26/02/2012
ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด เพราะ การลงทุนมีความเสี่ยง (ตอนที่ 2)
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
ณ. ประเทศกำลังพัฒนาอันไกลโพ้นแห่งหนึ่ง…
เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน คนที่ผมรู้จักคนนึ่งเริ่มสนใจลงทุนในวงการอสังหาริมทรัพย์ครับ
ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ City Condo กำลังเริ่มบูม เพราะผู้ประกอบการหลายๆราย หันมาทำคอนโดฯ ริมรถไฟฟ้ากันหมด
และราคาของ City Condo ตอนนั้นก็ถือว่าไม่แพง, แถวๆย่านสุขุมวัท (ไม่ใช่สุขุมวิทนะครับ) ใกล้ๆทองแหล่ม (อ่ะ! ไม่ใช่ทองหล่อนะครับ)
ยังซื้อได้ในราคาประมาณ 55,000 บาท/ตร.ม. เท่านั้นเอง! (ขอใช้หน่วยบาท เพื่อความเข้าใจง่าย)
เพื่อนผมจองห้อง One-Bedroom ขนาด 35 ตร.ม. ราคาห้องประมาณ 1.93 ล้านบาท
ด้วยเงินจำนวน 20,000 บาท และ จ่ายค่าทำสัญญาอีก 80,000 บาทภายใน 7 วัน
ผ่านไปประมาณ 10 วัน พนักงานขายโทรมาหาเพื่อนผมและถามว่าสนใจขายห้องมั้ย
เพราะว่ามีคนอยากซื้อต่อ ด้วยราคา 2.20 ล้านบาท
โอ้ว!!!!!...แม่เจ้า..!!!
เป็นใครจะไม่ขาย…ขายอยู่แล้วครับ ลงทุนไม่ถึงเดือน ได้กำไร 270,000 บาท เป็นใครก็เอาครับ
เพียงแค่ภายใน 10 วัน, เพื่อนผมจ่ายเงินไป 100,000 บาท
ได้กำไร 2,200,000-1,930,000 = 270,000 บาท (แต่ต้องให้ค่า Commission กับพนักงานขาย 10% ของกำไร)
ดังนั้นก็ได้กำไรทั้งหมด 270,000 x 90% = 243,000 บาท
ถือว่าได้ Return จากเงินต้น = 243%
ที่สำคัญคือ ได้กำไรภายในเวลาไม่ถึงเดือน!!!
หวานหอมมิใช่เล่น...
หลังจากนั้นเพื่อนผมก็เริ่มสนใจวงการนี้ขึ้นเรื่อยๆครับ
จากที่เริ่มซื้อ 1 ห้อง, ก็เป็นซื้อ 2 ห้อง >> จากที่ได้กำไร 2 แสนบาท ก็กลายเป็นได้กำไร 4 แสนบาท
จากที่ซื้อ 2 ห้อง ก็กลายเป็น ซื้อ 4 ห้อง >> จากที่ได้กำไร 4 แสนบาท ก็ได้กำไรเป็น 6 แสนบาท
จากที่ซื้อ 4 ห้อง ก็กลายเป็น ซื้อ 10 ห้อง >> ทีนี้ได้กำไรเป็นล้านเลยครับ!!
เอาหล่ะครับทีนี้ พอได้เงินเยอะๆ เพื่อนๆรอบตัวก็เริ่มสนใจบ้างแล้ว
“เฮ้ย!! ได้เงินง่าย ได้เงินเร็ว สบายจริงๆ… เอาด้วยดีกว่า” ทุกคนว่าอย่างนั้น
ทีนี้ก็เริ่มกลายเป็นแก็งค์ครับ… แก๊งค์นักลงทุน!!
ทุกคนที่เข้ามาตอนแรกๆ ก็ทำรายได้ดีครับ ได้เป็นกอบเป็นกำ ได้หลัก หมื่นบ้าง แสนบ้าง แล้วแต่มุมห้อง แล้วแต่โอกาส
พอได้เงินมากๆ บางคนก็เริ่มซื้อมากขึ้นและเริ่มมีแนวคิดที่เสี่ยงยิ่งขึ้น เช่น ซื้อ 20 ห้องไปเลย เพราะ จองแค่ 20,000 บาท
ก็เหมือนลงทุนแค่ 400,000 บาท แต่ถ้าขายได้ 10 ห้อง กำไรห้องละ 1 แสน แบบนี้ก็ได้ 1 ล้านแล้ว… สบาย!!!
ทุกอย่างดูหวานหอมไปหมด...
จ่ายเงินน้อย… ได้เงินเยอะ…
กลับมาดูอีกมุมหนึ่ง…
ในมุมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ พอเปิดโครงการแล้วขายดี ขายหมดเร็ว ก็เริ่มทยอยเปิดโครงการเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ถ้าบริษัทฯเปิดขายช้า บริษัทฯอื่นก็จะเปิดขายตัดหน้าไปก่อน ซึ่งเป็นอะไรที่ยอมไม่ได้ เพราะจะสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้
ดังนั้น ต้องรีบเปิดขายและรีบปิดการขาย แล้วรีบเปิดขายอีกแล้วก็รีบปิดการขายอีก
อย่างที่เคยได้ยินมาว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง”
ถ้าเทียบกับกรณีนี้แล้ว เรียกว่า มือทั้ง 2 ข้าง ช่วยกันตบอย่างจริงจัง และที่สำคัญ ช่วยกันตบอย่างแรงเลยด้วยครับ
และเป็นการตบที่ยิ้มไปตบไปด้วยนะสิเนี่ย
เขียนมาถึงตอนนี้ ใครที่ยังไม่ได้เข้ามาร่วมลงทุนแบบนี้
อยากจะเข้ามาร่วมหวานหอมแบบนี้บ้างมั้ยครับ
แต่ขอให้อดใจอีกนิด อย่าเพิ่งรีบเข้ามาคลุกวงใน
เพราะตอนหน้าผมมีเรื่องเล่าของเพื่อนผมมาให้ฟังเพิ่มอีกนิดครับ
แล้วค่อยตัดสินใจกันนะครับ