Enrich Property Co.,Ltd.

Enrich Property Co.,Ltd. บริษัทซื้อ เช่า ขายสังหาริมทรัพย์ แ?

คนจนไม่ได้ใช้ แต่คนใช้ไม่ได้จน’ ช่องโหว่นโยบายบัตรคนจนผ่านมาแล้ว 1 เดือนกับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือที่เรียกกันว่า ...
02/11/2017

คนจนไม่ได้ใช้ แต่คนใช้ไม่ได้จน’ ช่องโหว่นโยบายบัตรคนจน

ผ่านมาแล้ว 1 เดือนกับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือที่เรียกกันว่า “บัตรคนจน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนจนตามชื่อบัตรในการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และค่าเดินทาง แม้ว่าจุดเริ่มต้นของนโยบายดังกล่าวจะดีแค่ไหน แต่ที่ผ่านมายังคงมีปัญหาให้ทางภาครัฐจะต้องตามแก้ไขและปรับปรุงอีกหลายด้าน อาทิ ความไม่พร้อมของเครื่อง EDC หรือเครื่องอ่านบัตร ในร้านธงฟ้าที่ยังกระจายไม่ครบทุกพื้นที่ ปัญหาการใช้บัตรผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงการใช้ในการเดินทางโดยรถไฟ และรถเมล์ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมายังประสบปัญหาระบบล่ม และปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “คนจนไม่ได้ใช้ แต่คนใช้ไม่ได้จน”

ช่องโหว่ใหญ่ตั้งแต่เริ่มหา “คนจน”
จากมุมมองของ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่า จากการสำรวจของสภาพัฒน์ ประเทศไทยมีคนจนในทุกช่วงอายุ ประมาณ 8% หรือ 4-5 ล้านคน แต่จากการลงทะเบียนคนจนซึ่งมีเงื่อนไขเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป กลับมีผู้มาลงทะเบียนถึง 14 ล้านคน แม้หลังจากผ่านการคัดกรองแล้วจะเหลือ 11 ล้านคน ก็ยังมากกว่าข้อมูลของสภาพัฒน์ ช่วยยืนยันได้ว่าผู้ที่มาลงทะเบียนมีคนที่ไม่จนจริง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากภาครัฐยึดจำนวนคนเหล่านี้ไปออกมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ จะยิ่งทำให้คนที่ไม่จนได้รับประโยชน์ไปด้วย ทำให้งบประมาณรั่วไหลอย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์

แม้ว่าปัญหาคนไม่จนแต่กลับได้ใช้บัตรคนจนจะน่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ คนที่จนจริงๆ ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนได้เข้ามารับสิทธิเหล่านี้ครบหรือไม่ เพราะคนที่จนจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ชอบกรอกข้อมูล หรือไม่ทราบข่าว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกระบวนการไหนชี้วัดข้อมูลตรงจุดนี้ได้เลย

ให้เป็นของแทนการให้เงิน ดีกว่าจริงหรือ?
การแจกเงินในมุมมองของคนชั้นกลางในประเทศไทยส่วนใหญ่มักไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เนื่องจากมองว่าคนที่ได้เงินไปจะงอมืองอเท้าไม่ทำงาน จะไปซื้อเหล้า หรือบุหรี่หมด แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มองว่าให้เงินจะได้ประโยชน์มากกว่าให้ของ เพราะคนที่จนจริงๆ จะไม่ไปใช้ซื้อบุหรี่ หรือเหล้า หากอาหาร และเครื่องนุ่งห่มยังไม่เพียงพอ แต่คนที่จนไม่จริงต่างหากที่จะนำไปซื้อของอย่างอื่น เพราะมีปัจจัย 4 ครบแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์พบว่าสัดส่วนคนจนที่ใช้เงินผิดประเภท นำไปซื้ออบายมุขต่าง ๆ มีเพียง 1-2% เท่านั้น

นอกจากนี้ การให้เป็นของมีข้อจำกัดมากมาย อาทิ ต้องซื้อจากร้านธงฟ้า ต้องมีเครื่องอ่านบัตร คนจนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่มีร้านธงฟ้าในพื้นที่จึงต้องเสียค่าเดินทางเพิ่ม ดังนั้นถ้าให้เป็นเงินจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ต้องให้ไม่มาก แค่ให้ผ่านช่วงชีวิตที่ลำบากไปได้ และช่วยในเรื่องที่จำเป็นอื่น ๆ เพราะหากให้เงินจำนวนมาก จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนไม่จนวิ่งเข้าหาช่องทางของคนจนมากขึ้น ซึ่งก็ต้องกลับไปตั้งต้นที่กระบวนการตามหาคนจนจริง ๆ ให้พบ

แนะ 2 กระบวนการคัดกรอง
1. คัดกรองจากข้อมูลการใช้จ่าย กระบวนการคัดกรองขณะนี้จะพิจารณาแค่มีหนี้สินและทรัพย์สินเท่าไหร่ แต่ข้อมูลที่แม่นยำมากกว่านั้นคือ ข้อมูลการใช้จ่าย โดยรัฐบาลอาจจะต้องออกกฎหมายเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้จ่าย เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิตของแต่ละธนาคาร ดูว่าแต่ละคนใช้จ่ายเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งจะทราบได้ทันทีว่าใครไม่จน
2. ใช้ อสม. ช่วยคัดคนจน กลไกของการตามหาคนจน ต้องใช้คนที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ อาทิ อาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคนในพื้นที่คอยดูแลด้านสุขภาพของคนในชุมชน โดย 1 คน จะดูแล 15 ครอบครัว ทำให้คนเหล่านี้มีข้อมูลว่าบ้านไหนเป็นอย่างไร ใครจนหรือไม่จนบ้าง เมื่อเทียบกับการที่รัฐบาลตรวจสอบโดยการจ้างนักศึกษาซึ่งใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งนักศึกษาเหล่านั้นไม่มีทางรู้ได้ว่าข้อมูลที่ได้มาจริงหรือเท็จเพราะไม่ใช่คนในพื้นที่ การใช้ อสม. จึงคุ้มค่าและได้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการบัตรคนจนคงต้องรอดูอีกอย่างน้อย 1-2 ปี แต่ที่แน่นอนคือเม็ดเงิน 4 หมื่นล้านในบัตรคนจนแม้จะไม่มากแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ระหว่างนี้ภาครัฐจะต้องปรับปรุงด้านการคัดกรองให้มีช่องโหว่น้อยที่สุด โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข ในการปรับปรุงฐานข้อมูล มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนจนได้อย่างถูกจุด

Credit : http://www.ddproperty.com

คนกรุงเตรียมใจ!!! ปิด 5 แยกลาดพร้าว สิ้นเดือน ม.ค.2560รฟม. เตรียมก่อสร้างตอม่อรถไฟฟ้า BTS ผ่าน 5 แยกลาดพร้าว ด้านตำรวจเต...
05/01/2017

คนกรุงเตรียมใจ!!! ปิด 5 แยกลาดพร้าว สิ้นเดือน ม.ค.2560

รฟม. เตรียมก่อสร้างตอม่อรถไฟฟ้า BTS ผ่าน 5 แยกลาดพร้าว ด้านตำรวจเตรียมทดลองปิดจราจรเสมือนจริงยึดรูปแบบ "แยกรัชโยธินโมเดล" ปลายเดือนมกราคมนี้

วันที่ 4 มกราคม 2560 สำนักข่าว INN รายงานว่า พล.ต.ต. จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เผยว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พร้อมด้วย บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ผู้รับเหมาสัญญาที่ 1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ จะเริ่มเข้าพื้นที่ก่อสร้างบริเวณห้าแยกลาดพร้าวในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้

โดยรูปแบบก่อสร้างนั้นจะก่อสร้างเสาตอม่อต่อจากโครงสร้างรถไฟฟ้าบีทีเอส ฝั่งหมอชิตและจากฝั่งห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว เข้ามาจ่อที่ห้าแยกลาดพร้าวก่อน จากนั้นจึงจะทำการเชื่อมโครงสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้ายกข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์

สำหรับแผนจัดการจราจรระหว่างก่อสร้างที่ห้าแยกลาดพร้าว จะยึดรูปแบบจากแยกรัชโยธินโมเดล โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน การประชาสัมพันธ์เชิงรุกกระตุ้นเตือนผู้ใช้ทางรับทราบข้อมูลล่วงหน้า รวมถึงการทดลองปิดเสมือนจริงเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ทางเกิดความคุ้นเคย

อย่างไรก็ตามการก่อสร้างบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ปัญหาจราจรอาจจะน้อยกว่าแยกรัชโยธิน เพราะไม่ได้มีการรื้อสะพานข้ามแยก เพียงแต่ช่องจราจรจะแคบหรือน้อยลงกว่าเดิมเท่านั้น เชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เครดิต : http://hilight.kapook.com/view/147375

รฟม.ฟรีค่าธรรมเนียมบัตรโดยสาร MRT Plus 12-31 ส.ค.นี้รฟม. ยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตรโดยสาร MRT Plus ทุกประเภทให้แก่ผู้โดยส...
15/08/2016

รฟม.ฟรีค่าธรรมเนียมบัตรโดยสาร MRT Plus 12-31 ส.ค.นี้

รฟม. ยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตรโดยสาร MRT Plus ทุกประเภทให้แก่ผู้โดยสารรถไฟฟ้า ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2559 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้โดยสารใช้บัตรโดยสาร MRT Plus มากขึ้น

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวถึงการให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ภายหลังจากเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการว่า รฟม. ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกบัตรโดยสาร MRT Plus มูลค่า 30 บาท แก่บัตรโดยสารทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ บัตรบุคคลทั่วไป บัตรนักเรียน/นักศึกษา บัตรเด็ก และบัตรผู้สูงอายุ จากเดิม 180 บาท เหลือเพียง 150 บาท (มูลค่าการเดินทาง 100 บาท และ ค่ามัดจำบัตร 50 บาท) ในระหว่างวันที่ 12 – 31 สิงหาคม 2559 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้โดยสารใช้บัตรโดยสาร MRT Plus มากขึ้น

สำหรับบัตร MRT Plus มีจำหน่ายบนสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ทั้ง 16 สถานี โดยใช้เป็นบัตรเติมเงินเพื่อชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และสายเฉลิมรัชมงคลได้ ซึ่งผู้โดยสารที่ใช้บัตรโดยสาร MRT Plus และเดินทางเปลี่ยนระบบ รฟม. จะยกเว้นค่าแรกเข้าระบบ (14บาท) ภายในระยะเวลา 60 นาที รวมถึงใช้ชำระค่าบริการจอดรถในอาคารจอดรถของรถไฟฟ้ามหานคร

สายฉลองรัชธรรมได้ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ อาคารจอดรถสถานีบางรักน้อยท่าอิฐ อาคารจอดรถสถานีสามแยกบางใหญ่ และอาคารจอดรถสถานีคลองบางไผ่ ส่วนอาคารจอดรถสถานีแยกนนทบุรี 1 อยู่ในระหว่างการปรับปรุงจากอาคารจอดรถ 4 ชั้นเป็น 10 ชั้น ซึ่งจะเปิดให้บริการในปีหน้า ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถนำบัตร MRT Plus ไปสมัครใช้บริการจอดรถรายเดือนได้ โดยให้เจ้าหน้าที่ที่ห้องออกบัตรรายเดือน ณ อาคารจอดรถทุกแห่ง ทำการบันทึกข้อมูลชำระค่าจอดรถรายเดือน (เดือนละ 1,000 บาท)

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 และ เฟซบุ๊คแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

รับร่างรัฐธรรมนูญดีอย่างไร!!!หลังจากศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ...
08/08/2016

รับร่างรัฐธรรมนูญดีอย่างไร!!!

หลังจากศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ผลสำรวจครั้งที่ 11: การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559” โดยมีการทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2 – 6 ส.ค จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปี ขึ้นไป และเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติทั่วประเทศ กระจายทุกระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 5,849 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการตัดสินใจลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 และความคิดเห็นต่อข้อเสนอให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีสิทธิร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี สรุปผลได้ดังนี้

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พบว่า ประชาชนที่ระบุว่าจะไปใช้สิทธิและสามารถตัดสินใจได้แล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไรนั้น ส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.87 ระบุว่า ไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ รองลงมา ร้อยละ 18.68 ระบุว่า ไปลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 4.45 ระบุว่า ไปใช้สิทธิ แต่ไม่มีมติไปทางใด ทางหนึ่งอย่างชัดเจน

ขณะที่ ตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิ์ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูป 27.6 ล้านคน จากยอดผู้มีสิทธิออกเสียง 50 ล้านคน ผลมติมหาชนท่วมท้นรับร่าง รธน.กว่า 15.56 ล้านเสียง มีผู้ไม่รับ 9.78 ล้านเสียง ส่วนคำถามพ่วงมีผู้รับ 13.9 ล้านเสียง ไม่รับ 10 ล้านเสียง และยอดบัตรเสียถึง 869,043 ใบ

และแม้ว่า ณ ขณะนี้ ผลการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ออกอย่างเป็นทางการ โดยมีผลประชามติ เห็นชอบร่างฯ 61.40% คำถามพ่วง 58.11% โดยส่วนใหญ่แสดงความเห็นไปในทางเดียวกัน และเมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบแล้วนั้น หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร จากมุมมอง 4 มิติ ดังนี้

1.ความเชื่อมั่น : ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนมีแนวโน้มจะขยับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคสินค้าคงทน อันเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลัง แต่ความเชื่อมั่นที่ฟื้นอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว 3 – 6 เดือน

2.การลงทุน : เอกชนไทยพร้อมจะทยอยลงทุนเพิ่มขึ้น หากเกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติก็จะเริ่มเข้ามาลงทุน ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนับว่าเป็นผลดีต่อภาคการลงทุน การจ้างงาน และการส่งออกในอนาคต

3.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี : เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวไม่แรงมาก ความเสี่ยงในประเทศแม้ลดลง แต่ไทยยังคงมีความเสี่ยงจากภาคต่างประเทศและยังต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข

4.การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และวินัยทางการคลังในอนาคต : หากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และมีที่มาของแหล่งเงินที่ชัดเจน เพื่อมาใช้ในงบประมาณนี้ในอนาคต การใช้จ่ายโดยรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่น่าจะมีปัญหาอย่างไร

หากพิจารณาเหตุการณ์ในอดีตภายหลังมีความชัดเจนทางการเมืองหลังผ่านร่างการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 หลังการเลือกตั้งปี 2550 และหลังการเลือกตั้งปี 2554 จะพบว่านักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยมาก ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรงได้ราว 3-4% และเงินบาทปรับแข็งค่าได้เกือบ 1% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็น่าจะเป็นภาวะชั่วคราวจากการคลายความกังวลซึ่งอาจมีการเทขายทำกำไรได้ในเวลาต่อมา ในทางตรงกันข้ามหากมีความวุ่นวายตามมา ตลาดอาจปรับตัวในทิศทางตรงกันข้าม แต่ก็ไม่น่าจะเลวร้ายเหมือนช่วงเกิดรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557

Cr : รากฐานเศรษฐกิจ

มาเรียนรู้ค่าก่อสร้างเพื่อการลงทุนกันเถอะ!!!ผมในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้สร...
04/08/2016

มาเรียนรู้ค่าก่อสร้างเพื่อการลงทุนกันเถอะ!!!

ผมในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้สรุปถึงกรณีศึกษาราคาค่าก่อสร้างอาคารว่า ราคาดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

ผมได้จัดทำราคาค่าก่อสร้างอาคารมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นการดำริของผมตั้งแต่ปี 2543 และผมก็เป็นผู้รับผิดชอบงานนี้มาโดยตลอด เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินค่าทรัพย์สิน และสำหรับประชาชน และนักลงทุนทั่วไปได้ใช้ต่อไป ในการดำเนินการของมูลนิธิฯ มูลนิธิฯ ได้แต่งตั้งให้นายสุรพงษ์ ตรีสุกล เป็นประธานคณะทำงาน และได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลจากทางราชการและภาคสนามมาดำเนินการจัดทำราคาค่าก่อสร้าง

ปกติ ค่าก่อสร้างอาคารประกอบด้วยค่าแรงและค่าวัสดุ ในส่วนของค่าวัสดุประกอบด้วย
ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 7.61%
ซิเมนต์ 11.73%
ผลิตภัณฑ์คอนกรีต 15.65%
เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก 22.57%
กระเบื้อง 6.92%
วัสดุฉาบผิว 2.91%
สุขภัณฑ์ 2.39%
อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา 12.64%
วัสดุก่อสร้างอื่น ๆ 17.58%
รวม 100%

สำหรับการเปลี่ยนแปลงล่าสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 – มิถุนายน 2559 (ไตรมาสที่ 2) สรุปว่ามีการเพิ่มขึ้นของวัสดุต่างๆ เฉลี่ย 1.2% โดยปัจจัยสำคัญก็คือเหล็กที่เพิ่มขึ้นถึง 7% ส่วนวัสดุอื่นๆ แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยกเว้น คอนกรีตที่ราคาลดลง 0.8% และวัสดุก่อสร้างอื่นที่ราคาลดลง 2.0% โดยมีรายละเอียดเป็นดังนี้:
ไม้ 0.0%
ซีเมนต์ 0.6%
ผลิตภัณฑ์คอนกรีต -0.8%
เหล็ก 7.0%
กระเบื้อง 0.0%
วัสดุฉาบผิว 0.0%
สุขภัณฑ์ 0.0%
อุปกรณ์ไฟฟ้า 0.7%
วัสดุก่อสร้างอื่นๆ -2.0%
ดัชนีรวม 1.29%

ค่าวัสดุข้างต้นเป็นส่วนหนึ่ง แต่ราคาค่าก่อสร้างยังประกอบด้วยค่าแรง และภาษีและค่าดำเนินการต่าง ๆ ดังนั้นค่าก่อสร้างที่แท้จริง จึงขึ้นเพียง 0.77% ในไตรมาสที่ 2 เท่านั้น โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. ค่าวัสดุ 60% 1.279% 60.77%
2. ค่าแรง กำไร ภาษีและค่าดำเนินการ 40% 0% 40.00%
รวม 100.77%

ราคาค่าก่อสร้างจะส่งผลต่อราคาบ้านอย่างไรบ้าง หากสมมติกรณีนี้เป็นอาคารบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง ต้นทุนค่าก่อสร้างบ้าน จะเป็นประมาณ 1 ส่วน ส่วนต้นทุนที่ดินเป็น 2 ส่วน รวมเป็น 3 ส่วน ดังนั้นหากต้นทุนค่าก่อสร้างลดลง 1.31% ส่วนต้นทุนที่ดินเพิ่มขึ้น 0.5% โดยประมาณ จึงทำให้ราคาบ้านไม่เปลี่ยนแปลง ตามรายละเอียดดังนี้
= {1 * (1+0.77%)} + {2 * (1 + 0.5%)}
= 3.0177 หรือราว ๆ 3.0 ซึ่งถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ดังนั้นราคาบ้านจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นในรอบไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อันที่จริงราคาค่าก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่กระเตื้องมากนัก การก่อสร้างต่าง ๆ จึงยังไม่มากนัก

Cr : ดร.โสภณ พรโชคชัย

รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) เติมเต็มโครงข่ายขนส่งมวลชน กทม.โซนตะวันออกเปิดขายซองเอกสารประกวดราคาไปแล้วสำหรับโครง...
03/08/2016

รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) เติมเต็มโครงข่ายขนส่งมวลชน กทม.โซนตะวันออก

เปิดขายซองเอกสารประกวดราคาไปแล้วสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ซึ่งเป็นโครงการตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ที่ได้กำหนดให้อยู่ในโครงข่ายเพิ่มเติมที่มีกำหนดเปิดให้บริการในอีกไม่กี่ปีนี้

รถไฟฟ้าสายสีเหลืองเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) สามารถขนส่งผู้โดยสารได้ 1 – 4 หมื่นคน/ชั่วโมง/ทิศทาง เน้นการใช้พื้นที่บริเวณเกาะกลางถนนให้เกิดประโยชน์มากที่สุด มีระดับทางวิ่งสูง 15 เมตร ชานชาลากว้าง 20-25 เมตร ยาว 110 เมตร เพื่อลดผลกระทบด้านการเวนคืนที่ดินให้น้อยที่สุด

แต่ละสถานีก่อสร้างตามมาตรฐานความปลอดภัยโดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารดังนี้คือ ชั้นพื้นดินหลังแนวบาทวิถี มีทางขึ้น-ลง 4 แห่ง พร้อมติดตั้งลิฟต์ บันใดเลื่อน และทางลาดเชื่อมต่อลิฟต์สำหรับผู้พิการฝั่งถนนละ 1 ตัว ชั้นที่ 1 เป็นชั้นออกบัตรโดยสาร (Concourse) ลักษณะแบบเปิดโล่ง และสามารถใช้เป็นสะพานลอยคนข้าม ชั้นนี้ประกอบด้วยที่จำหน่ายบัตรโดยสาร เครื่องเก็บบัตรโดยสารอัตโนมัติและสิ่งอำนวยความสะดวกผู้พิการ ได้แก่ ลิฟต์ โทรศัพท์สาธารณะ ห้องน้ำ และที่จำหน่ายตั๋ว โดยบางสถานีสามารถใช้เชื่อมต่อไปยังอาคารข้างเคียง และอาคารจอดรถของโครงการ ชั้นที่ 2 เป็นชานชาลา (Flatform) สำหรับจอดรถไฟฟ้ารับ-ส่งผู้โดยสาร มีประตูอัตโนมัติกั้นที่ชานชาลาสูงประมาณ 1.50 เมตร เพื่อป้องกันผู้โดยสารพลัดตกลงรางรถไฟฟ้า ปลายชานชาลาทั้ง 2 ด้านมีบันใดสำหรับผู้โดยสารขึ้น-ลง บันใดเลื่อน และบันใดสำหรับหนีภัยในกรณีฉุกเฉิน 2 แห่ง พร้อมลิฟต์ 2 ตัวสำหรับผู้พิการ

รถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีอาคารจอดแล้วจร (Park and Ride) อาคารจอดรถเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าที่สถานีศรีเอี่ยม จำนวน 1 แห่ง อาคาร 10 ชั้น สามารถจอดรถได้ประมาณ 3,000 คัน มีศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกของทางแยกต่างระดับศรีนครินทร์ตัดกับถนนบางนา-ตราด มีพื้นที่ประมาณ112 ไร่ ภายในศูนย์ประกอบด้วยศูนย์ควบคุมการเดินรถ กลุ่มอาคารซ่อมบำรุง สำนักงานบริหารและจัดการ และโรงจอดรถไฟฟ้า

ทั้งนี้ตลอดเส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองยังมีจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนอื่นๆถึง 4 จุด คือ สถานีรัชดาฯ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (MRT) สถานีลำสาลี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี สถานีพัฒนาการ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์และรถไฟสายตะวันออก สถานีสำโรง เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ

รถไฟฟ้าสายสีเหลืองมีจำนวน 23 สถานี ประกอบด้วย 1.สถานีรัชดาฯ ตั้งอยู่ช่วงหน้าอาคารจอดแล้วจรบนถนนรัชดาภิเษก 2. สถานีภาวนา ปากซอยภาวนา(ลาดพร้าว 41) 3.สถานีโชคชัย 4 หน้าศูนย์การค้าโชคชัย 4 (ลาดพร้าว 53) 4.สถานีลาดพร้าว 71 บริเวณปากซอยลาดพร้าว 71 5. สถานีลาดพร้าว 83 ระหว่างซอยลาดพร้าว 83 กับซอยลาดพร้าว 85 6. สถานีมหาดไทย บริเวณปากซอยลาดพร้าว 95 7. สถานีลาดพร้าว 101 ใกล้ตลาดสดลาดพร้าว 8. สถานีบางกะปิ หน้าห้างแม็คโคร ใกล้เดอะมอลล์บางกะปิ 9. สถานีลำสาลี ช่วงแยกลำสาลี 10. สถานีศรีกรีฑา ช่วงแยกศรีกรีฑา 11. สถานีพัฒนาการ ระหว่างจุดตัดทางรถไฟและจุดตัดถนนพัฒนาการ 12. สถานีกลันตัน หน้าธัญญะช็อปปิ้งพาร์ค 13. สถานีศรีนุช ด้านทิศใต้ของแยกศรีนุช 14. สถานีศรีนครินทร์38 ปากซอยศรีนครินทร์38 15. สถานีสวนหลวง ร.9 ระหว่างห้างซีคอนสแควร์และห้างพาราไดซ์พาร์ค 16. สถานีศรีอุดม ช่วงแยกศรีอุดม 17. สถานีศรีเอี่ยม บริเวณทางแยกต่างระดับศรีเอี่ยม 18. สถานีศรีลาซาล บริเวณแยกศรีลาซาล 19. สถานีศรีแบริ่ง บริเวณแยกศรีแบริ่ง 20. สถานีศรีด่าน ใกล้กับแยกศรีด่าน 21. สถานีศรีเทพา ใกล้กับแยกศรีเทพา 22. สถานีทิพวัล ปากซอยหมู่บ้านทิพวัล และ 23. สถานีสำโรง ใกล้แยกสุเทพา ช่วงแยกตลาดสดเทพารักษ์

แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลืองนี้มีจุดเริ่มต้นจากบริเวณจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT) ที่แยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปตามถนนลาดพร้าวจนถึงแยกบางกะปิ หลังจากนั้นจะเลี้ยวขวาไปเข้าสู่ถนนศรีนครินทร์ ผ่านแยกลำสาลี โดยมีจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน 2 สายคือ สายสีส้ม บริเวณแยกลำสาลี และแอร์พอร์ตลิงค์ บริเวณแยกต่างระดับพระราม 9 ต่อจากนั้นแนวเส้นทางจะวิ่งไปตามถนนศรีนครินทร์ ผ่านแยกพัฒนาการ ศรีนุช ศรีอุดมสุข ศรีเอี่ยม จนถึงแยกศรีเทพา ก่อนจะเลี้ยวไปทางทิศตะวันตก เข้าสู่ถนนเทพารักษ์ ผ่านจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่สถานีสำโรง มีระยะทางรวมประมาณ 30 กิโลเมตร

รถไฟฟ้าเส้นนี้แม้ว่าจะเริ่มประกาศขายเอกสารประกวดราคาไปแล้วแต่ยังมีกระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมาอีกช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะได้ผู้รับเหมาซึ่งคาดว่าจะได้ตัวผู้รับเหมาในปลายปีนี้ก่อนที่จะเริ่มลงพื้นที่ก่อสร้างในปลายปีหน้า ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ซึ่งหากสามารถเร่งรัดงานก่อสร้างและงานระบบติดตั้งได้เร็วก็คงจะให้บริการได้เร็วขึ้น รถไฟฟ้าเส้นทางนี้คงจะสามารถช่วยเติมเต็มโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนในพื้นทีกรุงเทพมหานครโซนตะวันออกได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

Cr : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ใครจะซื้อที่หรือมีที่เตรียมกันเลยนะคะ
01/08/2016

ใครจะซื้อที่หรือมีที่เตรียมกันเลยนะคะ

อัพเดต!!! รถไฟฟ้า 10 สาย ได้ใช้เมื่อไหร่ ?

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หากไม่มีอะไรคาดเคลื่อนอีก 5 ปีต่อจากนี้ (2559-2563) คนกรุงเทพฯ และจังหวัดข้างเคียง จะมีรถไฟฟ้า ใต้ดิน บนดิน และรถไฟชานเมือง เพิ่มขึ้นอีก 8 สาย เริ่มจาก ไฮไลต์ปีนี้คือ สายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ที่ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยัน สิงหาคม นี้เดินรถแน่ คิวถัดไป คือ สายสีน้ำเงิน ช่วง บางซื่อ-ท่าพระ กับ หัวลำโพง บางแค (ดูตารางประกอบ) ส่วน รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน – บางซื่อ) แม้สร้างเสร็จแล้ว(กำหนดเดิมเดินรถปี2559) แต่เนื่องจากใช้สถานเดียวกับ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) จึงต้องรอไปถึงปี 2563 โดยประมาณจึงจะเดินรถเต็มรูปแบบได้

ส่วนโครงการที่ครม.เพิ่งอนุมัติและกำลังเข้าสู่ขั้นตอนเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูล เช่นโครงการรถไฟสายสีชมพู (ปากเกร็ด-หลักสี่-มีนบุรี-สุวินทวงศ์) เหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง ส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) หรือโครงการที่ อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็น ออกแบบ อาทิ สาย เขียวเข้ม (สมุทรปราการ-บางปู) อย่างเร็วที่สุดที่คนกรุงฯจะได้ใช้บริการโครงการรถไฟฟ้าในกลุ่มนี้เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย คือ ปี 2572 หรือ 13 ปีนับจากนี้ ไม่นานเลย

Cr: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ยกชิ้นส่วนสร้างรถไฟฟ้าสีเขียว รฟม.แจ้งเบี่ยงจราจร หน้าตลาดยิ่งเจริญ!!!วันนี้ -2 ส.ค. รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรถนนพหลฯ หน้าลาน...
01/08/2016

ยกชิ้นส่วนสร้างรถไฟฟ้าสีเขียว รฟม.แจ้งเบี่ยงจราจร หน้าตลาดยิ่งเจริญ!!!

วันนี้ -2 ส.ค. รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรถนนพหลฯ หน้าลานจอดรถตลาดยิ่งเจริญ 2 ถึง 3 เพื่อยกชิ้นส่วนทางวิ่งสำเร็จรูป และคานสถานีสะพานใหม่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า รฟม. ขอแจ้งเบี่ยงจราจร บนถนนพหลโยธิน บริเวณด้านหน้าลานจอดรถตลาดยิ่งเจริญ 2 ถึง 3 เนื่องด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการยกชิ้นส่วนทางวิ่งสำเร็จรูป และชิ้นส่วนคานสถานีสะพานใหม่ บริเวณด้านหน้าลานจอดรถของตลาดยิ่งเจริญ 2 ถึง ด้านหน้าลานจอดรถของตลาดยิ่งเจริญ 3 จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธินฝั่งขาออกเพิ่ม (ชิดเกาะกลาง) จำนวน 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางการจราจรฝั่งขาออกคงเหลือ 1 ช่องทางและฝั่งขาเข้าคงมี 2 ช่องทาง ในวันจันทร์ที่ 1 ส.ค. 2559 ถึง วันอังคารที่ 2 ส.ค. 2559 ในช่วงเวลา ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจะจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

Cr : ไทยรัฐ

อัพเดต!!! รถไฟฟ้า 10 สาย ได้ใช้เมื่อไหร่ ?สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หากไม่มีอะไรคาดเคลื่อนอีก 5 ปีต่อจากนี้ (2...
29/07/2016

อัพเดต!!! รถไฟฟ้า 10 สาย ได้ใช้เมื่อไหร่ ?

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง หากไม่มีอะไรคาดเคลื่อนอีก 5 ปีต่อจากนี้ (2559-2563) คนกรุงเทพฯ และจังหวัดข้างเคียง จะมีรถไฟฟ้า ใต้ดิน บนดิน และรถไฟชานเมือง เพิ่มขึ้นอีก 8 สาย เริ่มจาก ไฮไลต์ปีนี้คือ สายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) ที่ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยัน สิงหาคม นี้เดินรถแน่ คิวถัดไป คือ สายสีน้ำเงิน ช่วง บางซื่อ-ท่าพระ กับ หัวลำโพง บางแค (ดูตารางประกอบ) ส่วน รถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (ตลิ่งชัน – บางซื่อ) แม้สร้างเสร็จแล้ว(กำหนดเดิมเดินรถปี2559) แต่เนื่องจากใช้สถานเดียวกับ สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) จึงต้องรอไปถึงปี 2563 โดยประมาณจึงจะเดินรถเต็มรูปแบบได้

ส่วนโครงการที่ครม.เพิ่งอนุมัติและกำลังเข้าสู่ขั้นตอนเปิดให้เอกชนเข้าร่วมประมูล เช่นโครงการรถไฟสายสีชมพู (ปากเกร็ด-หลักสี่-มีนบุรี-สุวินทวงศ์) เหลือง (ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง ส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) หรือโครงการที่ อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รับฟังความคิดเห็น ออกแบบ อาทิ สาย เขียวเข้ม (สมุทรปราการ-บางปู) อย่างเร็วที่สุดที่คนกรุงฯจะได้ใช้บริการโครงการรถไฟฟ้าในกลุ่มนี้เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย คือ ปี 2572 หรือ 13 ปีนับจากนี้ ไม่นานเลย

Cr: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

เปิดพื้นที่ราคาที่ดินแพงสุด-ถูกสุดในประเทศไทย!!!ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย หรือ AREA ได้เปิดเผยผลกา...
29/07/2016

เปิดพื้นที่ราคาที่ดินแพงสุด-ถูกสุดในประเทศไทย!!!

ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย หรือ AREA ได้เปิดเผยผลการสำรวจราคาที่ดินล่าสุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ที่ดินที่มีราคาแพงที่สุดในขณะนี้คือ บริเวณสยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิต (ราคา 1.9 ล้านบาทต่อตร.ว. หรือ 760 ล้านบาทต่อไร่) สำหรับที่ดินขนาด 4 ไร่ เนื่องจากมีรถไฟฟ้า 2 สายวิ่งตัดกัน ส่งผลให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ขยายตัวสูงสุดโดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก แซงหน้าสีลมและเยาวราชที่เคยแพงที่สุด โดยบริเวณสุขุมวิท-ไทม์สแควร์ ราคารองลงมาคือ 1.85 ล้านบาทต่อตร.ว. (740 ล้านบาทต่อไร่) ในส่วนของพื้นที่สีลมราคาที่ดินอยู่ที่ 1.6 ล้านบาทต่อตร.ว. (640 ล้านบาทต่อไร่) เพราะมีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเพียงสายเดียว ส่วนเยาวราช มีราคา 1.2 ล้านบาทต่อตร.ว. (480 ล้านบาทต่อไร่) เพราะยังไม่มีรถไฟฟ้า แต่ในอนาคตเมื่อรถไฟฟ้าผ่านเจริญกรุงเสร็จ ราคาที่ดินคงจะพุ่งขึ้นอีกมาก ในขณะที่ช่วงกลาง ๆ ของถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) ราคา 1.1 ล้านบาทต่อตร.ว. (440 ล้านบาทต่อไร่) ต่ำกว่าแถวไทม์สแคร์ที่อยู่ห่างกันไม่มากนัก เนื่องจากมีรถไฟฟ้าใต้ดินผ่านเพียงสายเดียว

สำหรับราคาที่ดินต่ำที่สุด ได้แก่ บริเวณถนนเลียบคลอง 13 ลำลูกกา โดยที่ดินขนาด 4 ไร่ มีราคา 2,500 บาทต่อตร.ว. หรือ 1 ล้านบาทต่อไร่ ทั้งนี้ ถ้าเป็นที่ดินแปลงใหญ่ขนาด 16 ไร่ จะเป็นเงิน 2,200 บาทต่อตร.ว. หรือ 8.8 แสนบาทต่อไร่ และขนาด 36 ไร่ ราคาจะอยู่ที่ 1,100 บาทต่อตร.ว. หรือ 4.4 แสนบาทต่อไร่ เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีโครงการสาธารณูปโภคใด ๆ โดยเฉพาะทางด่วนและรถไฟฟ้า แม้ว่าจะมีถนนวงแหวนรอบนอกสายที่ 3 แต่ก็อยู่ไกลจากบริเวณนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดิน รองลงมาคือบริเวณที่ดินตรงข้ามศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ราคา 4,600 บาทต่อตร.ว. หรือ 1.84 ล้านบาทต่อไร่ สำหรับที่ดินขนาด 4 ไร่ ทั้งนี้เพราะบริเวณดังกล่าวมีข้อจำกัดในการก่อสร้าง ไม่อาจพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้ เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพของศูนย์ ส่วนที่เข้ามาถึงในเขตกทม.แถวถนนประชาสำราญ ราคาอยู่ที่ 6,200 บาทต่อตร.ว.หรือ 2.48 ล้านบาทต่อไร่

Cr : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

ที่อยู่

99/246 หมู่8 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Enrich Property Co.,Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Enrich Property Co.,Ltd.:

ทางลัด

แชร์