07/10/2020
ข่าวสาร EEC
มีอะไรเด่น ที่นิคมฯ 'Smart Park'
ฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บนพื้นที่ 1,383ไร่
ปักหมุดเดินหน้าการก่อสร้าง “โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค” (Smart Park) หรือ นิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ได้อนุมัติการลงทุนในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค บนพื้นที่ 1,383 ไร่ มูลค่าการลงทุนระยะแรก 2,370 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยคาดว่าจะเริ่มลงเสาเข็มก่อสร้างได้ไตรมาส 1 ปี 2564 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงทุนในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่รวม 1,383 ไร่ มูลค่าการลงทุน 2,370 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จะสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 52,934 ล้านบาทต่อปี เกิดการจ้างงานประมาณ 7,459 คน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ประมาณ 1,342,620,000 บาทต่อปี (คิดฐานเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ15,000 บาท) นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้โดยตรง เช่น การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนในท้องถิ่น เกิดประโยชน์ทางอ้อมต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่น หรือประโยชน์ต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตด้านอื่น ๆ
ด้าน นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า นิคมฯสมาร์ท ปาร์ค เป็นส่วนหนึ่งของ EEC ปัจจุบันเป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics) กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical Device) กลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ซึ่งตามแผนการพัฒนาโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาปรับพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ประมาณ 3 ปี โดยในช่วงระยะการก่อสร้างคาดว่าจะทำให้มีการจ้างงานประมาณ 200 คน และเกิดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในชุมชน ประมาณ 23.7 ล้านบาทต่อปี (คิดอัตราฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 330 บาท)
นอกจากนี้ ภายในนิคมฯ แห่งนี้ยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่สำคัญและน่าสนใจ แบ่งออกเป็น ระบบการสัญจรภายในโครงการ ใช้ระบบจอดรถส่วนกลางอัจฉริยะ ระบบรถรางเบาไฟฟ้าภายในโครงการและระบบรถไฟฟ้าภายในแต่ละคลัสเตอร์ ส่วนระบบการรักษาความปลอดภัย มีศูนย์ควบคุมการรักษาความปลอดภัย ด้วย CCTV กระจายตามมุมและจุดสำคัญทั่วพื้นที่โครงการ มีจุดควบคุมการเข้าออกพื้นที่ภายในคลัสเตอร์ ขณะที่ระบบสาธารณูปโภค ใช้ระบบการจ่ายน้ำเย็นแบบรวมศูนย์ มีอุโมงค์ระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน ส่วนระบบการสื่อสารใช้ศูนย์กลางข้อมูล Data Farm ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆได้แก่ ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้ มอลล์ ตลาดชุมชน 4.0และศูนย์แสดงสินค้า
ส่วนทำเลที่ตั้งของโครงการฯ ถือว่าอยู่ตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ดี นอกจากจะอยู่ติดถนนหลวงหมายเลข 3 ยังอยู่ห่างจากท่าเรือมาบตาพุด 7 กิโลเมตร ห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 17 กิโลเมตร, ห่างจากท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ 29 กิโลเมตร ห่างจากท่าเรือแหลมฉบัง 53 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 150 กิโลเมตร อีกทั้งมีความได้เปรียบในแง่ของการเป็นแหล่งผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบ (Raw materials sources ) และอยู่ในเขตส่งเสริมพิเศษของ EEC
“หลังก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าพื้นที่จะถูกเช่าหมดภายในระยะเวลา 4 ปี เพราะเป็นนิคมฯที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งนอกจากรวมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไว้ในที่เดียวกันแล้ว ยังเป็นนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบที่มีระบบสาธารณูปโภคเพียบพร้อมรวมทั้งอาคารต่าง ๆ ต้องมีมาตรฐานระดับสากล และก่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในท้องถิ่น คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ” ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวปิดท้าย
ติดตามบทความได้ที่:
https://eeco.or.th/th/news/264-What-remarkable-things-that-will-happen-at-Smart-Park-industrial-estate-project-the-production-base-of-the-future-on-an-area-of-1-383-rai-in-the-EEC