14/09/2026
[ สะเทือนสภาสูง! กกต. มีมติฟัน 77 ราย "คดีฮั้ว สว." ส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ พร้อมสืบแนวทางกฎหมาย: หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหรือไม่? สว.สำรอง มีสิทธิ์เสียบแค่ไหน? ]
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกเอกสารเผยแพร่มติชี้ขาดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กรณีการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปี 2567 หรือที่สังคมรู้จักกันในชื่อ "คดีฮั้ว สว."
ภายหลังกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่รวบรวมพยานหลักฐานหนาแน่นถึง 75,722 หน้า ที่ประชุม กกต. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง/สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องรวม 77 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ถึง 26 ราย
เหตุการณ์นี้นับเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อสถาบันนิติบัญญัติ และนำมาซึ่งคำถามสำคัญของสังคมไทยว่า กระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร สว. ที่ถูกร้องจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และระบบบัญชีสำรองจะถูกเปิดใช้ในลักษณะใด?
[ จุดเริ่มต้นมหาศาลสำนวน: DSI ส่งแฟ้มลับด่วนที่สุด "ขบวนการจัดตั้งเครือข่ายฮั้ว" ]
ย้อนกลับไปในการจัดเลือก สว. ชุดนี้ภายใต้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งใช้ระบบ "เลือกกันเอง" แบ่งตามกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ดำเนินการ 3 ระดับ (อำเภอ, จังหวัด, และประเทศ) กระทั่ง กกต. ประกาศรับรองผลเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567
ทว่า ในระหว่างกรอบเวลาดังกล่าว ได้มีเรื่องร้องคัดค้านพุ่งสูงถึง 619 เรื่อง และมีการตรวจสอบผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสูงถึง 1,767 ราย
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ส่งหนังสือลับด่วนที่สุด (ที่ ยธ 0824/0050) ถึง กกต. แจ้งพฤติการณ์อันมีเหตุอันควรสงสัยถึง "การจัดตั้งเครือข่ายบุคคลเพื่อฮั้วเลือก สว." โดยมีรายละเอียดรูปแบบพฤติการณ์อย่างเป็นระบบ:
1.จัดกลุ่มผู้สมัครและวางอัตราค่าตอบแทน: มีการแบ่งบทบาทหน้าที่และกำหนดเงินรางวัลตามลำดับขั้นการผ่านเข้ารอบ
2.โพยจัดตั้ง: นัดหมายผู้มีสิทธิเลือกในระดับประเทศเพื่อแจกจ่าย "โพย" การลงคะแนน
3.การอำนวยความสะดวก: มีการจ่ายเงินมัดจำ จัดเตรียมยานพาหนะและที่พักในการเดินทางไปเลือก สว.
4.ผลลัพธ์ผิดธรรมชาติ: ผลการลงคะแนนทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ ออกมาตรงตาม "โพย" อย่างน่าสงสัย
ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 18 มีนาคม 2568 กกต. จึงมีมติสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อลุยตรวจพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนนำมาสู่การลงมติชี้ขาดในวันที่ 14 กันยายน 2569
[ เจาะลึกมติ กกต.: ใครโดนอะไรบ้างใน 77 ราย? ]
จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย และผู้ร้อง 67 ราย กกต. มีมติให้ดำเนินคดีรวม 77 ราย โดยแบ่งตามสถานะบุคคลได้ดังนี้:
__สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง: 26 ราย
__ผู้มีสิทธิเลือก สว. (ไม่ใช่ สว. ดำรงตำแหน่งหรือสำรอง): 36 ราย
__บุคคลอื่น (ผู้สนับสนุน/หัวคะแนน): 15 ราย
(หมายเหตุ: ในส่วนของผู้ถูกร้องที่เป็น สว. สำรอง และ กรรมการบริหารพรรค/สส./ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กกต. ยังไม่ได้ระบุจำนวนตัวเลขความผิดในมติครั้งนี้)
[ เปิด 7 ฐานข้อกล่าวหา และอัตราโทษทางกฎหมาย ]
กกต. ได้ดำเนินคดีภายใต้ข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ทั้งหมด 7 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:
1.ข้อกล่าวหาที่ 3 (มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70): แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด (ถูกชี้ขาด 36 ราย: สว. 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 1 ราย, บุคคลอื่น 9 ราย)
__อัตราโทษ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี
2.ข้อกล่าวหาที่ 4 - 7 (มาตรา 77(1), 77(3), 79, 81): การให้/รับจะให้ทรัพย์สิน, การเลี้ยงหรือรับจัดเลี้ยง, การเรียกรับประโยชน์เพื่อลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร และการเรียกรับเงินเพื่อเลือกหรืองดเว้นเลือกผู้ใด (ถูกชี้ขาดทั้ง 77 ราย)
__อัตราโทษ: จำคุก 1 – 10 ปี (หรือ 1 – 5 ปี ตามมาตรา 81), ปรับสูงสุด 200,000 บาท, เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 – 20 ปี และความผิดตามมาตรา 77(1) ยังเข้าข่าย ความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟิชชิ่งและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกด้วย
[ ขั้นตอนทางกฎหมายหลังจากนี้: สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อไหร่? ]
ตามขั้นตอนของกฎหมาย กกต. จะมีเวลาจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา ภายใน 60 วัน คำถามที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคือ "สว. ทั้ง 26 คน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหรือไม่?"
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและแนวทางปฏิบัติทางกฎหมาย:
1.ชั้น กกต. มีมติ: สว. ทั้ง 26 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ
2.ชั้น ศาลฎีกา รับคำร้อง: เมื่อ กกต. ยื่นคำร้องและ ศาลฎีกามีคำสั่ง "รับคำร้องไว้พิจารณา" กฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกร้องที่เป็น สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
3.ชั้น คำพิพากษา:
__หากศาลฎีกา ยกคำร้อง: สว. คนนั้นจะกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม
__หากศาลฎีกา พิพากษาว่ามีความผิด: สมาชิกภาพ สว. จะสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญาตามขั้นตอน
[ เปิดแม็ป "สว. สำรอง": ใครจะได้ขึ้นแทน และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสำรองหมด? ]
กรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ สว. พ้นจากตำแหน่ง ทำให้ตำแหน่ง สว. ว่างลง การดำเนินการจะเป็นไปตาม มาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ดังนี้:
1.กรณีมีบัญชีสำรองในกลุ่มนั้น: ให้ประธานวุฒิสภาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองของกลุ่มอาชีพนั้นขึ้นมาแทน โดยให้อยู่ในตำแหน่งตามอายุสภาที่เหลืออยู่
2.กรณีไม่มีบัญชีสำรองในกลุ่มนั้นเหลืออยู่: ให้ประธานวุฒิสภาทำการ "จับสลาก" เพื่อเลื่อนบุคคลจากบัญชีสำรองของกลุ่มอาชีพอื่นที่ยังมีรายชื่อเหลืออยู่ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
3.กรณีไม่มีบัญชีสำรองเหลืออยู่เลยทุกกลุ่ม:
__ให้วุฒิสภาประกอบด้วย สว. เท่าที่มีอยู่
__เว้นแต่ สว. เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง (น้อยกว่า 100 คน) และวุฒิสภายังเหลืออายุเกิน 1 ปี กกต. จะต้องจัดให้มีการ จัดการเลือก สว. ขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วัน
คดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567-2569 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นบททดสอบประสิทธิภาพของ กกต. และ DSI ในการปราบปรามการทุจริตเชิงโครงสร้าง แต่ยังเป็นคดีตัวอย่างที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการได้มาซึ่งสภาสูงของไทยในอนาคต.
#คดีฮั้วสว #กกต #ข่าวการเมือง #มติกกต #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้