TopicThailand หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้

[ เจาะปมสายปริศนาขู่ยิง ‘ยอดชาย’ สส.พรรคประชาชนชลบุรี: สะท้อนแผลลึก ‘ความเกลียดชังต่างอุดมการณ์’ ในการเมืองไทย ]ความขัดแ...
22/06/2026

[ เจาะปมสายปริศนาขู่ยิง ‘ยอดชาย’ สส.พรรคประชาชนชลบุรี: สะท้อนแผลลึก ‘ความเกลียดชังต่างอุดมการณ์’ ในการเมืองไทย ]
ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่แหลมคมและพร้อมจะปะทุขึ้นในรูปแบบของพฤติกรรมคุกคามได้ทุกเมื่อ ล่าสุดกรณีของ นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี จากพรรคประชาชน ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเห็นต่างทางการเมืองได้ก้าวข้ามเส้นขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์ตามวิถีประชาธิปไตย ไปสู่การข่มขู่คุกคามเอาชีวิต ซึ่งถือเป็นภัยความมั่นคงต่อผู้แทนราษฎรและบรรทัดฐานของสังคม
[ ลำดับเหตุการณ์การเข้าให้ปากคำ ]
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ สถานีตำรวจภูธรบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายยอดชาย พึ่งพร ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.เอกชัย ไชยอำพร พนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากที่ได้แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนหน้านี้ จากกรณีได้รับโทรศัพท์สายปริศนาโทรเข้ามาข่มขู่ว่าจะเอาชีวิตด้วยการยิง ในขณะที่นายยอดชายกำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ป.ป.ร.) ที่สถาบันพระปกเกล้า

กระบวนการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานในห้องพนักงานสอบสวนดำเนินไปอย่างละเอียด โดยใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง 20 นาที จึงแล้วเสร็จ หลังจากนั้น พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางละมุง (ผกก.สภ.บางละมุง) ได้เชิญนายยอดชายเข้าพบเป็นการส่วนตัวภายในห้องปฏิบัติการ เพื่อร่วมประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยและความคืบหน้าทางคดีทางการสืบสวนเชิงลึก
[ การวิเคราะห์มูลเหตุจูงใจ: ตัดปมท้องถิ่น มุ่งเป้าความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ ]
ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมาย นายยอดชาย ได้เปิดเผยความคืบหน้าต่อสื่อมวลชนด้วยท่าทีที่สุขุมแต่จริงจัง โดยระบุว่าจากการประเมินประวัติตนเองที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งส่วนตัวหรือการขัดผลประโยชน์กับผู้ใดตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ เขายังได้ให้น้ำหนักและตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์คุกคามครั้งนี้ไม่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองท้องถิ่น แม้ว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยากำลังจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตอันใกล้ก็ตาม
“น่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง และเป็นความไม่ชอบส่วนตัวของบุคคลปลายสายที่มีต่อแนวทางของพรรคมากกว่า” นายยอดชายระบุ

สิ่งที่สนับสนุนสมมติฐานนี้อย่างมีนัยสำคัญคือ ในระหว่างการสนทนาก่อนที่จะมีการข่มขู่นั้น บุคคลปลายสายได้มีการเอ่ยปากตั้งคำถามเชิงกดดันและพาดพิงถึงบุคคลสำคัญของอดีตพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า ได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเป็นแกนนำทางความคิดของกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน พฤติกรรมดังกล่าวชี้ชัดว่า ผู้ก่อเหตุมีความฝังใจและมีอคติส่วนบุคคลต่อชุดอุดมการณ์ของพรรคประชาชนอย่างรุนแรง
[ ความคืบหน้าทางคดีและการติดตามตัวผู้ลงทะเบียนซิม ]
ในส่วนความคืบหน้าด้านการสืบสวน นายยอดชายเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและชุดสืบสวนทราบเบาะแสสำคัญแล้ว จากการตรวจสอบทางเทคนิคพบว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ในการโทรเข้ามาข่มขู่นั้น เป็นระบบจดทะเบียนรายเดือน ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุชื่อ-นามสกุลของผู้ลงทะเบียนครอบครองซิมการ์ดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อหรือรายละเอียดของบุคคลดังกล่าวต่อสาธารณชนได้ เนื่องจากคดียังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับและติดตามตัวมาดำเนินคดี หากเปิดเผยข้อมูลออกไปอาจทำให้ผู้ต้องสงสัยไหวตัวทันและส่งผลเสียต่อรูปคดี
เนื่องจากเหตุการณ์ต้นเรื่อง หรือจุดที่นายยอดชายรับสายโทรศัพท์ข่มขู่นั้นเกิดขึ้นขณะที่เจ้าตัวพำนักและเรียนอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร หลังจากที่ สภ.บางละมุง ทำการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นในฐานะพื้นที่รับแจ้งความเสร็จสิ้นแล้ว จะทำการส่งมอบสำนวนคดีทั้งหมดไปยัง สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง (สน.ทุ่งสองห้อง) ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุตามกฎหมาย เพื่อดำเนินการออกหมายเรียกและดำเนินคดีตามกระบวนการขั้นต่อไป
[ จริยธรรมผู้แทนราษฎร: เหตุผลที่ไม่มีการอัดเสียง ]
ประเด็นหนึ่งที่สื่อมวลชนและสังคมตั้งคำถามคือ เหตุใดจึงไม่มีหลักฐานเป็นไฟล์บันทึกเสียงสนทนาในขณะเกิดเหตุ นายยอดชายได้ชี้แจงถึงหลักคิดและจริยธรรมในการทำงานของตนเองอย่างน่าสนใจว่า โดยปกติแล้วโทรศัพท์สายตรงของตนมีไว้เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้เดือดร้อน ซึ่งผู้ร้องเรียนส่วนใหญ่มักจะพูดคุยด้วยความกังวลหรือต้องการความช่วยเหลืออย่างลับๆ ตนจึงไม่มีนโยบายและไม่เคยตั้งค่าระบบอัดเสียงโทรศัพท์อัตโนมัติ เพราะมองว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่โทรมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้การตัดสินใจนี้จะทำให้ขาดพยานหลักฐานประเภทเสียงไป แต่ข้อเท็จจริงเรื่องระบบบันทึกการโทร (Call Log) และชื่อผู้ลงทะเบียนซิมก็เพียงพอที่จะดำเนินคดีได้
สุดท้าย นายยอดชายได้ฝากข้อความไปถึงบุคคลปริศนาปลายสาย รวมถึงส่งสาส์นเตือนใจไปยังสังคมไทยในวงกว้างว่า ความเห็นต่างทางการเมืองและอุดมการณ์ที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ความเห็นต่างนั้นควรจะถูกนำมาถกเถียงกันด้วยเหตุผล ข้อมูล และกระบวนการทางสภา ไม่ใช่การใช้วิธีสกปรก คุกคาม หรือใช้ความรุนแรงในการข่มขู่เอาชีวิต หลังจากนี้สังคมต้องร่วมกันจับตาดูว่า การดำเนินคดีของ สน.ทุ่งสองห้อง และ สภ.บางละมุง จะสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้รวดเร็วเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบที่เป็นอันตรายต่อระบอบการเมืองไทย.
#ยอดชายพึ่งพร #พรรคประชาชน #ชลบุรี #คุกคามสส #โทรขู่ฆ่า #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้
ขอบคุณภาพข่าวจาก : ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดชลบุรี

[ สมรภูมิแม่น้ำเมยเดือด! ทหารเมียนมาเปิดฉากถล่มฝ่ายต่อต้านประชิดชายแดนไทย แม่สอดระทึก-สั่งปิดโรงเรียนหนีภัยสงคราม ]ตาก -...
22/06/2026

[ สมรภูมิแม่น้ำเมยเดือด! ทหารเมียนมาเปิดฉากถล่มฝ่ายต่อต้านประชิดชายแดนไทย แม่สอดระทึก-สั่งปิดโรงเรียนหนีภัยสงคราม ]
ตาก - (22 มิ.ย.2569) สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศเมียนมากลับมาทวีความรุนแรงและตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนของประเทศไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 มีรายงานด่วนจากพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ระบุว่ากองกำลังทหารรัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) ได้เคลื่อนกำลังพลขนาดใหญ่จำนวนหลายกองพัน พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์และอาวุธหนักครบมือ เข้าประชิดพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ริมแม่น้ำเมย โดยมีเป้าหมายหลักในการเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เพื่อยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์จากกองกำลังชนกลุ่มน้อยและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
จากการรายงานข่าวในพื้นที่ ยุทธการครั้งนี้ของกองทัพเมียนมาเป็นการระดมสรรพกำลังเพื่อกวาดล้างกลุ่มต่อต้านอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงในหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณฐานปฏิบัติการของชนกลุ่มน้อยที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมย ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทยและเมียนมา เสียงอาวุธหนัก ทั้งปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด (ค. รวมถึงปืนกลประจำกาย ดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องข้ามมายังฝั่งไทย ส่งผลให้บรรยากาศตามแนวชายแดนเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหวาดผวา

ผลกระทบจากเสียงระเบิดและการสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนไทยในฝั่งอำเภอแม่สอดอย่างรุนแรง ในวันเดียวกันนี้ โรงเรียนตามแนวชายแดนฝั่งไทยหลายแห่งต้องประกาศหยุดเรียนฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ประชาชนชาวไทยที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้กับจุดปะทะ ต้องพากันวิ่งหลบภัยเข้าสู่หลุมหลบภัยชุมชนอย่างอลหม่าน เนื่องจากเกรงว่าจะมีกระสุนวิถีโค้งหรือสะเก็ดระเบิดหลงล้ำข้ามมายังฝั่งไทย ซึ่งเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต

ต่อสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว ทางการไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ กองกำลังป้องกันชายแดนภายใต้การนำของ หน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู) ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแม่สอด, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 (ตชด.346) และฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอด รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีการวางกำลังทหารและเจ้าหน้าที่กระจายตามแนวชายแดนฝั่งไทยอย่างหนาแน่น เพื่อทำหน้าที่ลาดตระเวน เฝ้าระวัง และสกัดกั้นไม่ให้มีการรุกล้ำอธิปไตยไทยจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยในพื้นที่อย่างสูงสุด

หากมองในเชิงวิเคราะห์ การที่กองทัพเมียนมาเลือกเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในห้วงเวลานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการยึดคืนพื้นที่การค้าและจุดยุทธศาสตร์สำคัญริมแม่น้ำเมย ซึ่งก่อนหน้านี้ตกอยู่ในความควบคุมของฝ่ายต่อต้าน (เช่น PDF และ KNU) พื้นที่ชายแดนแม่สอด-เมียวดี ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของการค้าระหว่างประเทศ การสูญเสียอำนาจการควบคุมในบริเวณนี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและรายได้ของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังทหารขนาดใหญ่และอาวุธหนักใกล้เขตแดนไทยเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงสูงในการเกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ หากมีกระสุนหลงล้ำข้ามแดน
ฝ่ายความมั่นคงของไทยได้ประกาศเตือนและกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยระบุว่าหากมีการล้ำแดนหรือมีวัตถุระเบิดตกตกฝั่งไทย ทางกองทัพไทยพร้อมที่จะทำการยิงตอบโต้เพื่อเตือนตามมาตรการทางทหารทันที ในขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ได้เริ่มเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) ที่อาจจะอพยพข้ามแม่น้ำเมยมายังฝั่งไทยเป็นจำนวนมากหากการสู้รบยืดเยื้อ ซึ่งนับเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมและสาธารณสุขที่ไทยต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง.
#ข่าวชายแดน #แม่สอด #เมียนมา #ความมั่นคง #ทหารเมียนมา #สงคราม #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้
ขอบคุณภาพข่าวจาก : อัศวิน มีเดีย ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตาก

22/06/2026

ชีวิตลูกเรา... ไม่ใช่หนูทดลองความมักง่ายของใคร! 😡🚍
กลายเป็นประเด็นเดือดรับเช้าวันจันทร์ หลังโลกออนไลน์แชร์คลิปนาทีชีวิต รถตู้นักเรียนลำปาง 2 คันซ้อน ขับซิ่งฝ่าไฟแดงแยกม้าขาวแบบไม่สนโลก แถมอีกรายเจออัดเด็กแน่นจนยืนเบียดเป็นปลากระป๋อง! ผู้ปกครองถามลั่น "ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบชีวิตลูกเขา?"
ล่าสุด (22 มิ.ย. 2569) ขนส่งลำปางจับมือตำรวจตั้งด่านสกัดทันควัน พบรถเถื่อนดัดแปลงเบาะ บรรทุกเกินเพียบ โดนปรับรายละ 1,000 บาท พร้อมสั่งทำเรื่องให้ถูกต้องด่วน!
👇 คุณคิดอย่างไร? โทษปรับ 1,000 บาท น้อยไปไหมสำหรับชีวิตเด็กๆ? และแถวบ้านคุณมีรถตู้นักเรียนแบบนี้ไหม? ร่วมแสดงความเห็นกันครับ!
#รถตู้นักเรียน #ลำปาง #ความปลอดภัยบนท้องถนน #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้
ขอบคุณภาพข่าวจาก : รัตนา ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดลำปาง

[ วาระแห่งชาติเด็ดปีกทลายทุนเทา: เจาะลึกปฏิบัติการ 9 เดือน รัฐบาลผนึกกำลัง สตช. ล้างสแกมเมอร์-ขบวนการนอมินีข้ามพรมแดน ]ป...
22/06/2026

[ วาระแห่งชาติเด็ดปีกทลายทุนเทา: เจาะลึกปฏิบัติการ 9 เดือน รัฐบาลผนึกกำลัง สตช. ล้างสแกมเมอร์-ขบวนการนอมินีข้ามพรมแดน ]
ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและภัยไซเบอร์ได้กลายเป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศไทยอย่างรุนแรงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์หลอกลวงลงทุน ตลอดจนการลักลอบจัดตั้งบริษัทตัวแทนอำพรางหรือ "นอมินี" (Nominee) ของกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของประชาชนไทยเป็นมูลค่ามหาศาล และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้ประกาศยกระดับให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็น "วาระแห่งชาติ" ที่ต้องอาศัยการบูรณาการแบบไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย องค์กรความมั่นคง และพันธมิตรระหว่างประเทศ
[ การแถลงผลงานครั้งสำคัญ ณ ทำเนียบรัฐบาล ]
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานครั้งสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานอย่างเข้มข้นของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Online Scam Center: ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วงระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอันดับแรก ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุบันมีความซับซ้อน มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การปราบปรามด้วยโครงสร้างเดิมแบบแยกส่วนไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลจึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นการ "เชิงรุก" เพื่อตัดวงจรต้นตอของปัญหา ทั้งการบล็อกบัญชีทางการเงิน การจับกุมผู้บงการ และการทลายเครือข่ายอำพรางทางธุรกิจ
[ เปิดสถิติตัวเลขปฏิบัติการเด็ดปีกเครือข่ายสแกมเมอร์ ]
จากรายงานผลการปฏิบัติงานของศูนย์ ACSC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงมาตรการที่เด็ดขาดและเฉียบขาดของเจ้าหน้าที่ โดยมีตัวเลขผลงานสำคัญ 3 ด้านหลัก ดังนี้:
1. การช่วยเหลือและยับยั้งความเสียหายเชิงรุก
เจ้าหน้าที่สามารถให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายโดยตรงได้จำนวนทั้งสิ้น 862 ราย และสามารถปฏิบัติการสกัดกั้น ยับยั้งเงินที่กำลังถูกโอนออกไปยังต่างประเทศได้ทันท่วงที คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ระงับไว้ได้มากกว่า 82 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงระบบรับแจ้งความและระงับบัญชีแบบ Real-time ที่ลดขั้นตอนทางธุรการลงเพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมของคนร้ายที่โอนเงินออกอย่างรวดเร็ว
2. มาตรการกวาดล้างบัญชีม้าและทลายท่อน้ำเลี้ยง
ปัจจัยสำคัญที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้เป็นเครื่องมือหลักคือ "บัญชีม้า" และ "ซิมม้า" ปฏิบัติการในครั้งนี้สามารถสั่งปิดและระงับการใช้งานบัญชีม้าไปแล้วกว่า 351,000 บัญชีทั่วประเทศ พร้อมทั้งทำการอายัดเงินสดและสินทรัพย์ในบัญชีที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิด รวมมูลค่าได้สูงถึงกว่า 3,600 ล้านบาท การอายัดเงินจำนวนมหาศาลนี้ถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงหลักไม่ให้กลุ่มอาชญากรนำเงินไปหมุนเวียนหรือขยายเครือข่ายต่อไปได้
3. การบังคับใช้กฎหมายและการทลายหัวหน้าเครือข่าย
ในส่วนของการดำเนินคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ตั้งแต่คนเปิดบัญชีม้า คนกดเงิน ไปจนถึงผู้สั่งการ รวมทั้งสิ้นกว่า 29,000 ราย ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่เพียงการจับกุมปลาซิวปลาสร้อย แต่มีการขยายผลทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงินจนสามารถออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการที่เป็นระดับ "หัวหน้าเครือข่าย" (Key Man) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มากกว่า 70 ราย ซึ่งถือเป็นการทำลายโครงสร้างบริหารจัดการของแก๊งอาชญากรรมอย่างแท้จริง
[ ยุทธศาสตร์ยกระดับความร่วมมือสากลและพันธมิตรไร้พรมแดน ]
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เน้นย้ำในบทวิเคราะห์ช่วงท้ายของการแถลงข่าวว่า ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือ "ความเป็นไร้พรมแดน" (Borderless) บ่อยครั้งที่ศูนย์สั่งการหรือเซิร์ฟเวอร์ของคนร้ายตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนประเทศหรือทวีปอื่น ในขณะที่ผู้เสียหายและบัญชีม้าอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงไม่เพียงแต่บังคับใช้กฎหมายภายในประเทศเท่านั้น แต่ได้เดินหน้าจับมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับสากล เช่น อินเตอร์โพล (Interpol) ตำรวจรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FBI) รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน
ความร่วมมือระหว่างประเทศนี้เน้นไปที่ 3 มิติหลัก ได้แก่:
__การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกรอง (Intelligence Sharing): มีการตั้งระบบฐานข้อมูลร่วมเพื่อแจ้งเตือนพฤติกรรม รูปแบบกลโกงใหม่ ๆ และรายชื่อบุคคลเฝ้าระวังอย่างรวดเร็ว
__การติดตามและส่งผู้ร้ายข้ามแดน: เพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการทางกฎหมายเพื่อประสานงานจับกุมหัวหน้าขบวนการที่กบดานอยู่ต่างประเทศ
__การขยายผลตัดวงจรนอมินี: กลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนบังคับจัดตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อฟอกเงินหรือถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยผิดกฎหมาย จะถูกตรวจสอบร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อย่างเข้มงวด
[ จุดยืนรัฐบาล: Zero Tolerance ต่อการทุจริตและอาชญากรรม ]
"รัฐบาลภายใต้การนำของผม ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เราจะไม่มีวันยอมรับการกระทำความผิด การฉ้อโกงประชาชน หรือการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ อาชญากรรมทางไซเบอร์และขบวนการนอมินีไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศ เราจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ไม่มีแผ่ว และจะใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดที่สุดเพื่อยึดทรัพย์และลงโทษผู้เกี่ยวข้อง เพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างความสงบสุขให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน" นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย
การแถลงผลงานในรอบ 9 เดือนครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์บทบาทเชิงรุกของรัฐบาลและ สตช. ในการเผชิญหน้ากับกลุ่มอิทธิพลมืดสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม สงครามไซเบอร์ครั้งนี้ยังไม่จบสิ้น ประชาชนยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการที่รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาระบบเทคโนโลยี AI ป้องกันภัย และปรับปรุงข้อกฎหมายให้เท่าทันกลโกงที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกวินาที เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างสูงสุด.
#ปราบสแกมเมอร์ #บัญชีม้า #ทุนเทาข้ามชาติ #อนุทินชาญวีรกูล #ตำรวจไทย #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้

22/06/2026

ชีวิตลูกเรา... ไม่ใช่หนูทดลองความมักง่ายของใคร! 😡🚍
กลายเป็นประเด็นเดือด หลังโลกออนไลน์แชร์คลิปนาทีชีวิต รถตู้นักเรียนลำปาง 2 คันซ้อน ขับซิ่งฝ่าไฟแดงแยกม้าขาวแบบไม่สนโลก แถมอีกรายเจออัดเด็กแน่นจนยืนเบียดเป็นปลากระป๋อง! ผู้ปกครองถามลั่น "ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบชีวิตลูกเขา?" #รถตู้นักเรียน #ลำปาง #ความปลอดภัยบนท้องถนน #ฝ่าไฟแดง #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้

[ กองทัพพม่าส่งเครื่องบินรบระเบิดถล่ม ‘กะเหรี่ยงกอทูเล’ ประชิดชายแดนชุมพร: จับตาสถานการณ์ความมั่นคงและผลกระทบระลอกใหม่ ]...
21/06/2026

[ กองทัพพม่าส่งเครื่องบินรบระเบิดถล่ม ‘กะเหรี่ยงกอทูเล’ ประชิดชายแดนชุมพร: จับตาสถานการณ์ความมั่นคงและผลกระทบระลอกใหม่ ]
สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา กลับมาคุกรุ่นและน่าจับตามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง เมื่อกองทัพอากาศเมียนมาเปิดปฏิบัติการทางอากาศอย่างสายฟ้าแลบ ทิ้งระเบิดโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังชาติพันธุ์บริเวณตะวันตก ซึ่งมีพิกัดที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกับพรมแดนประเทศไทย ชนิดที่เสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนจากฝั่งไทย ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาในการกวาดล้างกลุ่มต่อต้านอย่างเด็ดขาด โดยไม่สนว่าจุดโจมตีดังกล่าวจะอยู่ห่างจากอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่กิโลเมตร
รายงานข่าวเชิงลึกระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ชุดเฝ้าตรวจชายแดนที่ 4103 กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.4103) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำการ ณ บ้านช่องหินหมู ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้รับรายงานด่วนที่สุดและได้ทำการแจ้งประสานไปยังผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นตามลำดับอย่างเร่งด่วน หลังจากตรวจพบว่ากองทัพอากาศเมียนมาได้ใช้เครื่องบินรบไม่ทราบรุ่น บินเหนือน่านฟ้าฝั่งเมียนมาแล้วทำการทิ้งระเบิดจำนวน 3 ลูก ตกใส่ศูนย์กลางฐานปฏิบัติการของกองกำลังทหารกะเหรี่ยงกอทูเล (Kawthoolei Army - KTLA) ซึ่งฐานปฏิบัติการดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามกับฐาน ตชด.4103 ของไทยพอดิบดี
จากการตรวจสอบในเบื้องต้น แรงระเบิดส่งผลให้เกิดกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ สามารถมองเห็นได้จากฝั่งอำเภอท่าแซะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตอธิปไตยของเมียนมาและเป็นพื้นที่สู้รบหนาแน่น ในเวลาเริ่มต้นจึงยังไม่สามารถระบุรายละเอียดความสูญเสีย ทั้งในส่วนของโครงสร้างฐานที่มั่น หรือจำนวนยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารกะเหรี่ยง KTLA ได้อย่างแน่ชัด ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ทั้งกองกำลังทหารราบและตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ได้ประกาศยกระดับการเฝ้าระวัง พร้อมทั้งตรึงกำลังตามแนวตะเข็บชายแดนเพื่อป้องกันผลกระทบจากการสู้รบ และเฝ้าระวังไม่ให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตยทางเขตน่านฟ้าและทางบกของไทย
หากพิจารณาทางกายภาพ แนวชายแดนไทย–เมียนมา ในพื้นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและมีความเปราะบางสูง มีความยาวรวมตลอดแนวชายแดนประมาณ 58 กิโลเมตร โดยทิศเหนือมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และทิศใต้ติดต่อกับอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาซับซ้อนและเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งง่ายต่อการเคลื่อนกำลังพลในรูปแบบสงครามกองโจร
ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ปัจจุบันมีกองกำลังชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเคลื่อนไหวและยึดครองพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อ.ท่าแซะ อยู่ 2 กลุ่มหลัก ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างและการบริหารจัดการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแรกคือ กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มีกำลังพลในพื้นที่ประมาณ 1 กองพัน จุดเด่นคือจะตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินเมียนมา ห่างจากตะเข็บชายแดนไทยราว 50-70 กิโลเมตร ทำให้การปะทะของกลุ่มนี้มักไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลเรือนไทย
แต่กลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นเป้าหมายของการโจมตีในครั้งนี้คือ กองกำลังทหารกะเหรี่ยงกอทูเล (KTLA) มีกำลังพลในพื้นที่ประมาณ 200-500 นาย ยุทธศาสตร์ของกลุ่มนี้แตกต่างออกไป โดยเลือกที่จะตั้งฐานปฏิบัติการและกระจายกำลังอยู่ประชิดแนวชายแดนไทยด้านอำเภอท่าแซะ เพื่อใช้ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์เป็นเกราะกำบังทางการทหาร กองกำลัง KTLA ผงาดขึ้นมาเป็นที่สนใจของนักวิเคราะห์ความมั่นคงระดับสากล หลังจากที่ พล.อ.เนอดา บุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของกะเหรี่ยง KNU ได้ประกาศแยกตัวออกมาสถาปนา "สาธารณรัฐกอทูเล" (Kawthoolei State) พร้อมสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ภายใต้การควบคุมอย่างเป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นตรงกับระบบเดิม
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐกอทูเลที่สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลทหารเนปิดอว์เป็นอย่างมาก คือการที่ พล.อ.เนอดา เริ่มกระบวนการสร้างกลไกแห่งรัฐ ด้วยการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ควบคุม เพื่อสร้างความชอบธรรมในฐานะรัฐอิสระ ซึ่งพื้นที่ที่มีการสำรวจและแจกจ่ายบัตรประชาชนบางส่วนนั้น ตั้งอยู่ประชิดชายแดนอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งถือเป็น "เส้นแดง" ที่กองทัพเมียนมามองว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฏฐาธิปัตย์อย่างรุนแรง นำมาสู่ปฏิบัติการทิ้งระเบิดทางอากาศ 3 ลูกซ้อน เพื่อทำลายกลไกและขวัญกำลังใจของกลุ่ม KTLA ในที่สุด
นักวิเคราะห์ความมั่นคงมองว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า กองทัพเมียนมาเลือกใช้กลยุทธ์ "โจมตีทางอากาศอย่างไร้ความปรานี" (Scorched Earth via Airpower) เพื่อทดแทนกำลังภาคพื้นดินที่กำลังขาดแคลนและเพลี่ยงพล้ำในหลายแนวรบ การโจมตีฐาน KTLA ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยเช่นนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องพึงระวังและเตรียมพร้อมรับมือมีอยู่ 3 ประเด็นหลัก:
1.ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภม.) ที่อาจทะลักข้ามแดนเข้ามาในเขตไทยเพื่อหนีระเบิด ซึ่งสร้างภาระด้านมนุษยธรรมและการบริหารจัดการพื้นที่ควบคุมชั่วคราว
2.ลูกหลงจากอาวุธหนัก ไม่ว่าจะเป็นสะเก็ดระเบิดหรือกระสุนปืนใหญ่ที่อาจตกข้ามมาฝั่งไทย รวมถึงการบินล้ำแดนของเครื่องบินรบเมียนมา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตทางภาคเหนือและภาคตะวันตก
3.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดน และความปลอดภัยของเกษตรกรไทยที่มีสวนยางพาราหรือสวนปาล์มอยู่ใกล้แนวเขตแดน
แม้ในขณะนี้ สถานการณ์จะยังจำกัดวงอยู่ในฝั่งเมียนมา และไม่มีรายงานความเสียหายในทรัพย์สินของประชาชนไทย แต่การสู้รบที่ขยับเข้าใกล้จังหวัดชุมพร ประตูสู่ภาคใต้ของไทย ย่อมสร้างความกังวลใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทางการทูตและการทหารที่สมดุล เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นสำคัญที่สุด.
#เมียนมา #กะเหรี่ยงกอทูเล #ชุมพร #ความมั่นคงชายแดน #เมียนมาทิ้งระเบิด #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้
ขอบคุณภาพข่าวจาก : ทิวา ทองศิริ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดชุมพร

[ แกะรอย ‘กระบี่โมเดล’ เมื่อทนาย-นักบัญชีทำตัวเป็น ‘ต้นน้ำ’ อุ้มทุนนอกชุบตัวฮุบพูลวิลล่าหรู ]สถานการณ์ทุนต่างชาติแฝงตัวเ...
21/06/2026

[ แกะรอย ‘กระบี่โมเดล’ เมื่อทนาย-นักบัญชีทำตัวเป็น ‘ต้นน้ำ’ อุ้มทุนนอกชุบตัวฮุบพูลวิลล่าหรู ]
สถานการณ์ทุนต่างชาติแฝงตัวเข้ามาถือครองทรัพยากรและประกอบธุรกิจอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทย กำลังกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จังหวัดกระบี่ได้กลายเป็นสปอตไลท์ระดับประเทศ เมื่อนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ แท็กทีมกับ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการแบบสายฟ้าแลบ ปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายขบวนการ "ทุนนอมินี" (Nominee) และการถือครองที่ดินผิดกฎหมายอย่างเป็นขบวนการรวมทั้งสิ้น 20 จุด ทลายเครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติที่เกาะกินเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย
[ เปิดฉากช่วงเช้า: ลุยตรวจ ‘รีสอร์ทเปลือยกาย’ ท้าทายกฎหมายและศีลธรรม ]
ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสถานประกอบการแห่งหนึ่งในลักษณะโรงแรมและที่พักสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งพฤติการณ์ชวนตะลึงด้วยการโฆษณาและจัดกิจกรรมในรูปแบบ "เปลือยกาย" (Naturist Resort) ภายในพื้นที่พัก รวมถึงการใช้พื้นที่ชายหาดส่วนบุคคลและ "ชายหาดลับ" ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อทำกิจกรรมอนาจาร

จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า สถานประกอบการดังกล่าวมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจนหลายกระทง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ดูแลและดำเนินคดีในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 พร้อมทั้งความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่หรือครอบครองสื่อลามกอนาจาร พร้อมทั้งตรวจยึดของกลาง พยานหลักฐาน เอกสารการจดทะเบียน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเพื่อขยายผลว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติรายใดหนุนหลังพฤติกรรมที่ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอันดีงามของจังหวัดกระบี่ในลักษณะนี้หรือไม่
[ ช่วงบ่าย: แฉทริกพูลวิลล่าหรูโปแลนด์ ทุน 4 ล้าน ถือครองทรัพย์สิน 200 ล้าน ]
ต่อมาในเวลาบ่าย วันเดียวกัน ยุทธการปราบทุนสวมรอยยกระดับความเข้มข้นขึ้นเมื่อ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าฯ กระบี่ เพื่อตรวจสอบเครือข่ายบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทพูลวิลล่าหรูของกลุ่มนักลงทุนสัญชาติโปแลนด์
จากการแกะรอยเส้นทางการเงินและทะเบียนนิติบุคคล พบความผิดปกติที่น่าตกใจอย่างยิ่ง โดยบริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนตามกฎหมายเพียง 4 ล้านบาท แต่กลับมีกรรมสิทธิ์และถือครองที่ดินทำเลทองมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท! โครงการอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวและการพัฒนาของกระบี่ ได้แก่ อำเภอเหนือคลอง, ตำบลหนองทะเล และตำบลเขาทอง โดยมีการประกาศขายพูลวิลล่าในราคาเริ่มต้นสูงถึง 11.5 ล้านบาทต่อยูนิต
เมื่อตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนในระบบ พบว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นสัญชาติไทย 100% ซึ่งตามกฎหมายส่งผลให้บริษัทนี้มีสถานะเป็น "นิติบุคคลสัญชาติไทย" สามารถซื้อขายและถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ แต่จากการสืบสวนเชิงลึกทางบัญชีและพฤติการณ์หน้างาน กลับพบเนื้อแท้ว่า บริษัทนี้บริหารและควบคุมกิจการเบ็ดเสร็จโดย สามีภรรยาชาวโปแลนด์ โดยคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นเป็นเพียง "นอมินี" หรือตัวแทนเชิดที่ไม่เคยมีการลงทุนจริง ไม่รู้จักธุรกิจ และไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอในการซื้อหุ้น ถือเป็นการใช้อุบายกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน
[ ความจริงเชิงลึกที่น่าสะพรึง: วงการนักกฎหมาย-บัญชี สวมรอย ‘ชื่อคนตาย’ จัดตั้งนิติบุคคล ]
สิ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่กลไกทางกฎหมายมากที่สุดในปฏิบัติการครั้งนี้ คือการทลายเครือข่ายธุรกิจทัวร์และบันเทิงรายใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่า มีกลุ่มบุคคลในวิชาชีพกฎหมายและบัญชีทำตัวเป็น "ต้นน้ำของขบวนการ" คอยออกแบบ คัดสรร และจัดหาช่องทางสวมรอยทางทะเบียน
จากการเข้าจับกุม ห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง ซึ่งประกอบกิจการด้านความบันเทิงและให้บริการด้านดนตรีในจังหวัดกระบี่ มี นาย A (นามสมมุติ) สัญชาติแอฟริกาใต้ เป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทน โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จคือ "นาย ว." ซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความ และ "นาง ส." ผู้สอบบัญชี ทั้งสองคนมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ "มือปืนรับจ้างทางกฎหมาย" ด้วยการนำลายมือชื่อและชื่อของ "บุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว" มาลงนามในเอกสารราชการเพื่อยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการโกงกฎหมายเรื่องนอมินี แต่ยังเป็นความผิดอาญาแผ่นดินฐานปลอมแปลงเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมอย่างร้ายแรง เพื่ออำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว
[ สรุปตัวเลขความเสียหายและการกวาดล้างครั้งใหญ่ ]
ในเวลา 15.00 น. ณ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และ นายอังกูร ศีลาเทวากูล พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมและดำเนินคดีกับเครือข่ายนอมินีและผู้ถือครองที่ดินผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยสามารถจำแนกความเสียหายและพฤติการณ์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
*กลุ่มที่ 1: บริษัทนอมินีอำพรางชัดเจน
_จำนวน: 9 บริษัท
_ทรัพย์สินที่ยึด/ตรวจสอบ: ที่ดินรวม 17 แปลง เนื้อที่รวม 6 ไร่ 1 งาน 12.4 ตารางวา
_มูลค่าทรัพย์สินโดยประมาณ: 209 ล้านบาท
_การดำเนินคดี: ศาลอนุมัติหมายจับจำนวน 40 หมายจับ และหมายค้น 13 หมายค้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 40 หมายจับ แบ่งเป็น ผู้ต้องหาชาวไทย (นอมินีและกลุ่มทนาย/บัญชี) 27 คน และผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 11 คน (ประกอบด้วย สัญชาติอิสราเอล 6 คน, โปแลนด์ 2 คน, สวิตเซอร์แลนด์ 2 คน, และแอฟริกาใต้ 1 คน)
**กลุ่มที่ 2: บริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต
_จำนวน: 8 บริษัท
_ทรัพย์สินที่ยึด/ตรวจสอบ: ที่ดินรวม 8 แปลง เนื้อที่รวม 8 ไร่ 25.6 ตารางวา
_มูลค่าทรัพย์สินโดยประมาณ: 290 ล้านบาท
_การดำเนินคดี: ศาลอนุมัติหมายค้น 6 หมาย เพื่อระดมกำลังเข้ายึดเอกสารหลักฐานทางบัญชี พยานวัตถุ และเชิญตัวกรรมการรวมถึงผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบปากคำ เพื่อขยายผลดำเนินคดีอาญาต่อไป
[ บิ๊กราญสดุดี ‘กระบี่โมเดล’ ยกชั้นเป็นครูต้นแบบ สั่งตม. ตะครุบตัวหากได้ประกัน ]
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา (บิ๊กราญ) ได้กล่าวชื่นชมและยกย่องแนวทางการทำงานอันเด็ดขาดและเป็นระบบของตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่และฝ่ายปกครอง ภายใต้การนำของผู้ว่าฯ อังกูร ที่ได้สั่งการสืบสวนคดีนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดเป็น "องค์ความรู้เฉพาะทาง" ที่สามารถถอดรหัสรูปแบบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจนี้ได้อย่างสมบูรณ์
"บิ๊กราญ" เผยว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจได้นำเอาองค์ความรู้จากการทำคดีที่จังหวัดกระบี่ ไปขยายผลจนสามารถปราบปรามกลุ่มทุนนอมินีที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สำเร็จ จนเกิดเป็นคำว่า "พะงันโมเดล" ซึ่งแท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดและรากฐานมาจาก "กระบี่โมเดล" นี้นี่เอง
หลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะบูรณาการฐานข้อมูลเชิงลึกร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เพื่อสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศและตัดวงจรทุนนอมินีอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ บิ๊กราญยังสั่งการเน้นย้ำไปยังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ว่า สำหรับผู้ต้องหาชาวต่างชาติในคดีนี้ ไม่ว่าจะได้รับการประกันตัวในชั้นใดก็ตาม ให้จัดชุดสืบสวนประกบและติดตามตัวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศ และเก็บรายละเอียดพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด เพราะนี่คือ "คดีครูต้นแบบ" ที่จะใช้เป็นแนวทางล้างบางทุนนอมินีทั่วประเทศต่อไป.
#ทุนนอมินีกระบี่ #อาชญากรรมเศรษฐกิจ #กระบี่โมเดล #บิ๊กราญ #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้
ขอบคุณภาพข่าวจาก : ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดกระบี่

[ ไฟไหม้ชุมชนพร้อมใจตะพานหินวอด 3 หลังคาเรือน และเกิดเหตุทับซ้อนไฟไหม้รถไฟฟ้า EV อีก 1 เหตุ เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง แ...
21/06/2026

[ ไฟไหม้ชุมชนพร้อมใจตะพานหินวอด 3 หลังคาเรือน และเกิดเหตุทับซ้อนไฟไหม้รถไฟฟ้า EV อีก 1 เหตุ เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง แต่อยู่ในตำบลเดียวกัน
พิจิตร - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ตำรวจและหน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งเหตุว่าเกิดเพลิงไหม้ที่บริเวณ ชุมชนพร้อมใจ ซึ่งตั้งอยู่ในเขต เทศบาลเมืองตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร จึงได้วิทยุสั่งการให้รถดับเพลิงของเทศบาลเมืองตะพานหิน เร่งเข้าดำเนินการควบคุมเพลิง ซึ่งเป็นบ้านเรือนไม้สร้างอยู่ใกล้ชิดติดกันบริเวณชุมชนพร้อมใจ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้และลุกลามไหม้บ้านเรือนจำนวน 3 หลังคาเรือน คือ บ้านเลขที่ 45/1 , บ้านเลขที่ 44/2 , บ้านเลขที่ 44/3 เปลวเพลิงมีแนวโน้มรุนแรงเนื่องจากมีลมพัดกรรโชกแรงในช่วงขณะที่เกิดเพลิงไหม้ จึงต้องวิทยุขอรถดับเพลิงจากเทศบาล และ อบต.ที่อยู่ข้างเคียง มาสนับสนุนอีก 10 คัน ใช้เวลาควบคุมเพลิงเกือบ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ โดยไม่มีผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังเพลิงสงบแล้วนายอำเภอตะพานหิน และ นายกเทศบาลเมืองตะพานหิน ได้เข้าดูที่เกิดเหตุพบว่าบ้านต้นเพลิงไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่มีสิ่งของจำพวกขยะรีไซเคิลกองอยู่เป็นจำนวนมาก จึงสันณิฐานว่า ขยะดังกล่าว อาจเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้เกิดไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว และสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งรายละเอียดอย่างเป็นทางการคงต้องรอตำรวจวิทยาการจากกองพิสูจน์หลักฐานพิจิตร เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง รวมถึง เทศบาตำบลตะพานหิน จะได้เร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่บ้านถูกไฟไหม้ในครั้งนี้ต่อไปอีกด้วย
ต่อมาใน เวลา 21.25 น. ก็มีเหตุทับซ้อนที่ ซอยหนุมาน ในเขตเทศบาลเมือง ตะพานหิน มีรถยนต์ไฟฟ้า EV ทะเบียน 6 ขฮ 9076 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ข้างถนนจู่ๆ ก็มีไฟลุกโชน รถดับเพลิงที่กำลังควบคุมเพลิงเหตุไฟไหม้บ้าน ก็ต้องแยกรถดับเพลิงออกเป็ร 2 ชุด เพื่อไปควบคุมเพลิงรถไฟฟ้า EV ที่เพลิงกำลังลุกไหม้ ซึ่งทำได้แค่เพียงฉีดน้ำควบคุมพื้นที่ด้านข้างบริเวณที่รถเกิดเพลิงไหม้เท่านั้น เพราะรถไฟฟ้า EV ยิ่งฉีดน้ำไฟก็ยิ่งทำให้เพลิงปะทุขึ้น เมื่อเพลิงสงบลงรถจึงเหลือแต่ซาก จากการสอบถามเจ้าของรถรายนี้บอกว่าเมื่อช่วงเช้าขับรถคันนี้แล้วรู้สึกว่ารถมีอาการผิดปกติจึงได้แจ้งบริษัทประกันของรถ ซึ่งได้รับคำแนะนำว่าให้จอดรถคันดังกล่าวไว้นอกบ้าน โดยนัดหมายว่าวันพรุ่งนี้ ( 21 มิ.ย. 69 ) จะให้รถสไลด์มายกรถไปเข้าอู่ซ่อม แต่ก็มาเกิดเหตุเสียก่อน.
#อาชญากรรม #ไฟไหม้พิจิตร #รถยนต์ไฟฟ้า #ไฟไหม้บ้าน #อุบัติภัย #ภัยใกล้ตัว
ขอบคุณภาพข่าวจาก : สิทธิพจน์ เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดพิจิตร

😥

21/06/2026

🚨 #วิกฤตซ้อนวิกฤต ค่ำคืนสุดระทึกที่ตะพานหิน พิจิตร! ไฟไหม้ชุมชนเก่าลามวอด 3 หลังคาเรือน เหตุยังไม่ทันสงบ จู่ๆ รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่จอดอยู่ริมทางเกิดไฟลุกท่วมทับซ้อนในตำบลเดียวกัน!
ความท้าทายอยู่ที่ "รถ EV" ยิ่งฉีดน้ำไฟยิ่งปะทุ เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงฉีดคุมพื้นที่จนเหลือแต่ซาก เจ้าของเผยรถมีอาการแปลกๆ ตั้งแต่เช้า ประกันสั่งให้จอดนอกบ้านรอรถสไลด์มารับวันรุ่งขึ้น แต่ไม่ทันการณ์...แต่ยังดีทั้งสองเหตุการณ์ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
#อาชญากรรม #ไฟไหม้พิจิตร #รถยนต์ไฟฟ้า #ไฟไหม้บ้าน #อุบัติภัย #ภัยใกล้ตัว
ขอบคุณภาพข่าวจาก : สิทธิพจน์ เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดพิจิตร
😥

[ สัญญาณอันตรายเมืองไทย เมื่อ สส. โดนขู่ยิงกลางสถาบันพระปกเกล้า กับคำถามถึงความมั่นคงของผู้นำประเทศ ]สถานการณ์ทางการเมือ...
20/06/2026

[ สัญญาณอันตรายเมืองไทย เมื่อ สส. โดนขู่ยิงกลางสถาบันพระปกเกล้า กับคำถามถึงความมั่นคงของผู้นำประเทศ ]
สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกำลังทวีความร้อนแรงและความตึงเครียดขึ้นอีกระดับ เมื่อความปลอดภัยของ "ผู้แทนราษฎร" ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนกำลังถูกท้าทายอย่างอุกอาจ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญวงการการเมือง เมื่อ นายยอดชาย พึ่งพร หรือ "สส.ตั้ม" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต 9 จากพรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 20 มิถุนายน 2569 หลังจากถูกบุคคลปริศนาโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่เอาชีวิตอย่างตรงไปตรงมาด้วยถ้อยคำดุดันว่า "กูจะยิงมึง!"
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ความขัดแย้งส่วนตัวหรือการกลั่นแกล้งกันธรรมดา แต่เกิดขึ้นในพื้นที่และเวลาที่น่าเหลือเชื่อ โดยนายยอดชายได้เปิดเผยลำดับเหตุการณ์ว่า เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ในขณะที่เขากำลังนั่งเรียนอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนในหลักสูตร "ป.ป.ร." (หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 29) ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับประเทศที่หล่อหลอมผู้นำและนักบริหารระดับสูงของไทย
ในระหว่างการเรียนการสอน มีสายเรียกเข้าจากหมายเลขโทรศัพท์ลึกลับที่ไม่คุ้นเคยเข้ามายังโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของนายยอดชาย ด้วยมารยาทและเกรงว่าอาจจะเป็นเรื่องด่วนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นายยอดชายจึงขออนุญาตเดินออกจากห้องเรียนออกมารับสายที่บริเวณระเบียงด้านนอก เมื่อกดรับสาย ปลายสายเป็นเสียงของผู้ชายลักษณะดุดันเด็ดขาด ได้เอ่ยปากถามทันทีว่า "ใช่ สส.ยอดชาย หรือไม่?" เมื่อนายยอดชายตอบรับว่าใช่ ชายลึกลับคนดังกล่าวได้ถามต่อทันทีว่า "อยู่พรรคไหน" นายยอดชายจึงตอบกลับไปตามความเป็นจริงว่า "พรรคประชาชน"
ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อชายปริศนาคนดังกล่าวพยายามโยงเข้าหาประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต โดยถามย้ำด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยและคุกคามว่า "พรรคของไอ้ธนาธร ไอ้พิธา ที่โดนยุบพรรคไปแล้วใช่ไหม" นายยอดชายชี้แจงกลับไปอย่างสุภาพว่าปัจจุบันเขาทำหน้าที่ในนามพรรคประชาชน แต่ทันใดนั้น ปลายสายได้กล่าวประโยคที่ทำให้นายยอดชายถึงกับตะลึงว่า "เดี๋ยวกูจะยุบพรรคมึงอีกแล้วกูก็จะยิงมึงด้วย" ก่อนที่จะตัดสายทิ้งไปทันทีอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นายยอดชายยืนอยู่ท่ามกลางความสับสนและตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเอง
หลังจากผ่านพ้นวันดังกล่าวและได้ปรึกษากับทีมงานและฝ่ายกฎหมายของพรรค นายยอดชายเห็นว่าเรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้เนื่องจากเป็นการคุกคามสวัสดิภาพของผู้แทนราษฎรอย่างร้ายแรง จึงได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.บางละมุง เป็นเบื้องต้น โดยในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 ทางพนักงานสอบสวนได้นัดหมายให้นายยอดชายเข้าให้ปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการสอบปากคำแล้ว ทาง สภ.บางละมุง จะทำการโอนย้ายและส่งเรื่องต่อไปยัง สภ.ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุตามหลักกฎหมาย (เนื่องจากสถาบันพระปกเกล้าตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.ทุ่งสองห้อง กรุงเทพมหานคร) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของพื้นที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ติดตามตัวเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ปริศนาดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาต่อไป
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายยอดชาย พึ่งพร ไม่ใช่เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากแต่มันสะท้อนถึงภาพจำลองของ "วัฒนธรรมความรุนแรงและผู้อิทธิพลเหนือกฎหมาย" ที่กำลังแผ่ขยายวงกว้างในสังคมไทยปัจจุบัน นายยอดชาย ได้ใช้โอกาสนี้ส่งสารถึงรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยตั้งคำถามตัวโตๆ ไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ข้อมูล ณ ปี 2569) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถึงมาตรการการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
"สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เราเพิ่งเห็นข่าว สส. และผู้ติดตาม ถูกคนร้ายดักลอบยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสในบางพื้นที่ มาวันนี้จนถึงคิวของผมที่โดนโทรศัพท์ขู่ยิงถึงในสถาบันการศึกษา ผมอยากตั้งคำถามคำโตๆ ไปยังรัฐบาลว่า ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมายออกมาข่มขู่คุกคามผู้แทนของประชาชนแบบนี้ได้อย่างไร?" นายยอดชายกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ยังได้ระบุข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีบุคคลสำคัญทางการเมืองระดับชาติที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทำหน้าที่อยู่ในสภาจำนวนประมาณ 500 คน หากขนาดคนที่เป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ มีตำแหน่งหน้าที่ระดับประเทศ และมีสปอตไลท์ส่องถึงตลอดเวลา ยังถูกคุกคาม ถูกลอบยิง และถูกขู่เอาชีวิตได้อย่างง่ายดายโดยที่รัฐบาลยังคงท่าที "นิ่งเฉย" มันย่อมสะท้อนให้เห็นว่า บ้านเมืองนี้ไม่มีความปลอดภัยเหลืออยู่เลยสำหรับประชาชนคนธรรมดาสามัญ
การตั้งคำถามตรงไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำรัฐบาลและผู้รับผิดชอบนโยบายความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางการเมือง เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลมักประกาศนโยบาย "จัดระเบียบสังคมและปราบมาเฟีย" อยู่เสมอ แต่เหตุการณ์คุกคาม สส. ฝ่ายค้านในครั้งนี้กำลังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า นโยบายเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ราคาคุย หรือเป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถปกป้องชีวิตของประชาชนและนักการเมืองได้จริง
ในเชิงกฎหมาย การกระทำของชายลึกลับรายนี้เข้าข่ายความผิดฐาน "ข่มขู่ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากสืบสวนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้อิทธิพลหรือมีลักษณะของการเตรียมการเพื่อปองร้ายจริง ก็อาจขยับความรุนแรงของฐานความผิดขึ้นไปอีก สิ่งที่สังคมต้องจับตาดูหลังจากวันที่ 22 มิถุนายนนี้คือ ความคืบหน้าจาก สภ.ทุ่งสองห้อง ในการแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์และการระบุตัวตนของผู้บงการเบื้องหลัง ว่าจะเป็นเพียงแค่ "เกรียนคีย์บอร์ด/พวกป่วนเมือง" หรือเป็น "ใบสั่งทางการเมือง" จากขั้วอำนาจตรงข้ามที่ต้องการข่มขวัญการทำงานของพรรคประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาล
บทสรุปของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของ สส.ยอดชาย พึ่งพร เพียงคนเดียว แต่เป็นดัชนีชี้วัด "ดัชนีความปลอดภัยและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย" หากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่สามารถลากคอผู้กระทำผิดมาลงโทษได้โดยเร็ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนต่อระบบความปลอดภัยในประเทศคงจะดิ่งลงเหว และนั่นจะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "มาเฟียครองเมือง" ที่ใช้ความรุนแรงปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งทาง จะเกาะติดสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดเพื่อนำความจริงมารายงานให้ทราบต่อไป.
#ยอดชายพึ่งพร #พรรคประชาชน #ขู่ยิงสส #อนุทินชาญวีรกูล #หัวข้อประเทศไทยที่คนไทยต้องรู้
ขอบคุณภาพข่าวจาก : ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดชลบุรี

ที่อยู่

No. 218, Village No. 11, Baan Suan Pa, Chong Mek Sub-district, Sirindhorn District, Ubon Ratchathani Province
Changwat Samut Prakan
34350

เบอร์โทรศัพท์

+66655523500

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ TopicThailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง TopicThailand:

แชร์