanel, Victoria’s Secret, Godiva
👉 10. The Caregiver (ผู้ดูแล) – ช่วยเหลือและดูแลผู้อื่น, เห็นความสำคัญของการให้และการสนับสนุน, ต้องการสร้างความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้อื่น
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความอบอุ่นและความห่วงใย
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ช่วยปรับปรุงชีวิตของลูกค้า
– ใช้ข้อความที่เน้นการสนับสนุนและการดูแล
ตัวอย่างแบรนด์: Johnson & Johnson, Unicef, ไทยประกันชีวิต
👉 11. The Jester (ผู้มีอารมณ์ขัน) – ชอบสร้างความสนุกสนาน และความสุข, รักในเสียงหัวเราะ, อยากให้ผู้อื่นยิ้มตาม
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความขี้เล่นและความสนุก
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างความบันเทิง
– ใช้ข้อความที่เบาสบายและมีอารมณ์ขัน
ตัวอย่างแบรนด์: Oreo, M&M’s, Fanta
👉 12. The Everyman (คนธรรมดา) – แนบเนียนไปกับกลุ่มสังคม, ยึดมั่นในความเท่าเทียม, ต้องการเป็นที่ยอมรับ
กลยุทธ์ของแบรนด์
– ใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงความเรียบง่ายและความจริงใจ
– นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะสำหรับทุกคน
– ใช้ข้อความที่เป็นมิตรและไม่ซับซ้อน
ตัวอย่างแบรนด์: IKEA, Muji, Levi’s
การทำความเข้าใจและเลือกใช้ Brand Archetype ที่เหมาะสมกับแบรนด์ จะช่วยสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า และทำให้แบรนด์โดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
👉🏻อ่านบทความดูลิงก์ในคอมเมนต์
!