บ้านเชียงใหม่ราคาถูกกว่า 3.5 ล้าน

บ้านเชียงใหม่ราคาถูกกว่า 3.5 ล้าน บ้านเชียงใหม่ราคาถูกกว่า 3.5 ล้าน เงิ?

แบบห้องเช่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หากใครที่มีบ้านอยู่แล้วแต่ไกลจากที่ทำงานมาก ต้องพบเจอปัญหาที่ตามมาทุกวัน การหาห้องเช่าใกล้...
23/08/2024

แบบห้องเช่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หากใครที่มีบ้านอยู่แล้วแต่ไกลจากที่ทำงานมาก ต้องพบเจอปัญหาที่ตามมาทุกวัน การหาห้องเช่าใกล้ที่ทำงานถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งนอกจากเรื่องทำเลที่ตั้งของห้องเช่า ราคาห้องเช่าที่เหมาะสมกับแต่ละคนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดูให้ดีก่อนคือ แบบห้องเช่า หรือประเภทของห้องเช่า เนื่องจากการหาห้องเช่าแต่ละพื้นที่ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้เช่าจะต้องทำความเข้าใจ เพราะแบบห้องเช่าต่าง ๆ จะไปขึ้นอยู่กับงบประมาณในการเช่าด้วย

___________________________________________

แบบห้องเช่า มีทั้งหมดกี่แบบ

ห้องเช่าส่วนใหญ่จะถูกแบ่งประเภทออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ด้วยกัน คือ

1. ห้องเช่าที่มีเฟอร์นิเจอร์แบบ Fully Fitted
2. ห้องเช่าแบบมีเฟอร์นิเจอร์ Fully Furnished
3. ห้องเปล่า

แน่นอนอยู่แล้วว่าถ้าหาห้องเช่าที่อยู่บนทำเลเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันที่จำนวนเฟอร์นิเจอร์ในห้อง หรือห้องเปล่าที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลย ราคาค่าเช่าก็ย่อมมีความแตกต่างกัน

สิ่งที่ระบุในสัญญาเช่าก็จะแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้นผู้เช่าจะต้องดูให้ดีก่อนลงมือเช่า ซึ่งทั้งนี้เองห้องเช่าทั้ง 3 ประเภทจะเป็นอย่างไรแตกต่างกันยังไงบ้างมาดูกัน

___________________________________________

1. แบบห้องเช่า Fully Fitted

แบบห้องเช่าที่มีการมอบเฟอร์นิเจอร์ให้เพียงบางส่วน ส่วนใหญ่จะเป็นเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน หลัก ๆ ที่ห้องชุดหนึ่งห้องควรจะมี อาทิ เคาน์เตอร์ครัว สุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า ซึ่งเราจะหาห้องเช่าแบบนี้ได้จากการเช่าห้องชุดภายในคอนโดฯ

ส่วนใหญ่คนที่ต้องการเช่าห้องในระยะยาวมักมองหาห้องรูปแบบนี้ เนื่องจากเป็นห้องชุดแบบมีเฟอร์นิเจอร์เริ่มต้น ราคาค่าเช่าถูกกว่าแบบมีเฟอร์นิเจอร์ Full Option และสามารถตกแต่งห้องบางส่วนเองได้ด้วย

แม้จะราคาค่าเช่าถูกกว่า สามารถออกแบบห้องให้มีบรรยากาศ หรือรูปแบบการใช้สอยที่ถูกใจ และเหมาะกับตัวเองมากที่สุด แต่มีข้อเสียอยู่ที่งบประมาณการตกแต่งอาจบานปลาย ทั้งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าจะตกแต่งได้เรียบร้อยพร้อมอยู่

___________________________________________

2. แบบห้องเช่า Fully Furnished

ห้องแบบนี้จะมีเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ตพร้อมอยู่ เรียกได้ว่าเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าสัมภาระก็สามารถเข้ามาอยู่ได้เลย มีข้อดีคือ พร้อมเข้าอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ ไม่ต้องยุ่งยากกับการขนย้าย ติดตั้ง ซึ่งอาจเกิดรอยขีดข่วนภายในห้อง งบประมาณไม่บานปลาย และถ้าเลือกแบบห้องเช่าที่มีมาตรฐานสูง ก็จะได้เฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ดี มีคุณภาพแบบที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

ส่วนใหญ่ห้องแบบนี้ภายในห้องจะมีการตกแต่งห้องไว้ให้เรียบร้อย ราคาค่าเช่าก็จะสูงกว่าห้องทั่วไป หากเปรียบเทียบกับห้องที่มีขนาดเท่ากัน และอยู่บนทำเลเดียวกันถือเป็นแบบห้องเช่าที่มีราคาแพงที่สุด

นอกจากนั้นสิ่งที่ตามมาสำหรับห้องเช่าแบบนี้ก็คือผู้เช่าจะต้องเป็นคนดูแลรับผิดชอบเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ภายในห้องตามสัญญา หากเฟอร์นิเจอร์บางอย่างชำรุดก็ต้องทำตามเงื่อนไขของผู้ให้เช่า

บางห้องเช่าอาจใช้เฟอร์นิเจอร์คุณภาพต่ำ เพื่อลดต้นทุน แถมเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นที่มีมาให้ อาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง ทำให้เกะกะห้องโดยไร้ประโยชน์ แล้วถ้ามีเฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิมจากบ้านเก่า ที่ต้องการนำมาใช้ภายในห้อง ก็อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้

คนที่มองหาห้องเช่าแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ทำสัญญาเช่าในระยะสั้น ๆ ต้องการห้องเช่าที่อำนวยความสะดวกในช่วงเวลาที่เข้ามาอยู่อาศัย ไม่จำเป็นต้องขนย้ายของเข้า-ออกบ่อย ๆ

___________________________________________

3. แบบห้องเช่า ห้องเปล่า

ถือเป็นอีกหนึ่งแบบห้องเช่าที่คนที่กำลังมองหาห้องเช่าให้ความสนใจ หากเปรียบเทียบกับห้องที่ขนาดเท่ากัน ทำเลเดียวกัน ห้องแบบนี้จะมีราคาถูกที่สุด ส่วนใหญ่ผู้เช่าที่มองหาห้องเช่าแบบนี้จะเป็นบุคคลที่กำลังมองหาห้องเช่าเพื่ออยู่อาศัยในงบประมาณที่จำกัด หรืออยากจะตกแต่งเองแล้วอยู่อาศัยระยะยาวก็มีเช่นกัน

อีกหนึ่งกลุ่มที่มักเช่าห้องเปล่า นอกจากคนที่อยู่อาศัยเองก็จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่หาห้องเช่าเพื่อเอาไว้เก็บของ หรือเป็นที่พักพิงของพนักงาน โดยจะตกแต่งห้องตามจำเป็นเท่านั้น เพราะห้องเช่าแบบนี้สามารถลดต้นทุนในการเช่าได้ดี

ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์แนวคอนโดมิเนียมมีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะทำเลในเมืองที่สามารถเชื่อมต่อไปสู่สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ง่าย

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ในการเช่าที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น เช่าบ้าน เช่าทาวน์เฮ้าส์ เช่าคอนโด หรือแม้กระทั่งการ เช่าอพาร์ทเมนท์ ผู้เช่าควรรู้สิท...
22/08/2024

ในการเช่าที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น เช่าบ้าน เช่าทาวน์เฮ้าส์ เช่าคอนโด หรือแม้กระทั่งการ เช่าอพาร์ทเมนท์ ผู้เช่าควรรู้สิทธิของตนเองในฐานะผู้เช่าเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้เช่า โดยเฉพาะสิทธิที่ผู้เช่าบ้านยังคงมีอยู่แม้ว่าจะไม่ได้จ่ายค่าเช่าแล้ว

อีกทั้งในปัจจุบันการเช่าบ้าน คอนโด ยังมีการประกาศควบคุมสัญญาเช่าใหม่ด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ให้เช่าและผู้เช่าบ้านโดยตรง ดังนั้นผู้ให้เช่าจึงควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนทำการร่างสัญญา

ขณะเดียวกันผู้ให้เช่าควรทราบว่าการกระทำใดตนเองไม่มีสิทธิที่จะทำ เพราะหากทำลงไปแล้วนอกจากจะละเมิดสิทธิผู้เช่าบ้านแล้ว ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินการตามกฎหมายอีกด้วย 5 ข้อที่ผู้เช่าไม่มีสิทธิทำ แม้ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า

___________________________________________

1. การเข้าไปในอาคาร บ้าน คอนโด ห้องเช่าที่ผู้เช่าได้เช่าอยู่

ผู้ให้เช่ามักเข้าใจว่าการที่ตนเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เช่าย่อมทำให้มีสิทธิในตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นมากกว่าผู้เช่า จึงสามารถเข้าไปในอสังหาฯ ที่ให้เช่าได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน คอนโด ห้องเช่า หรืออาคารพาณิชย์ก็ตาม โดยที่ไม่ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้เช่าก่อน

โดยเฉพาะเมื่อผู้เช่าบ้านไม่จ่ายค่าเช่า เนื่องจากผิดนัดชำระค่าเช่า หรือค้างค่าเช่าก็ตาม ผู้ให้เช่าอีกส่วนหนึ่งจะเข้าใจว่าผู้เช่านั้นไม่มีสิทธิในอสังหาฯ แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้เช่าไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปภายในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่าจะมีสิทธิในการครอบครองอยู่ในช่วงเวลาที่เช่า แม้ว่าจะขาดส่งค่าเช่าไปแล้วก็ตาม

กรณีที่ผู้ให้เช่าเข้ามาในอสังหาฯ ที่ผู้เช่าครอบครองอยู่โดยไม่ได้รับคำยินยอมจากผู้เช่านั้นจะเข้าข่ายการบุกรุก รบกวนการครอบครองอสังหาฯ ของผู้เช่า ซึ่งมีความผิดทางอาญา ตามมาตราที่ 362 คือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงความผิดฐานละเมิดทางแพ่ง ตามมาตรา 420

___________________________________________

2. การปิดกั้น ใส่กุญแจไม่ให้ผู้เช่าเข้าไปในอสังหาฯ ที่เช่าอยู่

ในกรณีนี้แม้ว่าผู้ให้เช่าจะไม่ได้เข้าไปภายในอสังหาฯ ที่ผู้เช่าครอบครองอยู่ แต่ใช้วิธีการปิดกั้นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การปิดคล้องกุญแจ การใช้บุคคลมาขัดขวาง เป็นต้น ไม่ให้ผู้เช่าสามารถเข้าไปภายในห้องเช่า บ้าน ที่ดิน อาคารพาณิชย์ซึ่งเช่าไว้ได้ ซึ่งผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำการเช่นนี้แม้ว่าผู้เช่าจะติดค้างไม่จ่ายค่าเช่าก็ตาม

หากผู้เช่ากระทำเช่นนี้แล้วจะมีความผิดในลักษณะเดียวกับประเด็นก่อนหน้าคือ ความผิดทางอาญาฐานบุกรุก และความผิดฐานละเมิด ซึ่งรบกวนสิทธิการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เช่า ยกเว้นนอกจากมีการระบุใน สัญญาเช่า ให้สิทธิผู้ให้เช่าสามารถกระทำได้

___________________________________________

3. การตัดน้ำ ตัดไฟ เพื่อไล่ผู้เช่าบ้าน

หากผู้ให้เช่าคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อขับไล่ผู้เช่าให้ย้ายออกไปแล้วล่ะก็คงต้องคิดใหม่ เพราะการกระทำนี้ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้เช่า เป็นการรบกวนสิทธิของผู้เช่าในการครอบครองและใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าอยู่ ซึ่งจะมีความผิดทางแพ่งได้

ยกเว้นนอกจากในสัญญาระบุให้ผู้ให้เช่าสามารถทำได้ ผู้ให้เช่าจะตัดน้ำตัดไฟได้ก็ต่อเมื่อได้มีการแจ้งยกเลิกสัญญาเช่าแล้วและได้ให้เวลาผู้เช่าย้ายออกไปตามระยะเวลาพอสมควรแล้ว หรือฟ้องศาลเพื่อสั่งขับไล่ผู้เช่าแล้ว หรือสัญญาเช่าสิ้นสุดลงตามกำหนดเวลา

___________________________________________

4. ไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาฯ ที่เช่าอยู่ทันที

ผู้ให้เช่าบางส่วนคิดว่าเมื่อผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ค้างค่าเช่า หรือผิดนัดชำระ จะสามารถบอกยกเลิกสัญญาและให้ผู้เช่าย้ายออกจากอสังหาฯ ที่เช่าอยู่ได้ทันที ซึ่งถ้าเป็นการเช่ารายวันผู้ให้เช่าสามารถทำได้เลย แต่ถ้าเป็นรายเดือนนั้นไม่สามารถทำได้ กฎหมายแพ่งกำหนดว่าผู้ให้เช่าต้องมีการแจ้งล่วงหน้าแก่ผู้เช่าอย่างน้อย 15 วัน และให้เวลาผู้เช่าในการย้ายไปยังที่อื่น

___________________________________________

5. การเรียกเอาค่าเช่าจากเงินประกัน และทรัพย์สินของผู้เช่า

ผู้ให้เช่าสามารถหักเอาเงินประกันมาเป็นค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินประกันอีกจากผู้เช่า เนื่องจากเงินประกันนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อประกันค่าเช่า แต่เป็นการประกันไว้สำหรับความเสียหายจากการเช่าของผู้เช่าที่อาจเกิดแก่อสังหาริมทรัพย์

ส่วนทรัพย์สินของผู้เช่าที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิที่จะเคลื่อนย้ายหรือนำออกจำหน่ายซึ่งจะมีความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายอาญา แต่ในบางกรณีผู้ให้เช่าสามารถหน่วงเหนี่ยวเอาไว้จนกว่าจะมีการจ่ายค่าเช่าได้ ถ้าหากมีการระบุให้สิทธิผู้ให้เช่าไว้ในสัญญาเช่า

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

เมื่อพูดถึงการลงทุนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนหรือรายได้แก่ผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะนึกถึงการให้เช่าคอนโด โดยถ...
21/08/2024

เมื่อพูดถึงการลงทุนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนหรือรายได้แก่ผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เชื่อว่าหลาย ๆ คนจะนึกถึงการให้เช่าคอนโด โดยถ้าคอนโด อยู่ในทำเลที่ดี เดินทางสะดวก มีผู้เช่าตลอด ก็ช่วยสร้างรายได้ให้ตัวเราได้อย่างต่อเนื่อง แถมราคาคอนโดก็มีโอกาสปรับขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อขายต่อก็ได้กำไร

แต่ปัจจุบัน เรียกว่า เป็นยุคที่คอนโดในเมืองผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มองไปทางไหนก็เห็นแต่คอนโดขึ้นเต็มไปหมด ทำให้การลงทุนปล่อยเช่าคอนโด จำเป็นต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น และเดี๋ยวนี้ หลาย ๆ คนก็ซื้อคอนโดมาปล่อยเช่าด้วย

___________________________________________

สำหรับผู้ที่ต้องการกู้ซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่านั้น แนะนำว่า อย่ากู้เกิน 60% ของราคาคอนโด เนื่องจากการให้เช่าคอนโด ควรคำนวณต้นทุนให้ครบถ้วน หลัก ๆ ได้แก่

1. ค่าผ่อนต่อเดือน คำนวณง่าย ๆ คือ ถ้ากู้ 1 ล้านบาท จะผ่อน 7,000 บาทต่อเดือน

2. ค่าส่วนกลาง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

3. ค่านายหน้า กรณีใช้บริการหาผู้เช่าผ่านนายหน้า มักจ่ายค่าธรรมเนียม 1 เดือนของค่าเช่า

___________________________________________

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากการซื้อคอนโด เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน (2% ของราคาประเมิน) ค่าจดจำนอง (1% ของวงเงินกู้) และค่าใช่จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างที่ใช้เช่าคอนโด เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภทรายได้ค่าเช่า

ยกตัวอย่าง กู้ซื้อคอนโดราคา 1 ล้านบาท ขนาด 25 ตารางเมตร เพื่อปล่อยเช่า โดยเก็บค่าเช่าได้ประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน

จะเห็นได้ว่า หากขอสินเชื่อจากธนาคารเกิน 60% อาจทำให้การปล่อยเช่าคอนโดให้ผลตอบแทนที่ขาดทุน ดังนั้น ควรกู้ธนาคารไม่เกิน 60% ของราคาคอนโด ที่เหลือก็ใช้เงินทุนตัวเองมาเป็นเงินดาวน์ โดยยิ่งดาวน์มาก กู้น้อย ค่าผ่อนต่อเดือนก็จะไม่สูงนัก ช่วยให้รายได้ค่าเช่าครอบคลุมค่าผ่อนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนด้วย

ทั้งนี้ คอนโดที่คนส่วนใหญ่ซื้อลงทุน มักอยู่ในทำเลทอง ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้แหล่งชุมชน ห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้เช่ามีตัวเลือกมากมาย โดยคอนโดหลาย ๆ แห่งก็มีผู้เช่าต่อเนื่อง ในขณะที่บางแห่งอาจไม่มีผู้เช่าตลอดทั้งปี

ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนในคอนโด ควรมีเงินสำรองเตรียมไว้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรายเดือน และค่าส่วนกลาง ในระหว่างที่ขาดผู้เช่า รวมถึงยังต้องสำรองเงินอีกจำนวนหนึ่งไว้เป็นค่าบำรุงรักษาห้อง เพราะอาจเป็นไปได้ว่าเงินประกันที่เรียกเก็บจากผู้เช่าอาจไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมเพื่อปล่อยเช่าใหม่

ค่าใช้จ่ายส่วนที่ 4 ที่ผู้ลงทุนในคอนโดควรรู้ นั่นคือ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2563 หากคุณซื้อคอนโดเป็นที่อยู่อาศัยหลังที่สอง คุณจะต้องเสียภาษีตั้งแต่บาทแรก ดังนี้

ไม่เกิน 50 ล้านบาท / 0.02% / 200 บาท
มากกว่า 50 ล้านบาท จนถึง 75 ล้านบาท / 0.03% / 300 บาท
มากกว่า 75 ล้านบาท จนถึง 100 ล้านบาท / 0.05% / 500 บาท
มากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป / 0.10% / 1,000 บาท

___________________________________________

แม้ว่าการปล่อยเช่าคอนโด จะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ผู้ลงทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนหรือรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า แต่การลงทุนก็ตามมาด้วยความเสี่ยง เช่น เสี่ยงที่จะไม่มีผู้เช่า เสี่ยงที่จะปล่อยเช่าได้ในราคาที่ต่ำกว่าค่าผ่อนหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูล และเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ดีก่อนลงทุนในคอนโดปล่อยเช่า

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

เมื่อคิดจะกู้เงินซื้อบ้าน ผู้กู้ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีทั้งก่อนการกู้เงินกับธนาคารและในระหว่างการผ่อนบ้าน หากผ่อนบ้านทั้งที...
20/08/2024

เมื่อคิดจะกู้เงินซื้อบ้าน ผู้กู้ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีทั้งก่อนการกู้เงินกับธนาคารและในระหว่างการผ่อนบ้าน หากผ่อนบ้านทั้งที่ตนเองยังไม่พร้อม ก็อาจมีเหตุสะดุดในระหว่างการผ่อนได้ หรือที่ร้ายที่สุดคือผ่อนบ้านไม่ไหวจนบ้านถูกยึด แต่อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะคำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้กู้ประเมินความพร้อมได้ด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กู้สามารถผ่อนได้ ก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้านเป็นของตนเอง

___________________________________________

ขั้นตอนที่ 1 เช็กความพร้อมก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้าน

1. ความสม่ำเสมอของรายได้
สิ่งแรกที่ผู้กู้ต้องถามตนเองให้ดีก่อนตัดสินใจกู้ซื้อบ้านนั่นก็คือ การงานของผู้กู้มีความมั่นคงหรือไม่ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้มากน้อยเพียงใด หากมีงานที่มั่นคง ทำงานมาแล้วนานนับปี มีความก้าวหน้าในอาชีพ และมีแนวโน้มรายได้ที่สูงขึ้น จึงค่อยตัดสินใจกู้ซื้อบ้านจะดีที่สุด

2. หนี้สินและภาระค่าใช้จ่าย
หนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของผู้กู้ถือเป็นภาระสำคัญที่จะทำให้ความสามารถในการผ่อนบ้านลดน้อยลง ผู้กู้จึงต้องลดรายจ่ายในกลุ่มนี้ให้น้อยที่สุดก่อนการกู้ซื้อบ้าน หากผู้กู้ไม่มีหนี้สิน ผู้กู้ก็จะมีเงินเก็บ และมีประวัติทางการเงินที่ดี ซึ่งง่ายต่อการกู้บ้านมากกว่าคนที่มีภาระหนี้สิน

3. ความสามารถในการผ่อน
ผู้กู้สามารถตรวจสอบความสามารถในการผ่อนบ้านได้ด้วยตนเอง โดยใช้รายได้ของผู้กู้มาคำนวณผ่านเครื่องมือช่วยคำนวณการผ่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ผู้กู้ทราบว่ารายได้ของตนเองจะผ่อนบ้านได้เดือนละกี่บาท และจะเหมาะกับบ้านราคาเท่าไร เพื่อเลือกบ้านที่เหมาะสมกับรายได้ของตนเอง

___________________________________________

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมตัวก่อนจะขอกู้และผ่อนบ้าน

1. สุขภาพทางการเงินต้องดี
ก่อนขอกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร ผู้กู้ต้องมีวินัยทางการเงินเป็นอย่างมากด้วยการสร้างเครดิตทางการเงินที่ดี เช่น จ่ายบัตรเครดิตตรงเวลาและจ่ายเต็มทุกรอบ ไม่มีประวัติการเบี้ยวหนี้จนมีประวัติผิดนัดชำระหนี้อยู่ในเครดิตบูโร หรือโดนฟ้องร้องจนล้มละลาย หรือไม่มีหนี้สินค้างชำระก้อนใหญ่ เช่น การผ่อนรถ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการผ่อนบ้าน

2. มีเงินเก็บและเงินดาวน์บ้าน
ผู้กู้ควรต้องมีเงินดาวน์บ้านขั้นต่ำ 10% ของราคาบ้านที่จะซื้อ (แม้บางกรณีจะไม่ต้องวางเงินดาวน์จากมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ Loan-to-Value: LTV) และยังไม่รวมถึงเงินเก็บสำหรับการตกแต่งต่อเติมบ้าน และเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจมีบางส่วนที่ผู้กู้ต้องชำระเอง เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง

3. เงินผ่อนบ้านต้องเพียงพอ
การผ่อนบ้านนั้นใช้ระยะเวลานานหลายปี ผู้กู้จึงต้องแน่ใจว่ามีรายได้เพียงพอต่อการผ่อนบ้านในแต่ละเดือน โดยเงินผ่อนบ้านสามารถคิดคร่าว ๆ ได้ล้านละ 7,000 บาทต่อเดือน แต่เงินผ่อนบ้านรวมกับหนี้สินทั้งหมดต้องไม่เกิน 40% จากรายได้ของผู้กู้ ซึ่งเป็นเพดานหนี้สินที่ธนาคารส่วนใหญ่จะยอมรับได้

___________________________________________

ขั้นตอนที่ 3 ระหว่างการผ่อนบ้าน

1. รักษาวินัยทางการเงินให้ดี
แม้จะสินเชื่อจะผ่านการอนุมัติและอยู่ในระหว่างการผ่อนบ้านแล้ว แต่วินัยทางการเงินยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้กู้ต้องรักษาไว้ โดยเฉพาะการผ่อนบ้านให้ตรงเวลาทุกเดือน และไม่สร้างหนี้สินเพิ่มในระหว่างการผ่อนบ้าน แต่ถ้าหากเป็นไปได้ ผู้กู้ก็ควรมีเงินเก็บสำรองเพื่อใช้ผ่อนบ้านเมื่อขาดรายได้อย่างน้อย 3-6 เดือนด้วย

2. พยายามผ่อนบ้านให้หมดไวขึ้น
ผู้กู้สามารถใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อผ่อนบ้านให้หมดไวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรีเทนชั่นบ้านกับธนาคารเดิม หรือรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารอื่นเพื่อลดดอกเบี้ยจากการผ่อนให้ต่ำลง หรือจะใช้วิธีผ่อนบ้านเกินทุกงวดเพื่อลดเงินต้นให้หมดเร็วขึ้นก็ได้ ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยในภาพรวมได้เป็นอย่างมาก

3. หาทางออกเมื่อผ่อนบ้านไม่ไหว
หากผู้กู้มีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน ก็ยังมีวิธีที่ช่วยบรรเทาภาระหนี้บ้านให้ผู้กู้ได้ เช่น การหารายได้อื่น ๆ มาทดแทน แต่ถ้าการหารายได้เพิ่มยังไม่ใช่ทางออกที่ดี การรีไฟแนนซ์เพื่อยืดระยะเวลาผ่อนบ้าน หรือขอประนอมหนี้กับธนาคาร ก็เป็นทางออกที่อาจจะช่วยกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดีขึ้นได้

___________________________________________

หากผู้กู้สามารถเตรียมตัวและปฏิบัติตนตามคำแนะนำเหล่านี้ได้ทุกข้อ โดยเฉพาะการเลือกบ้านให้เหมาะสมกับรายได้ของตนเอง และมีวินัยทางการเงินที่ดีอยู่เสมอ ผู้กู้ก็จะผ่อนบ้านได้อย่างสบายใจ ผ่อนบ้านหมดไว และโอกาสที่จะผ่อนบ้านไม่ไหวจนถูกยึดบ้านก็จะยิ่งลดน้อยลง

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

คำนวณดอกเบี้ยบ้านได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองเพราะยุคนี้คือยุคแห่งเทคโนโลยี 4.0 ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ทันใจ สะดวก และใช้งานง่าย!...
19/08/2024

คำนวณดอกเบี้ยบ้านได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

เพราะยุคนี้คือยุคแห่งเทคโนโลยี 4.0 ที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ทันใจ สะดวก และใช้งานง่าย! ไม่ว่าจะเรื่องกิน เรื่องเที่ยว หรือแม้แต่การช้อปปิ้งต่างๆ ก็ต้องสามารถตอบโจทย์คนยุคใหม่ได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้วคลิก ตัวอย่างง่ายๆ เช่นการใช้งานแอปฯ ต่างๆ บนสมาร์ทโฟน เช่น การจองที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน จองร้านอาหาร หรือการตั้งแจ้งเดือนวันสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างการคำนวณอัตราดอกเบี้ยบ้าน การคำนวณสินเชื่อ คำนวณวงเงินกู้ ฯลฯ

อย่างเช่นแอปพลิเคชั่นออนไลน์ดีๆ สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยบ้านที่เรานำมาฝากทุกๆ คนกันในวันนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อบ้าน สำหรับคนที่อาจจะไม่ถนัดเรื่องการคำนวณดอกเบี้ยบ้าน แต่ก็อยากลองกดตัวเลขเบื้องต้นคร่าวๆ ด้วยตัวเองดูก่อนจะตัดสินใจซื้อบ้าน ลองตามมาดูกันเลยดีกว่าว่าแอปฯ ที่เราเก็บมาฝากกันนั้นจะมีฟังก์ชั่นอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

___________________________________________

1. ผ่อนบ้าน

ผ่อนบ้าน แอปพลิเคชั่นสุดเจ๋งที่จะช่วยคำนวณค่างวดบ้าน อัตราเงินกู้ สินเชื่อ และดอกเบี้ยบ้าน คอนโดมีเนียม ที่ดิน อาคารพาณิชย์ ทาวน์โฮม ฯลฯ โดยสามารถเลือกคำนวณอัตราดอกเบี้ยบ้านได้ทั้งแบบอัตราคงที่และอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบขั้นบันได โดยจะเปรียบเทียบผลออกมาเป็นสัดส่วนเงินดาวน์ เงินกู้ และจำนวนดอกเบี้ยบ้านที่ต้องจ่ายทั้งหมดตลอดระยะเวลาที่คุณจะต้องผ่อนชำระ

โหลดแอปฯ นี้สำหรับระบบ iOS: http://bit.do/ponbanIOS
และระบบ Android: http://bit.do/ponbanAndroid

___________________________________________

2. Gooruapp

กูรูแอปฯ แอปพลิเคชั่นที่จะช่วยคำนวณดอกเบี้ยบ้านให้คุณได้ง่ายๆ มีตัวเลือกเปรียบเทียบจากหลากหลายธนาคาร จุดเด่นของแอปฯ นี้อยู่ที่การทำงานแบบออฟไลน์ไม่จำเป็นต้องมีอินเทอร์เน็ตก็สามารถใช้งานแอปฯ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ฟังก์ชั่นการทำงานของแอปฯ นั้นมีตั้งแต่ คำนวณดอกเบี้ยบ้าน กำหนดยอดที่จะชำระต่อเดือนได้เอง คำนวณยอดขั้นต่ำของเงินต้น ดอกเบี้ยบ้าน และยอดรวมชำระที่จะต้องจ่ายโดยประมาณได้ และที่สำคัญไม่มีโฆษณาแอบแฝงให้ต้องสนใจขณะใช้แอปฯ อีกด้วย

โหลดแอปฯ นี้สำหรับระบบ Android: http://bit.do/Gooruapp

___________________________________________

3. Check loans

แอปฯ นี้น่าภูมิใจตรงที่เป็นแอปฯ ที่คนไทยเขียนเองใช้เอง ด้วยคอนเซปต์หลักประจำแอปฯ อย่าง “คำนวณดอกเบี้ยบ้านง่ายๆ ได้ทุกที่” โดยแอปฯ นี้ผู้ใช้งานสามารถคำนวณได้ว่าแต่ละงวดนั้นคุณจะต้องจ่ายเท่าไหร่ และแต่ละเดือนที่จ่ายไปสามารถลดเงินต้นได้เท่าไหร่ นอกจากนี้ยังสามารถคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่จะต้องจ่ายนั้นงบอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้เช่นเดียวกัน

โหลดแอปฯ นี้สำหรับระบบ iOS: http://bit.do/check-loansIOS
และระบบ Android: http://bit.do/check-loansAndroid

___________________________________________

4. iLoan

วางแผนเรื่องการผ่อนบ้านพร้อมคำนวณเรื่องดอกเบี้ยบ้านได้ง่ายๆ ด้วยแอปฯ iLoan ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน ใช้งานง่าย คำนวณได้ตั้งแต่ยอดเงินกู้ ระยะเวลาที่ต้องผ่อนทั้งหมด ยอดผ่อนต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยบ้านที่ต้องจ่าย แยกให้เห็นเป็นแบบรายปี พร้อมสรุปยอดเงินต้นคงเหลือให้เห็นแบบละเอียด ใครที่กำลังมองหาแอปฯ ที่ใช้งานง่าย ลองโหลด iLoan มาใช้ดู

โหลดแอปฯ นี้สำหรับระบบ iOS: http://bit.do/iLoanIOS

___________________________________________

5. Mortgage Calculator

แอปฯ สำหรับคนที่ต้องการคำนวณเรื่องเกี่ยวกับเงินกู้ทั้งหมดแบบครบเครื่อง! โดยมีฟังก์ชั่นทั้งการคำนวณเงินผ่อน คำนวณยอดเงินที่จะกู้ได้ คำนวณระยะเวลาผ่อนชำระ คำนวณอัตราดอกเบี้ยบ้านแบบรายเดือนได้ (เพราะตอนนี้บางธนาคารให้ดอกเบี้ยคงที่เป็นเดือนได้แล้วไม่ใช่แค่เป็นปี) มีตารางผ่อนชำระและคำอธิบายอย่างละเอียด อีกทั้งยังสามารถใส่ข้อมูลเพิ่มเงินผ่อนชำระเฉพาะงวดหรือเงินโปะ ที่ทั้งหมดนี้สามารถบันทึกข้อมูลไว้ดูหรือเปรียบเทียบภายหลังได้ และที่สำคัญดีไซน์รูปแบบการใช้งานของแอปฯ ยังสวยงามและใช้งานง่ายอีกด้วย

โหลดแอปฯ นี้สำหรับระบบ iOS: http://bit.do/Mortgage-Calculator-TH

___________________________________________

และทั้งหมดนี้คือ 5 แอปพลิเคชั่นที่จะทำให้คุณคำนวณเรื่องของดอกเบี้ยบ้าน เงินผ่อน ยอดเงินกู้ ฯลฯ ได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ไม่ต้องคอยปวดหัวกับการกดเครื่องคิดเลขหาค่าดอกเบี้ยบ้านหรือค่าผ่อนบ้านเอง หรือจะเข้าไปอัปเดตดอกเบี้ยบ้านประจำเดือนที่เว็บไซต์ https://www.ddproperty.com/คู่มือซื้อขาย/เตรียมตัวก่อนซื้อ/อัพเดทอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน-กู้ซื้อบ้าน

จากนั้นก็แค่ลองเลือกแอปฯ ที่คุณสนใจแล้วปล่อยให้การคำนวณเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำจากที่ไหนก็สะดวกเพราะใช้แค่ปลายนิ้วคลิกเท่านั้น!

___________________________________________
🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก IT DAY
#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

สำหรับบทความฉบับนี้ ผู้เขียนจะชวนท่านผู้อ่านมาดูเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งของการเช่าบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ คือ การต่อเ...
16/08/2024

สำหรับบทความฉบับนี้ ผู้เขียนจะชวนท่านผู้อ่านมาดูเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งของการเช่าบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ คือ การต่อเติมทรัพย์ที่เช่าโดยผู้เช่าว่าสามารถทำได้หรือไม่ภายใต้กฎหมาย หรือภายใต้สัญญา และมีผลอย่างไร ?

___________________________________________

ผู้เช่าต้องการต่อเติมทรัพย์ที่เช่าจะทำได้ไหม?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 558 บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า

“อันทรัพย์สินที่เช่านั้น ถ้ามิได้รับอนุญาตของผู้ให้เช่าก่อน ผู้เช่าจะทำการดัดแปลงหรือต่อเติมอย่างหนึ่งอย่างใดหาได้ไม่ ถ้าและผู้เช่าทำไปโดยมิได้รับอนุญาตของผู้ให้เช่าเช่นนั้นไซร้

เมื่อผู้ให้เช่าเรียกร้อง ผู้เช่าจะต้องทำให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนคงสภาพเดิม ทั้งจะต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าในความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การดัดแปลงต่อเติมนั้นด้วย”

จากกฎหมายข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากผู้เช่าและผู้ให้เช่าไม่ได้ตกลงกันในสัญญาไว้เป็นอย่างอื่น ผู้เช่าจะต่อเติมทรัพย์ที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตจากผู้ให้เช่านั้นไม่ได้

หากผู้เช่าฝ่าฝืนต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน ผู้ให้เช่าก็มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เช่ารื้อถอนออกไป และให้ผู้เช่าทำให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนต่อเติม รวมถึงผู้เช่าต้องรับผิดในความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยครับ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายข้อนี้ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้เช่าและผู้ให้เช่าสามารถตกลงกันให้แตกต่างจากนี้ไว้ในสัญญาเช่าได้

ยกตัวอย่างเช่น ในสัญญาอาจระบุไว้เลยว่าผู้เช่ามีสิทธิต่อเติมทรัพย์ที่เช่าโดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน แต่เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้วผู้ให้เช่าก็มีสิทธิเลือกที่จะเก็บเอาไว้ หรือเรียกให้รื้อออกไปแล้วแล้วทำให้กลับสู่สภาพเดิมก็ได้ ถ้ามีสัญญาตกลงกันไว้แบบนี้ ก็บังคับกันไปตามสัญญาครับ

___________________________________________

ถ้าต่อเติมทรัพย์ที่เช่าไปแล้ว เมื่อสัญญาเช่าเลิกกัน ผู้เช่ารื้อถอนออกไปได้ไหม?

ปัญหานี้ต้องแยกเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่ต่อเติมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือชอบด้วยสัญญา คือได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าก่อนแล้ว หรือสัญญาอนุญาตให้ทำได้ กับกรณีที่ต่อเติมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยสัญญา

สำหรับกรณีแรก คือ ผู้เช่าต่อเติมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือโดยชอบด้วยสัญญา แบบนี้ก็ต้องไปดูความตกลงกันตอนแรกที่ผู้ให้เช่าอนุญาตให้ต่อเติม หรือดูข้อตกลงในสัญญาว่าตกลงกันไว้อย่างไรตอนนั้น

ถ้าตอนแรกอนุญาตหรือในสัญญาระบุไว้ว่าไม่ให้รื้อถอน ผู้เช่าก็รื้อถอนออกไปไม่ได้ ถ้าตอนอนุญาตหรือในสัญญาระบุว่าให้รื้อถอนแล้วทำให้กลับสู่สภาพเดิม ก็ต้องรื้อถอนแล้วทำให้กลับสู่สภาพเดิมตามนั้น

แต่หากว่าตอนอนุญาตหรือตอนทำสัญญาไม่ได้ระบุไว้ แล้วผู้เช่าประสงค์จะรื้อถอนออกไป ก็ต้องมาดูหลักกฎหมายเรื่องส่วนควบ ถ้าเป็นส่วนควบผู้เช่าก็รื้อถอนออกไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ส่วนควบ ผู้เช่าก็รื้อถอนออกไป เรื่องส่วนควบนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 144 บัญญัติไว้ว่า

“ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป”

ความหมายของส่วนควบคือ ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของตัวทรัพย์ และไม่อาจแยกจากกันได้เว้นแต่จะทำให้ตัวทรัพย์นั้นถูกทำลาย ตัวอย่างเช่น แอร์ไม่ถือเป็นส่วนควบเพราะไม่ใช่สาระสำคัญของบ้าน รื้อถอนออกได้ ไม่ต้องทำลายบ้านเพื่อรื้อถอน โซล่าร์เซลล์ ไม่เป็นส่วนควบ เพราะไม่ใช่สาระสำคัญของบ้าน รื้อถอนออกได้ไม่ต้องทำลายหลังคา

แต่ประตู หรือกำแพงที่ก่อขึ้นมา ถือเป็นสาระสำคัญของบ้าน ถ้ารื้อถอนออกมาจะทำให้ตัวบ้านเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป แบบนี้เป็นส่วนควบรื้อถอนออกไปไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทรัพย์ที่ต่อเติมจะกลายเป็นส่วนควบแต่หากเป็นการต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อผู้ให้เช่าเรียกร้อง ผู้เช่าก็ต้องรื้อถอนออกไปและทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรา 558 ด้วยครับ

___________________________________________

ถ้าผู้เช่ายังคงดื้อดึง รื้อถอนออกไป ผู้ให้เช่าสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง?

หากผู้เช่ารื้อถอนทรัพย์ที่ต่อเติมออกไปโดยผิดจากข้อตกลงตอนที่ได้รับอนุญาต หรือรื้อถอนออกไปโดยผิดจากสัญญา หรือรื้อถอนทรัพย์ที่เป็นส่วนควบออกไปก็ถือว่าเป็นการผิดสัญญา หรือทำละเมิด ทำให้ผู้ให้เช่าเสียหาย

ผู้ให้เช่าสามารถดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการรื้อถอนส่วนควบ โดยที่ตัวผู้เช่าเองอาจไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการจงใจทำให้ทรัพย์สินที่เช่าเสียหาย ก็อาจเป็นความผิดอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ได้อีกฐานหนึ่งด้วย

___________________________________________

ถ้าส่วนที่ต่อเติมนั้นเป็นส่วนควบกับบ้าน แต่ผู้เช่าอยากรื้อออก โดยให้สัญญาว่าจะซ่อมแซมให้เหมือนเดิมก่อนที่จะมีการต่อเติม ทำได้หรือไม่?

ถ้ามีความตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ก็สามารถทำได้ แต่หากเมื่อรื้อถอนออกไปแล้วไม่ทำให้ทรัพย์ที่เช่ากลับคืนสู่สภาพเดิมตามที่สัญญาไว้ ผู้ให้เช่าก็มีสิทธิดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายได้

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

มีปัญหาข้อหนึ่งที่มีผู้อ่านเคยสอบถามกันเข้ามา คือการทำร้านขายของหน้าบ้านมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะม...
15/08/2024

มีปัญหาข้อหนึ่งที่มีผู้อ่านเคยสอบถามกันเข้ามา คือการทำร้านขายของหน้าบ้านมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาพูดคุยในรายละเอียดกัน

___________________________________________

ทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายของชำ ทำได้ไหม

การทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายของชำ หรือสินค้าทั่ว ๆ ไปนั้น ไม่ได้มีกฎหมายควบคุมตัวร้านเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่การจะขายสินค้าแต่ละประเภทก็จะต้องไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนั้น ๆ

โดยส่วนมากสินค้าที่ร้านชำขายกันและมีกฎหมายเฉพาะควบคุม ได้แก่ บุหรี่และสุราที่ต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายที่ขอจากกรมสรรพสามิต และการขายบุหรี่ต้องไม่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ส่วนสุราก็มีเวลาและวันที่ห้ามขาย

การขายยาก็ขายได้แค่ยาสามัญประจำบ้าน ยาอื่น ๆ ขายไม่ได้ สินค้าประเภทที่ต้องได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา หรือ อย. เช่น อาหารสำเร็จรูป, เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ ก็ต้องได้รับ อย. อย่างถูกต้อง ถ้าไม่มี อย. จะนำมาจำหน่ายไม่ได้

สินค้าที่ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เช่น ปลั๊กพ่วง, เครื่องใช้ไฟฟ้า แบบนี้ก็ต้องได้รับ มอก. หากจะขายไพ่ก็ต้องได้รับใบอนุญาตขายจากกรมสรรพสามิต หรือเครื่องชั่งต่าง ๆ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีประเด็นเรื่องภาษีด้วย คือ ถ้าหากมีรายได้ปีละ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะในนามบุคคลธรรมดา หรือในนามนิติบุคคล ก็จะต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และสินค้าหรือบริการที่จำหน่ายออกจากร้านก็จะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรทุกเดือนด้วย

___________________________________________

ทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายอาหาร ทำได้ไหม

สำหรับกรณีการทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายอาหารจะแตกต่างไปจากการขายของชำตรงที่การร้านขายอาหารจะมีกฎหมายที่ควบคุมตัวร้านโดยเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ ที่กำหนดให้ผู้ที่จะประกอบธุรกิจร้านอาหารต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร และสะสมอาหาร ซึ่งต้องขอจากหน่วยงานท้องถิ่น เช่น หากเป็นเขตกรุงเทพมหานครก็ต้องขอกับสำนักงานเขต หรือหากเป็นต่างจังหวัดก็ขอกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่

หากในร้านมีการขายสุราให้นั่งดื่มหรือจำหน่ายยาสูบในร้านก็ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราและยาสูบ และสำหรับร้านที่มีการตั้งหน้าร้านบนทางสาธารณะ ก็ต้องขออนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอต่อหน่วยงานท้องถิ่นเช่นกัน

ส่วนเรื่องภาษี หากการขายอาหารมีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี ก็ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะเดียวกันกับการขายของชำด้วย

___________________________________________

ทำร้านขายของหน้าบ้าน ในหมู่บ้านจัดสรรกับบ้านนอกโครงการจัดสรรต่างกันไหม

การขายของชำหรือการขายอาหารในโครงการจัดสรรจะมีข้อแตกต่างกับนอกโครงการบ้างตรงที่ต้องพิจารณาระเบียบหรือข้อบังคับของหมู่บ้านจัดสรรนั้นด้วยว่าอนุญาตให้ทำได้หรือไม่ หากไม่อนุญาตแล้วเราฝืนจะไปทำ ก็อาจถูกมาตรการบังคับจากหมู่บ้านจัดสรร (ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วหรือไม่ก็ตาม)

ยกตัวอย่างเช่น การห้ามลูกค้าเข้ามาในโครงการ, ห้ามลูกค้าจอดรถ, การบังคับล้อ, การออกข้อบังคับเก็บค่าปรับ หรือการไปแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่มีอำนาจควบคุมเข้ามาตรวจสอบใบอนุญาต และสั่งห้ามประกอบกิจการ เป็นต้น

___________________________________________

กรณีทำร้านขายของหน้าบ้านแล้วกระทบสิทธิบ้านข้างเคียง

เป็นธรรมดาที่การทำร้านขายของหน้าบ้าน ไม่ว่าจะของชำหรือร้านอาหารอาจจะต้องส่งผลกระทบต่อบ้านข้างเคียง อาจจะเป็นเรื่องกลิ่น, เสียง, ควัน, เศษมูลฝอย หรือน้ำเสีย แม้กระทั่งการที่ลูกค้าจำนวนมากมารบกวนบริเวณหน้าบ้านข้างเคียง หรือการจอดรถ เรื่องนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

สำหรับเรื่องที่มีกฎหมายที่มีโทษทางอาญาห้าม ได้แก่ เรื่องกลิ่น, เสียง, ควัน, เศษมูลฝอย หรือน้ำเสีย ที่มีพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ และพระราชบัญญัติความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองฯ กำหนดมาตรการไว้แล้วว่าหากสร้างมลพิษเหล่านี้

หน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานเขต หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นจะมีอำนาจสั่งให้แก้ไข หรือหยุดการกระทำ และมีอำนาจดำเนินคดีอาญา ที่มีโทษปรับ หรือโทษจำคุก

ในบางกรณี บ้านข้างเคียงที่ได้รับความเดือดร้อนจึงสามารถไปดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าวได้ และถึงแม้ร้านนั้น ๆ จะได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่หากในภายหลังสร้างมลพิษรบกวนไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้

ส่วนการจอดรถกีดขวางในที่ห้ามจอด ก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบกฯ ซึ่งบ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนต่อตำรวจท้องที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้

ส่วนเรื่องกรณีที่ไม่มีกฎหมายที่มีโทษอาญาบังคับ เช่น การที่มีคนผ่านไปมาหน้าบ้านข้างเคียงจำนวนมาก หรือมีไรเดอร์ หรือผู้ขนส่งมาติดต่อรับของไป ๆ มา ๆ รบกวนทั้งวัน ถึงจะอยู่บนพื้นที่สาธารณะก็ตาม หรือการที่มีรถเข้าออกบริเวณใกล้เคียงทั้งวัน ถึงจะไม่ได้จอดกีดขวางทางสาธารณะก็ตาม

กรณีแบบนี้หากสิ่งรบกวนต่อบ้านข้างเคียงมากจนถึงระดับที่รบกวนการดำเนินชีวิตตามปกติสุข บ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบก็สามารถฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อร้านขายของนั้น ๆ ได้ กรณีแบบนี้จะไม่มีโทษอาญา เพราะคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งเพียงแค่จะบังคับให้ฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ห้องคอนโดมีให้เลือกหลายแบบ ซึ่งขนาดห้องคอนโดนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เรื่องทำเล ราคา รวมถึงประวัติของผู...
14/08/2024

ห้องคอนโดมีให้เลือกหลายแบบ ซึ่งขนาดห้องคอนโดนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เรื่องทำเล ราคา รวมถึงประวัติของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขนาดห้องคอนโด ต้องเลือกให้เหมาะกับผู้อยู่อาศัย ไลฟ์สไตล์ โดยขนาดห้องคอนโดนั้นมีกี่ขนาด ขนาดไหนที่เหมาะกับคุณ

___________________________________________

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการเลือกขนาดห้องคอนโด?

การซื้อคอนโด ต้องให้ความสำคัญกับการเลือกขนาดห้องคอนโดให้เหมาะกับตนเอง เนื่องจากขนาดห้องคอนโดนั้นมีความสัมพันธ์กับหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

1. ราคา แน่นอนว่าหากเลือกขนาดห้องคอนโดใหญ่ ๆ มีขนาดตารางเมตรมาก ก็จะยิ่งมีราคาสูงมากตามไปด้วย หากเลือกให้เหมาะกับงบประมาณก็จะทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ และผ่อนได้ตลอดรอดฝั่ง

2. ไลฟ์สไตล์ บางคนชอบห้องที่รองรับกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่บ้าน ออกกำลังกาย หรือขายของออนไลน์ แต่บางคนอาจจะต้องการเพียงห้องนอนเป็นสัดส่วนเท่านั้น การเลือกขนาดห้องคอนโดให้ตรงกับไลฟ์สไตล์กับตัวเองจะทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

3. ค่าส่วนกลาง หากเลือกขนาดห้องคอนโดใหญ่ ๆ แน่นอนว่าจะต้องเสียค่าส่วนกลางมากขึ้นตามไปด้วย เพราะค่าส่วนกลางนั้นจะคิดตามขนาดตารางเมตร โดยค่าส่วนกลางจะเสียทุกเดือน (บางโครงการคิดเป็นรายปี) ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 30-60 บาท/ตารางเมตร/เดือน

4. ที่จอดรถ ห้องคอนโดใหญ่ ๆ บางครั้งมาพร้อมกับสิทธิของที่จอดรถประจำด้วย หากคุณเป็นคนที่อยากมั่นใจได้ว่าจะมีที่จอดรถแน่นอนโดยไม่ต้องไปแย่งกับคนอื่นในคอนโด อาจนำข้อนี้ไปพิจารณาด้วย

___________________________________________

ขนาดห้องคอนโดมีกี่แบบ แต่ละแบบเหมาะกับใคร?

1. สตูดิโอ (Studio)
ห้องสตูดิโอจะเป็นห้องขนาดเริ่มต้นของคอนโด โดยส่วนใหญ่จะมีขนาดเริ่มต้นประมาณ 20 ตารางเมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร โดยห้องสตูดิโอจะรวมฟังก์ชั่นทุกอย่างไว้ในห้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือห้องครัว บางแห่งอาจจะมีประตูกระจกบานเลื่อนกั้นเพิ่มเป็นสัดส่วน

ห้องสตูดิโอเหมาะกับใคร?

– เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบประมาณไม่มากนัก เนื่องจากราคาห้องสตูดิโอจะถูกที่สุดในโครงการ รวมทั้งยังจ่ายค่าส่วนกลางน้อย เนื่องจากมีขนาดตารางเมตรไม่มากนัก
– เหมาะกับผู้ที่อยู่อาศัยคนเดียว เนื่องจากห้องมีพื้นที่ใช้สอยน้อย หากอยู่มากกว่า 1 คน อาจทำให้รู้สึกอึดอัดได้
– เหมาะกับผู้ที่นิยมซื้ออาหารเข้ามากินมากกว่าจะทำเอง เนื่องจากส่วนใหญ่มีพื้นที่ครัวขนาดเล็ก และเป็นแปลนห้องแบบเปิดโล่งทำให้ไม่เหมาะกับการทำอาหารหนัก ๆ หรืออาหารที่มีกินแรง

___________________________________________

2. 1 ห้องนอน (1 Bedroom)

คอนโดขนาด 1 ห้องนอน มักจะเป็นขนาดห้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในคอนโด เนื่องจากมีขนาดกำลังพอดี ไม่เล็ก และไม่ใหญ่จนเกินไป พื้นที่ใช้สอยประมาณไม่เกิน 30 ตารางเมตร ไปจนถึงประมาณ 50 ตารางเมตร มีพื้นที่แบ่งออกเป็นสัดส่วนชัดเจน เช่น พื้นที่ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน และระเบียง โดยส่วนใหญ่จะแบ่งสัดส่วนด้วยประตูกระจกบานเลื่อน

ห้องขนาด 1 ห้องนอน เหมาะกับใคร?

– เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวที่ต้องการพื้นที่มากขึ้นกว่าห้องสตูดิโอ หรือจะอยู่แบบสองคนก็ได้เช่นกัน
– เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทำอาหารกินเอง เพราะส่วนใหญ่จะกั้นพื้นที่ครัวเป็นสัดส่วนแยกจากส่วนอื่น ๆ ภายในห้องทำให้ไม่ต้องกังวลว่ากลิ่นอาหารจะไปรบกวนภายในห้อง
– เหมาะสำหรับซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า เนื่องจากเป็นห้องที่มีขนาดพอดีที่คนส่วนใหญ่เลือกอยู่อาศัย

___________________________________________

3. 1 ห้องนอน พลัส (1 Bedroom Plus)

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า "พลัส" คือ มีการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กับห้องขนาด 1 ห้องนอน ให้มากขึ้น โดยห้องขนาด 1 ห้องนอน พลัส ส่วนใหญ่จะเพิ่มห้องอเนกประสงค์เข้ามาอีก 1 ห้อง ซึ่งห้องอเนกประสงค์ก็สมชื่อ สามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องอะไรก็ได้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย เช่น ห้องออกกำลังกาย ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนเล็กอีก 1 ห้อง พื้นที่ใช้สอยส่วนใหญ่จะไม่เกิน 50 ตารางเมตร

ห้องขนาด 1 ห้องนอน พลัส เหมาะกับใคร?

– เหมาะสำหรบคู่รักที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น หรือผู้ที่วางแผนที่จะมีลูกน้อยในอนาคต
– เหมาะกับผู้ที่ทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือฟรีแลนซ์ที่ต้องการมุมทำงานที่เป็นส่วนตัว หรือผู้ที่ขายของออนไลน์ต้องการมุมสวย ๆ ไว้ไลฟ์ขายสินค้า

___________________________________________

4. 2 ห้องนอน (2 Bedroom)

ขนาดห้องคอนโดที่มีจำนวนไม่มากนักในแต่ละโครงการ เนื่องจากห้องมีขนาดใหญ่ พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 50 ตารางเมตร บางโครงการมากกว่า 100 ตารางเมตร ห้องขนาดนี้ก็สมชื่อคือมีจำนวนห้องนอนถึง 2 ห้อง
โดยแบ่งเป็นสัดส่วน ส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ สามารถวางเตียงได้ตั้งแต่ 5-6 ฟุต ส่วนอีกหนึ่งห้องเรียกว่าห้องนอนเล็ก วางเตียงขนาด 3 ฟุตขึ้นไป
บางโครงการมีห้องน้ำให้มากกว่า 1 ห้อง โดยจะกำหนดชัดเจนว่าขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ หรือ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ บางโครงการมีอ่างอาบน้ำแถมมาให้ด้วย

ห้องขนาด 2 ห้องนอน เหมาะกับใคร?

– เหมาะกับครอบครัวขนาดเล็กที่มีลูก 1 คน หรือมีญาติผู้ใหญ่ คุณแม่ หรือคุณพ่อมาอยู่ด้วยอีก 1 คน หรือพี่น้องที่ต้องการพื้นที่เป็นสัดส่วน และต้องการอยู่กันได้แบบไม่แออัด
– เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบห้องน้ำใหญ่ หรือชอบอ่างอาบน้ำเป็นชีวิตจิตใจ เพราะบางโครงการแถมมาให้ด้วย หรือหากไม่มีก็สามารถนำมาติดตั้งเพิ่มเติมเองได้ เนื่องจากห้องน้ำมักมีขนาดใหญ่
– เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการชมวิว เพราะห้องขนาด 2 ห้องนอน นั้นส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณมุมของอาคาร ซึ่งเปิดรับวิวได้ถึง 2 ด้าน นอกจากนี้ยังให้ความสงบมากกว่าด้วย เนื่องจากมีคนเดินผ่านน้อยกว่าห้องคอนโดที่อยู่บริเวณกลางโครงการ
– เหมาะกับผู้ที่ต้องการที่จอดรถแบบประจำ เพราะหลายโครงการมักให้สิทธิ์กับผู้ที่ซื้อห้องขนาด 2 ห้องนอน สามารถมีที่จอดรถประจำได้ ไม่ต้องไปลุ้น หรือไปแย่งผู้อยู่อาศัยคนอื่น

___________________________________________

5. ลอฟต์หรือดูเพล็กซ์ (Loft/Duplex)

ห้องรูปแบบใหม่ที่เห็นได้มากขึ้นในปัจจุบัน ความพิเศษของห้องขนาดนี้คือจะมีเพดานสูงกว่าห้องคอนโดทั่วไป โดยห้องคอนโดแบบลอฟต์ เพดานจะสูงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.5-5 เมตร แตกต่างจากคอนโดทั่วไปที่สูงประมาณ 2.7-3 เมตร ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ใกล้เคียงกับอยู่บ้านเดี่ยวมากยิ่งขึ้น จะมีทั้งแบบ 1 ห้องนอน และแบบ 2 ห้องนอน โดยบางโครงการตกแต่งให้ด้านบนเป็นชั้นลอยให้กลายเป็นห้องนอน ส่วนด้านล่างเป็นห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องครัว และห้องน้ำ
ส่วนห้องขนาดดูเพล็กซ์นั้นจะเป็นการรวมห้องคอนโด 2 ยูนิต บน-ล่าง เข้าไว้ด้วยกัน เหมือนอยู่บ้านที่แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่าง มีทั้งแบบแบ่งชั้นบนและชั้นล่างอย่างชัดเจน และแบบที่ออกแบบให้ห้องนั่งเล่นมีเพดานสูง เป็นช่องโถงกลางเชื่อมต่อ 2 ชั้น ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายมากยิ่งขึ้น

ห้องแบบลอฟต์ หรือดูเพล็กซ์ เหมาะกับใคร?

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยในคอนโดที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
– เหมาะกับการอยู่คนเดียว (สำหรับ 1 ห้องนอน) และครอบครัวขนาดเล็ก (สำหรับ 2 ห้องนอน)
– เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการชมวิว เนื่องจากห้องแบบเพดานสูง บริเวณหน้าต่างจะติดตั้งด้วยกระจกบานสูง ทำให้ชมวิวได้มากกว่า
– เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบให้มีพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ ในห้องมากกว่าห้องนอน เพราะเมื่อบริเวณชั้นลอยกลายเป็นห้องนอน ทำให้พื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ ภายในห้องมีมากขึ้น

___________________________________________

6. เพนท์เฮ้าส์ (Penthouse)

ขนาดห้องที่มีจำนวนน้อยที่สุดในโครงการ หากจะเลือกขนาดห้องคอนโดแบบเพนท์เฮ้าส์ แน่นอนว่าคุณจะต้องมีเงินในกระเป๋าค่อนข้างมาก เพราะถือเป็นห้องที่มีราคาแพงที่สุดในโครงการ ขนาดพื้นที่ใช้สอยระดับ 100 ตารางเมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่อยู่ชั้นบนสุด หรือเกือบบนสุดของโครงการ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวก หรือเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่ายกว่าผู้อยู่อาศัยชั้นอื่น ๆ
เรื่องความสะดวกสบาย หรือความเป็นสัดส่วนภายในห้องยิ่งไม่ต้องพูดถึง ส่วนใหญ่มีห้องนอนให้มากถึง 3 ห้องนอน พื้นที่ห้องนั่งเล่นใหญ่ หรือพื้นที่อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย อ่างอาบน้ำ พร้อมพื้นที่ในห้องน้ำที่ใช้ได้พร้อมกัน 2 คน เช่น อ่างล้างหน้าแบบ His & Her และพื้นที่ห้องแต่งตัว และพื้นที่เก็บของที่มีมากยิ่งขึ้น

ห้องเพนท์เฮ้าส์ เหมาะกับใคร?

– เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยสมฐานะ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียว ชาวต่างชาติ ครอบครัวใหญ่ หรือครอบครัวที่มีลูก 2 คน
– เหมาะกับผู้ที่ชอบการชมวิว เนื่องจากห้องเพนท์เฮ้าส์มักอยู่สูงที่สุดของโครงการ จึงเปิดรับวิวได้มากขึ้น
– เหมาะกับผู้ที่ชอบใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ เนื่องจากห้องเพนท์เฮ้าส์มักอยู่ติดหรือใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ที่อยู่

Chiang Mai
50000

เบอร์โทรศัพท์

+66619953953

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านเชียงใหม่ราคาถูกกว่า 3.5 ล้านผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านเชียงใหม่ราคาถูกกว่า 3.5 ล้าน:

แชร์