Wara Real Estate - ซื้อ ขาย เช่า จำนอง บริการนิติกรรมที่ดินครบวงจร

Wara Real Estate - ซื้อ ขาย เช่า จำนอง บริการนิติกรรมที่ดินครบวงจร วราห์ กรุ๊ป (Wara Group)
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
นายหน้าอสังหาริมทรัพย์

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในเขตพื้นที่ จ.เชียงราย และใกล้เคียง เน้นที่อยู่อาศัย หรือที่ดินเปล่า บนทำเลชุมชนเมือง เข้าถึงง่าย เรามุ่งให้ความสำคัญกับการออกแบบและตรวจสอบความถูกต้องตามหลักวิศวกรรม สำหรับคนที่มาทำงานในเขตพื้นที่เชียงราย เรามุ่งมั่น และตั้งใจมอบบ้านคุณภาพ
ให้กับลูกค้าเราทุกท่าน เพื่อให้บ้านเป็นที่พักผ่อน และเป็นบ้านตากอากาศในทุก ๆ วันทำงาน

คอนโดชั้นบนสุด คอนโดชั้นกลาง ๆ หรือคอนโดชั้นไหนดี อาจเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจ ถ้ายังไม่เจาะลงไปในรายละเอียด เชื่อว่าหล...
10/09/2026

คอนโดชั้นบนสุด คอนโดชั้นกลาง ๆ หรือคอนโดชั้นไหนดี อาจเป็นเรื่องยากในการตัดสินใจ ถ้ายังไม่เจาะลงไปในรายละเอียด เชื่อว่าหลายคนคงมีคำตอบในใจว่าเลือกคอนโดชั้นบนสุด ด้วยเหตุผลที่ว่าซื้อคอนโดอยู่ทั้งทีก็ต้องเลือกอยู่ชั้นสูง ๆ วิวดี ๆ แต่คอนโดชั้นบนสุดจะดีอย่างที่คิดหรือไม่ ควรรู้ข้อดีและข้อด้อย เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ

__________________________________________

คอนโดชั้นบนสุด มีข้อดีอย่างไร

1. ซื้อห้องแถมวิว
การอยู่คอนโดชั้นบนสุด อาจเป็นความสุขของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคนที่ชอบชมวิวเมือง คอนโดไฮไรส์จึงค่อนข้างที่จะตอบโจทย์มากกว่าคอนโดโลว์ไรส์
ยิ่งถ้าอยู่ชั้นสูง ๆ ตั้งแต่ชั้น 20 ขึ้นไป โอกาสที่ตึกรอบข้างจะบดบังทิวทัศน์นั้นถือว่าน้อยมาก จึงเป็นโอกาสที่จะได้เห็นวิวจากมุมสูง วิวเมืองหรือวิวแม่น้ำ ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนที่สวยงามแตกต่างกันได้แบบไม่มีอะไรมาบดบัง

2. ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก
ถ้าเป็นคอนโดชั้นบนสุดที่ไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกับชั้นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก การอยู่อาศัยในคอนโดชั้นบนสุด ก็ค่อนข้างที่จะได้ความเป็นส่วนตัว
แต่ปัจจุบันคอนโดที่พัฒนาโดยดีเวลลอปเปอร์เจ้าดัง ๆ ก็มักจะออกแบบให้สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน เช่น สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, สวน อยู่ชั้นบนสุดมาเป็นจุดขาย เวลาออกกำลังกายหรือพักผ่อนชิล ๆ ก็จะได้สัมผัสวิวเมือง ซึ่งถ้าโซนพักอาศัยอยู่ชั้นเดียวกันก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน หากบริหารจัดการได้ไม่ดีพอ

3. เงียบสงบ
ถ้าเป็นคอนโดชั้นล่าง ๆ อาจได้รับมลภาวะทางเสียง เช่น เสียงการจราจรบนท้องถนน ยิ่งถ้าเป็นคอนโดติดถนนใหญ่ ตั้งอยู่ในย่านที่คนพลุกพล่าน มีร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ หรือแม้แต่ร้านหมูกระทะอยู่ใกล้ ๆ ที่อาจเปิดเพลงเสียงดังจนร้องตามได้ สร้างความรำคาญใจไม่เว้นวัน
แต่ถ้าอยู่คอนโดชั้นบน ๆ หน่อย ส่วนใหญ่จะค่อนข้างเงียบสงบ ไม่มีปัญหาเหล่านี้ หรือมีก็เป็นเพียงส่วนน้อย

4. อากาศถ่ายเท
คอนโดชั้นบนสุด หรือคอนโดมิเนียมสูง ๆ จะไม่มีอะไรมาบดบัง ทำให้ลมพัดผ่านไปมาได้อย่างสะดวก เวลาที่เปิดหน้าต่าง หรือประตูระเบียง ลมก็จะพัดเข้ามาภายในห้องได้เต็ม ๆ ทำให้คอนโดชั้นบนสุด ได้รับอากาศถ่ายเท และเย็นสบายกว่าชั้นอื่น ๆ

5. ยุงไม่มากวนใจ
ปัญหากวนใจเกี่ยวกับเรื่องยุง มด หนู แมลงสาบ ฯลฯ มีจำนวนน้อยกว่า ทำให้เปิดประตูระเบียงหรือหน้าต่างได้อย่างสบายใจ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถการันตีได้ 100% ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาดด้วย ไม่อย่างนั้นพวกแมลงสาบและหนูก็อาจจะแวะมาทักทายได้
ส่วนแมลงตัวจิ๋วอย่างยุงนั้นจะบินถึงที่ประมาณชั้น 5-7 ด้วยน้ำหนักตัวที่เบา ไม่น่าจะต้านแรงลมสูง ๆ

6. ปล่อยเช่าดี ขายต่อได้ราคา
อสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ การจะปล่อยเช่าได้ไว นอกจากทำเลที่ตั้งดี ราคาค่าเช่ามีความเหมาะสมแล้ว ตำแหน่งคอนโดอยู่ชั้นบนสุด ก็เป็นจุดขายที่เจ้าของห้องนำมาใช้โปรโมท เช่น ห้องวิวสวย วิวดี วิวแม่น้ำ วิวสวนสวย เป็นต้น
ปัจจัยเหล่านี้สามารถจะจูงใจผู้เช่า มีโอกาสที่จะปล่อยเช่าง่ายและได้ผลตอบแทนดี เช่นเดียวกันถ้าขายต่อในอนาคต คอนโดชั้นบนสุดก็มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถทำตลาดได้ตรงกลุ่ม เพิ่มโอกาสขายออกไว ได้ราคาดี

__________________________________________

คอนโดชั้นบนสุด มีข้อด้อยอย่างไร

1. ขาดความเป็นส่วนตัว
หากเป็นคอนโดชั้นบนสุด ที่อยู่ชั้นเดียวกับสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากจะต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่า เพื่อแลกกับความสะดวกสบายในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่ส่วนกลางได้ใกล้กว่าชั้นอื่น ๆ แล้ว ยังอาจได้ของแถมเป็นความพลุกพล่าน เสียงรบกวนต่าง ๆ จากลูกบ้านในชั้นอื่น ๆ ที่ขึ้นมาใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่คอนโดชั้นบนสุดได้เช่นเดียวกัน

2. ปัญหาความร้อน
คอนโดชั้นบนสุด ซึ่งหมายถึงชั้นที่อยู่บนสุดของแต่ละอาคารก่อนที่จะถึงดาดฟ้า ถ้าหาข้อมูลดูก็อาจเจอว่าถ้าเลี่ยงได้ก็แนะนำให้เลี่ยง เพราะนอกจากห้องจะได้รับแสงแดดจากทางผนังแล้ว ในตอนเที่ยงและตอนบ่ายก็ยังจะได้รับไอแดดจากเพดานด้านบนอีกด้วย การเลือกคอนโดชั้นบนสุดก็เลยต้องทำใจกับปัญหาความร้อนที่มากกว่าชั้นอื่น ๆ

3. ปัญหาน้ำรั่วซึม
เลือกคอนโดชั้นบนสุด มีโอกาสที่จะเจอกับปัญหาน้ำรั่วซึมจากบนดาดฟ้าได้ เช่น น้ำรั่วซึมเวลาที่ฝนตก หรือน้ำรั่วซึมจากสระว่ายน้ำหรือสวน เพราะพื้นที่ด้านบนของห้อง เปรียบเสมือนหลังคา
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกห้องที่อยู่ชั้นบนสุด หรือทุก ๆ คอนโดจะต้องเจอกับปัญหานี้เหมือนกันหมด เพียงแต่การเลือกชั้นคอนโดชั้นบนสุด มีโอกาสที่จะเจอปัญหามากกว่าชั้นอื่น

4. ปัญหาความปลอดภัย ไฟไหม้ แผ่นดินไหว
การจะซื้อคอนโดชั้นบนสุดอาจมีคำถามอยู่ในใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ เมื่อมีเหตุไฟไหม้ แผ่นดินไหว ในเรื่องนี้สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง อย่างกรณีไฟไหม้ จะมีกฎหมายบันไดหนีไฟ 2 ฉบับที่กำกับดูแลอยู่ คือ
1) กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ส่วนที่ 4 เกี่ยวกับบันไดหนีไฟ
2) ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544
ก่อนซื้อคอนโดชั้นบนสุดควรมีการตรวจสอบผังอาคาร ดูว่าคอนโดมีบันไดหนีไฟไหม มีเพียงพอหรือไม่ ห้องของเราอยู่ใกล้หรือไกลบันไดหนีไฟ รวมทั้งรู้ 10 ขั้นตอนเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้บนอาคารสูง
ส่วนในกรณีแผ่นดินไหว ก็ต้องดูลึกลงไปถึงมาตรฐานการก่อสร้างที่ต้องมีความมั่นคงแข็งแรง โดยประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายควบคุมการออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหวมาตั้งแต่ปี 2540 และมีการอัปเดตอีก 2 ครั้ง ดังนี้
1) กฎกระทรวงปี 2540 กำหนดให้อาคารสูงเกินกว่า 15 เมตร (ประมาณ 5 ชั้นขึ้นไป) ใน 10 จังหวัด ต้องออกแบบโครงสร้างให้สามารถต้านแผ่นดินไหวได้ ใน 10 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินไหว เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กลุ่มรอยเลื่อน ได้แก่ เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, น่าน, พะเยา, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน และกาญจนบุรี
2) กฎกระทรวงปี 2550 เพิ่มพื้นที่บังคับใช้มาถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร แม้ว่าจังหวัดที่เพิ่มเข้ามาจะไม่ได้อยู่ใกล้รอยเลื่อน แต่โครงสร้างดินในพื้นที่เหล่านี้ค่อนข้างนุ่ม ทำให้มีโอกาสได้รับแรงสั่นจากแผ่นดินไหว
3) กฎกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ปี 2564 มีการปรับโซนความเสี่ยงใหม่ เป็น 3 ระดับ
– บริเวณที่ 1 บริเวณหรือพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงแข็งแรงและเสถียรภาพเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ได้แก่ กระบี่, ชุมพร, ตรัง, นครพนม, นครศรีธณรมราช, บึงกาฬ, ประจวบคีรีขันธ์, พิษณุโลก, เพชรบุรี, เลย, สงขลา, สตูล, สุราษฎร์ธารนี และหนองคาย
– บริเวณที่ 2 บริเวณหรือพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รบผลกระทบทางด้านความมั่นคงแข็งแรงและเสถียรภาพในระดับปานกลางเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ได้แก่ กรุงเทพฯ, กำแพงเพชร, ชัยนาท, นครปฐม, นครสวรรค์, นนทบุรี, ปทุมธานี, อยุธยา, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, ราชบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สุพรรณบุรี และอุทัยธานี
– บริเวณที่ 3 บริเวณหรือพื้นที่ที่มีความเ)็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงแข็งแรงและเสถียรภาพในระดับสูงเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ได้แก่ กาญจนบุรี, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, น่าน, พะเยา, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย และอุตรดิตถ์

5. สัญญาณโทรศัพท์ไม่เสถียร
อีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนอยู่คอนโดชั้นบนสุด ก็คือเรื่องของสัญญาณโทรศัพท์ที่ไม่เสถียรเอาเสียเลย พาลทำให้หงุดหงิดใจ นั่นเป็นเพราะเวลาที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์ จะเป็นการส่งสัญญาณจากเสาสูง ที่เป็นคลื่นทรงกรวยจากบนลงมายังพื้นดิน ไม่ได้ยิงสัญญาณระนาบไปทั้งเสา ทำให้ยูนิตที่อยู่ชั้นสูง ๆ หรือคนละฝั่งกับเสาสัญญาณไม่สามารถรับสัญญาณโทรศัพท์ได้เพียงพอ

6. ราคาสูง
คอนโดชั้นบนสุด มักตั้งราคาขายไว้สูงกว่าคอนโดชั้นที่อยู่ถัดลงมา เพราะได้วิวสวยกว่า และความเป็นส่วนตัวมากกว่า แต่จริง ๆ ในเรื่องของราคาที่สูงนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อด้อยเสียทีเดียว เพราะถ้าหากในอนาคตคิดจะปล่อยเช่าหรือขายต่อ คอนโดชั้นบนสุดนี่แหละเป็นจุดขายที่ทำให้ได้ราคาดี

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

“ตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านให้เป็นไปตามสิทธิการลดหย่อนตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี” ทุกๆ สิ้นปีสำหรับผู้ม...
09/09/2026

“ตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านให้เป็นไปตามสิทธิการลดหย่อนตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี”

ทุกๆ สิ้นปีสำหรับผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามที่สรรพากรกำหนด ก่อนการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีควรสำรวจตัวเองค่ะ ว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ดอกเบี้ยบ้านก็เป็นอีกค่าลดหย่อนหนึ่งที่ผู้มีเงินได้สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งหากมีบ้านหลังเดียวก็คงทำความเข้าใจได้ไม่ยากว่า สามารถนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีได้เท่าไร แต่หากมีบ้านหลายๆ หลัง บางคนอาจสับสนว่าจะนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนได้เท่าไร มีคำแนะนำที่เข้าใจได้ง่ายๆ สำหรับคนที่มีบ้านหลายหลังมาฝาก

__________________________________________

บ้านหลายหลังแบบกู้คนเดียว

โดยปกติแล้วดอกเบี้ยบ้านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท หากมีบ้านหลายหลังมาจากการกู้คนเดียว สามารถนำดอกเบี้ยจ่ายของบ้านที่เราเป็นผู้กู้มารวมกันแล้วลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท เช่น มีบ้าน 2 หลัง หลังที่ 1 มีดอกเบี้ยจ่าย 50,000 บาท หลังที่ 2 มีดอกเบี้ยจ่าย 60,000 บาท เท่ากับว่าสามารถนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทค่ะ ถึงแม้ดอกเบี้ยจ่ายจริงจะอยู่ที่ 110,000 บาทก็ตาม

__________________________________________

บ้านหลายหลังแบบกู้ร่วม

หากใครที่มีบ้านหลายหลังและเป็นการกู้ร่วม การนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนให้หารเฉลี่ยเท่าๆ กันตามจำนวนผู้กู้ร่วม แต่ก่อนที่จะนำดอกเบี้ยมาหารเฉลี่ย ดอกเบี้ยจ่ายของการกู้ร่วมของบ้านแต่ละหลังจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท เช่น กู้ร่วม 2 คน ดอกเบี้ยบ้านจากการกู้ร่วมทั้งปีอยู่ที่ 120,000 บาท ตามเกณฑ์ของการลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านสามารถลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท จึงทำให้ดอกเบี้ยบ้านที่แต่ละคนนำมาลดหย่อนได้จะเท่ากับคนละ 50,000 บาทเท่านั้น และหากมีบ้านหลายๆ หลัง เมื่อนำจำนวนดอกเบี้ยบ้านที่หารเฉลี่ยแล้วมารวมกัน ในหนึ่งคนจะลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทเช่นกัน

ตัวอย่าง เช่น มีบ้าน 3 หลัง กู้ร่วม 2 หลัง กู้เดี่ยว 1 หลัง สมมติว่า
หลังที่ 1 กู้ร่วมหารเฉลี่ยผู้กู้ร่วมได้ดอกเบี้ยบ้านคนละ 40,000 บาท
หลังที่ 2 กู้ร่วมหารเฉลี่ยผู้กู้ร่วมได้ดอกเบี้ยบ้านคนละ 30,000 บาท
หลังที่ 3 กู้เดี่ยวดอกเบี้ยบ้านอยู่ที่ 50,000 บาท
รวมแล้วดอกเบี้ยบาททั้งหมดเท่ากับ 120,000 บาท แต่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านได้ไม่เกิน 100,000 บาทค่ะ แต่หากรวมกันแล้ว 3 หลังดอกเบี้ยตามจริงไม่ถึง 100,000 บาท ก็สามารถลดหย่อนได้ตามจริงเท่านั้น เช่น ดอกเบี้ยบ้าน 3 หลัง รวมกันแล้วอยู่ที่ 80,000 บาท สิทธิลดหย่อนจะใช้ได้ตามจริงก็คือ 80,000 บาท

__________________________________________

อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยบ้านจากการกู้เงินบางประเภทไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น การกู้เพื่อตกแต่งบ้าน การนำบ้านปลอดภาระมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินกับธนาคาร การกู้เอนกประสงค์โดยกู้เพิ่มจากวงเงินกู้บ้านเดิม ดังนั้นก่อนการนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีควรตรวจสอบสัญญาด้วยค่ะว่าเป็นเงินกู้ประเภทใด เพื่อไม่ให้ใช้สิทธิแบบผิดเงื่อนไขของกรมสรรพากร ติดตามบทความที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

เชื่อว่าการมีบ้านของตนเอง เป็นเป้าหมายในฝันของใครหลาย ๆ คน แต่หลาย ๆ ครั้งโครงการหรือทำเลที่น่าสนใจมักถูกขายไปหมด หรือแบ...
09/09/2026

เชื่อว่าการมีบ้านของตนเอง เป็นเป้าหมายในฝันของใครหลาย ๆ คน แต่หลาย ๆ ครั้งโครงการหรือทำเลที่น่าสนใจมักถูกขายไปหมด หรือแบบบ้านที่ชอบนั้นมีราคาสูงเกินกว่าที่จะซื้อมือหนึ่งได้ การซื้อบ้านมือสองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากราคาย่อมเยากว่าบ้านมือหนึ่ง แล้วยังสามารถเลือกทำเลที่ต้องการ กำหนดงบประมาณ รวมถึงขอเข้าไปดูสภาพบ้านของจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ในทันที ในบทความนี้ ทางธนาคารกสิกรไทยได้รวบรวมทุกข้อมูลที่เกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อบ้านมือสองไว้แล้วเรียบร้อย

__________________________________________

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านมือสอง
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้านมือสองนั้น ควรตรวจสอบว่าตนเองมีความพร้อมทางด้านการเงินมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการตัดสินใจซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือหนึ่ง หรือบ้านมือสอง จะเป็นภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว ดังนั้น จึงควรคำนวณค่าผ่อนบ้านให้มีความเหมาะสมกับรายรับในแต่ละเดือน

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านมือสอง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การซื้อบ้านมือสองจะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน ทั้งวิธีการยื่นขอซื้อ การเซ็นสัญญาซื้อขาย ไปจนถึงขั้นตอนการตรวจสอบสภาพบ้าน จึงควรศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ

__________________________________________

สำรวจสภาพการเงินตัวเองให้ดี

อย่างแรกสุด คือการประเมินศักยภาพทางการเงินของตนเองว่ามีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านมือสองในช่วงราคาประมาณไหน โดยให้วางแผนในการใช้จ่ายให้ดีก่อน ทั้งการแบ่งรายรับแต่ละเดือน และคำนวณค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อีกทั้งควรศึกษาค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านมือสองให้ถี่ถ้วน หากไม่มีการวางแผนในการใช้เงินให้ดี อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือร้ายแรงที่สุด คือ ไม่สามารถผ่อนบ้านต่อไปได้ ทำให้ธนาคารต้องยึดทรัพย์คืน ดังนั้นขอแนะนำให้ลองแบ่งสัดส่วนการใช้เงินของตนเองคร่าว ๆ ก่อน เช่น

• สำรวจเงินเก็บออมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในการซื้อบ้านมือสองนั้น จำเป็นต้องวางเงินประกันการเสนอซื้อบ้านอย่างน้อย 10% ของราคาบ้าน ดังนั้นเงินเก็บในปัจจุบันควรจะมากกว่าจำนวนนเงินประกันการเสนอซื้อ รวมกับเงินเก็บเผื่อในยามฉุกเฉินด้วย
• สำรวจค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของตนเอง แน่นอนอยู่แล้วว่าการเดินทางไปทำงาน หรือแม้แต่ผู้ที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าประกันชีวิตต่าง ๆ ให้ลองคำนวณคร่าว ๆ แล้วสรุปเป็นรายเดือนออกมาก่อนว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวเฉลี่ยอยู่ที่กี่บาท
• รายจ่ายและหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน รายจ่ายและหนี้สินของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนต้องแบกรับภาระครอบครัว หนี้บัตรเครดิต หรือต้องผ่อนบ้านหลาย ๆ หลังไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นให้นำหนี้สินที่จำเป็นต้องจ่ายในแต่ละเดือน มาคำนวณร่วมด้วยว่าจะสามารถกู้ซื้อบ้านมือสองเพิ่มอีกได้หรือไม่
• ค่าใช้จ่ายในอนาคตที่สนใจ เช่น มีการวางแผนจะซื้อรถ หรือซื้อคอนโดต่อเลย ก็จะต้องคำนวณถึงจำนวนปีที่จะต้องผ่อน รวมถึงความสามารถทางการเงินของตนเองว่าสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ทั้งหมดหรือไม่

__________________________________________

ตรวจสอบโครงการบ้านที่จะซื้อ
ให้ดูตั้งแต่รายละเอียดของโครงการ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางว่าจะต้องมีการชำระอะไรเพิ่มบ้างอีกเท่าไหร่ ประวัติของตัวบ้าน รวมทั้งสำรวจที่ดินในบริเวณใกล้เคียงว่าเสี่ยงต่อการโดนเวนคืนที่ดินหรือไม่? เป็นบ้านติดจำนองหรือไม่? และที่สำคัญที่สุดในวิธีเลือกซื้อบ้านมือสอง คือ ทำเลที่ตั้งของบ้านจะต้องไม่ใช่บ้านที่ตั้งในที่ดินสาธารณะหรือที่ดินเอกชนที่บริจาคให้เป็นสาธารณะ เพราะมีสิทธิ์ถูกเพิกถอนภายหลังได้

__________________________________________

รู้ข้อกฎหมายที่สำคัญ

ศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการซื้อบ้านมือสองให้ละเอียด โดยปกติแล้วจะต้องมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายอย่างถูกต้องเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน ซึ่งในสัญญาจะต้องระบุราคาซื้อขาย การจ่ายเงินมัดจำ และเงินส่วนที่เหลือจะชำระต่อไป หากผู้ซื้อไม่สามารถชำระเงินส่วนที่เหลือได้ในเวลาที่กำหนด ผู้ขายมีสิทธิ์ที่จะยึดเงินมัดจำได้ เมื่อดำเนินการยื่นขอสินเชื่อเสร็จสิ้น และได้รับอนุมัติสินเชื่อเรียบร้อยแล้ว ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องทำสัญญาซื้อขายต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินเท่านั้นถึงมีผลผูกกันตามกฎหมาย และยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก เช่น ค่าโอนกรรมสิทธิ์ ค่าจดจำนอง ภาษีธุรกิจเฉพาะ ฯลฯ

__________________________________________

ตรวจรับบ้านก่อนโอนให้เรียบร้อย

ตรวจบ้านก่อนโอนให้เรียบร้อยในการซื้อบ้านมือสอง ควรมีการตรวจสอบสภาพบ้านมือสองอย่างละเอียดก่อนการโอนร้บบ้าน โดยตรวจสอบตามบริเวณรอบ ๆ บ้าน ดังนี้

• โครงสร้างบ้าน ผนังบ้าน กำแพงบ้าน พื้นบ้าน ระเบียงบ้าน บันได และคานบ้าน ควรอยู่ในสภาพที่แข็งแรง ไม่มีส่วนไหนที่ผุพัง หรือแตกหักจนเห็นเหล็กโครงสร้างภายใน
• ทางเดินภายในบ้าน เริ่มตั้งแต่ประตู หน้าต่าง จะต้องอยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานได้ ในทางที่ดีประตูหรือหน้าต่างไม่ควรเปิดแล้วชนกัน และไม่มีจุดไหนที่น้ำสามารถรั่วซึมเข้ามาได้
• สภาพบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพดาน พื้นบ้าน ผนังบ้าน จะต้องไม่มีรอยรั่ว หรือแตก
• ระบบไฟฟ้า มีสภาพดี ไม่มีสายไฟหรือปลั๊กตัวไหนเสียหาย
• ระบบประปาและช่องทางการระบายน้ำ จะต้องไม่มีจุดรั่วซึม หรือแตกหัก ปั๊มน้ำสามารถทำงานได้ตามปกติ รางน้ำฝนไม่มีจุดแตกหัก สุขภัณฑ์ไม่มีจุดเสียหาย
• ภายนอกของตัวบ้าน และพื้นที่รอบตัวบ้าน ให้สังเกตตั้งแต่บริเวณรั้วบ้านว่าจะต้องมีสภาพดี ตัวบ้านไม่ควรทรุดจากบริเวณโดยรอบมากนัก

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก K-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

การตรวจรับมอบบ้านหรือคอนโดถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ซื้อจะต้องใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะชำระเงินค...
07/09/2026

การตรวจรับมอบบ้านหรือคอนโดถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ซื้อจะต้องใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะชำระเงินค่าบ้านหรือคอนโด ตราบเท่าที่เงินยังอยู่กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อมักจะมีอำนาจต่อรองให้ผู้ขายดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้ซื้ออาจยอมตรวจรับบ้านหรือคอนโด และชำระเงินไปแล้ว แต่กลับมาพบในภายในหลังว่าบ้านหรือคอนโดนั้นมีสภาพไม่ตรงกับโฆษณา ซึ่งจะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ซื้อ เนื่องจากบ้านหรือคอนโดนั้นมีราคาสูง ทั้งชีวิตผู้ซื้อบางคนอาจจะซื้อได้เพียงครั้งเดียว และต้องผ่อนชำระไปอีกหลายสิบปี จึงถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

__________________________________________

ผลตามกฎหมายของโฆษณาขายบ้านจัดสรร-คอนโด

ก่อนที่จะเข้าใจถึงสิทธิของผู้ซื้อ จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า โฆษณามีผลผูกพันผู้พัฒนาโครงการตามกฎหมายอย่างไร

เริ่มต้นที่คอนโดซึ่งมีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะก่อน ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด มาตรา 6/1 วรรคสาม กำหนดให้โฆษณาหรือหนังสือชักชวนถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดด้วย ตามกฎหมายนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าโฆษณามีผลผูกพันผู้พัฒนาโครงการเป็นสัญญา จึงต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อตรงตามโฆษณาด้วย

สำหรับบ้านจัดสรร ยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้โฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาโดยเฉพาะ เหมือนคอนโด แต่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2544 วางหลักเกณฑ์ไว้ว่าการที่ผู้พัฒนาโครงการก่อสร้างบ้านไม่เป็นไปตามแผ่นพับโฆษณาถือเป็นการผิดสัญญา ผู้ซื้อจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ ถือว่าศาลได้ยอมรับว่าโฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายบ้านเช่นกัน

__________________________________________

ผู้ซื้อที่ตรวจรับบ้านจัดสรรหรือคอนโดไปแล้วมีสิทธิอย่างไร

โดยปกติในสัญญาซื้อขายทั่วไป หากผู้ซื้อตรวจรับมอบสินค้าแล้ว ก็ต้องถือว่าหน้าที่ในการส่งมอบสินค้าของผู้ขายสิ้นสุดลง ผู้ซื้อจะมาปฏิเสธในภายหลังว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินไม่ครบถูกต้องไม่ได้ หากจะฟ้องร้องกันก็คงฟ้องร้องได้เฉพาะเรื่องความชำรุดบกพร่อง ซึ่งเป็นเรื่องความไม่สมบูรณ์ของสภาพสินค้าเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา

แต่ในเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนอยากจะหยิบยกขึ้นมาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษากัน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2539 ซึ่งศาลได้ตีความเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้ มีเนื้อหาโดยย่อตามข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________

“คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2539 การขายตามคำพรรณนาคือการขายที่ผู้ซื้อไม่ได้เห็นหรือตรวจตราทรัพย์สินที่ขาย แต่ตกลงซื้อโดยเชื่อถึงคำบรรยายถึงลักษณะรูปพรรณสัณฐานและคุณภาพของทรัพย์สินนั้นตามที่ผู้ขายบอกหรือบรรยายไว้และแม้บางกรณีผู้ซื้อจะได้เห็นทรัพย์สินนั้นแล้วแต่หากยากแก่การที่จะตรวจตราถึงคุณภาพได้และผู้ซื้อตกลงซื้อโดยอาศัยคำบรรยายของผู้ขายเป็นหลักก็เป็นการขายตามคำพรรณนาเช่นกัน”

__________________________________________

“จำเลยโฆษณาเสนอขายที่ดินในโครงการของจำเลยโดยมีหนังสือชี้ชวนและแผนผังแสดงที่ตั้งโครงการรวมทั้งการแบ่งแยกที่ดินแปลงย่อย โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทเพราะเชื่อตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงได้ระบุไว้ในสัญญาว่าที่ดินที่ซื้อขายกันนั้นปรากฏตามแผนผังที่ดินท้ายสัญญาที่ได้ทำเครื่องหมายไว้โดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา จึงถือได้ว่าเป็นการขายตามพรรณนา”

__________________________________________

“เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงแผนผังของโครงการโดยย้ายทางเข้าออกมาไว้ทางด้านตะวันออกทำให้อยู่ห่างจากที่ดินแปลงของโจทก์ถึง 1,200 เมตร ย้ายศูนย์กีฬาและศูนย์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ ไปอยู่ห่างออกไปถึง 1,700 เมตร จึงไม่ตรงตามคำพรรณนา”

__________________________________________

“จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยผิดสัญญามิได้เป็นเรื่องที่จำเลยส่งมอบทรัพย์สินให้โจทก์ตรงตามสัญญา แต่เกิดชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินดังกล่าวจะนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 474 มาใช้บังคับมิได้”

__________________________________________

จากคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ศาลฎีกาตีความว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถึงแม้ผู้ซื้อจะได้เห็นทรัพย์สินแล้วแต่ยากที่จะตรวจตราถึงคุณภาพได้ก็ถือเป็นการขายตามคำพรรณา (การขายประเภทหนึ่งตามกฎหมาย ที่ผู้ขายพรรณารายละเอียดของสินค้าที่จะขายให้ผู้ซื้อทราบ ผู้ซื้อเชื่อและซื้อสินค้าโดยไม่ได้เห็นตัวสินค้านั้นก่อน) ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าให้ตรงกับที่พรรณา (โฆษณาไว้) หากส่งมอบไม่ตรง ถึงแม้จะมีการรับมอบไปแล้ว ผู้ซื้อก็ยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้

อย่างไรก็ตาม ตามคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เป็นกรณีที่การตรวจคุณภาพทรัพย์สินนั้นเป็นการยากเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีที่ทรัพย์สินที่ส่งมอบนั้นสามารถเห็นได้โดยง่ายว่าไม่ตรงตามสัญญา หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าผู้ซื้อตรวจรับมอบบ้านหรือคอนโดมาทั้งที่เห็นได้โดยง่ายแล้วว่าไม่ตรงตามที่โฆษณา หรือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ซื้อเอง เช่นนี้ ผู้ซื้อย่อมไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ครับ

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

🏡 การเลือกที่อยู่อาศัยนอกจากจะต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง ขนาด รูปแบบ และสไตล์การตกแต่งบ้านแล้ว เพื่อนบ้านก็ถือเป็นอีกหนึ่งส...
04/09/2026

🏡 การเลือกที่อยู่อาศัยนอกจากจะต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง ขนาด รูปแบบ และสไตล์การตกแต่งบ้านแล้ว เพื่อนบ้านก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงด้วย ซึ่งเราเชื่อว่าหลาย ๆ คนเคยคงเจอปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนบ้านกันมาหลากหลาย มีทั้งที่ดีและไม่ดี บางรายถึงขั้นต้องย้ายหนีก็มี ทว่าถ้าหากเราอยากเริ่มต้นชีวิตในบ้านหลังใหม่อย่างแฮปปี้และไม่ปัญหากับเพื่อนบ้านละก็ ก่อนอื่นเลยเราต้องทำตัวเองเป็นเพื่อนบ้านที่ดีเสียก่อน ซึ่งถ้าหากใครอยากรู้ว่าเพื่อนบ้านที่ดีเป็นอย่างไร เรามาดูวิธีทำตัวเองให้เป็นเพื่อนบ้านที่ดีกันค่ะ


1️⃣ ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน

สำหรับคนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ควรไปแนะนำตัว พูดคุย ขอเบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางสำหรับติดต่อกัน เพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดีหรือเผื่อจะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต ส่วนคนที่อยู่มาก่อนแล้ว ก็ควรแวะไปเยี่ยมเยียน ทำความรู้จัก และให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ในแบบที่พอจะช่วยได้ อย่างน้อย ๆ ก็แนะนำสถานที่ดี ๆ ในละแวกใกล้เคียง หรือให้เบอร์โทรฉุกเฉินที่จำเป็น เช่น เบอร์โทรศัพท์ช่าง โรงพยาบาล หรือบริการอื่น ๆ ที่จำเป็น

___________________________________________

2️⃣ ทำตัวเป็นมิตร

หมั่นยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายเมื่อเจอกัน พยายามอย่าเก็บตัว ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านเพื่อพบปะ พูดคุย และสานความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านบ้าง รวมถึงพยายามมีส่วนร่วมและเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนบ้านเสมอด้วย นอกจากนี้หากเป็นฝ่ายได้รับความช่วยเหลือ ก็ควรกล่าวคำขอบคุณถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม นอกจากนี้ควรมีน้ำใจและให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านในเรื่องที่เราสามารถทำได้ หรือถ้าหากรับปากว่าจะช่วยเหลือเพื่อนบ้านแล้ว ก็ควรจัดการเสร็จให้เรียบร้อย

___________________________________________

3️⃣ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ดูแลสอดส่องความปลอดภัยซึ่งกันและกัน เช่น ดูแลเด็กหรือสัตว์เลี้ยงในกรณีทีเพื่อนบ้านไม่อยู่ หรือช่วยกันสอดส่อง เพื่อป้องกันโจรขโมย แต่ทั้งนี้ก็ควรเคารพความเป็นส่วนตัว ไม่ละลาบละล้วง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีมารยาท และไม่นินทาเพื่อนบ้านคนอื่น ถ้าหากมีเรื่องผิดใจหรือไม่เข้าใจกัน ก็ให้รีบไปปรับความเข้าใจ และถ้ามีปัญหากันไม่รุนแรงมาก ก็อย่าเพิ่งเรียกตำรวจ ให้พยายามเคลียร์กันก่อน ยกเว้นในกรณีที่โดนคุกคามหรือมีเหตุการณ์ร้ายแรง

___________________________________________

4️⃣ มีความเกรงอกเกรงใจ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เช่น ไม่ปล่อยให้ต้นไม้ พุ่มไม้ กิ่งไม้ หรือส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้เลยเข้าไปในสวนหรือบริเวณของบ้านเพื่อนบ้าน ไม่ควรยืมสิ่งของแต่ถ้าหากจำเป็นจริง ๆ ก็ควรรีบใช้รีบคืน ถ้าหากทำของชำรุดก็ควรชดใช้ค่าเสียหายหรือซื้อมาคืนใหม่ ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญเลยก็คือ ไม่จอดรถไว้หน้าบ้านคนอื่น โดยถ้าหากมีแขกมาหาเรา ก็ควรหาที่จอดรถที่เหมาะสมให้ ซึ่งต้องไม่รบกวนหรือกีดขวางการจราจรเพื่อนบ้านคนอื่น ทางที่ดีจอดไว้หน้าบ้านตัวเองจะดีที่สุด

___________________________________________

5️⃣ ดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดี

สัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน ฉะนั้นดูแลและควบคุมสัตว์เลี้ยงของคุณให้ดี อย่าปล่อยให้ไปเกะกะรบกวนเพื่อนบ้าน ส่งเสียงดังรบกวน หรือไปทำลายข้าวของและร่างกายของเพื่อนบ้านเด็ดขาด รวมถึงควรจัดการเก็บอุจจาระของสัตว์เลี้ยงที่ไปถ่ายนอกบ้านทุกครั้งด้วย

___________________________________________

6️⃣ ระมัดระวังเรื่องเสียงรบกวน

ระมัดระวังเรื่องเสียงรบกวน โดยเฉพาะการจัดงานบันเทิงในตอนกลางคืน โดยควรแจ้งให้เพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงทราบก่อนทุกครั้ง หรืออาจจะชวนมาร่วมสนุกเลยด้วยก็ได้ แต่ทางที่ดีต้องรู้จักควบคุมความดังเสียงให้เหมาะสม และถ้าหากเสียงดังเกินไป จนมีเพื่อนบ้านมาขอให้เบาเสียงลง ก็ควรกล่าวคำขอโทษและปฏิบัติตาม เพื่อลดการรบกวนและป้องกันไม่ให้มีปัญหากัน

สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในคอนโด ทาวน์โฮม และทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งมีผนังบ้านติดกัน ไม่ควรเปิดเพลงหรือส่งเสียงดังเกินไปในช่วงดึก เนื่องจากกำแพงติดกันทำให้เกิดเสียงรบกวนได้ง่าย และพยายามหลีกเลี่ยงการตอกตะปูหรือทำเสียงดังที่ผนังในช่วงกลางคืนด้วย เพราะไม่ใช่เวลาที่สมควร ทางที่ดีควรรอทำในช่วงเช้าวันถัดไปแทน นอกจากนี้คนที่อยู่ในคอนโดยังควรต้องระมัดระวังเรื่องการตะโกนคุยกันในบริเวณทางเดินด้วย

___________________________________________

7️⃣ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ในวันสำคัญควรมีการ์ดหรือสิ่งของให้กันบ้าง หรือไม่เช่นนั้นเวลาไปไหนมาไหน ก็ควรมีของฝากติดไม้กลับมา หรืออาจจะชวนเพื่อนบ้านที่สนิทมาปาร์ตี้สังสรรค์กันบ้างในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เพื่อจะได้มีเวลาได้พบปะพูดคุยกันมากขึ้น

___________________________________________

8️⃣ เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ลองนึกถึงพฤติกรรมที่คุณไม่ชอบ แล้วก็จำเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเผลอไปทำแบบนั้นกับเพื่อนบ้านคนอื่น และอย่าคาดหวังว่าทุกคนจะคิดเหมือนกัน เพราะบางทีเพื่อนบ้านบางคนอื่นก็ไม่ได้อยากผูกมิตรกับเรา ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นไร แค่พยายามไม่รบกวนกัน ต่างคนต่างอยู่ก็พอ

ถึงแม้ว่าหลายคนจะมองว่าเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ต้องบอกเลยว่าถ้าหากเรามีเพื่อนบ้านดี ก็สามารถทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้ง่าย ๆ และถ้าหากเรามีเพื่อนบ้านแย่ ก็สามารถทำให้สภาพชีวิตเราแย่ตามไปได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นทางที่ดีเราควรหันมาสร้างสังคมให้น่าอยู่ ด้วยการเริ่มทำตัวเองให้เป็นเพื่อนบ้านที่ดี

___________________________________________

🔷 แหล่งที่มาของบทความ จาก Kapook


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

สรุปเอกสารกู้ซื้อบ้าน อาชีพไหนก็กู้ได้!หนึ่งในขั้นตอนสำคัญ ของการยื่นกู้หรือขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารหรือผู้ให้บริการสินเช...
03/09/2026

สรุปเอกสารกู้ซื้อบ้าน อาชีพไหนก็กู้ได้!
หนึ่งในขั้นตอนสำคัญ ของการยื่นกู้หรือขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารหรือผู้ให้บริการสินเชื่อต่างๆ ก็คือ การเตรียมเอกสารให้พร้อม ซึ่งจะช่วยในเรื่องของความรวดเร็วในการดำเนินการและการพิจารณาอนุมัติ

สำหรับผู้ซื้อบ้านมือใหม่ ลองมาดูกันว่าเอกสารการขอสินเชื่อบ้านมีอะไรบ้าง

___________________________________________

1. มนุษย์เงินเดือน / ข้าราชการ

- หนังสือรับรองเงินเดือน
- สลิปเงินเดือน
- Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
- เอกสารรายได้อื่นๆ (ถ้ามี)
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล / ทะเบียนสมรส / ใบหย่า (ถ้ามี)
- ภ.ง.ด. 90
- ใบ 50 ทวิ
- ใบประกอบวิชาชีพ / ทะเบียนการค้า

___________________________________________

2. ฟรีแลนซ์ / ค้าขาย

- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล / ทะเบียนสมรส / ใบหย่า (ถ้ามี)
- Statement ย้อนหลัง 1 ปี
- ใบจองซื้อ / สำเนาโฉนดที่ดิน
- เอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน
- ภ.ง.ด. 90
- ใบ 50 ทวิ
- ใบสัญญาจ้างงาน
- ใบประกอบวิชาชีพ / ทะเบียนการค้า

___________________________________________

🔷 แหล่งที่มาของบทความ จาก SUPALAI


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

การสร้างบ้านอยู่เองจะมีกระบวนการหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง แตกต่างกับการกู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเร...
03/09/2026

การสร้างบ้านอยู่เองจะมีกระบวนการหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง แตกต่างกับการกู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจในกระบวนการก่อสร้าง (เบื้องต้น) เพื่อควบคุมงาน การออกแบบ ระบบใช้งานน้ำ ไฟ ฯลฯ ซึ่งมีเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและพิจารณา ได้แก่

- การจัดการงบประมาณ จัดสรรไม่ดีงบบานปลาย
- รายละเอียด ระยะเวลาก่อสร้างที่อาจจะยืดออกไปตามอุปสรรคที่เจอ

โดยทั้งหมดต้องอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญในการวางแผน เช็กความพร้อมในการบริหารจัดการงานใหญ่ ไปสู่คำตอบที่ว่าการสร้างบ้านวิธีนี้เหมาะกับตัวเองจริงหรือไม่

___________________________________________

การกู้เงินสร้างบ้านกับธนาคาร
คล้ายกับการกู้ซื้อบ้าน ซึ่งเป็นรูปแบบการกู้ยืมเงินก้อนกับธนาคารเพื่อนำไปซื้อบ้าน แต่การกู้เงินสร้างบ้านจะเป็นลักษณะการกู้ยืมธนาคาร โดยที่ทางธนาคารจะจ่ายเงินมาให้ผู้กู้ เพื่อนำไปจ่ายผู้รับเหมาต่อเป็นงวด ซึ่งหากต้องการแบ่งประเภทการกู้เงินธนาคารมาเพื่อสร้างบ้าน จะสามารถแบ่งได้ตามจุดประสงค์ของลูกค้า 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) สร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง กู้เพื่อก่อสร้างบ้านเพียงอย่างเดียว (2) กู้ซื้อที่ดินพร้อมสร้างบ้านในคราวเดียวกัน ทั้งสองอาจจะมีกระบวนการที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในขั้นตอนการซื้อที่ดิน หาซื้อที่ดิน


___________________________________________

ขั้นตอนกู้เงินสร้างบ้านกับธนาคาร

1.เตรียมหาแปลนบ้าน/ติดต่อผู้รับเหมา

แน่นอนว่าการยื่นกู้กับธนาคาร เจ้าหน้าที่ต้องอยากทราบรูปแบบบ้าน รายละเอียดแบบแปลนบ้านก่อน ซึ่งการหาแปลนบ้านสามารถทำได้หลายวิธี ค้นหาแบบฟรีบนอินเทอร์เน็ตแล้วโทรติดต่อเจ้าของให้ช่วยลงลายมือกำกับ หรือจ้างสถาปนิกให้ออกแบบ เขียนแปลนบ้านให้ วิธีนี้จะได้บ้านแบบ Custom made กำหนดฟังก์ชันต่าง ๆ ในตัวบ้านได้ตามต้องการ แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการหาแบบบ้านสำเร็จรูป หลังจากนั้นขอใบอนุญาตก่อสร้างของแปลนบ้าน ณ กรมที่ดินหรือสำนักงานเขตนั้น ๆ เพื่อขออนุญาตก่อสร้าง (ถ้าไม่ขอผิดกฎหมาย)
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ธนาคารต้องการจากผู้กู้ ยังมีในเรื่องของสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา เพราะการกู้สร้างบ้านต้องมีหลักฐานยืนยันว่าเกิดการจ้างงานให้สร้างบ้านจริง มีหลักฐานว่าจะทำการจ้างกันจริง ธนาคารจึงจะอนุมัติสินเชื่อปล่อยเงินงวดให้

___________________________________________

2.เตรียมเอกสารขอสินเชื่อกับธนาคาร/เลือกธนาคาร

สำหรับใครที่วางแผนสร้างบ้าน สิ่งแรกที่ควรทำคือการเลือกธนาคารที่จะทำการยื่นกู้ ดูว่าธนาคารมีนโยบายแบบไหน โปรโมชันอะไรบ้าง เพื่อนำไปคำนวณอัตราดอกเบี้ยบ้านและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ปัจจุบันมีหลายธนาคารที่ออกโปรโมชันหรือผลิตภัณฑ์กู้สร้างบ้านดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก (ผ่อนต่ำ) ยกตัวอย่างเช่น ธอส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารยูโอบี ฯลฯ ถ้าหากเลือกธนาคารได้ ก็จะวางแผนการเงินและการดำเนินการด้านอื่นต่อได้
ขั้นตอนนี้คือการนำเอกสารจากขั้นตอนที่ 1 ยื่นกับธนาคารเพื่อกู้สร้างบ้าน ‘สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย’ จุดเด่นดอกเบี้ยต่ำเฉลี่ย 6.5% ระยะเวลาผ่อนสูง 30 – 40 ปี เอกสารอื่น ๆ ที่ต้องยื่นกู้ธนาคารคล้าย ๆ กับการยื่นกู้ซื้อบ้าน ได้แก่

- เอกสารยืนยันตัวตน : สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนหย่า ใบเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี)
- เอกสารแสดงรายได้ : พนักงานเงินเดินใช้สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 – 12 เดือน หนังสือรับรองรายได้
- เอกสารหลักประกัน : หรือเอกสารตามหัวข้อที่ 1 ผู้รับเหมาต้องเขียนสัญญาว่าจ้างอย่างละเอียดว่าแต่ละงวดใช้จ่ายส่วนไหน เป็นเงินจำนวนเท่าไร ธนาคารจะจ่ายเงินให้เป็นงวดไป

___________________________________________

3.เตรียมเงินสำรอง

สำรอง 40-50% ของมูลค่างาน การกู้เงินสร้างบ้านใช้กระบวนการวางแผนและเตรียมความพร้อมด้านการเงินเยอะกว่าการซื้อบ้านประมาณนึง ยิ่งหากเป็นกรณีกู้ซื้อที่ดินยิ่งเป็นไปได้ว่าธนาคารจะไม่ปล่อยกู้เต็มจำนวน สูงสุด 50-80% บางกรณี 80% ของราคาประเมิน

จะเห็นว่าการกู้เงินสร้างบ้านมีความแตกต่างกับการกู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอยู่มาก เพราะการกู้ซื้อในบางกรณีกู้ได้เต็มวงเงิน 100% โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ บางกรณีซื้อคอนโดเงินเหลือ แต่การกู้เงินสร้างบ้านจะไม่เหมือนกัน ธนาคารไม่ได้ให้เงินก้อนแต่จ่ายเงินเป็นงวด การเตรียมเงินสำรองให้พร้อมจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เผื่อระหว่างก่อสร้างมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่ายงวดของทางธนาคาร ดังนั้น ควรเตรียมเงินสำรองเฉลี่ย 40-50% ของมูลค่าบ้านจะช่วยป้องกันปัญหาเรื่องเงินได้ดี ทั้งยังช่วยให้งานราบรื่นก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนด

___________________________________________

🔷 ขอบคุณแหล่งที่มาของบทความ จาก สาระอสังหา


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

🏡 สำหรับผู้ที่เคยผ่านการซื้อบ้านมาแล้วหรือผู้ที่กำลังพูดคุยกับธนาคารอยู่ ต้องการยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร คงจะเข้าใจและเค...
01/09/2026

🏡 สำหรับผู้ที่เคยผ่านการซื้อบ้านมาแล้วหรือผู้ที่กำลังพูดคุยกับธนาคารอยู่ ต้องการยื่นกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร คงจะเข้าใจและเคยผ่านกระบวนการยื่น Pre-Approve กันบ้างแล้วไม่มากก็น้อย แต่ยังมีอีกหลายคน รวมถึงผู้ที่กำลังเตรียมตัวซื้อบ้านหลังแรก ที่อาจจะยังไม่เข้าใจในจุดประสงค์และความหมายการพิจารณาขอสินเชื่อเบื้องต้น (Pre-Approve) สรุปประเด็นที่น่าสนใจ Pre Approve คืออะไร เตรียมเอกสารเบื้องต้น อ่านเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนเข้าไปเจรจากับธนาคาร


PRE APPROVE คืออะไร

โดยปกติการยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคาร ทางเจ้าหน้าที่จะมีหนึ่งกระบวนการที่เสนอให้กับลูกค้าทำ “การพิจารณาเบื้องต้น” หรือ Pre Approve คือ วิธีการคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งธนาคารจะใช้ 2 เกณฑ์ในการพิจารณา 1.สถานภาพทางการเงิน 2.ความสามารถในการชำระหนี้ (DSR) ธนาคารจะต้องตรวจสอบรายได้ ประกอบกับภาระหนี้สินในแต่ละเดือน เมื่อผลลัพธ์ปรากฏว่ารายได้ผ่าน แถมภาระหนี้ไม่มากเกินเกณฑ์ ก็สรุปได้ว่าผู้ยื่นผ่านกระบวนการ Pre Approve

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้เกณฑ์ข้างต้นก็ไม่สามารถการันตีว่าธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อบ้านให้ลูกค้า 100% เนื่องจากหลังผ่านกระบวน Pre-Approve ไปแล้ว ก็ยังจะมีอีกหลาย ๆ เกณฑ์ หลาย ๆ ขั้นตอนที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการประเมินทรัพย์สิน บ้าน คอนโดฯ หลักฐานและหลักประกันต่าง ๆ และสุดท้ายยังคงต้องรอให้ธนาคารอนุมัติอีกครั้ง เพียงแต่การพิจารณาเบื้องต้นจะเป็นตัวการันตีเบื้องต้นว่าลูกค้ามีเปอร์เซ็นต์การยื่นกู้ผ่านมากหรือน้อย เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

ในการรอผลอนุมัติวงเงินสินเชื่อจากทางธนาคาร สำหรับอาชีพข้าราชการหรือพนักงานประจำที่รับรายได้สม่ำเสมอจะใช้ระยะเวลาในการรอผล 2 – 3 สัปดาห์ ส่วนกรณีเจ้าของกิจการ เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระ อาจใช้เวลารอผลการอนุมัตินานกว่า ในบางกรณีนานถึง 4 สัปดาห์ ระหว่างนี้อาจมีการเรียกเอกสารเพิ่มเติมจากทางธนาคาร ผู้กู้ควรเผื่อเวลาส่วนนี้

___________________________________________

ข้อดีของการยื่น PRE-APPROVE
1. ทราบถึงความพร้อมและความสามารถในการผ่อนชำระ ในวงเงินที่ต้องการกู้สินเชื่อ
2. เมื่อยื่น Pre-Approve ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่จะช่วยชี้แจงเหตุผลและหาทางแก้ปัญหาแบบ case by case เช่น ติดเครดิตบูโร หรือวงเงินกู้สูงเกินความสามารถเมื่อหักลบภาระหนี้สิน เป็นต้น
3. ไม่เสียค่าใช้จ่าย ลดโอกาสกู้ไม่ผ่านและเสียเงินจองหรือทำสัญญาเปล่า
4. ไม่เสียเครดิตเมื่อผล Pre-Approve ไม่ผ่าน

___________________________________________

เอกสารที่ใช้ในการยื่น PRE-APPROVE

• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
• สำเนาทะเบียนบ้าน
• สำเนารายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
• สำเนาสลิปเงินเดือน (พนักงานประจำ) / หนังสือรับรองเงินเดือน
• สำเนารับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหลักฐานการเสียภาษีอาชีพอิสระ
• ใบสมัครขอสินเชื่อธนาคาร
• ใบยินยอมให้ตรวจสอบเครดิตบูโร

___________________________________________

PRE-APPROVE ไม่สามารถการันตีว่ากู้ผ่านหรือไม่ แล้วยื่นไปทำไม?

การทราบผล Pre-Approve จะช่วยให้ผู้กู้รู้ถึงความสามารถในการผ่อนชำระ ว่าสามารถผ่อนบ้าน คอนโดฯ ตามวงเงินสินเชื่อไหวหรือไม่ หากยังไม่ผ่าน Pre-Approve จะช่วยให้มีเวลากลับมาวางแผนจัดสรรรายได้อีกครั้งหรือหาวิธีเพิ่มรายได้ โดยส่วนมากธนาคารจะใช้เวลา 3 – 5 วันในการประเมินให้กับลูกค้า เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบว่ารายได้รวมช่องทางอื่น ๆ สามารถกู้บ้านได้ในเรทราคาไหน

___________________________________________

ทำไม PRE APPROVE ผ่าน แต่ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อบ้าน?

เหตุผลที่ะธนาคารไม่อนุมัติวงเงินสินเชื่อบ้าน เกิดจากหลากหลายองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร ความพร้อมด้านการเงิน ความมั่นคงในหน้าที่การงาน รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและหนี้สินที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งนอกจากการพิจารณาข้อมูลการเงินส่วนตัว ธนาคารต้องพิจารณาร่วมกับอสังหาริมทรัพย์ ราคาบ้าน ราคาคอนโด ว่าอยู่ในระดับที่ผู้ยื่นกู้สามาระชำระไหวหรือไม่ ซึ่งการยื่น Pre-Approve ก็เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผ่านขั้นตอนนี้แต่ตกม้าตายเมื่อธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อให้ กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน พบเห็นกรณีลักษณะนี้ได้กับลูกค้าทั่วไป

แต้ถึงแม้จะผ่านกระบวนการ Pre-Approve ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อ 100% ตามรายละเอียดที่สาระอสังหาได้อธิบายไปข้างต้น หลังจากผ่านการพิจารณาเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยังต้องส่งรายละเอียดลูกค้าให้ทางสำนักงานใหญ่ของธนาคารตรวจสอบร่วมกับเกณฑ์อื่น ๆ อีกครั้ง การผ่าน Pre-Approve จะบ่งบอกถึงความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ก้อนนี้เพียงเท่านั้น ผ่อนบ้านไหวหรือผ่อนบ้านไม่ไหว บางกรณีผ่านขั้นตอนนี้แต่ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ Pre-Approve ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่จะช่วยแจ้งให้ทราบถึงปัญหาและช่วยหาทางออก “ผู้กู้อยากมีบ้าน ธนาคารก็อยากได้ลูกค้าเช่นเดียวกัน” การส่ง Pre Approve ถือเป็นกระบวนการที่ดีต่อตัวผู้กู้อย่างมาก สามารถตรวจสอบความสามารถได้โดยไม่เสียเครดิตนั่นเอง

___________________________________________

🔷 แหล่งที่มาของบทความ จาก สาระอสังหา


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ที่อยู่

Chiang Rai

เบอร์โทรศัพท์

0874644954

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wara Real Estate - ซื้อ ขาย เช่า จำนอง บริการนิติกรรมที่ดินครบวงจรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์