27/05/2026
Ditto
DITTO ปลุก Blu Green Token 480 ล้าน ป่าชายเลน 1.7 หมื่นไร่ กลายเป็นคริปโต ลิสต์ Q3 นี้
เมื่อพูดถึงคำว่า "ลงทุนสีเขียว" นักลงทุนไทยส่วนใหญ่จะนึกถึงกองทุน ESG หรือหุ้นสายพลังงานสะอาด แต่ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยมีสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ป่าชายเลน 17,531 ไร่ ทอดยาวตามแนวชายฝั่งของประเทศ ถูกแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลที่ซื้อขายได้บน Exchange
ภาพรวมของดีลคือ บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี (STCT) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO เตรียมเสนอขาย Blu Green Token จำนวน 400 ล้านโทเคน ราคา 1.20 บาทต่อโทเคน รวมมูลค่าระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท โดยมีคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลน 400,000 ตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง ถือเป็น Investment Token กลุ่มสิ่งแวดล้อมโครงการแรกของไทยที่ผ่านการอนุญาตจาก ก.ล.ต. เรียบร้อย
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมโครงการระดับนี้ถึงเลือกระดมทุนผ่านโทเคนแทนการออกหุ้นเพิ่มทุนหรือกองทุน และทำไมรัฐถึงไฟเขียวให้ป่าชายเลนกลายเป็นสินทรัพย์อ้างอิงคริปโตได้ คำตอบมาจากเรื่องราวที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2565
1) ปี 2565 จุดเริ่มต้นสายสีเขียวของ DITTO
DITTO เริ่มต้นจากธุรกิจให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสารและระบบจัดการเอกสาร แต่ในปี 2565 บริษัทตัดสินใจขยายธุรกิจไปยังเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม (Green and Climate Technology) ผ่านบริษัทลูก STCT โดยเริ่มจากการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ป่าชายเลน ก่อนเข้าร่วมโครงการปลูกป่ากับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)
2) ปี 2566 รับจัดสรรพื้นที่ล็อตแรก 11,448 ไร่
STCT ได้รับการจัดสรรพื้นที่ปลูกป่าชายเลนล็อตแรกจาก ทช. จำนวน 11,448.30 ไร่ ระยะเวลา 30 ปี ป่าชายเลนมีคุณสมบัติพิเศษคือดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกถึง 10 เท่า จึงถูกจัดอยู่ในประเภท Blue Carbon (คาร์บอนเครดิตจากระบบนิเวศชายฝั่ง) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Blu" ในตัวโทเคน
3) ต้นปี 2567 ดึง Token X เข้ามาเป็น ICO Portal
DITTO ลงนามแต่งตั้ง บริษัท Token X ในเครือ SCB 10X เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal คือผู้ตรวจสอบและให้บริการเสนอขาย ICO ภายใต้กรอบ ก.ล.ต.) ตอนนั้นวางเป้าออกโทเคนภายในกลางปี 2567 แต่กระบวนการตรวจสอบและออกหลักเกณฑ์โทเคนกลุ่มความยั่งยืนต้องใช้เวลานานกว่าที่คาด ทำให้ตัวโทเคนต้องเลื่อนออกมาเกือบ 2 ปี
4) ทยอยเพิ่มพื้นที่จนแตะ 175,196 ไร่
ในช่วงปี 2566 ถึง 2568 STCT ทยอยรับการจัดสรรพื้นที่เพิ่มจาก ทช. หลายล็อต รวมแล้วได้รับสิทธิดูแลป่าชายเลนทั้งหมด 175,196.05 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี ทำให้กลายเป็นเอกชนรายใหญ่ที่สุดในโครงการคาร์บอนเครดิตป่าชายเลนของไทย
5) ตัดเฉพาะ 17,531 ไร่ เป็นสินทรัพย์อ้างอิงโทเคน
จากพื้นที่ทั้งหมด STCT เลือกพื้นที่ปลูกใหม่เพียง 17,531.04 ไร่ ระยะเวลา 7 ปี มาเป็นโครงการอ้างอิงสำหรับ Blu Green Token พื้นที่ดังกล่าวคาดว่าจะผลิตคาร์บอนเครดิตได้ เกิน 1 ล้านตัน ภายใน 7 ปี แต่นำมาอ้างอิงโทเคนเพียง 400,000 ตัน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 600,000 ตัน เก็บเป็น Buffer (บัฟเฟอร์ หรือกันชน) รองรับเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติหรือไฟไหม้ป่า
6) 22 พ.ค. 2569 ข่าวยื่นไฟลิ่งหลุดออกมา
สำนักข่าว efinanceThai รายงานว่า STCT ยื่นไฟลิ่งขออนุญาตเสนอขาย ICO ต่อ ก.ล.ต. มูลค่าไม่เกิน 480 ล้านบาท จากนั้น ก.ล.ต. อนุญาตอย่างเป็นทางการภายใต้กฎเกณฑ์โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน ซึ่งอ้างอิงจาก Framework สำหรับ Green Financing (เงินทุนสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม) ระดับสากล
7) 26 พ.ค. 2569 แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DITTO และนายชัยทัด กุลโชควนิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและ CFO เปิดเผยโครงสร้างโทเคน พร้อมยืนยันว่า DITTO ในฐานะบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีรายได้ปีล่าสุดกว่า 3,000 ล้านบาท กำไรสุทธิราว 600 ล้านบาท แทบไม่มีเงินกู้ จึงพร้อมสนับสนุนทางการเงินแก่ STCT หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
8) กลไกผลตอบแทน 2 ทาง
ผู้ถือ Blu Green Token จะได้รับผลตอบแทนใน 2 รูปแบบ
กรณีปกติ คาร์บอนเครดิตเริ่มทยอยขายตั้งแต่ปีที่ 5 ของโครงการ ผู้ถือโทเคนได้ส่วนแบ่งกำไรแบบ Upside ไม่จำกัด ขึ้นกับราคาตลาดคาร์บอนในขณะนั้น
กรณีขายคาร์บอนเครดิตไม่ได้ ผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน พร้อมผลตอบแทนทบต้น 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เปรียบเสมือนตราสารหนี้ที่มีหลักประกันเป็นป่าชายเลน
9) มุมของ Token X ในฐานะ ICO Portal
นายวันรบ บุญธรรม CIO ของ Token X ระบุว่า Blu Green Token เป็นกรณีศึกษาที่ผสาน Real World Asset (RWA คือสินทรัพย์ในโลกจริงที่นำมา Tokenize) เข้ากับ Green Financing ได้อย่างลงตัว และเป็นนวัตกรรมระดมทุนสีเขียวระดับภูมิภาคที่น่าจับตา
10) Q3 2569 เตรียมลิสต์ Exchange
ตามแผนของบริษัท จะมีการเปิดจองและเข้าจดทะเบียนในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หมายความว่าผู้ลงทุนรายย่อยจะสามารถซื้อขายโทเคนได้ในตลาดรองผ่าน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.
โครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 380 ล้านตันคาร์บอนต่อปี ขณะที่ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. โลกร้อน ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว และกำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งจะเปลี่ยนตลาดคาร์บอนเครดิตไทยจากภาคสมัครใจไปสู่ภาคบังคับ ขณะเดียวกัน มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือกลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน) ของสหภาพยุโรปกำลังบีบให้ผู้ส่งออกไทยต้องชดเชยการปล่อยคาร์บอน ความต้องการคาร์บอนเครดิตในประเทศจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในวงนักลงทุนคริปโตและสายตลาดทุนของไทย ปฏิกิริยาแยกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งที่เห็นด้วยมองว่า เป็นการเปิดประตูให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงสินทรัพย์ RWA ที่เคยจำกัดอยู่กับสถาบันการเงิน บวกกับโครงสร้างการันตี 3 เปอร์เซ็นต์ จากบริษัทแม่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ความเสี่ยงต่ำกว่าโทเคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝั่งสงสัยตั้งคำถามว่า ผลตอบแทนการันตี 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เทียบกับดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลในบางช่วงแทบไม่ต่างกัน แล้วทำไมต้องล็อกเงินไว้กับคาร์บอนเครดิตที่เริ่มขายในปีที่ 5 รวมถึงประเด็นเรื่องสภาพคล่องในตลาดรองว่าจะมี Volume เพียงพอหรือไม่ (ความเห็นข้างต้นเป็นการรวบรวมจากการพูดคุยในแวดวงนักลงทุนเชิงตัวแทน มิได้อ้างอิงจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ)
ความน่าสนใจของ Blu Green Token ไม่ได้อยู่ที่ตัวโทเคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็นกรณีทดสอบสำคัญของ ก.ล.ต. ในการเปิดทางให้โทเคนกลุ่ม Green Asset เข้าสู่ตลาดทั่วไป หากโครงการนี้สามารถเปิดจอง ลิสต์ Exchange และซื้อขายในตลาดรองได้ราบรื่น มีโอกาสสูงที่จะเห็นโทเคนสิ่งแวดล้อมประเภทอื่นทยอยตามมาในกรอบเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า
ติดตามต่อในช่วง Q3 ว่าราคาเปิดจอง การกระจายผู้ถือโทเคน และ Volume ตลาดรอง จะเดินไปในทิศทางใด
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
#คาร์บอนเครดิต