15/09/2022
ฎีกาประชุมใหญ่คดีเช่าซื้อเรื่องนี้กลับหลักฎีกาเดิมที่ ๒๐๗๐/๒๕๖๓, ๑๕๓๔/๒๕๖๒ และอีกหลายฎีกาที่วินิจฉัยว่า กรณีผู้เช่าซื้อนำรถที่เช่าซื้อไปคืนผู้ให้เช่าซื้อภายในระยะเวลา ๓๐ วัน ก่อนพ้นกำหนดในหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญา ไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผู้เช่าซื้อผิดนัด และไม่ใช่กรณีผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถที่เช่าซื้อตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๓ เพราะไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างทั้งปวงแก่ผู้ให้เช่าซื้อ แต่เป็นการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยาย อันเป็นผลให้ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อนำรถที่เช่าซื้อออกประมูลขาย แล้วได้เงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้าง
- การที่จำเลยที่ ๑ บอกเลิกสัญญาโดยส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ก่อนถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลาที่คืนรถ จึงไม่อยู่ในบังคับของสัญญาข้อ ๑๒ เนื่องจากข้อสัญญาดังกล่าวจะใช้บังคับต้องได้ความว่าผู้เช่าซื้อมีเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหนี้เป็นหนี้ตามสัญญาอยู่ในเวลาที่คืนรถ แต่ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามมาตรา ๕๗๓ โดยไม่มีการผิดสัญญา ดังนี้ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันนับแต่วันที่ส่งรถคืน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากจำเลยทั้งสอง (ฎีกา ๑๕๓๔/๒๕๖๒ และ ๒๐๗๐/๒๕๖๓)
โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับฎีกาประชุมใหญ่นี้ เพราะเห็นว่าการที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดแล้วนำรถที่เช่าซื้อไปคืนเพื่อไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคา น่าจะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะรถที่เช่าซื้อย่อมเสื่อมราคาลงนับตั้งแต่วันแรกที่รับรถออกไปใช้แล้ว การนำรถที่เช่าซื้อไปคืนโดยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสื่อมราคา ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ผู้ให้เช่าซื้อ กรณีดังกล่าวต้องถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อผิดนัด ซึ่งหากผู้ให้เช่าซื้อได้รับความเสียหายในส่วนราคารถที่ขาด ย่อมสามารถเรียกค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคท้าย แต่ค่าเสียหายที่เรียกนี้ คือค่าขาดราคาไปจากราคารถที่แท้จริง ไม่ใช่ค่าขาดราคาไปจากราคาตามสัญญาเช่าซื้อ (ฎีกา ๕๓๖๓/๒๕๔๕)
แต่ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัด แล้วผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน ๓๐ วัน แต่กลับส่งพนักงานไปยึดรถก่อนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ยังคงเห็นด้วยกับแนวฎีกาเดิมที่วินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย ไม่ใช่การเลิกสัญญาโดยอาศัยข้อสัญญาที่ต้องบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาเสียก่อน ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่อาจเรียกค่าขาดราคาได้
ขอตั้งข้อสังเกตว่าในทางปฏิบัติของผู้ให้เช่าซื้อ ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้เช่าซื้อนำรถที่เช่าซื้อมาคืน หรือกรณีให้พนักงานของผู้ให้เช่าซื้อติดตามไปยึดรถที่เช่าซื้อคืน มักจะให้ผู้เช่าซื้อลงชื่อในหนังสือคืนรถที่เช่าซื้อเป็นหลักฐาน จึงเป็นการยากที่ผู้เช่าซื้อจะนำสืบในชั้นศาลว่าไม่ได้นำรถที่เช่าซื้อไปคืน แต่เป็นเรื่องที่้พนักงานของผู้ให้เช่าซื้อมายึดรถที่เช่าซื้อคืนก่อนกำหนด จึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่ต้องฟังพยานหลักฐานให้ชัดแจ้งว่าเป็นเรื่องคืนรถหรือยึดรถคืน เพราะผลของคดีแตกต่างกันมาก