Property Mentor ข้อมูลข่าวสารเพื่อคนซื้อบ้านและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลข่าวสารเพื่อคนซื้อบ้าน และผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

Get Growing Reignwood Park ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สนามเด็กเล่น แต่คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบและเพิ่มมูล...
19/04/2026

Get Growing Reignwood Park ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สนามเด็กเล่น แต่คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบและเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่าง Reignwood Park

Get Growing Reignwood Park: ห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ โครงการนี้ถูกวางตำแหน่งเป็น "แลนด์มาร์กแห่งการเรียนรู้แห่งใหม่ของไทย" ตั้งอยู่ภายในโซน PARK11 ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ของโครงการ Reignwood Park ย่านลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ความพิเศษคือ

แนวคิด "เล่น เลอะ เรียนรู้" เน้นการเติมเต็มจินตนาการผ่านประสบการณ์จริงบนพื้นที่กว่า 3,800 ตารางเมตร ใช้แรงบันดาลใจจากโลกใต้ทะเลเพื่อสร้างพื้นที่แห่งจินตนาการมาใช้ในการออกแบบ โดยแบ่งเป็น 4 โซนหลัก คือ
⏩Turtle Cove พัฒนาทางกายและทักษะการคิด
⏩Craft Island ความคิดสร้างสรรค์และสิ่งแวดล้อม
⏩Animal Bay เรียนรู้สัตว์ และ
⏩Reception & F&B,

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการขนาดใหญ่และการสร้างคอมมูนิตี้
การมี Get Growing อยู่ในโครงการขนาดใหญ่ ช่วยสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับพื้นที่ในหลายมิติ
✅ การพัฒนาโครงการในลักษณะนี้ช่วยยกระดับโครงการจากการขายเพียงสิ่งปลูกสร้าง ไปสู่การนำเสนอ "ไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบเพื่ออนาคตของครอบครัว" ทำให้โครงการกลายเป็นสถานที่ที่คนอยากมาใช้เวลากับสถานที่แห่งนี้แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น

✅การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ โดยมีพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ช่วยดึงดูดกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะชีวิตของเด็ก สร้างคุณค่าทางอารมณ์

✅ที่สำคัญการที่โครงการตั้งอยู่ในคอมมูนิตี้มอลล์และมีกิจกรรมพิเศษ เช่น เวิร์กช็อป รวมถึงอีเวนต์หมุนเวียนตลอดทั้งปี ช่วยสร้างความคึกคักและทำให้พื้นที่โครงการมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ในสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันที่การแข่งขันสูง โครงการลักษณะนี้มีความได้เปรียบอย่างมากเพราะ
📍ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมองหาประสบการณ์ที่จับต้องได้มากกว่าแค่ฟังก์ชันการใช้งาน การที่ Get Growing เน้น "ประสบการณ์จริง" และการมีส่วนร่วม จึงเป็นการสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นในตลาด

📍มีการสอดแทรกแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันประเด็นเรื่องความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ การที่โครงการนำความรู้เรื่องธรรมชาติทางทะเลและผลกระทบของมนุษย์ต่อระบบนิเวศมาใส่ในกิจกรรม เป็นการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับบน

📍การสร้างความสมดุลระหว่าง "การทำงาน-การเรียนรู้-การพักผ่อน" การที่โครงการที่สามารถรวมเอาพื้นที่พัฒนาทักษะชีวิตเข้ากับพื้นที่ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่เดียว

Get Growing Reignwood Park คือกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ Reignwood Park ก้าวข้ามการเป็นเพียงโครงการที่อยู่อาศัย สู่การเป็นคอมมูนิตี้ที่สมบูรณ์แบบและยั่งยืน โดยเน้นการเติบโตอย่างมีความหมายของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่

🌊Get Growing Reignwood Park เปิดกว้างต้อนรับทั้งผู้อยู่อาศัยในโครงการและบุคคลทั่วไป ให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการทุกวันตั้งแต่พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

T77 Community: ต้นแบบเมือง Net Zero ที่เกิดขึ้นแล้วในกรุงเทพฯ พิสูจน์ว่า Net Zero ไม่ใช่เรื่องอนาคต แต่สามารถเกิดขึ้นได้...
18/04/2026

T77 Community: ต้นแบบเมือง Net Zero ที่เกิดขึ้นแล้วในกรุงเทพฯ พิสูจน์ว่า Net Zero ไม่ใช่เรื่องอนาคต แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในระดับ “ชุมชนเมือง” วันนี้

ในวันที่คำว่า “Net Zero” กลายเป็นเป้าหมายระดับโลก หลายคนอาจยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นภาระที่ต้องใช้ต้นทุนสูง แต่ความจริงแล้ว “การลดการใช้พลังงาน” สามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด และเห็นผลได้จริงในชีวิตประจำวัน

📍ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นแล้วใน T77 Community พื้นที่กว่า 50 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท 77 ที่ แสนสิริ กำลังพัฒนาให้เป็น “ชุมชนต้นแบบด้านพลังงานสะอาด” โดยไม่ใช่แค่การสร้างอาคารประหยัดพลังงาน แต่คือการออกแบบ “ระบบนิเวศการใช้ชีวิต” ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยลดการใช้พลังงานได้โดยอัตโนมัติ

🏢🚸T77 Community ประกอบไปด้วย คอมมูนิตี้ มอลล์, สิริ แคมปัส (สำนักงานใหญ่ของแสนสิริ) โครงการที่อยู่อาศัยจากแสนสิริ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมและทาวน์โฮมรวม 9 โครงการและโรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ ทั้งหมดนี้คือ “Green Living Ecosystem” ที่ใหญ่ที่สุดและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ที่ซึ่ง “การรักษ์โลก” เป็น “สิทธิพิเศษ” ของผู้อยู่อาศัยที่ได้รับจากนวัตกรรมที่แสนสิริตั้งใจส่งมอบ

🚩เปลี่ยนพฤติกรรม…ผ่านการออกแบบ ไม่ใช่การบังคับ
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้ คือการทำให้ “ความยั่งยืน” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองในชีวิตประจำวัน เช่น
✅การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ส่วนกลาง
ผ่านการผนึกกำลังกับ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG โดยการอัพเกรดประสิทธิภาพแผ่นโซลาร์เซลล์ให้เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ภายใต้พื้นที่จำกัดเท่าเดิมแต่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสามารถเห็นผลลัพธ์จาก สิริ แคมปัส ที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้สูงขึ้นจากเดิมถึง 56%* รวมถึงคอมมูนิตี้ มอลล์ อย่างฮาบิโตะ มอลล์ที่มีการปรับปรุงแผงโซลาร์เดิมและติดตั้งเพิ่มในอาคารใหม่ จนสามารถทำให้ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 328.5% ช่วยลดการพึ่งพาไฟจากการไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

✅การใช้พื้นที่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยร่วมมือกับ ไอออน เอนเนอร์ยี่ (ION) ในการเปลี่ยนพื้นที่ลานจอดรถให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงาน โดยการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาลานจอดรถสำนักงานใหญ่ของแสนสิริ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดได้กว่า 10,832.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับการช่วยลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้กว่า 51,128 บาท* ที่สำคัญที่สุดคือการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 47,750 กิโลกรัมคาร์บอนต่อเดือน

✅การออกแบบพื้นที่ให้เชื่อมโยงการเดินทาง ลดการใช้พลังงานซ้ำซ้อน
ยกระดับระบบขนส่งภายในโครงการให้เข้าสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว อาทิ EV Shuttle Bus ยกระดับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างโครงการและรถไฟฟ้าด้วยรถบัสรับส่งไฟฟ้า 100% ซึ่งช่วยตัดวงจรการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำให้คนในคอมมูนิตี้ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดมากขึ้น รวมถึง EV Infrastructure เตรียมความพร้อมสู่อนาคตด้วยการวางระบบจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า กระจายตามจุดสำคัญ ทั้ง สิริ แคมปัส, ฮาบิโตะ มอลล์, โครงการที่อยู่อาศัย และโรงเรียนนานาชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้ลูกบ้านและพนักงานเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น
⏩การใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นถึง 328.5%
⏩ค่าไฟฟ้าลดลงมากกว่า 30% ต่อเดือน
⏩ลดการปล่อยคาร์บอนได้เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 3,300 ต้น ต่อเดือน
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า “การลดพลังงาน” ไม่จำเป็นต้องแลกกับความสะดวกสบาย แต่สามารถเกิดขึ้นควบคู่กันได้

บทบาทของแสนสิริกับการดำเนินโครงการนี้สร้างความแตกต่างจากนักพัฒนาอสังหาฯรายอื่น คือแนวคิดของ แสนสิริ ที่ไม่ได้มอง ESG เป็นเพียง “เทรนด์” แต่เป็น “กลยุทธ์ระยะยาว” ด้วยการ
☑ ลงทุนใน Existing Assets หรือโครงการเดิม เพื่อยกระดับให้ยั่งยืน
☑ ร่วมมือกับพันธมิตรพลังงานชั้นนำ เช่น BCPG และ ION Energy
☑ มุ่งเน้น “Efficiency” เพื่อใช้ทรัพยากรเท่าเดิม แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถเป็นกลไกสำคัญในการลดการใช้พลังงานของประเทศได้ ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคเท่านั้น

กรณีของ T77 Community แสดงให้เห็นว่าการลดการใช้พลังงาน ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องของอนาคต และไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ “การออกแบบระบบ” ที่ดี และ “ความตั้งใจจริง” ของผู้พัฒนาและนี่คือบทบาทสำคัญของ แสนสิริ ในการทำให้ “เมืองแห่งอนาคต” ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เกิดขึ้นจริงแล้วในวันนี้



#แสนสิริ

วิเคราะห์ทิศทางราคาที่อยู่อาศัย จากค่าดัชนีราคาบ้านจัดสรร และราคาห้องชุด ของ REIC ประจำไตรมาส 1/2569 พบสัญญาณตลาดแนวราบช...
17/04/2026

วิเคราะห์ทิศทางราคาที่อยู่อาศัย จากค่าดัชนีราคาบ้านจัดสรร และราคาห้องชุด ของ REIC ประจำไตรมาส 1/2569 พบสัญญาณตลาดแนวราบชะลอการปรับขึ้นราคาต ขณะที่คอนโดมิเนียมราคาทรงตัว

ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวของราคาที่สวนทางกันอย่างชัดเจนระหว่างบ้านจัดสรรและห้องชุด

REIC รายงาน 🏠 ตลาดบ้านจัดสรรเริ่มเห็นสัญญาณ "การปรับลดราคา" เพื่อเร่งยอดขาย ทิศทางราคาบ้านจัดสรรในไตรมาสนี้อยู่ในช่วงขาลง ทั้งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วและไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจคือ

📉ดัชนีราคาอยู่ที่ 130.9 ลดลง -0.7% (YoY) และ -0.3% (QoQ)
⏬️ สาเหตุหลักเกิดจากแรงกดดันของอุปทานคงค้าง (Stock) ในตลาดที่มีอยู่มาก ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

✅️กลยุทธ์การตลาดผู้ประกอบการมีการใช้สงครามราคาที่ชัดเจนขึ้น โดยเปลี่ยนจากการแถมของสมนาคุณ มาเป็นการให้ "ส่วนลดเงินสด" (เพิ่มขึ้นเป็น 35.0%) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายและเร็วขึ้น

🏢ตลาดห้องชุด ยังคง "ประคองตัว" ในทำเลศักยภาพ ดัชนีราคาอยู่ที่ 160.7 เพิ่มขึ้น +0.2% (YoY) และ +0.9% (QoQ) โดยปัจจัยหนุน ความต้องการยังคงกระจุกตัวในเขตเมือง ใกล้รถไฟฟ้า และกลุ่มผู้ซื้อเพื่อลงทุนที่ยังมีกำลังซื้อ

✅️กลยุทธ์การตลาดผู้ประกอบการยังเน้นการ "เพิ่มมูลค่า" (Value-added) ผ่านของสมนาคุณเป็นหลัก (สูงถึง 52.9%) แม้จะเริ่มมีการเพิ่มส่วนลดค่าโอนบ้าง แต่ยังไม่เน้นการตัดราคาเท่ากับตลาดบ้านจัดสรร

🎯 คาดการณ์ทิศทางราคาที่อยู่อาศัย

🏠บ้านจัดสรร คาดว่าจะยังเผชิญกับสภาวะราคาที่ตึงตัวหรือลดลงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจะเน้นระบายสต็อกด้วยสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่จับต้องได้จริง

🏢ห้องชุด แนวโน้มราคาทรงตัวในทิศทางบวกเล็กน้อย โดยต้องเฝ้าระวังปัจจัยกำลังซื้อภายในประเทศ และรอแรงหนุนจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ต้องจับตาการเปิดขายโครงการในไตรมาส 2 เนื่องจากมีการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนราคาวัสดุก่อสร้าง และค่าขนส่ง

ในช่วงเวลาที่การซื้อ หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง ต้องใช้ข้อมูลศักยภาพในอนาคตมาเป็นตัวแปรในการตัดสินใจในสภาวะเงิน...
16/04/2026

ในช่วงเวลาที่การซื้อ หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง ต้องใช้ข้อมูลศักยภาพในอนาคตมาเป็นตัวแปรในการตัดสินใจในสภาวะเงินเฟ้อ (เพราะราคาน้ำมันพุ่ง) เราคงต้องลงทุนกับ “ทำเลที่มีอนาคต” มากกว่าทำเลที่ตอบโจทย์เพียงวันนี้

⛳️รังสิต กำลังถูกยกระดับขึ้นมาอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญจากพื้นที่ชานเมือง สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจตอนเหนือของกรุงเทพฯ” ภายใต้แรงขับเคลื่อนของ Mega Transformation ที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยการลงทุนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ของเซ็นทรัลพัฒนา บนพื้นที่กว่า 761 ไร่ ภายใต้แนวคิด The Future Vision of Urban Living ที่รวมศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ไว้ในพื้นที่เดียว โครงการนี้ไม่เพียงสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจ ยังผลักดัน ราคาที่ดินและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่โดยรอบให้เติบโตต่อเนื่อง การลงทุนในระดับนี้ไม่ได้สร้างเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่เป็นการ “รีเซ็ตศักยภาพทำเล” ให้รังสิตกลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ฝั่งเหนือ ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางราคาที่ดินและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์โดยรอบ

🚋เมื่อผนวกกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดง ทางด่วนหลัก และความใกล้สนามบินดอนเมือง ทำให้รังสิตมีความพร้อมในเชิง “โครงสร้างเมือง” รองรับการเติบโตได้ทันที ไม่ใช่ทำเลที่ต้องรอการพัฒนาในอนาคต
บนบริบทนี้ การเคลื่อนไหวของผู้พัฒนารายใหญ่จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญ และพฤกษาเป็นหนึ่งในรายที่ “ปักหมุดเชิงกลยุทธ์” ในย่านรังสิตอย่างชัดเจน ผ่านการเปิดพอร์ตโครงการรวมกว่า 15 โครงการ ครอบคลุมทุกระดับราคา ตั้งแต่ทาวน์โฮมระดับล้านต้น ไปจนถึงบ้านเดี่ยวระดับ 5 ล้านบาทขึ้นไป

🎯โครงสร้างสินค้าลักษณะนี้สะท้อน 2 ประเด็นสำคัญต่อมุมมองนักลงทุน
📍ประเด็นแรก คือการยืนยันว่า “ดีมานด์ในรังสิตมีความลึกและหลากหลายจริง” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก แต่ครอบคลุมทั้งกลุ่มครอบครัวระดับกลาง–บน รวมถึงกลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งงานและสถาบันการศึกษา

📍ประเด็นที่สอง คือการมองทำเลนี้ในระยะยาว การที่ผู้ประกอบการกระจายสินค้าเต็มทุกเซ็กเมนต์ในพื้นที่เดียวกัน เป็นสัญญาณชัดเจนว่า รังสิตไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงตลาดระบายสินค้า แต่เป็น “ฐานรายได้ระยะยาว” ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของเมือง

⏩ในเชิงกลยุทธ์การขาย สำหรับโบรกเกอร์ รังสิตจึงไม่ใช่แค่ทำเลราคาจับต้องได้ แต่เป็น “Growth Story” ที่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ชัดเจน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เมกะโปรเจ็กต์ และศักยภาพการเพิ่มมูลค่าในอนาคต

⏩ในมุมลงทุน รังสิตกำลังอยู่ในช่วงต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ขณะที่พอร์ต 15 โครงการของพฤกษา ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งตลาดและเป็นเครื่องยืนยันว่า ทำเลนี้กำลังเข้าสู่รอบการเติบโตอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันพฤกษามีโครงการย่านรังสิตรวมกว่า 15 โครงการ ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงราคาและทุกไลฟ์สไตล์ เช่น

โครงการ ภัสสร รังสิต อเวนิว บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้น 5.19 ล้านบาท ภัสสร ดอนเมือง-รังสิต บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดราคาเริ่มต้น 4.69 ล้านบาท หรือพาทิโอ พหลโยธิน-วิภาวดี พรีเมียมทาวน์โฮม ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท

และยังมีโครงการเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก พฤกษายังมี ทาวน์โฮม 2 ชั้น ราคาเริ่มที่ล้านต้นๆ หลายโครงการ เพื่อเปิดโอกาสของคนอยากมีบ้าน เช่น บ้านพฤกษา รังสิต-คลอง 4 (โครงการ 2) ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท พฤกษาวิลล์ รังสิต-คลอง 2 ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท เป็นต้น

🎯และจากนี้ไปคาดว่าจะมีผู้ประกอบการนำโครงการในโซนรังสิต มาฟื้นคืนเรียกกำลังซื้ออีกครั้ง

โครงการ "ทรัพย์แผ่นดิน" กับหมุดหมายใหม่ของ BAM ในการเปลี่ยนสินทรัพย์สู่คุณค่าที่ยั่งยืนการปรับทัพเชิงกลยุทธ์จาก "ผู้เฝ้า...
14/04/2026

โครงการ "ทรัพย์แผ่นดิน" กับหมุดหมายใหม่ของ BAM ในการเปลี่ยนสินทรัพย์สู่คุณค่าที่ยั่งยืน

การปรับทัพเชิงกลยุทธ์จาก "ผู้เฝ้าทรัพย์" สู่ "BAM X" และการปลดล็อกขีดความสามารถทางการแข่งขันในสภาวะเศรษฐกิจรูปแบบ K-Shape ที่มีความเหลื่อมล้ำสูง บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากโมเดลธุรกิจเดิมที่ถูกปรามาสว่าเป็น "ปู่โสมเฝ้าทรัพย์" ไปสู่การเป็น "BAM X" ในรูปแบบโครงสร้าง Holding Company คือการทำ "Legal and Operational Liberation" หรือการออหจากกรอบกฎหมาย AMC เดิม เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจแบบ Brokerage Approach และโมเดล Flip and Flip (ซื้อมา-ปรับปรุง-ขายไป) โดยหัวใจสำคัญคือยุทธศาสตร์ เพื่อระบายสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ที่มีอยู่มหาศาลกว่า 20,000 - 30,000 รายการ โดยตั้งเป้าลดระยะเวลากักเก็บทรัพย์สินจาก 8 ปี ให้เหลือเพียง 4 ปี เพื่อเปิดพื้นที่รับหนี้เสียใหม่ (NPLs) ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ระบบ

🎯“โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
โครงการ "ทรัพย์แผ่นดิน" คือรูปธรรมของการนำแนวคิด CSR In-process และกรอบ ESG มาบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดย BAM ได้เปลี่ยนวิธีการประเมินค่าสินทรัพย์ (Asset Valuation) จากการมองผ่าน "มูลค่าทางบัญชี" (Accounting-basis) ไปสู่การมองผ่าน "ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม" (Socio-cultural Capital-basis)

จากการสำรวจทรัพย์สินขององค์กร BAM พบว่ามีสินทรัพย์จำนวนมากที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม จึงนำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยน NPA ให้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่า ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูจิตวิญญาณของพื้นที่ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง มากกว่าการเร่งขายเพื่อทำกำไรในระยะสั้น

🎯โครงการต้นแบบ: การฟื้นคืนชีวิต "บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์"
โครงการ Flagship แรกที่ถูกเลือกคือ "บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์" ซึ่งเป็นการวิเคราะห์พื้นที่ เพื่อรักษาอัตลักษณ์และเสน่ห์ของย่านเมืองเก่าให้กลายเป็นจุดขายใหม่ของย่านสร้างสรรค์

📍ข้อมูลจำเพาะ “บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์”
⏩ ลักษณะสถาปัตยกรรม: เรือนไม้ 2 ชั้นยกใต้ถุนสูง อายุกว่า 88 ปี (สร้าง พ.ศ. 2480) รูปแบบไทยผสมตะวันตกช่วงปลายสมัยรัตนโกสินทร์ โดดเด่นด้วยลายไม้ฉลุหน้าจั่วและหน้าต่างบานสูงอันเป็นเอกลักษณ์
⏩ บริบททางประวัติศาสตร์: เดิมเป็นบ้านของ พันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ทอง สุวรรณเหม) อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก ผู้มีประวัติรับราชการยาวนานตั้งแต่สมัย ร.5 ถึง ร.7 โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมยกบัตรทหารบก สมุห์บัญชีโรงพยาบาลสภากาชาด และกรมแพทย์สุขาภิบาล
⏩ ทำเลที่ตั้งและมูลค่า: ตรอกตึกดิน ถนนดินสอ เขตพระนคร บนเนื้อที่ 135.1 ตารางวา มูลค่าประเมินประมาณ 36.78 ล้านบาท โดยบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของ "เมืองคนเดิน" (Walking City) ที่เชื่อมต่อพื้นที่ศาลาว่าการ กทม. และเสาชิงช้า การบูรณะครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมอาคาร แต่คือการปลุกชีวิต "Living Art and Design District" ให้กลับมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของย่านเมืองเก่า

🎯โครงสร้างความร่วมมือแบบ 3 ประสาน (The 3-Pronged Model)
การดำเนินโครงการใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน ภายใต้กรอบความร่วมมือที่สอดคล้องกับนโยบาย "ย่านสร้างสรรค์" ของกรุงเทพมหานคร โดยแบ่งบทบาทหน้าที่ดังนี้:
⏩BAM (Hardware & Funding): ในฐานะเจ้าของทรัพย์ รับหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณบูรณะ โดยใช้กลไกทางการเงินรูปแบบใหม่
⏩สถาบันอาศรมศิลป์ (Software & Design): นำองค์ความรู้สถาปัตยกรรมชุมชนมาออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์การใช้งานยุคใหม่ (เช่น โรงเรียนสอนทำอาหารไทยโบราณ และ Boutique Hotel) โดยยังคงรักษา "จิตวิญญาณ" ของอาคารดั้งเดิม
⏩ชุมชนตรอกตึกดิน (Peopleware): ส่งเสริมให้คนในพื้นที่เป็น "เจ้าของย่าน" (Owner of the District) โดยชุมชนจะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ผ่านวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้โครงการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณอุดหนุนตลอดไป
ประโยชน์เชิงประจักษ์และการสร้าง "Circular Social Economy"

นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของโครงการนี้คือ ระบบการหมุนเวียนเงินทุนเพื่อสังคม (Rent Recycling) โดย BAM จะจัดทำสัญญาเช่าระยะยาว (30-50 ปี) กับวิสาหกิจชุมชน และนำ "เงินค่าเช่า" ที่ได้รับทั้งหมดส่งกลับคืนสู่พื้นที่ในรูปแบบ CSR Funding เพื่อให้ชุมชนใช้เป็นกองทุนหมุนเวียนในการพัฒนาศักยภาพตนเอง

🎯วิสัยทัศน์สู่อนาคต: จาก Social AMC สู่ต้นแบบระดับประเทศ
🎙ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร: ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า โครงการทรัพย์แผ่นดินฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ “พลิกฟื้นสินทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน” โดยเริ่มต้นจากการพัฒนา “บ้านพระพิทักษ์” บ้านไม้สองชั้นเก่าแก่อายุ 88 ปี บนเนื้อที่ 135.1 ตารางวา มูลค่ากว่า 36.78 ล้านบาท ให้กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการนำ NPA มาคืนชีวิตและต่อยอดให้เกิดประโยชน์ เพื่อมอบโอกาสใหม่ สร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ ของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของ BAM ในการยกระดับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็น “เครื่องมือแห่งการสร้างมูลค่าใหม่” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย

นอกจากนี้ BAM เตรียมขยายผลโมเดลนี้ไปยัง พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ อาทิ ในจังหวัด แพร่, เชียงใหม่, ตรัง และสงขลา โดยตั้งเป้าให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ (Benchmark) สำหรับ AMC อื่นๆ อีกกว่า 80 แห่งในประเทศไทย เพื่อพิสูจน์ว่าความสำเร็จทางธุรกิจและคุณค่าทางจิตวิญญาณสามารถบรรลุผลร่วมกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

🎙อาจารย์ธีรพล นิยม ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวเสริมว่า “เราคาดหวังว่าบ้านพระพิทักษ์จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองรูปใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้ไม่ใช่แค่การลงนาม แต่คือการเริ่มต้นออกแบบอนาคตของย่านเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในโอกาสนี้ขอขอบคุณ BAM ที่เล็งเห็นคุณค่าของสินทรัพย์ ไม่ใช่เพียงในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และศักยภาพในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างคุณค่าระยะยาวต่อชุมชน เมือง และสังคม”

🔴รายละเอียดการพัฒนาพื้นที่
📍 ตัวบ้านพระพิทักษ์ (อาคารประวัติศาสตร์): บูรณะบ้านไม้เก่าอายุ 88 ปี ให้กลับมางดงามตามอัตลักษณ์เดิม โดยวางแผนพัฒนาให้เป็น โรงเรียนสอนทำอาหารไทยโบราณและขนมไทยโบราณ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาและสร้างอาชีพ
📍 อาคารด้านข้าง: พัฒนาเป็น Boutique Hotel (โรงแรมที่พักขนาดย่อม) ประมาณ 10-15 ห้อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนเมืองเก่า
📍 พื้นที่ด้านหลัง: ปรับปรุงให้เป็น สวนสาธารณะขนาดย่อม เพื่อเป็นพื้นที่ส่วนกลางและปอดแห่งใหม่ของคนในชุมชนย่านตรอกตึกดิน
แผนการดำเนินงานและระยะเวลา

🟥ระยะเวลาดำเนินการ: คาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 8 เดือน นับจากเมษายน 2569
📌 ระยะแรก (ปลายปี 2569): เตรียมเปิดพื้นที่ตัวบ้านพระพิทักษ์เพื่อจัด กิจกรรมแสดงผลงานด้านศิลปะ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวเข้าสู่ย่าน
📌 ผลคาดการณ์: ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่กว่า 600 คน และเพิ่มจำนวนผู้สัญจร/นักท่องเที่ยวจากเดิมที่มีประมาณ 3,000 คน

เจาะลึกโปรเจ็กต์ยักษ์ “Upper House Residences Bangkok” คอนโด Branded Residence ระดับ Ultra-Luxury แบบ Freehold บนทำเลแรร...
13/04/2026

เจาะลึกโปรเจ็กต์ยักษ์ “Upper House Residences Bangkok” คอนโด Branded Residence ระดับ Ultra-Luxury แบบ Freehold บนทำเลแรร์ไอเทมถนนวิทยุ

วงการอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ของไทยต้องจับตามอง เมื่อเกิดการร่วมทุนครั้งสำคัญระหว่าง City Realty (เครือโสภณพนิช) และ Swire Properties (ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาฯจากฮ่องกง) ภายใต้ชื่อ บริษัท ซิตี้ ไดนามิค จำกัด ผุดเมกะโปรเจ็กต์ “Upper House Residences Bangkok” ซึ่งถือเป็น Branded Residence แห่งแรกของโลกที่ใช้แบรนด์หรูอย่าง "Upper House" (จากเครือ Swire Hotels) ปักหมุดบนทำเลศักยภาพระดับ Prime Area ของกรุงเทพฯ อย่างถนนวิทยุ

ความน่าสนใจที่สร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนและผู้ซื้อระดับบน คือการได้ครอบครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold (ขายขาด) บนเนื้อที่ขนาดใหญ่ถึง 7.9 ไร่ หรือประมาณ 12,652 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับโครงการใหม่ที่พัฒนาในย่านลุมพินี-วิทยุ และเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อ โครงการนี้เปิดราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 40 ล้านบาท ไปจนถึงกว่า 100 ล้านบาทสำหรับยูนิตพิเศษ
2 อาคาร 2 คอนเซ็ปต์ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตเหนือระดับ

🏙โครงการถูกออกแบบให้มี 2 อาคารหลักที่โดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่:

🌇Upper House Residences Bangkok เป็นอาคาร 52 ชั้น จำนวน 156 ยูนิต เน้นการอยู่อาศัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด (Private Retreat) ภายใต้ปรัชญา "Houses Not Hotels" โดดเด่นด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Well-being) และความเงียบสงบ พร้อมรับบริการเหนือระดับมาตรฐาน 5 ดาวจากทีมบริหารของ Upper House

🌃The Wireless Residences by Upper House เป็นอาคาร 71 ชั้น จำนวน 239 ยูนิต ออกแบบมาเพื่อรองรับครอบครัวขนาดใหญ่ หรือการอยู่อาศัยร่วมกันหลายเจเนอเรชัน (Multi-generational living) โดยจัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง (Shared spaces) ให้สมดุลกับพื้นที่ส่วนตัวของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างลงตัว

🏛 รวมความเป็นเลิศจากทีมออกแบบระดับโลก

ในมิติของงานสถาปัตยกรรม โครงการได้รับการออกแบบโดย Foster + Partners ผ่านบริษัทในประเทศไทย โดยนำแรงบันดาลใจจากสัดส่วนและความสงบของวิลล่าไทยแบบดั้งเดิม มาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย ตัวอาคารถูกออกแบบให้เน้นความโปร่ง โล่ง รับแสงธรรมชาติ และเปิดมุมมองสู่สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติอย่างเต็มที่ ซึ่ง Roland Schnizer หัวหน้าสถาปนิกของ Foster + Partners ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการนำแนวคิด “hospitality” หรือการบริการแบบโรงแรม มาผสานเข้ากับที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี่ เพื่อให้การกลับบ้านเป็นประสบการณ์ของความสงบและความผ่อนคลายเสมือนอยู่ในรีสอร์ตส่วนตัวใจกลางเมือง

🎙คุณโทบี สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ สไวร์ โฮเทลส์ กล่าวว่า "นี่คือความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ครั้งสำคัญ Upper House ไม่เคยมุ่งเน้นที่จะสร้างความโดดเด่น แต่เราให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์พื้นที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น จริงใจ และเป็นส่วนตัว เป็น ‘บ้าน’ ที่อยู่สบายอย่างแท้จริง และแน่นอนว่าผู้อยู่อาศัยจะได้สัมผัสบริการที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยึดติดกับแบบแผน และใส่ใจในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง Upper House ให้ความสำคัญกับความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ความเป็นส่วนตัว และการบริการที่เกิดจากความเข้าใจมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่การกำหนดรูปแบบตายตัวแบบโรงแรมทั่วไป

🎙คุณโรแลนด์ ชไนเซอร์ สถาปนิกหลัก Foster + Partners กล่าวว่า "เราต้องการนำบริการที่ใส่ใจมาผสานเข้ากับการอยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี เพื่อให้การกลับบ้านเป็นการกลับสู่ความสงบ การมีอยู่ของพื้นที่สีเขียวบนทำเลที่อยู่ใจกลางถนนวิทยุ ให้ความรู้สึกที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งทุกรายละเอียดผ่านการคิดอย่างใส่ใจ"

เป้าหมายของทีมออกแบบไม่ใช่เพียงการสร้างอาคารที่โดดเด่น แต่คือการนำแนวคิด “hospitality” มาหลอมรวมกับที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี่ เพื่อให้ทุกครั้งที่ผู้อยู่อาศัยกลับบ้าน จะได้รับประสบการณ์ของความสงบ ความผ่อนคลาย และความเป็นส่วนตัวในระดับเดียวกับโรงแรมชั้นนำของโลก

ในส่วนของการออกแบบภายใน เราเลือกพัฒนาโครงการให้มี “สองแนวคิดการอยู่อาศัย” เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายอย่างชัดเจน Upper House Residences Bangkok ซึ่งออกแบบโดย BAR Studio มุ่งเน้นการใช้ชีวิตแบบ Holistic Living โดยออกแบบพื้นที่ให้เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลาง ให้ความสำคัญกับแสงธรรมชาติ สุขภาวะ และวัสดุที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพสูง เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบและยั่งยืนในระยะยาว

ขณะที่ The Wireless Residences by Upper House ซึ่งออกแบบโดย PIA Interior ถูกวางตำแหน่งให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวหลายช่วงวัย (Multi-generational Living) โดยให้ความสำคัญกับการจัดผังที่ยืดหยุ่น สามารถรองรับทั้งความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคล และพื้นที่ส่วนกลางที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้อย่างสมดุล

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เราให้ความสำคัญตั้งแต่ต้น คือการออกแบบภูมิทัศน์โดย P Landscape ซึ่งใช้แนวคิด “Living with the Garden” โดยไม่ได้มองพื้นที่สีเขียวเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง การวางผังพื้นที่สีเขียว ทางเดิน และพื้นที่เปิดโล่ง ถูกออกแบบให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนตัว เชื่อมโยงกับบริบทเมือง และต่อเนื่องไปยังโครงข่ายพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ

⏩จากมุมมองของการพัฒนาโครงการ สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือการบูรณาการ “การออกแบบ” และ “การบริการ” เข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่การนำบริการมาเติมเต็มในภายหลัง แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับแนวคิดของ Upper House ตั้งแต่ระดับผังอาคารไปจนถึงรายละเอียดของการใช้งานจริง

🎙คุณโทมัส วูลซี กรรมการผู้จัดการร่วม บริษัท ซิตี้ ไดนามิค จำกัด กล่าว่า โครงการนี้ไม่ใช่สินค้าเพื่อการขาย แต่เป็นการสร้าง “บ้าน” ที่มีคุณค่าในระยะยาว ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน และมีความหมายต่อผู้ที่อยู่อาศัยในทุกมิติ โครงการนี้มีความสำคัญในระดับ “Global Benchmark” ด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ การเป็น Upper House Residences แห่งแรกของโลก การรวมตัวของทีมออกแบบระดับนานาชาติที่มีผลงานระดับไอคอน และการสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยที่ผสานแนวคิด Hospitality เข้ากับ Residential อย่างแท้จริง

ปัจจุบันโครงการได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว โดยมีกำหนดทยอยแล้วเสร็จและพร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยเหนือระดับในช่วงปี ค.ศ. 2029 - 2030 นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ใจกลางกรุงเทพมหานครที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

เจาะลึกตลาดคอนโดฯ ขายต่างชาติ มีฐานลูกค้าใหม่อัตราขยายตัวสูงกว่าจีนภาพรวมตลาดอาคารชุดไทยในกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ปี 256...
11/04/2026

เจาะลึกตลาดคอนโดฯ ขายต่างชาติ มีฐานลูกค้าใหม่อัตราขยายตัวสูงกว่าจีน

ภาพรวมตลาดอาคารชุดไทยในกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ปี 2568 แสดงให้เห็นถึง การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญทั้งในส่วนของกลุ่มผู้ซื้อ ขนาดที่ต้องการซื้อ และระดับราคา ที่สำคัญคือตลาดเข้าสู่ความต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝง

โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC รายงานข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติ ในปี 2568 มีจำนวนรวม 14,899 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ในทางกลับกัน มูลค่าการโอนรวมอยู่ที่ 60,921 ล้านบาท ซึ่งลดลงถึงร้อยละ -10.7

🎯ปรากฏการณ์ "จำนวนหน่วยโต แต่มูลค่าหดตัว"
ความต่างระหว่างจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 2.2% และ มูลค่าลกลงถึง -10.7% ชี้ชัดว่าพฤติกรรมการซื้อได้เปลี่ยนจากโหมดการลงทุนเก็งกำไรในสินค้าราคาสูง สู่กลุ่มระดับราคาที่เข้าถึงง่าย (Affordable Segment) เพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงินท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่แม้มูลค่ารวมจะหดตัว แต่บทบาทของชาวต่างชาติในตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยกลับแข็งแกร่งขึ้น โดยครองสัดส่วนมูลค่าถึง 1 ใน 4 หรือ 25.0% ของตลาดทั้งหมด สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่ผู้ซื้อมีการปรับ "เพดานราคา" ลงตามสภาพคล่องที่จำกัด

🇨🇳กลุ่มผู้ซื้อชาวจีนยังคงเป็นกลไกหลักของตลาด (Market Leader) แต่กำลังเผชิญกับการปรับโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่จากผลกระทบเศรษฐกิจภายในประเทศ
ประเมินตัวเลขสำคัญของตลาดจีน
⏩จำนวนหน่วยโอน: 4,940 หน่วย (ลดลง -12.9%)
⏩ มูลค่าการโอน: 18,585 ล้านบาท (ลดลงรุนแรงถึง -30.0%)
⏩ สเปกสินค้าเฉลี่ย: ราคา 3.8 ล้านบาท/หน่วย และพื้นที่ 35.6 ตร.ม.
การที่มูลค่าการโอนลดลงมากกว่าจำนวนหน่วยเกือบ 3 เท่า คือเครื่องยืนยันว่ากลุ่มจีนกำลัง "ลดเกรดการลงทุน" อย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยเป็นผู้ขับเคลื่อนตลาด Luxury ปัจจุบันหันมาเลือกห้องชุดขนาดคอมแพคในราคาที่ต่ำลงเพื่อเน้น Real Demand และการปล่อยเช่าในระดับราคาประหยัด การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อคุณภาพสูงขึ้นอย่างอินเดียและตลาดตะวันตก

🎯เจาะลึก "โอกาสใหม่": New Growth Engines ผู้ขับเคลื่อนทิศทางตลาด
การวิจัยพบความโดดเด่นของกลุ่ม New Growth Engine ที่จะเข้ามาอุดช่องว่างของตลาดจีน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม High Value และ High Volume ดังนี้:

📍กลุ่มคุณภาพสูง (High Value) : อินเดีย และสหราชอาณาจักร (UK)
🇮🇳อินเดีย: ครองสถิติ "มูลค่าโอนเฉลี่ยสูงสุด" ที่ 6.9 ล้านบาทต่อหน่วย และ "พื้นที่เฉลี่ยสูงสุด" 75.7 ตร.ม. สะท้อนถึงกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand)

🇬🇧 สหราชอาณาจักร (UK): เป็นกลุ่🇨🇳ที่มีอัตราการ เติบโตของมูลค่าสูงสุดใน 10 อันดับแรก คือ +35.2% YoY โดยมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 4.8 ล้านบาท และพื้นที่ 57.1 ตร.ม.

📍กลุ่มเติบโตเชิงปริมาณ (High Volume Growth): เมียนมา
🇲🇲 เมียนมา: ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 ในแง่จำนวนหน่วย โดยเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง +41.8% เน้นหน่วยขนาดกะทัดรัดพื้นที่เฉลี่ยเพียง 32.9 ตร.ม. เพื่อใช้เป็นที่พักสำรองและรักษามูลค่าเงินทุน

📍ผู้ซื้อดาวรุ่ง
🇹🇼ไต้หวัน: เติบโตแรงทั้งจำนวนหน่วย (+23.9%) และมูลค่า (+9.3%) แสดงถึงความสนใจที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง
🇫🇷ฝรั่งเศส: อัตราเติบโตจำนวนหน่วยสูงถึง +26.1% โดยเน้นห้องชุดขนาดพื้นที่เฉลี่ย 47.9 ตร.ม.
🇷🇺รัสเซีย: เติบโตอย่างแข็งแกร่งในแง่มูลค่าที่ +30.3% ท่ามกลางสถานการณ์ย้ายฐานเงินทุน

📍กลยุทธ์การพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ต่างชาติ
✅ใช้เกณฑ์ราคาเฉลี่ยตลาดที่ 99,043 บาทต่อตารางเมตร และราคาต่อหน่วยเฉลี่ย 4.1 ล้านบาท เป็นตัวตั้งต้นในการทำ Feasibility Study
✅ สำหรับกลุ่มอินเดียและอเมริกา ต้องเน้น Layout พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง (>75 ตร.ม.) ส่วนกลุ่มเมียนมาและจีน เน้นพื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า (33-35 ตร.ม.)
กลยุทธ์การตลาดและการเจาะตลาด (Marketing Strategy)
✅ ขยายช่องทางการตลาดไปยัง สหราชอาณาจักร (UK) ที่มีมูลค่าโตสูงสุด และ ไต้หวัน/ฝรั่งเศส ที่มีอัตราการเติบโตของจำนวนหน่วยเป็นเลขสองหลัก
✅ เจาะกลุ่มเมียนมาและรัสเซียด้วยแคมเปญที่เน้นความมั่นคงของทรัพย์สินและการบริหารการเช่า

🎯3 สิ่งที่ต้องทำทันที
📍ตรวจสอบโครงการในพอร์ตให้สอดคล้องกับ "จุดสมดุลใหม่" (ราคา 3.8 - 4.1 ล้านบาท) ซึ่งเป็นจุดที่มีสภาพคล่องการโอนสูงสุด
📍แบ่งงบการตลาดอย่างน้อย 30% จากตลาดจีน ไปสู่กลุ่ม UK, ไต้หวัน และฝรั่งเศส เพื่อดึงดูด New Growth Engine ที่มีแรงส่งสูง
📍เตรียมแผนรองรับในกรณี Worst Case โดยเน้นการขายเพื่ออยู่อาศัยจริงแบบครอบครัว (กลุ่มอินเดีย) ซึ่งมีความทนทานต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มเก็งกำไรสั้น ๆ

ครม.เคาะแพ็กเกจใหญ่ อัดมาตรการช่วยประชาชน-ธุรกิจ รับแรงกระแทกวิกฤตตะวันออกกลางคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี...
11/04/2026

ครม.เคาะแพ็กเกจใหญ่ อัดมาตรการช่วยประชาชน-ธุรกิจ รับแรงกระแทกวิกฤตตะวันออกกลาง

คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคเกษตร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่เสี่ยงดันเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

🎯 มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน
📍กลุ่มเปราะบาง: รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
📍กลุ่มประชาชนทั่วไป: เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้

⏩ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน
✅โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
⏩ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย
✅สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
✅ สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
✅ สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

🎯มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี

🎯 มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ
✅ คู่สัญญาภาครัฐ : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 - 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
✅ มาตรการสำหรับ SMEs : กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้

⏩โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย

⏩ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

🎯มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง
คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่
1⃣กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท
2⃣ กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท
3⃣กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท
4⃣ กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท
5⃣ กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท และ
6⃣สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท

ที่อยู่

890/397 ลุมพินี พาร์ค พระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66899677035

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Property Mentorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Property Mentor:

แชร์