สำนักงานทนายความ พนัส ศรีบัวทอง

สำนักงานทนายความ พนัส ศรีบัวทอง ให้บริการด้านคดีแพ่ง อาญา ครอบครัว มรดก ที่ดิน แรงงาน และให้คำปรึกษาด้านคดีความเบื้องต้นฟรี

20/07/2026

ไฟไหม้โรงเบียร์…ทำไม “รัฐ” ต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งที่รัฐไม่ได้เป็นคนทำ?

เหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านอาหารหรือสถานบันเทิง เช่น กรณีเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ทำให้หลายคนสงสัยว่า

“เหตุใดรัฐบาลจึงต้องจ่ายเงินช่วยเหลือ ทั้งที่ผู้ก่อเหตุไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ?”

คำตอบอยู่ที่ พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

กฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญว่า

เมื่อประชาชนตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดอาญา รัฐมีหน้าที่ช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แม้ว่าผู้กระทำผิดจะยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหาย หรือไม่มีทรัพย์สินชดใช้ก็ตาม

การจ่ายเงินของรัฐ ไม่ใช่การยอมรับว่ารัฐเป็นผู้กระทำผิด และ ไม่ใช่การชดใช้ค่าเสียหายแทนผู้กระทำผิดทั้งหมด แต่เป็นมาตรการด้านสวัสดิการและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ผู้เสียหายอาจได้รับความช่วยเหลือ เช่น

* ค่ารักษาพยาบาล
* ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
* ค่าขาดประโยชน์ในการทำงาน
* ค่าทดแทนกรณีบาดเจ็บสาหัส พิการ หรือเสียชีวิต (ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด)

อย่างไรก็ตาม การได้รับเงินเยียวยาจากรัฐ ไม่ได้ตัดสิทธิของผู้เสียหาย ในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด เจ้าของกิจการ หรือผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย หากภายหลังศาลพิพากษาว่าบุคคลดังกล่าวต้องรับผิด ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย

ดังนั้น การที่รัฐจ่ายเงินช่วยเหลือผู้เสียหายในเหตุเพลิงไหม้ จึงเป็นการแสดงบทบาทของรัฐในการคุ้มครองประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น มิใช่การรับผิดแทนผู้ก่อเหตุ

ความรู้กฎหมายที่ประชาชนควรรู้
หากท่านหรือบุคคลในครอบครัวตกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา อย่าลืมตรวจสอบสิทธิในการขอรับค่าตอบแทนจากรัฐ เพราะเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ และสามารถใช้ควบคู่กับการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดได้

คดียักยอกสู้ได้ : ถ้าทรัพย์ที่ยักยอกไม่ใช่ของผู้เสียหายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ความสำคัญประก...
10/07/2026

คดียักยอกสู้ได้ : ถ้าทรัพย์ที่ยักยอกไม่ใช่ของผู้เสียหาย
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ความสำคัญประการแรกที่ต้องพิจารณา คือ จำเลยได้ 'ครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่?' เพราะความผิดฐานยักยอก คือ การครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ดังนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้แต่แรกว่าทรัพย์ที่จำเลยเบียดบังเอาไปนั้นไม่ใช่ทรัพย์ของผู้เสียหาย การเบียดบังที่เกิดขึ้นนั้นย่อมไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนจะเป็นความฐานอื่นหรือเป็นความรับผิดทางแพ่งอย่างใดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
มีคดีเรื่องหนึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานเก็บเงินของจำเลยที่ 1ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทปัฐวิกรณ์ จำกัด และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540ของศาลแพ่ง ในข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย ระหว่างการพิจารณาศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความชั่วคราวโดยให้จำเลยที่ 1จัดการเก็บเงินค่าเช่าอาคาร ร้านค้าและแผงลอยในตลาดปัฐวิกรณ์ของโจทก์แล้วนำเงินมาวางศาลทุกเดือน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้เก็บเงินค่าเช่าแผงลอยจากพ่อค้าและแม่ค้าในตลาดปัฐวิกรณ์จำนวน11,565 บาท แล้วไม่นำไปวางศาลตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีแพ่งดังกล่าวโดยขณะเกิดเหตุคดีแพ่งดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540 ของศาลแพ่งยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงินค่าเช่าที่จำเลยทั้งสามรับไว้ตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีดังกล่าวจึงยังมิใช่เป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสามจะได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินที่ได้รับไว้นั้นเป็นของตนโดยทุจริตจริงหรือไม่ ก็ตาม ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2544)
#ยักยอก
#เบียดบัง
#โดยทุจริต
#สู้คดีอาญา
#ทนายจำเลยคดีอาญา

⚖️ ได้รับ "หมายศาล" ต้องทำยังไง? ไป หรือ ไม่ไป... แบบไหนพังน้อยกว่ากัน!เคยไหม... อยู่ดีๆ ก็มีจดหมายตราครุฑส่งตรงถึงบ้าน ...
10/07/2026

⚖️ ได้รับ "หมายศาล" ต้องทำยังไง? ไป หรือ ไม่ไป... แบบไหนพังน้อยกว่ากัน!

เคยไหม... อยู่ดีๆ ก็มีจดหมายตราครุฑส่งตรงถึงบ้าน พอเปิดดูแล้วหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะมันคือ "หมายศาล"!
หลายคนพอเจอแบบนี้แล้วสติหลุด กลัวจนทำตัวไม่ถูก บางคนเลือกที่จะ "หนี" หรือ "เฉยชา" เพราะคิดว่าถ้าไม่ไปสืบพยาน ไม่ไปรับรู้ เรื่องจะเงียบไปเอง... หยุดก่อนครับ! นั่นคือความคิดที่ผิดมหันต์

วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่า ถ้าได้รับหมายศาลแล้ว ควรทำอย่างไร? และถ้า "ไม่ไป" จะส่งผลเสียร้ายแรงขนาดไหน?

📝 สเต็ปแรกเมื่อได้รับหมายศาล: ตั้งสติ แล้วเช็ก 3 สิ่งนี้

1. ดูว่าเป็นหมายอะไร: เป็นคดีแพ่ง (เรื่องเงินๆ ทองๆ หนี้สิน มรดก) หรือ คดีอาญา (ทำผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก)

2. ดูว่าเราอยู่ในฐานะอะไร: โจทก์, จำเลย, หรือแค่ "พยาน"

3. ดูวัน นัด และสถานที่: ศาลไหน วันไหน เวลาเท่าไหร่ (จดใส่ปฏิทินตัวโตๆ ไว้เลย)

🚶‍♂️ กรณีที่ 1: ไปตามหมายศาล (ทางเลือกที่ดีที่สุด)
ไม่ว่าคุณจะเป็นหนี้จริง หรือถูกฟ้องแบบงงๆ การไปศาลคือโอกาสที่คุณจะได้ "ปกป้องสิทธิ์" ของตัวเอง

ถ้าเป็นคดีแพ่ง (เช่น หนี้บัตรเครดิต/กู้ยืม): ศาลจะเปิดโอกาสให้ "ไกล่เกลี่ย" คุยกับเจ้าหนี้เพื่อขอลดหย่อน หรือผ่อนจ่ายตามกำลังที่เราไหว ดีกว่าปล่อยให้โดนยึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือนโดยที่เราไม่ได้คัดค้านอะไรเลย
ถ้าเป็นคดีอาญา: การไปศาลแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ ไม่เจตนาหลบหนี ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการพิจารณาคดีหรือการขอประกันตัว

❌ กรณีที่ 2: "ไม่ไป" ตามหมายศาล ส่งผลเสียอย่างไร?
การเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ไปศาล ไม่ช่วยให้คดีหายไป แต่อาจทำให้ชีวิตเปลี่ยนจาก "หนัก" เป็น "พัง" ได้เลยครับ

***ประเภทคดี : แพ่ง

ผลเสียหาก "ไม่ไปศาล"

ศาลจะถือว่าจำเลย ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือขาดนัดพิจารณา ศาลจะพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งส่วนใหญ่โจทก์จะชนะคดี และคุณอาจต้องชดใช้เต็มจำนวนแบบไม่มีข้อต่อรอง จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ ยึดทรัพย์สิน หรืออายัดเงินเดือนทันที

***ประเภทคดี : อาญา

ผลเสียหาก "ไม่ไปศาล"ทาณณต

หากเป็นจำเลยแล้วไม่ไปศาลตามนัด ศาลจะออก "หมายจับ" ทันที และคุณจะกลายเป็นผู้ต้องหาหนีคดี ส่วนถ้าเป็น "พยาน" แล้วจงใจไม่ไปซ้ำๆ ก็อาจโดนข้อหาขัดคำสั่งศาล มีโทษจำคุกและปรับด้วยเช่นกัน

💡 สรุป: คำแนะนำจากใจ

"มีหมายศาลมาหา ดีกว่ามีหมายจับมาถึงหน้าบ้าน"

การได้รับหมายศาลไม่ได้แปลว่าคุณต้องติดคุกเสมอไป แต่อย่าละเลยเด็ดขาดครับ หากได้รับหมายศาลแล้วรู้สึกมืดแปดด้าน แนะนำให้ทำตามนี้:
1. นำหมายศาลไปปรึกษา ทนายความ หรือ สภาทนายความ เพื่อวางแผนสู้คดีหรือเจรจา
2. หากไม่มีเงินจ้างทนาย สามารถไปปรึกษา สำนักงานยุติธรรมจังหวัด เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ฟรี
จำไว้ว่า... การเผชิญหน้าในศาล มีทางออกเสมอ แต่การหนีศาล มีแต่ทางตันครับ! ⚖️

#กฎหมายน่ารู้ #หมายศาล #เตือนภัย #ความรู้กฎหมาย #คดีแพ่ง #คดีอาญา

พินัยกรรม📝 ไม่อยากให้ครอบครัวทะเลาะกัน... ทำไม "พินัยกรรม" ถึงไม่ใช่เรื่องของคนรวย?หลายคนชอบคิดว่า "พินัยกรรม" เป็นเรื่อ...
02/07/2026

พินัยกรรม

📝 ไม่อยากให้ครอบครัวทะเลาะกัน... ทำไม "พินัยกรรม" ถึงไม่ใช่เรื่องของคนรวย?
หลายคนชอบคิดว่า "พินัยกรรม" เป็นเรื่องของมหาเศรษฐีในละครไทยที่ต้องแย่งสมบัติกัน หรือคิดว่าเป็นเรื่องลางร้าย—“อายุยังไม่เยอะ จะรีบทำไปทำไม?”
แต่ในความเป็นจริงของกฎหมาย พินัยกรรมคือ "จดหมายส่งต่อความห่วงใย" ที่ช่วยตัดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวได้ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะมีทรัพย์สินมากหรือน้อยก็ตามครับ!
❓ ถ้าไม่ทำพินัยกรรม... เงินเราจะไปไหน?
หากเราจากไปโดยไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์สมบัติทั้งหมด (รวมถึงหนี้สินที่ไม่เกินมูลค่ามรดก) จะถูกจัดสรรตาม "กฎหมาย" ให้กับผู้รับมรดกตามสิทธิ (ทายาทโดยธรรม) ซึ่งแบ่งเป็น 6 ลำดับ เช่น คู่สมรส ลูก พ่อแม่ พี่น้อง

จุดพีคคือ: บางครั้งสัดส่วนตามกฎหมาย อาจจะไม่ตรงกับความต้องการจริงๆ ของเรา เช่น เราอาจจะอยากให้บ้านหลังนี้กับลูกคนเล็กที่คอยดูแลเรา หรืออยากแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้มูลนิธิการกุศล... ซึ่งถ้าไม่มีพินัยกรรม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับ

💡 3 รูปแบบพินัยกรรมยอดฮิตที่ทำเองได้ง่ายๆ
กฎหมายไทยเปิดช่องให้เราทำพินัยกรรมได้หลายแบบ แต่ที่นิยมและถูกต้องตามกฎหมาย มีดังนี้ครับ:
1. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
วิธีทำ: ต้องเขียนด้วยลายมือตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ (ห้ามพิมพ์เด็ดขาด) ลงวันที่ และลงลายมือชื่อ
ข้อดี: ไม่ต้องมีพยานก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เก็บเป็นความลับได้ง่าย
2. พินัยกรรมแบบธรรมดา (พิมพ์ได้)
วิธีทำ: จะพิมพ์หรือให้คนอื่นเขียนให้ก็ได้ แต่! ต้องมี พยานอย่างน้อย 2 คน อยู่พร้อมหน้ากันตอนที่เราเซ็นชื่อ และพยานต้องเซ็นชื่อรับรองด้วย (ข้อควรระวัง: พยานและคู่สมรสของพยาน ห้ามเป็นผู้รับมรดกเด็ดขาด)
3. พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง
วิธีทำ: เดินไปที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ ให้เจ้าหน้าที่ (นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต) เป็นคนจัดการและบันทึกให้
ข้อดี: มีความน่าเชื่อถือสูงมาก โอกาสถูกฟ้องร้องให้เป็นโมฆะน้อยที่สุด เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพยาน
⚠️ ข้อควรระวังก่อนจรดปากกา!
สติสัมปชัญญะต้องครบถ้วน: ตอนทำต้องมีสติแจ่มใส ไม่ถูกบังคับหรือหลอกลวง (หลายคนนิยมไปขอใบรับรองแพทย์แนบไว้ด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ)
ระบุทรัพย์สินให้ชัดเจน: บ้านเลขที่เท่าไหร่ โฉนดเลขที่ไหน บัญชีธนาคารอะไร เพื่อไม่ให้เกิดการตีความผิดพลาดในภายหลัง
✨ สรุปส่งท้าย
การทำพินัยกรรมไม่ใช่แช่งตัวเอง แต่มันคือ การวางแผนอนาคต และลดภาระให้คนที่อยู่ข้างหลังไม่ต้องมานั่งเดาใจ หรือผิดใจกันเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ
"รักใคร ห่วงใคร ทำพินัยกรรมระบุไว้ให้ชัดเจนตั้งแต่วันที่มีโอกาสดีกว่าครับ" 💙
#ความรู้กฎหมาย #พินัยกรรม #วางแผนมรดก #กฎหมายใกล้ตัว #คลังความรู้

30/06/2026

หลักเกณฑ์การปล่อยตัวชั่วคราวโดยศาลชั้นต้น ในคดีที่มีโทษจำคุกลงทัณฑ์สูง

การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำุกเป็นเวลานาน (เช่น 5 ปี 12 เดือน หรือรวมแล้วประมาณ 6 ปี) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ชดใช้คืนเงินจำนวนมาก ถือเป็นคดีที่มีอัตราโทษและมูลค่าความเสียหายสูง ซึ่งตามแนวทางปฏิบัติของศาล การจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) ในระหว่างอุทธรณ์ มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ดังนี้ครับ

1. เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกแล้ว ศาลจะพิจารณาคำร้องขอประกันตัวโดยคำนึงถึงปัจจัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 และ 108/1 เป็นหลัก ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้:
ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี: โทษจำคุกเกือบ 6 ปี และมูลค่าความเสียหายสูง ทำให้ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่
หลักประกันที่น่าเชื่อถือ: ในคดีที่มีโทษสูงและมีภาระต้องคืนเงินจำนวนมาก ศาลมักจะกำหนดวงเงินประกันที่สูงขึ้นตามสัดส่วน เพื่อให้เหมาะสมกับอัตราโทษและความเสียหาย หรืออาจต้องใช้หลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง (เช่น โฉนดที่ดิน, บัญชีเงินฝาก หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร)
การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม (มาตรา 108 วรรคท้าย): เพื่อป้องกันความเสี่ยง ศาลมักกำหนดเงื่อนไขเฉพาะบุคคล เช่น:
ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาต (และมักให้ส่งมอบหนังสือเดินทางไว้ต่อศาล)
ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM)
ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือผู้เสียหาย
ให้มารายงานตัวต่อศาลตามกำหนดนัดอย่างเคร่งครัด

2. หากผิดเงื่อนไขประกันตัว (เช่น ไปก่อกวนพยานสำคัญ) จะเป็นอย่างไร?
หากจำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว แต่กลับไปกระทำการที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขของศาล เช่น การไปข่มขู่ ก่อกวน หรือยุ่งเหยิงกับพยานสำคัญในคดี จะส่งผลกระทบทางกฎหมายอย่างร้ายแรง ดังนี้ครับ:
2.1 การเพิกถอนสัญญาประกันและหมายจับ (ตามมาตรา 119)
ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวทันที เนื่องจากจำเลยมีพฤติการณ์ "ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน" หรือ "ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การสอบสวนหรือพิจารณาคดีของศาล" ซึ่งขัดต่อมาตรา 108/1 (2)
ศาลจะออก หมายจับ เพื่อนำตัวจำเลยกลับมาควบคุมตัวไว้ในเรือนจำทันทีในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์
2.2 การปรับผู้ค้ำประกัน
หากในสัญญาประกันมีการระบุเงื่อนไขห้ามกระทำการดังกล่าวไว้ชัดเจน การฝ่าฝืนเงื่อนไขอาจถือเป็นการผิดสัญญาประกัน ศาลมีอำนาจสั่ง ปรับผู้ค้ำประกันตามวงเงินในสัญญา หรือยึดหลักทรัพย์ประกันทั้งหมดหรือบางส่วนเข้าหลวง
2.3 ผลต่อการพิจารณาคดีและการขอประกันตัวในอนาคต
หมดสิทธิประกันตัวซ้ำ: เมื่อถูกเพิกถอนการประกันตัวเพราะพฤติการณ์ยุ่งเหยิงกับพยานแล้ว การจะยื่นคำร้องขอประกันตัวใหม่อีกครั้งในคดีเดิมจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะศาลจะถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและมีพฤติการณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการยุติธรรม
อาจถูกดำเนินคดีเพิ่ม: การไปข่มขู่หรือก่อกวนพยาน อาจเข้าข่ายความผิดอาญาฐาน ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หรือความผิดฐานข่มขู่แก่ให้กลัวตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งทำให้จำเลยมีคดีความเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคดี

สรุป
สิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกสูง เป็นดุลพินิจที่ศาลจะพิจารณาอย่างรัดกุม โดยเน้นไม่ให้จำเลยหลบหนีและไม่ไปก่ออุปสรรคต่อคดี การปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัดเป็นหน้าที่เด็ดขาดของจำเลย หากมีการฝ่าฝืนแม้เพียงข้อเดียว ศาลพร้อมที่จะเพิกถอนการประกันตัวและส่งตัวเข้าควบคุมในเรือนจำทันทีครับ

ที่อยู่

56/183 ม. เดอะคอนเนค 14 (ดอนเมือง-สรงประภา) ซอยวัดเวฬุวนาราม 9 ถนนสรงประภา แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง
Bangkok
10210

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สำนักงานทนายความ พนัส ศรีบัวทอง โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์