Property Pattaya ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Property Pattaya, อสังหาริมทรัพย์, Chon Buri.

08/03/2026

พูดไป คุณอาจจะคิดว่าผมโม้ !!
ย้อนกลับไป ตอนที่ผมเริ่มธุรกิจตัวคนเดียว อัตราปิดการขายของผม สูงลิ่วมากถึง 90%
หรือ พูดง่ายๆ คือ ลูกค้าทักมา 10 ผมปิดได้ 9
นั่นก็เพราะผมเป็นคนลงไปคุยกับลูกค้าเองทุกคน คุยแชทเอง ตอบคอมเมนต์เอง บางคนถึงขนาดโทรคุยเองด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เปอร์เซ็นต์ปิดการขายจะสูงแค่ไหน แต่ผมมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงต่อวัน สุดท้ายมันก็ต้องไปถึงจุดที่ยอดขายตันอยู่ดี
ผมจึงตัดสินใจจ้าง Admin มาทำหน้าที่ตรงนี้แทน แล้วเอาเวลาไปขยายธุรกิจ หาคอนเนกชั่น และ พัฒนาสินค้าใหม่ๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ยอดขายดันดิ่งลงแบบกลับตาลปัตร จากที่เคยทัก 10 ปิดได้ 9
กลายเป็น ทัก 10 พลาดไป 9 ปิดได้แค่ 1
แม้ว่าผมจะจ้าง Admin มา 2 คน แต่ยอดขายยังไม่ได้เศษเสี้ยวกับตอนผมทำเองคนเดียวเลย
ผมจึงกลับไปย้อนดูแชทที่ Admin ขายทั้งหมด แล้วเอามาเทียบกับตัวเองดู
ปรากฎว่า สาเหตุมันเกิดจากการที่ผมไม่ได้ถอดวิธีปิดการขายของตัวเองออกมาเป็น Framework แล้วให้ Admin เอาไปทำตาม
ผมจึงทำการรื้อระบบใหม่ทั้งหมด โดยการแกะขั้นตอนปิดการขายของผม ออกมา เป็น 6 ขั้น
แล้วเทรนงาน Admin ใหม่ทั้งหมด โดยทุกคนต้องปิดการขายตาม 6 ขั้นตอนนี้
โครงสคริปต์ 6 ขั้น (ใช้เป็นแกนทุกดีล)
1. Clarify: เขามาเพื่ออะไร / เป้าหมายคืออะไร
2. Label Problem: ปัญหาจริงคืออะไร
3. Past Experience: เคยลองอะไรมาแล้ว / ทำไมไม่เวิร์ก
4. Pitch (3-step): เสนอทางออกเป็นขั้น ๆ
5. Objection: แก้ข้อโต้แย้ง และ คลายความกังวล
6. Reinforce: ตอกย้ำการตัดสินใจ + next step
[1] Clarify = เขามาเพื่ออะไร
ช่วงเปิดบทสนทนา
คุณต้องรู้ก่อนว่า เขา “อยากได้อะไร”
❌ ไม่ใช่เล่าโปรดักต์
❌ ไม่ใช่การขาย
❌ ไม่ใช่เสนอโปรโมชั่น
แต่คุณต้องถามให้ชัดว่า “เขามาทำไม”
เป้าหมาย
๐ เข้าใจเป้าหมายของลูกค้า
๐ เปิดให้เขาได้พูดเยอะๆ
๐ สร้างความรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่การโดนขาย”
ตัวอย่าง (ขายหมอนแก้นอนกรน)
❌ เซลส์มือใหม่ : หมอนของเราช่วยลดการกรนได้ 80% นะครับ…
✅ เซลส์มืออาชีพ : ตอนนี้คุณเจอปัญหาเรื่องการนอนแบบไหนครับ?
หรือ อาการกรนเป็นมานานแค่ไหนแล้วครับ?
หรือ ปกติใครเป็นคนบ่นเรื่องกรนครับ ? ตัวคุณเองหรือคนข้างๆ ?
#จำง่ายๆ
Clarify = เปิดให้เขาเล่า
ยิ่งเขาเล่าเยอะ = คุณยิ่งขายง่าย
[2] Label Problem = ระบุปัญหาให้ชัด
พอเขาพูดแล้ว
เราต้อง “ตั้งชื่อปัญหา” ให้ชัด
อย่าปล่อยให้มันเป็นปัญหาลอยๆ
เป้าหมาย
๐ ทำให้เขารู้สึกว่า คุณเข้าใจจริงๆ
๐ ทำให้ปัญหาชัด และ ดูเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผล
๐ เริ่มเชื่อมปัญหาเข้ากับสิ่งที่เราขาย
ตัวอย่าง
ลูกค้า : ภรรยาบ่นทุกคืนเลยครับ บอกว่านอนไม่หลับ
❌ เซลส์มือใหม่ : อ๋อครับ
✅ เซลส์มืออาชีพ: สรุปคืออาการกรนของคุณเริ่มกระทบความสัมพันธ์ และทำให้คนข้าง ๆ พักผ่อนไม่เต็มที่ ใช่ไหมครับ ?
# # นี่คือ การติด ฉลากปัญหา ลงไปให้ชัดเจน เหมือนหมอที่ระบุโรคของคนไข้
จำง่ายๆ
ถ้าปัญหาไม่ถูก “ตั้งชื่อ”
มันจะดูไม่ร้ายแรงพอที่จะซื้อ
[3] Past Experience = เขาเคยลองอะไรมาแล้ว
ถามว่าเขาเคยพยายามแก้ปัญหายังไง
เป้าหมาย
1. รู้ว่าอะไรไม่ได้ผล
2. รู้ว่าลูกค้าผิดหวังจากอะไร
3. เตรียมวางตำแหน่งสินค้าให้ “แตกต่าง”
STEP
ก่อนหน้านี้คุณลองแก้ปัญหานี้ยังไงบ้างครับ ?
แล้วมันเวิร์กไหม ?
อะไรที่ทำให้คุณยังไม่พอใจ ?
ทำไมสำคัญ ?
เพราะถ้าเราเสนอ “สิ่งที่เหมือนของเดิม”
เขาจะปฏิเสธทันที
ตัวอย่าง
เซลส์ : ก่อนหน้านี้เคยลองแก้ยังไงบ้างครับ?
ลูกค้า : เคยซื้อสเปรย์พ่นจมูกครับ
เซลส์ : แล้วผลเป็นยังไงครับ?
ลูกค้า : ดีขึ้นแป๊บเดียว
เซลส์ : แปลว่าแก้ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุยังอยู่ ใช่ไหมครับ?
อีกตัวอย่าง
ลูกค้า : เคยเปลี่ยนหมอนหลายใบแล้วครับ
เซลส์ : หมอนทั่วไปมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจัดแนวทางเดินหายใจโดยตรง ถูกไหมครับ?
#จำง่ายๆ
Past Experience = หาแผล
เพื่อไม่เสนอผ้าพันแผลแบบเดิม
[4] Pitch (3-step) : เสนอทางออกเป็นขั้น ๆ
นี่คือช่วงเสนอทางออก
แต่ต้องเชื่อมกับสิ่งที่เขาพูดเองเท่านั้น
เป้าหมาย
๐ อย่านำเสนอขายแบบลอยๆ เหมือนอ่านโบว์ชัวร์
๐ อย่าเล่า feature
๐ เล่าเฉพาะสิ่งที่แก้ Pain เขา
สูตร 3 STEP ง่าย ๆ
๐ “คุณบอกว่า… (ปัญหา)
๐ สิ่งที่เราทำ คือ… (ทางแก้)
๐ ซึ่งจะช่วยให้คุณ… (ผลลัพธ์)”
ตัวอย่าง
๐ คุณบอกว่า… เสียงกรนกระทบคนข้างๆ
เกิดจากปกติแล้ว หมอนทั่วไปมันจะทำให้ศีรษะเอนถอยหลังประมาณ 15–20 องศา
มุมนี้แหละครับที่ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง
๐ หมอนรุ่นนี้ออกแบบ… ให้ยกศีรษะขึ้นประมาณ 8–12 องศา
เพื่อให้แนวคอกับกระดูกสันหลังตรง ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น
ลดแรงสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อ
๐ ซึ่งจะช่วยให้… เสียงกรนลดลง
#จำง่ายๆ
การเสนอขายที่ดี = สะท้อนคำพูดลูกค้า
[5] Handle Objection = แก้ข้อโต้แย้ง
ช่วงที่ลูกค้าพูดว่า:
๐ “แพงไป”
๐ “ขอคิดดูก่อน”
๐ “ยังไม่พร้อม”
๐ “ต้องคุยกับแฟนก่อน”
๐ “ยังไม่มีเวลา”
๐ “งบไม่พอ”
นี่ไม่ใช่การปฏิเสธจริงเสมอไป
ส่วนใหญ่คือ “ความกลัวก่อนตัดสินใจ”
เป้าหมายของการแก้ข้อโต้แย้ง
❌ไม่เถียงให้ชนะ
❌ ไม่อธิบายยาวๆ
❌ ไม่กดดัน
แต่คือ…
✅Reframe (ปรับมุมมอง)
✅แล้ว “ถามกลับอีกครั้ง”
โครงสร้างการแก้ข้อโต้แย้งแบบสั้นๆ
STEP 1: เห็นด้วยบางส่วน
“เข้าใจเลยครับ…”
STEP 2: Reframe (ปรับมุมมอง)
“แต่ผมว่าจริงๆ แล้ว… นี่แหละ คือ เหตุผลที่ควรทำ”
STEP 3: Ask Again (ถามกลับ)
“ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้… แบบนี้โอเคไหมครับ?”
ตัวอย่าง
ลูกค้า: ราคาสูงไปครับ
❌ เซลส์มือใหม่:
อธิบายยาวๆ ทำไมมันคุ้ม
✅ เซลส์มืออาชีพ:
เข้าใจเลยครับ หลายคนก็รู้สึกแบบนั้นตอนแรก
แต่จริง ๆ แล้วถ้าเสียงกรนยังทำให้คนในบ้านนอนไม่หลับทุกคืน
ค่าใช้จ่ายระยะยาวมันอาจสูงกว่านี้
ถ้าหมอนใบนี้ช่วยให้ทุกคนหลับเต็มอิ่มขึ้น แบบนี้คุ้มไหมครับ?
#แล้วหยุด…
[6] Reinforce Decision = ตอกย้ำการตัดสินใจ + next step
ช่วงที่ลูกค้าบอก “โอเค”
ห้ามรีบปิด
ห้ามรีบโอน
ห้ามจบ
ต้อง “ทำให้เขารู้สึกว่าตัดสินใจถูก”
เป้าหมาย
๐ ทำให้ลูกค้า “ไม่รู้สึกเสียดายหลังซื้อ”
๐ ทำให้เขารู้สึกเลือกถูก
๐ ทำให้เขา commit ทางอารมณ์ หรือ ทำให้การซื้อมีความหมายมากกว่าแค่เงิน
โครง ตอกย้ำการตัดสินใจ + next step
STEP 1: ชื่นชมการตัดสินใจ
ผมว่าคุณตัดสินใจถูกจริงๆ
STEP 2: ย้ำเหตุผลที่เขาพูดเอง
เพราะคุณบอกเองว่าไม่อยากให้ภรรยานอนไม่หลับอีก
STEP 3: เชื่อมกับอนาคต
การตัดสินใจวันนี้คือการดูแลทั้งสุขภาพตัวเองและคนที่คุณรักไปอีกนาน
#เดี๋ยวผมพาไปขั้นตอนต่อไปเลยครับ
ภาพรวม 6 ขั้น (ขายหมอนแก้นอนกรน)
1. Clarify → ปัญหา คือ อะไร ใครเดือดร้อน
2. Label → ตั้งชื่อปัญหาให้ชัด (กระทบ งาน/เงิน/สุขภาพ/ความสัมพันธ์/การยอมรับ)
3. Past → เคยลองอะไรมาแล้ว ทำไมไม่เวิร์ก
4. Pitch → เชื่อม สินค้า กับ ปัญหา (Pain) ที่เขาพูดเอง
5. Objection → Reframe แล้วถามอีกครั้ง
6. Reinforce → ทำให้เขาภูมิใจที่เลือกซื้อ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคุณจะทำตามสูตรแบบเป๊ะๆ และ ปิดการขายได้ถึง 90%
แต่ข้อเสียของมัน ก็คือ มันเป็นการขายแบบ 1:1
หากคุณต้องการปิดยอด 100 คน
เท่ากับว่า คุณต้องคุยกับลูกค้า ถึง 112 คน
ถ้าเฉลี่ยคุยคนละ 20 นาที
เท่ากับว่า คุณต้องใช้เวลาถึง 2,400 นาที
ถ้าคิดเวลาทำงานของ Admin วันละ 8 ชั่วโมง
เท่ากับว่า ต้องใช้เวลาถึง 5 วัน
แล้วถ้าลูกค้าไม่สามารถรอได้ละ ?
คุณก็ต้องเพิ่ม Admin อีก
คือ แค่คิดก็สยองแล้วววว
แต่ถ้าผมบอกคุณว่า คุณสามารถปิดการขายทั้ง 112 คน ในเวลาเพียง 10 นาที ด้วย Admin 1 คนละ
มันจะเกิดอะไรขึ้น ??
ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้คุณใช้วิชาแยกร่าง
แต่มัน คือ การเอาข้อมูลที่คุณได้จากการคุยกับลูกค้าทั้ง 6 ขั้นตอน
ไปใส่ใน Content
ถ้าคุณคุยกับลูกค้ามาสักระยะหนึ่ง
คุณจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นซ้ำๆ จาก 6 ขั้นตอนนี้
ปัญหาเหมือนกัน วิธีที่เคยลองแล้วไม่เวิร์กคล้ายๆ กัน
ข้อโต้แย้งในใจไม่ต่างกัน และ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ก็มีแค่ไม่กี่เหตุผล
หากคุณเอาข้อมูลเหล่านี้ มาทำเป็น 1 Content
เท่ากับว่า คุณจะมี Salesman 1 คน ไปปิดการขายแทน Admin
ถ้า Salesman 1 คุยกับลูกค้าได้ 100 คน
ถ้าคุณต้องการคุยกับลูกค้า 1,000 คน คุณก็แค่ทำ 10 Content
ส่วน Admin ก็จ้างมาคนเดียว เพื่อคอยทำหน้าที่เป็น Cashier ที่คอย Monitor ตัว Chatbot เหมือนตู้ชำระเงินอัตโนมัติ
โดยสูตรที่ผมใช้ และ ได้ผลมากๆ ในปี 2026 ก็คือ สูตร H.S.O
คือ Hook → Story → Offer
หลังจากที่ผมใช้แล้วได้ผล ผมก็เอาไปให้ลูกศิษย์ในคลาสใหญ่ๆ ราคา 30,000+ ใช้ดู
ปรากฎว่า ทุกคนเอาไปใช้ ก็ได้ผลเหมือนกัน
คือ สามารถสร้างผู้ติดตามหลักหมื่นได้ภายในเดือนแรก และ สร้างผู้ติดตามหลักแสนได้ภายใน 4 เดือน
แถมยังปิดการขายได้ขั้นต่ำเดือนละ 100,000+++
นั่นจึงทำให้ผมตัดสินใจ แยกเฉพาะสูตร H.S.O ออกจากคลาสราคา 30,000
มาให้คุณใช้ในราคาเพียง 2,590 บาท
แต่ !! สำหรับ 10 คนแรก ที่กด P9 เข้ามาใน Comment หรือ Inbox
รับราคาพิเศษไปเลย
เหลือเพียง 990 บาท เท่านั้น !!
#แถมฟรี !! AI Prompt ให้คุณสามารถสั่ง AI ให้เขียน Content แบบปิดการขายด้วยตัวเอง ตามสูตร H.S.O แบบอัตโนมัติ
นั่นหมายความว่า ใน 1 วัน คุณจะสร้าง Salesman ไปขายแทนคุณ 10 คน 100 คน ก็ได้
โดยคุณจะได้รับสูตรนี้ ในรูปแบบคอร์สออนไลน์ + ไฟล์ AI Prompt
เรียนผ่านแอปพลิเคชัน หรือ เว็บไซต์ Shortcut.biz ของสมองไหล
เรียนซ้ำได้ตลอดชีพ ไม่มีวันหมดอายุ
10 คนแรก รับราคาพิเศษ จากปกติ 2,590
เหลือเพียง 990 บาท เท่านั้น
พิมพ์รหัส P9 ใต้ Content หรือ พิมพ์ใน Inbox
เพื่อรับสูตร Content ผลิตเงินอัตโนมัติได้เลยครับ

13/02/2026

นี่คือมหาเศรษฐีผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดในโลก
ที่คุณอาจไม่เคยรู้จักชื่อเธอมาก่อน
เธอไม่ได้เริ่มจากครอบครัวรวย
ไม่ได้มี connection จาก Silicon Valley
ไม่ได้โตมากับ privilege แบบที่คนชอบอธิบายความสำเร็จ
เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
จากครอบครัวผู้อพยพชาวจีน
ที่พ่อแม่สอนอยู่สองเรื่อง
1.จงตั้งใจเรียนให้จบ
2.เรียนจบแล้วไปสมัครงานหาเงินซะ
และเธอไม่ได้เรียนเส้นทางนี้เลย
ชื่อของเธอคือ "Lucy Guo"
และทุกวันนี้เธอคือมหาเศรษฐีสาวที่อายุน้อยที่สุด #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
------------
ตอนเด็กๆ Lucy อยากได้ สเก็ตบอร์ด ของเล่น เกม เหมือนเด็กทั่วๆไป
แต่พ่อแม่ของเธอไม่ยอมซื้อให้
เธอไม่ได้เถียง ไม่ได้อ้อนพ่อแม่ต่อ
เธอเลือก “หาเงินเอง”
ขายการ์ดโปเกม่อนในสนามเด็กเล่น
ขายดินสอสี
แล้ววันหนึ่ง เธอค้นพบสิ่งที่เปลี่ยนชีวิต "อินเทอร์เน็ต"
ป.2 เธอทำบอทในเกม
ป.3 ทำเว็บ WordPress ใส่โฆษณา
ป.5-6 ทำเว็บปลอมชื่อซีรีส์
ทำ trailer ปลอม หลอกคนเข้ามาดู “ตอนที่ไม่มีจริง”แล้วกินเงินจากโฆษณา
ฟังดูเหมือนเรื่องเด็กแสบ
แต่จริง ๆ นี่คือสัญชาตญาณของคนทำธุรกิจ
ก่อนที่เธอจะรู้จักคำว่า ถูกผิด ด้วยซ้ำไป
---
Lucy cold email หานักลงทุนตั้งแต่ยังเด็ก และมีคนตอบกลับมา
ไม่ใช่เพราะเธอเก่ง
แต่เพราะมีคนเก่งจำนวนมากบนโลกนี้ที่อยากช่วยคนที่ “กล้าขอ”
แต่คนส่วนมากแค่กลัวจนติดอยู่หัวตัวเราเอง
สำหรับเธอ Network ไม่ได้เกิดตอนคุณสำเร็จ
มันเกิดตอนคุณยังไม่มีอะไร
แต่กล้าเดินเข้าไปในห้องที่คุณคิดว่าไม่ควรอยู่
Lucy เลือกเรียน Computer Science
ไม่ใช่เพราะอยากได้ปริญญา แต่เพราะมันคือภาษาของโลกใหม่
ระหว่างเรียน เธอไม่ได้รอให้เรียนจบก่อน
แต่เริ่มเข้าไปทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีจริงทันที
---
งานแรก ๆ ของเธอคือที่ Quora
ที่นั่น Lucy ได้เรียนรู้ว่า ธุรกิจไม่ได้โตเพราะไอเดียเท่
แต่มันโตเพราะ “ตัวเลขเล็ก ๆ ที่ทำถูกจุด”

เปลี่ยนคำไม่กี่คำ แต่ conversion เพิ่มขึ้นเป็นสิบเปอร์เซ็นต์
จากนั้นเธอไป Snap
และได้เห็นอีกโลกหนึ่งโลกของการคิดใหญ่
การสร้าง product ที่ต้องแข่งกับ Google และ Amazon
ตรงนี้เอง ที่ Lucy เริ่มเข้าใจว่า
บริษัทที่ชนะ ไม่ใช่บริษัทที่ฉลาดที่สุด แต่คือบริษัทที่กล้า execute ปล่อยของได้เร็วที่สุด
---
ในวัยเพียง 20–21 ปี
Lucy กลายเป็น co-founder ของ Scale AI
บริษัทที่ไม่ได้ขาย AI เท่ ๆ แต่สร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้ AI ของบริษัทระดับโลกใช้ Train Model ได้จริง
Scale AI ไม่ดังในสาย consumer ไม่ flashy ไม่ถูกพูดถึงบ่อย แต่มันอยู่ใต้ระบบของทั้งวงการ
และนั่นคือเหตุผล ที่หุ้นใน Scale AI กลายเป็นแหล่งความมั่งคั่งหลักของ Lucy ทำให้เธอกลายเป็น เศรษฐีผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดในโลก
---
ต่อมา Lucy แยกทางกับ co-founder
เธอไม่ได้เล่าเรื่องนี้แบบดราม่าเลย เธอสรุปมันสั้นมากๆว่า
ถ้าคุณไม่สามารถเป็น
คนที่มีอำนาจตัดสินใจในฐานะ co-founder ได้ อย่าเป็น co-founder ด้วยกันเลย
ความขมขื่นเล็ก ๆ ทำให้การตัดสินใจทั้งบริษัทพัง
ถ้าคุณทำงานกับใครแล้วไม่ได้ตัดสินใจร่วมกัน
บางความสัมพันธ์ ที่จบเร็ว อาจจะราคาถูกกว่า การฝืน

---
หลังจากนั้น Lucy ไม่ได้พัก และไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนที่ “รวยแล้ว”
เธอเลือกเริ่มใหม่ สร้างบริษัทชื่อ Passes
แพลตฟอร์มที่ช่วยให้ creator
เปลี่ยนจาก “คนดัง” เป็น “เจ้าของธุรกิจ”
ในสายตาเธอ creator ไม่ใช่ influencer
แต่คือบริษัทขนาดเล็ก ที่มีแบรนด์ มี equity
และสามารถสร้างความมั่งคั่งระยะยาวได้
---
Lucy พูดประโยคหนึ่งบนเวที Forbe under 30 .
ที่ผมคิดว่าคนวัยทำงานน่าเอากลับไปคิด
เธอบอกว่า “ไม่ใช่ทุกอย่างมันดูเสี่ยงขนาดนั้น”
คนส่วนใหญ่ กลัว worst case มากกว่ารู้จัก upside
การลาออกจากมหาลัย ลาออกจากงาน ในหัวเราคือ ถ้าพลาด = ชีวิตจบ
แต่ในโลกความเป็นจริง คุณเสียแค่เวลาไม่กี่ปี
Lucy ฝากถึงวัยหนุ้มสาว ว่า - คุณมีเวลา คุณไม่มีภาระ คุณกินอะไรก็ได้ นอนไหนก็ได้ ความเสี่ยงมันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น มันแค่เกิดขึ้นในหัวเรา
ตัวเธอก็ลาออกจากมหาลัย มาเข้า เพื่อเข้าร่วม Thiel Fellowship
สิ่งที่ตายจริงๆ คือการไม่กล้าลอง ตอนที่คุณยังไม่มีอะไรต้องเสีย
มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่ที่เรียน แต่มันคือที่รวมคนฉลาด ที่ยังอยากผูกมิตร เพื่อนมหาลัยของเธอ กลายเป็นพนักงานคนแรก ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะความเชื่อ
---
#สรุปแบบลงดาบ
สิ่งที่เรื่องของ Lucy Guo สอนเรา
ไม่ใช่ให้ลาออก ไม่ใช่ให้เสี่ยงแบบไม่คิด
แต่มันตั้งคำถามกับเรา ให้เราถามตัวเองแบบไม่โกหก
เรากลัวจริงๆ หรือเราแค่เชื่อความกลัวของตัวเอง มากเกินไป
[3] บทเรียนสุดท้ายที่ Lucy ฝากไว้
[1] Optimize for learning - เรียนรู้ให้เร็วกว่าเงินเดือนของคุณ
เลือกเส้นทางที่ทำให้คุณเรียนรู้ได้เร็วที่สุด
ไม่ใช่เส้นทางที่ได้เงินเร็วที่สุด ถ้าวันนี้คุณไม่ได้ฉลาดขึ้นกว่าปีก่อน
แปลว่าคุณกำลังช้าลงโดยไม่รู้ตัว
[2] Help others unselfishly - จงช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
ช่วยเพราะเห็นว่าเขาควรได้โอกาส ไม่ใช่เพราะหวังอะไรกลับมา
[3] Ask boldly - กล้าขอ แม้จะกลัวคำว่าไม่
คนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะไม่เก่ง แต่แพ้เพราะไม่กล้าถาม
คำว่า “no” มันเจ็บแค่อีโก้ แต่ “yes” แค่ครั้งเดียว อาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตทั้งเส้น
.
ทุกวัน Lucy คือมหาเศรษฐี แต่ชีวิตเธอแทบไม่เปลี่ยน
ตื่น 5:30 น. ทุกวัน ไปทำงานที่ออฟฟิศ
ยังตื่นเต้นกับของลดราคา ดีลถูก โปรโมชั่น
เธอบอกว่า นี่คือเกมของคนเอเชีย
Lucy บอกว่าเธอไม่ได้เก่ง เธอแค่ไม่รอให้พร้อม
และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้เส้นทางของเธอ
พาไปถึงคำว่า “มหาเศรษฐี”
คุณหละกำลังรออะไรอยู่

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

10/02/2026

คุณไม่ได้หาเงินได้น้อย
คุณแค่ยัง “สั่งงานสมอง” ผิดวิธี

หลายคนพยายามหาเงิน
ด้วยการพยายามมากขึ้น
ทำมากขึ้น
เหนื่อยมากขึ้น
กดดันตัวเองมากขึ้น

(ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า…
คนที่สำเร็จด้วยวิธีนี้ก็มีจริงครับ)

แต่สำหรับคนจำนวนมาก
ผลลัพธ์กลับเป็นแบบนี้
ทำเยอะ แต่เงิน ได้น้อยกว่าที่คิด

เหนื่อยมาก แต่รายได้
ไม่สัมพันธ์กับพลังที่ลงไป

ไม่ใช่เพราะคุณไม่เก่ง
แต่เพราะ…
สมองของคุณยังไม่ได้ถูกฝึกให้
“รับเงินในระดับนั้น”

สมองของเรา
ไม่ได้แยกว่าอะไรคือ “เรื่องจริง”
หรืออะไรคือ “เรื่องที่คิดขึ้นมา”

สมองมีคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งคือ
สิ่งที่คุณ
คิดซ้ำ
รู้สึกซ้ำ
อยู่กับมันซ้ำ

สมองจะเริ่มเชื่อว่าสิ่งนั้นคือ
“ความจริงของชีวิตคุณ”

ถ้าคุณคุ้นชินกับ
ความกังวลเรื่องเงิน
ความกลัวเงินไม่พอ
หรือความรู้สึกว่า
“ชีวิตต้องดิ้นรน หาเงินยาก เหนื่อยตลอด”

สมองจะมองโลกผ่านเลนส์นั้น
และตัดสินใจทุกอย่างจากจุดนั้น

และสุดท้าย
มันก็จะสั่นสะเทือน
ความขาดแคลนแบบเดิม
กลับมาให้คุณอีกเรื่อย ๆ

สำหรับนิว
บทความนี้จะเหมาะมาก
กับคนที่เริ่มฝึก “สภาวะพลังงาน” มาบ้างแล้ว
เริ่มรู้จักการสร้างความรู้สึกดี
ในระดับหนึ่งแล้ว

เพราะคุณจะ
เข้าถึงการฝึกสมองขั้นต่อไป
ได้ง่ายกว่าคนที่ยังไม่เคยฝึกเลย

สิ่งนี้ไม่ใช่การ
“ขอจักรวาล”
แต่คือการ
เปลี่ยนโหมดการทำงานของสมองและจิตใต้สำนึก

มีผู้เชี่ยวชาญด้าน Performance & Neuroscience
คุณ John Assaraf
อธิบายไว้ชัดมากว่า
เมื่อเราทำ Mental Rehearsal
หรือการ “ซ้อมในใจ” ซ้ำ ๆ

สมองจะเริ่มเปิดโหมดใหม่
โหมดที่
มองเห็นโอกาส
คิดเป็นระบบ
และตัดสินใจ

ในแบบของ
“คนที่มีรายได้ระดับนั้นแล้ว”

ไม่ใช่เพราะจักรวาลลอยเงินมาให้
แต่เพราะ
คุณเริ่มคิดแบบคนที่
“พร้อมรับเงิน”

อีกประเด็นหนึ่งที่นิวชอบมากคือ
ทำไมต้องกำหนด “ตัวเลข” ให้ชัด

หลายคนบอกว่า
“อยากมีเงินเยอะขึ้น”

สมองจะถามกลับทันทีว่า
“เยอะแค่ไหน?”

แต่ถ้าเป้าคุณชัดว่า
100,000 ต่อเดือน
หรือ 300,000 ต่อเดือน

สมองจะเริ่มทำงานเองโดยอัตโนมัติ
จัดลำดับชีวิตใหม่
ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
และโฟกัสในสิ่งที่พาไปถึงเป้านั้น

แต่ถ้าเป้าเลือนลาง
สมองจะไม่รู้ว่า
ควรพาคุณไปทางไหน

ประโยคเดียว
ที่ใช้ฝึกสมองได้จริง
และนิวแนะนำเสมอคือ

“ฉันรู้สึกมีความสุขและขอบคุณ
ที่ตอนนี้ฉันมีรายได้ ___ ต่อเดือนแล้ว”

อ่านตอนเช้า
ก่อนนอน
วันละ 5–10 ครั้ง

พร้อมหลับตา
เห็นเงินจริง
เข้าบัญชี

ไม่ใช่การท่องให้จักรวาลฟัง
เพราะการท่องแบบไม่รู้สึก
ไม่ช่วยอะไรเลย

แต่นี่คือการ
รีโปรแกรมสมอง
ให้ “คุ้น” กับรายได้นั้น

ภาพ + อารมณ์
คือคำสั่งตรงถึงสมอง

ถ้าคุณแค่คิด
สมองจะรับข้อมูลได้แค่บางส่วน

แต่ถ้าคุณ
เห็นภาพ
รู้สึกถึงอารมณ์
และรู้สึกว่า
มันกำลังเกิดขึ้นจริง

สมองและจิตใต้สำนึกจะเริ่มเข้าใจว่า
“อ๋อ… นี่คือชีวิตของเรา”

และมันจะค่อย ๆ
ช่วยคุณคิดแทน
จัดสรร
และพาคุณไปในทิศทางนั้น

(คีย์สำคัญคือ
อารมณ์ + ความรู้สึกว่าได้มันจริง
นิวถึงย้ำเรื่องนี้เสมอ)

เฟสสอง
สำหรับคนที่เริ่มรู้สึกว่า
รายได้เริ่มขยับจริงแล้ว

สุดท้าย
จะเหลือแค่ “คำถามเดียว”

เพราะถ้าคุณถามตัวเองว่า
“จะรวยยังไง?”

สมองจะรู้สึกว่า
ใหญ่เกิน
ไกลเกิน
กดดันเกิน

แล้วเราจะกลับไปโหมด
ไล่ล่าเงิน
ดิ้นรน
และดึงดราม่าเดิม ๆ กลับมาอีก

แต่เมื่อสมองถูกฝึก
ให้คุ้นกับรายได้นั้นแล้ว

คำถามจะเปลี่ยนไปเป็น

“วันนี้
ฉันจะขยับเข้าใกล้รายได้นี้
ได้อีกกี่เปอร์เซ็นต์?”

อาจเป็น
1%
3%

หรือแค่
ไม่ถอยหลัง
แล้วลงมือทำ
เพียง 1–2 อย่างก็พอ

สรุปแบบนิว | Money Healing

คุณไม่ต้องพยายามมากขึ้น
แต่คุณต้อง
ฝึกสมอง
ให้พร้อมรับเงินระดับใหม่

เมื่อข้างในเปลี่ยน
ข้างนอก
จะค่อย ๆ เรียงตัวเอง

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้
แปลว่า
รายได้ระดับใหม่
อาจกำลัง “เรียกคุณอยู่” แล้วครับ

ขอบคุณที่อ่านจนจบ
ขอหัวใจให้นิวคนละดวง
เป็นกำลังใจให้ผมหน่อยนะครับ ❤️

นิว

10/02/2026

เมื่อคำว่า 'เหนื่อย' คือเชื้อเพลิง และคำว่า 'รวย' คือผลข้างเคียง : สรุปเนื้อหาโคตรดีจากคลิป 7 ชั่วโมงครึ่ง (If you want 2026 to be the best year of your life) ฉบับ Alex Hormozi เจ้าของปรัชญาแห่งการทำงานหนักจนยมบาลต้องร้องขอชีวิต
มีวงจรอุบาทว์ที่เรียกว่า "ปณิธานปีใหม่" ที่ไฟแรงแค่มกราฯ พอเข้ากุมภาฯ ก็มอดลงเหลือแค่ขี้เถ้า แล้วคุณก็นั่งมองปฏิทินเปลี่ยนผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่าด้วยความรู้สึกเดจาวู พร้อมประโยคปลอบใจตัวเองสุดคลาสสิกว่า "ไม่เป็นไร... เดี๋ยวปีหน้าเอาใหม่" (อีกแล้ว)
ถ้าคุณกดเข้ามาอ่านบทความนี้เพราะหวังว่าจะเจอสูตรลับประเภท "แค่จินตนาการ เงินล้านก็งอก" หรือ "นอนหายใจเฉยๆ เดี๋ยวจักรวาลจัดสรรให้"
แอดแนะนำให้ข้ามบทความนี้แล้วไปนอนต่อครับ เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะได้รับจาก Alex Hormozi ไม่ใช่คำกล่อมเกลาให้หลับฝันดี แต่เป็นการ "ตบหน้าเรียกสติ" ให้ตื่นจากฝันกลางวันต่างหาก
นี่คือบทสรุปวิชาชีวิตฉบับ "ของจริง" ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ปูทางด้วยเศษแก้ว เหงื่อ และความเจ็บปวด เป็นคัมภีร์ที่คัดมาเน้นๆ เพื่อให้คุณเลิกโทษฟ้าโทษฝน แล้วลุกขึ้นมารับผิดชอบชีวิตตัวเองแบบ 100%
ถ้าคุณพร้อมที่จะเลิกเป็นคนเก่งแต่ปาก แล้วอยากเปลี่ยนปี 2026 ให้เป็นปีที่คุณภูมิใจจนอยากกราบตัวเองหน้ากระจก... ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความจริงครับ เรามาเริ่มกันเลย
==========================
1. คาถาปลดล็อกชีวิต "มันคือความผิดของฉันเอง"
เราจะย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ชีวิตของอเล็กซ์ ฮอร์โมซี (Alex Hormozi) ยังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือเอาจริงๆ คือโรยด้วยเศษแก้วเสียมากกว่า
นี่คือบทเรียนราคาแพง (ที่ยาวถึง 7 ชั่วโมงครึ่ง) ที่เขากลั่นออกมาจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด เพื่อให้คุณไม่ต้องไปงมเข็มในมหาสมุทรแห่งความล้มเหลวด้วยตัวเอง
ลองจินตนาการภาพชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องนอนก่ายหน้าผากทุกคืน คิดวนเวียนว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่ตื่นขึ้นมาก็คงจะดีเหมือนกัน นั่นแหละคืออเล็กซ์เมื่อ 13 ปีก่อน สมัยที่เขายังต้องดิ้นรนจ่ายค่าเช่าห้องและมีความฝันอันยิ่งใหญ่เพียงแค่อยากมีรายได้เดือนละ 10,000 เหรียญ
ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดชนิดที่จำฝังใจ ซึ่งเขาไม่อยากให้ใครต้องเจอแบบนั้น แต่ก็นั่นแหละครับ ความเจ็บปวดมันมีรสชาติเฉพาะตัว และถ้าคุณกำลังลิ้มรสมันอยู่ อเล็กซ์บอกว่า "ผมเข้าใจคุณ"
แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งดราม่าเคล้าน้ำตา เพราะหนทางเดียวที่จะปีนขึ้นมาจากหลุมดำแห่งความจนนั้นไม่ใช่การนั่งรอโชคชะตา หรือรอให้ใครมาเห็นใจ ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดไม่ใช่การลงมือทำธุรกิจ แต่เป็นการเปลี่ยนชุดความคิดในหัวสมองของคุณเอง
มันเริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทรงพลังที่สุดในโลก นั่นคือ "มันคือความผิดฉัน" (My Fault)
ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ไม่ใช่ความผิดของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ที่ไม่ได้รวยล้นฟ้า หรือแฟนเก่าที่ทิ้งคุณไป การยอมรับว่า "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตฉัน คือความผิดของฉัน" มันฟังดูเจ็บปวด แต่มันคือจุดกำเนิดของอำนาจที่แท้จริง
เพราะวินาทีที่คุณชี้นิ้วโทษคนอื่น คุณกำลังยก "รีโมทคอนโทรล" ควบคุมชีวิตคุณไปให้พวกเขาถือไว้ ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่รวยเพราะเศรษฐกิจแย่ แปลว่าคุณกำลังบอกว่าคุณจะรวยได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นแปลว่าคุณทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งรอ
อเล็กซ์เล่าถึงตอนที่เขาอายุ 19 และต้องเขียนเรียงความเรื่องโรคซึมเศร้า เขาเคยเป็นเด็กขี้โมโหที่โทษแม่สารพัดเรื่อง แต่พอต้องมานั่งเขียนวิเคราะห์ชีวิตแม่ในมุมมองของบุคคลที่สาม เขากลับพบว่าภายใต้ความดุร้ายหรือสิ่งที่เขาไม่ชอบ แม่ของเขาคือผู้อพยพที่ต้องสู้ชีวิตอย่างหนักหน่วงในยุคที่คนต่างชาติถูกเหยียดหยาม
การเปลี่ยนมุมมองครั้งนั้นทำให้เขาตระหนักได้ว่า การถือโทษโกรธเคืองมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะกัดกินใจเราเอง เหมือนที่คุณถือถ่านไฟร้อนๆ ไว้ในมือเพื่อจะปาใส่คนอื่น แต่คนแรกที่มือนั้นไหม้คือตัวคุณเอง
ดังนั้น บทเรียนแรกคือ การกอบกู้ "อำนาจ" กลับมาสู่ตัวเองด้วยการรับผิดชอบแบบสุดโต่ง ไม่ว่าอดีตจะบัดซบแค่ไหน ไม่ว่าใครจะทำร้ายคุณมา แต่ "ปัจจุบัน" คือความรับผิดชอบของคุณ ถ้าชีวิตตอนนี้มันห่วย ก็เป็นเพราะการกระทำ (หรือการไม่กระทำ) ของคุณในอดีต
และถ้าอยากให้พรุ่งนี้ดีขึ้น ก็ต้องเริ่มที่การกระทำของคุณในวันนี้ เลิกเล่นบทเหยื่อ เพราะเหยื่อไม่มีวันรวย คุณเลือกได้ว่าจะ "เป็นฝ่ายถูก" ที่ชีวิตแย่เพราะคนอื่น หรือจะยอม "เป็นฝ่ายผิด" เพื่อที่จะได้รวยและกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
2. ศิลปะการกินเศษแก้วและรสชาติของความเจ็บปวด
เมื่อคุณยึดอำนาจคืนมาได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการลงมือทำ แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะสวยหรูเหมือนในหนังที่พระเอกลุกขึ้นมาวิ่งจ๊อกกิ้งแล้วชีวิตเปลี่ยนเลย ในโลกความจริง สำหรับคนที่ต้นทุนต่ำและไม่มีแต้มต่อ สิ่งเดียวที่คุณมีคือ "เวลา" และ "แรงกาย" อเล็กซ์เปรียบเทียบชีวิตช่วงนี้ว่าเหมือนการ "กินเศษแก้ว"
ฟังดูสยองใช่ไหมครับ แต่มันคือการเปรียบเทียบที่เห็นภาพที่สุด ช่วงแรกของการสร้างตัว คุณต้องยอมกลืนกินความลำบาก ความเจ็บปวด และความอัปยศอดสู คุณต้องยอมทำงานหนักชนิดที่คนทั่วไปมองว่าบ้า
อเล็กซ์เล่าว่าตอนเริ่มทำธุรกิจยิม เขาทำทุกอย่างตั้งแต่เป็นภารโรง ล้างห้องน้ำ ทำบัญชี เป็นเซลล์ขายของ เป็นเทรนเนอร์สอนออกกำลังกาย ซ่อมอุปกรณ์ เขาทำทั้งหมดนี้เพราะเขาไม่มีเงินจ้างใคร และที่สำคัญคือ "เขาไม่รู้อะไรเลย"
ความเจ็บปวดในขั้นตอนนี้ไม่ได้มาจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจาก "สายตาคนรอบข้าง" ด้วย ลองนึกภาพอดีตหนุ่มนักเรียนนอก โปรไฟล์หรู จบจากมหาลัยดัง เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาใส่สูทผูกไท แต่วันหนึ่งต้องมาใส่ชุดออกกำลังกาย คอยเช็ดเหงื่อและฟังลูกค้าถามด้วยน้ำเสียงดูถูกว่า "น้องจบปริญญามาเหรอ?"
หรือต้องคอยเช็ดรอยเมจิกที่ลูกลูกค้าเขียนเลอะเทอะบนกำแพง ในขณะที่ต้องปั้นหน้ายิ้มเพื่อปิดการขายให้ได้ เพราะถ้าขายไม่ได้ ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า
นี่แหละคือรสชาติของเศษแก้วที่คุณต้องเคี้ยวและกลืนลงไป อเล็กซ์บอกว่าเขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ความหลงใหล" (Passion) สวยหรูอย่างที่หนังสือพัฒนาตนเองชอบบอก แต่เขาขับเคลื่อนด้วย "ความโกรธ" และ "ความกลัว" กลัวว่าจะต้องกลับไปบ้านเกิดในฐานะไอ้ขี้แพ้ โกรธที่ใครต่อใครสบประมาท เขาใช้พลังงานลบเหล่านั้นเป็นเชื้อเพลิงในการถีบตัวเองไปข้างหน้า
ปรัชญาของเขาในช่วงนั้นคือ "ยอมเจ็บปวดวันนี้ เพื่อสบายในวันหน้า" คนจนส่วนใหญ่มักทำตรงกันข้าม คือ ยอมสบายวันนี้ (กินหรู เที่ยวผับ ดูซีรีส์) แล้วไปลำบากวันหน้า แล้วก็มานั่งงงว่าทำไมชีวิตไม่ไปไหน
แต่คนที่จะเปลี่ยนชีวิตต้องกล้าที่จะ "ดึงความเจ็บปวดในอนาคตมาใช้ในวันนี้" ยอมทำงานหนักเหมือนทาส ยอมไม่มีเพื่อน ยอมไม่มีสังคม เพื่อแลกกับการซื้ออิสรภาพในอนาคต มันคือการเดิมพันที่ต้องแลกด้วยเหงื่อและน้ำตา แต่ถ้าคุณไม่ยอมแลก คุณก็จะไม่มีวันได้มันมา จำไว้ว่าถ้าชีวิตคือเกมชักเย่อ มือของคุณจะต้องถลอกปอกเปิกจนเลือดซิบ แต่ถ้าคุณยอมปล่อยเชือก คุณก็แพ้ และการแพ้ในเกมชีวิตจริง มันเจ็บปวดยิ่งกว่ามือถลอกหลายเท่า
3. เปลี่ยน "เวลา" ให้เป็น "แต้มประสบการณ์"
หลังจากที่คุณปรับทัศนคติและเตรียมใจยอมรับความเจ็บปวดได้แล้ว คำถามต่อมาคือ "แล้วจะทำยังไงต่อ?" คำตอบของอเล็กซ์นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง "ใช้สิ่งที่คุณมี"
ถ้าคุณจน คุณไม่มีเงิน คุณไม่มีคอนเนกชั่น แต่คุณมี "เวลา" และคุณมี "ความสามารถในการเรียนรู้" อเล็กซ์เล่าว่าในช่วงเริ่มต้น เขาใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ (หลังจากหักค่ากินอยู่แบบประหยัดสุดๆ) ไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขาย การตลาด หรือการบริหารจัดการ เขาไม่ได้มองว่าการจ่ายเงินซื้อคอร์สหรือเข้าสัมมนาคือการ "เสียเงิน" แต่มันคือการซื้อ "ทางลัด"
อเล็กซ์เปรียบชีวิตเหมือนวิดีโอเกม เวลาที่คุณลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วล้มเหลว อย่าเพิ่งคิดว่าคุณกลับไปที่ศูนย์ ไม่ใช่เลย คุณแค่เสียทรัพยากรไปบ้าง แต่สิ่งที่คุณได้รับกลับมาคือ "แต้มประสบการณ์" (Experience Points)
ยิ่งคุณสะสมความล้มเหลวมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีแต้มประสบการณ์มากเท่านั้น และเมื่อแต้มถึงจุดหนึ่ง "ติ๊ง!" คุณก็จะเลเวลอัพ กลายเป็นคนเก่งขึ้น มีทักษะมากขึ้น และพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้
เคล็ดลับสำคัญคือ อย่าเพิ่งรีบมองหา "เงิน" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในช่วงแรก แต่ให้มองหา "ทักษะ" (Skill) แทน คนรวยที่สุดที่เขารู้จักไม่ได้โฟกัสที่ตัวเงิน แต่โฟกัสว่า "ฉันจะเก่งขึ้นได้ยังไง?" เพราะเมื่อคุณเก่งจริง เงินจะวิ่งเข้าหาคุณเอง
อเล็กซ์เล่าถึงตอนที่เขารับจ็อบเป็นที่ปรึกษาโภชนาการครั้งแรก ได้เงินมา 200 เหรียญ เขาตื่นเต้นมาก ไม่ใช่เพราะจำนวนเงิน แต่เพราะมันเป็นหลักฐานว่า "ทักษะของฉันมีค่าและขายได้"
ในช่วงเวลานี้ คุณอาจจะต้องยอมทิ้งเพื่อนเก่าที่ไม่ช่วยส่งเสริมเป้าหมาย อเล็กซ์มีประโยคเด็ดว่า "ถ้าเพื่อนคนนี้ไม่อยู่ในชีวิต โอกาสที่ฉันจะถึงเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง?" ถ้าคำตอบคือเพิ่มขึ้น ก็ถึงเวลาต้องโบกมือลา (หรืออย่างน้อยก็ห่างๆ กันสักพัก) การเดินคนเดียวอาจจะเหงา แต่มันทำให้คุณเดินได้เร็วขึ้น และในช่วงสร้างตัว ความเร็วและสมาธิคือสิ่งสำคัญที่สุด
สรุปง่ายๆ ในตอนนี้คือ จงเปลี่ยนเวลาว่างให้เป็นเวลาสร้างทักษะ เปลี่ยนความเหงาให้เป็นความโฟกัส และเปลี่ยนทุกความล้มเหลวให้เป็นบทเรียน อย่ากลัวที่จะเริ่มจากศูนย์ เพราะทุกคนที่อยู่บนยอดเขา ก็เคยตะเกียกตะกายอยู่ที่ตีนเขากันทั้งนั้น หน้าที่ของคุณคือ ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป ทีละก้าว ทีละก้าว จนกว่าจะถึงวันที่คุณเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่า "เฮ้ย ฉันมาไกลขนาดนี้แล้วเหรอวะ"
4. เปลี่ยน "แรงกาย" ให้เป็น "แต้มต่อ"
ถ้าคุณอายุยังน้อย (หรือเพิ่งเริ่มต้นใหม่ในวัยไหนก็ได้) ข่าวร้ายคือคุณ "ไม่มีอะไรเลย" คุณไม่มีเงิน ไม่มีทักษะ ไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ข่าวดีคือ คุณมีสิ่งหนึ่งที่คนแก่กว่าคุณอิจฉา นั่นคือ "พลังงานเหลือล้น" และ "เวลา"
อเล็กซ์แนะนำสูตรลับที่อาจจะฟังดูโหดร้ายสำหรับคนรักความสบาย นั่นคือ "ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ วันละ 12 ชั่วโมง" สำหรับช่วงอายุ 16-28 ปี อย่าเพิ่งตกใจครับ เขาไม่ได้บอกให้ทำแบบนี้ตลอดไป แต่ในช่วงเริ่มต้นที่คุณไม่มีแต้มต่อ คุณต้องใช้ "ปริมาณ" เข้าสู้
โลกนี้ไม่ได้จ่ายเงินให้คุณตาม "คุณค่าในตัวเอง" (Self-worth) แบบที่ไลฟ์โค้ชบอก แต่โลกจ่ายเงินตาม "ประโยชน์ที่คุณทำได้" (Utility) และตอนที่คุณยังเด็ก ประโยชน์เดียวที่คุณมีคือแรงงาน
กฎข้อแรกของอเล็กซ์คือ "ใช้สิ่งที่คุณมี" (Use what you have) หลายคนไม่กล้าเริ่มทำธุรกิจเพราะบอกว่าไม่มีทุน ไม่มีความรู้ แต่จริงๆ แล้วมันคือข้ออ้าง ธุรกิจคือความสามารถในการจัดการทรัพยากร (Resourcefulness) ไม่ใช่การมีทรัพยากร (Resources) ถ้าคุณมีแค่แรง ก็จงใช้แรงแลกประสบการณ์
และถ้าตอนนี้คุณมีเงินเก็บต่ำกว่า $100,000 และอยากจะตั้งตัวได้ อเล็กซ์แนะนำให้เข้าสู่ "โหมดจำศีลทางการเงิน" แบบสุดโต่ง
เช่น เลิกกินข้าวนอกบ้าน = ทำกินเอง หรือกินอะไรก็ได้ที่ถูกที่สุดเพื่อให้มีชีวิตรอด, เลิกซื้อเสื้อผ้าใหม่: เสื้อผ้ามือสองหรือของเดิมที่มีก็ใส่ไปก่อน, เลิกเที่ยว = ไปงานสังคมเฉพาะที่ "ฟรี" และเป็นงานที่เพื่อนสนับสนุนเป้าหมายคุณเท่านั้น ถ้าเพื่อนชวนไปเมาแล้วบอกว่า "ไม่ไปเลิกคบ" ก็ปล่อยมันเลิกคบไป เพราะนั่นไม่ใช่เพื่อน นั่นคือศัตรูที่แฝงตัวมาขัดขวางความสำเร็จคุณ
เป้าหมายของการประหยัดไม่ใช่เพื่อความรวย (คุณไม่มีทางรวยจากการประหยัดกาแฟแก้วละ 50 บาทหรอก) แต่เพื่อให้คุณมี "สายป่าน" ยาวพอที่จะ "ซื้อเวลา" ให้ตัวเองได้เรียนรู้และลองผิดลองถูกในช่วง 36 เดือนแรก การมีเงินเก็บสำรองจะทำให้คุณกล้าเสี่ยง กล้าลงทุนกับความรู้ และไม่ต้องหน้ามืดตามัวรับงานห่วยๆ เพียงเพื่อหาค่าเช่าห้องเดือนชนเดือน
5. ทฤษฎี "กินกล้วยทั้งเปลือก" และการสะสมความล้มเหลว
เมื่อคุณเริ่มลงสนามจริง สิ่งที่คุณจะเจอแน่นอนคือ "ความห่วย" ของตัวเอง อเล็กซ์เล่าเรื่องตลกตอนเขาขายของครั้งแรก เขาคุยกับลูกค้าจบ ลูกค้าบอก "เดี๋ยวกลับไปเอาบัตรเครดิตที่บ้านนะ" อเล็กซ์เดินไปบอกเจ้านายอย่างภาคภูมิใจว่า "ผมปิดการขายได้แล้วครับ!" เจ้านายกับเพื่อนร่วมงานขำก๊ากจนแทบหยุดหายใจ เพราะในโลกความจริง ถ้าลูกค้าเดินออกจากร้าน แปลว่าเขาไม่กลับมาแล้ว
อเล็กซ์เปรียบเทียบว่า ความผิดพลาดแบบนี้เหมือนเด็กที่ไม่เคยเห็นกล้วย แล้วกัดกินทั้งเปลือก มันไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้นโง่ แต่เขาแค่ "ไร้เดียงสา" (Inexperienced) หน้าที่ของคุณคือ รีบๆ กัดกล้วยทั้งเปลือก รีบๆ ทำผิด รีบๆ หน้าแตก ให้เร็วที่สุด เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า "อ๋อ ต้องปอกเปลือกก่อนนะ"
สูตรสำเร็จของการเก่งเร็วคือ Volume x Feedback Loop
Volume (ปริมาณ): ทำเยอะๆ เข้าไว้ ถ้าคนอื่นโทรหาลูกค้าวันละ 100 สาย คุณโทร 300 สาย
Feedback (การตอบรับ): ทำเสร็จแล้วอย่าเพิ่งทำต่อทันที ให้หยุดดูว่า "เมื่อกี้ทำอะไรพลาดไป?" แล้วแก้ตรงนั้นนิดนึง ก่อนจะทำครั้งต่อไป
อย่ามัวแต่ไปนั่งเรียนทฤษฎีการปอกกล้วย 10 ชั่วโมง สู้หยิบกล้วยมากัดเลย 10 วินาที คุณจะเรียนรู้ได้ไวกว่าเยอะ อเล็กซ์บอกว่า "ความฉลาดคืออัตราความเร็วในการเรียนรู้" และวิธีเดียวที่จะเรียนรู้เร็วคือการล้มเหลวให้ถี่ที่สุดในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด
อีกคาถาที่สำคัญคือ "จงอดทนกับผลลัพธ์ แต่ใจร้อนกับการกระทำ" (Patient with outputs, impatient with inputs)
ถ้าคุณถามตัวเองว่า "ทำไมยังไม่รวยสักที?" นี่คือคุณกำลังใจร้อนกับผลลัพธ์ (ซึ่งคุณควบคุมไม่ได้) ให้เปลี่ยนไปถามว่า "วันนี้ฉันทำดีพอหรือยัง?" แล้วเอาความหงุดหงิดนั้นไปลงมือทำให้มากขึ้น
"การลงมือทำช่วยเยียวยาความวิตกกังวลได้เสมอ" (Action alleviates anxiety) ถ้าคุณเครียด แปลว่าคุณยังมีเวลาว่างมากพอที่จะนั่งเครียด จงเอาเวลานั้นไปทำงานซะ
6. ตัด "เนื้อร้าย" และสร้างร่างทอง
นอกจากการทำงานหนัก สิ่งที่ฉุดรั้งคนหนุ่มสาวได้มากที่สุดคือ "สังคม" และ "อีโก้" อเล็กซ์พูดตรงๆ ว่า ถ้าเพื่อนในกลุ่มของคุณไม่ได้ทำให้โอกาสในการบรรลุเป้าหมายของคุณเพิ่มขึ้น... ตัดทิ้งซะ หรืออย่างน้อยก็ลดระดับความสำคัญลง
ฟังดูโหดร้ายใช่ไหมครับ? แต่ลองคิดดูว่า ถ้าคุณกำลังปีนเขา แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งคอยดึงเชือกคุณไว้ หรือคอยตะโกนบอกว่า "ลงมาเถอะ ข้างบนมันหนาวนะ" คุณจะยังอยากแบกเขาขึ้นไปไหม?
ช่วงวัยสร้างตัวคือช่วงที่คุณต้องยอมรับความเหงา (Solitude) คุณจะแปลกแยกจากเพื่อนเก่า เพราะคุณเริ่มคุยภาษา "อนาคต" ในขณะที่พวกเขาคุยแต่เรื่อง "อดีต" หรือ "ความสนุกชั่วคราว" แต่อย่ากลัว เพราะเมื่อคุณเก่งขึ้น คุณจะดึงดูดเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เก่งและมีความฝันเหมือนกันเข้ามาเอง
อีกเรื่องที่สำคัญคือ "สุขภาพ" อเล็กซ์บอกว่าปัญหาของผู้ชายร้อยละ 90 แก้ได้ด้วยการ "หุ่นดี" และ "มีตังค์" ถ้าคุณหุ่นดี คุณจะมีความมั่นใจ บุคลิกดีขึ้น มีพลังงานทำงานมากขึ้น และได้รับการยอมรับง่ายขึ้น มันคือความจริงที่โหดร้ายของโลกที่ตัดสินกันที่ภายนอก (ในด่านแรก)
ดังนั้น การตื่นเช้า ไปออกกำลังกาย กินอาหารดีๆ และ "เข้านอนให้ตรงเวลา" คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การเข้านอน 3 ทุ่มช่วยป้องกันปัญหาชีวิตได้สารพัด (เพราะเรื่องแย่ๆ มักเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนในผับบาร์)
สุดท้าย อย่าเพิ่งรีบมี "อีโก้" อย่าเพิ่งรีบโชว์รวยด้วยการเช่ารถหรูหรือซื้อของแบรนด์เนมมาอวดใคร ถ้าคุณยังไม่รวยจริง การทำแบบนั้นจะดึงดูดแต่คนจนที่ชอบเปลือกนอก แต่จะไล่คนรวยตัวจริงให้หนีไป เพราะเขามองออกว่าคุณ "กลวง"
จงยอมเป็นคนโง่ที่ถ่อมตัว ยอมขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ ยอมทำงานหนักจนไม่มีเวลาไปอวดใคร แล้ววันหนึ่ง "ความสำเร็จของคุณจะส่งเสียงดังจนคุณไม่ต้องพูดอะไรเลย"
7. ปีศาจไม่มีจริง มีแต่สกิลที่คุณยังกากอยู่
เคยไหมครับที่นั่งดราม่ากับตัวเองว่า "ฉันมันมีปม" "ฉันมีปีศาจในใจที่คอยขัดขวางความสำเร็จ" หรือ "ฉันมีแผลใจจากอดีต" อเล็กซ์บอกว่า ขอให้หยุดดราม่าแล้วฟังความจริงที่เจ็บจี๊ดตรงนี้ครับ คุณไม่ได้มี "ปีศาจ" (Demons) อะไรหรอก คุณแค่ขาด "ทักษะ" (Skills) เท่านั้นเอง
เวลาคุณบอกว่า "ฉันเป็นคนรักษาความสัมพันธ์ไม่ได้ เพราะฉันมีปมเรื่องพ่อแม่แยกทาง" จริงๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความอดทนหรือการสื่อสาร คุณทำมันได้ไม่ดี เพราะคุณ "ทำไม่เป็น" ต่างหาก
มันคือการขาดทักษะในการจัดการอารมณ์ ไม่ใช่คำสาปจากบรรพบุรุษ การแปะป้ายว่าตัวเองมีปม มันคือข้ออ้างชั้นดีที่จะทำให้คุณไม่ต้องรับผิดชอบและไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย เพราะถ้ามันเป็น "ปีศาจ" คุณก็แค่ทำหน้าเศร้าแล้วบอกว่า "ช่วยไม่ได้" แต่ถ้ามันเป็น "ทักษะที่ขาด" หน้าที่ของคุณคือต้องไปฝึกไงครับ
แล้วไอ้เรื่อง "ความมั่นใจ" (Confidence) นี่ก็เหมือนกัน คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าต้อง "รู้สึกมั่นใจ" ก่อน ถึงจะลงมือทำได้ เลยมัวแต่ไปยืนตะโกนหน้ากระจก "ฉันทำได้! ฉันเก่ง!"
อเล็กซ์บอกว่านั่นมันคือ "ภาพลวงตา" (Delusion) ครับ ความมั่นใจที่แท้จริงไม่ได้มาจากคำพูดสวยหรู แต่มันมาจาก "หลักฐาน" (Evidence)
คุณจะมั่นใจได้ยังไงว่าจะชู้ตบาสลงห่วงถ้าคุณไม่เคยซ้อม? ความมั่นใจคือคณิตศาสตร์ง่ายๆ ว่า "ฉันทำสิ่งนี้มาแล้ว 1,000 ครั้ง ดังนั้นครั้งที่ 1,001 ฉันก็น่าจะทำได้" จบ ไม่ต้องใช้เวทมนตร์
ดังนั้นเลิกพยายาม "สร้างความมั่นใจ" แต่ให้ไป "สร้างหลักฐาน" แทน ถ้าคุณอยากมั่นใจเรื่องการขาย ก็ไปโทรหาลูกค้าให้ครบ 1,000 คนสิ แล้วความมั่นใจจะตามมาเองแบบไม่ต้องร้องขอ จำไว้ว่า "Fake it till you make it" (แกล้งทำจนกว่าจะทำได้) มันล้าสมัยแล้ว ของจริงคือ "Walk it before you talk it" (ทำให้เห็นก่อนค่อยปากดี) ต่างหากครับ
8. ฮีโร่ที่ไม่มีปีศาจ คือนิทานที่น่าเบื่อที่สุด
ถ้าชีวิตตอนนี้ของคุณมันบัดซบมาก เจอแต่อุปสรรค ปัญหาถาโถมเข้ามาไม่หยุด แทนที่จะนั่งตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา ให้คุณลองเปลี่ยนแว่นที่ใส่ดูครับ มองว่านี่คือ "ฉากเปิดตัวของฮีโร่" ในหนังฟอร์มยักษ์
ลองนึกสภาพหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่พระเอกเกิดมารวย สบาย ไม่เคยลำบาก แล้วตอนจบนั่งจิบไวน์บนตึกระฟ้า... ใครจะไปอยากดูครับ? หนังจะสนุกได้ มันต้องมีตัวร้ายที่โคตรโหด มีอุปสรรคที่ดูยังไงก็ไม่มีทางชนะ แล้วพระเอกก็กัดฟันสู้จนพลิกกลับมาชนะได้ นั่นแหละคือ "ตำนาน"
ความลำบากที่คุณเจอตอนนี้ คือวัตถุดิบชั้นดีที่จะทำให้เรื่องเล่าของคุณตอนอายุ 85 มัน "โคตรเท่" อเล็กซ์บอกว่า ไม่มีคนแก่คนไหนนอนเสียใจบนเตียงมรณะเพราะมีเรื่องราวโลดโผนเยอะเกินไปหรอก เขามีแต่เสียใจที่ "ไม่กล้า" ทำอะไรต่างหาก ดังนั้น ยิ่งปัญหาใหญ่ แปลว่าเรื่องราวของคุณยิ่งแพง จงขอบคุณความซวยซะ เพราะมันกำลังปั้นให้คุณเป็นตำนาน
และข่าวดีสำหรับคนที่กลัวการเริ่มต้น อเล็กซ์มีความลับจักรวาลมาบอก นั่นคือ "กฎ 20 ชั่วโมง" คนส่วนใหญ่คิดว่าต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเก่งอะไรสักอย่าง แต่ความจริงคือ คุณใช้เวลาแค่ "20 ชั่วโมงแห่งการโฟกัสจริงๆ" ก็สามารถเก่งในระดับ "พอใช้ได้" (Decent) ในเกือบทุกทักษะแล้วครับ
ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อวิดีโอ การเขียนโค้ด หรือการขาย ปัญหาไม่ใช่ว่ามันยาก แต่ปัญหาคือคุณรอมา 3 ปีแล้ว ยังไม่ได้เริ่มชั่วโมงที่ 1 เลยต่างหาก เลิกกลัว เลิกพล่าม แล้วเริ่มจับเวลา 20 ชั่วโมงแรกซะที
9. จดหมายถึงตัวเองในวัยหนุ่ม (เลิกโง่เรื่องเงินได้แล้ว)
ถ้าอเล็กซ์ย้อนเวลากลับไปตบกะโหลกตัวเองตอนหนุ่มๆ ได้ เขาจะมีเรื่องอยากสอนอยู่ 2-3 เรื่องที่สำคัญมาก เรื่องแรกคือ "อย่าเพิ่งหิวเงิน" ในช่วงวัย 20
ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมครับ? แต่ประเด็นคือ ถ้าคุณอายุยังน้อย ให้เลือกงานที่ได้ "เรียนรู้" (Learn) มากกว่างานที่ได้ "เงิน" (Earn) เสมอ
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาขอสมัครงานตัดต่อวิดีโอกับทีมของอเล็กซ์ แล้วเรียกเงินเดือนสูงลิ่วเพราะบอกว่าที่อื่นให้เท่านี้ อเล็กซ์บอกว่า "นายกำลังพลาดอย่างแรง" การได้ทำงานในทีมระดับโลก ได้เห็นกระบวนการทำงานของมืออาชีพ มันมีค่ามากกว่าเศษเงินส่วนต่างนั้นมหาศาล
เพราะทักษะที่คุณได้จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต และมันจะทำเงินให้คุณคืนกลับมาเป็นร้อยเท่าในอนาคต การรีบคว้าเงินก้อนเล็กตอนนี้ คือการตัดโอกาสรวยก้อนใหญ่ในวันหน้าครับ
เรื่องที่สองคือ "หนี้ความโง่" (Ignorance Debt) เราทุกคนเป็นหนี้จักรวาลอยู่ครับ หนี้ก้อนนี้คือ "สิ่งที่เรายังไม่รู้" และเราต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็น "โอกาสที่เสียไป" ทุกวัน สมมติว่าตอนนี้คุณหาเงินได้ปีละ 50,000 เหรียญ แต่ถ้าคุณรู้วิธีหาเงินล้าน คุณก็คงทำไปแล้ว แสดงว่า "ความไม่รู้" ของคุณ กำลังทำให้คุณเสียเงินไปปีละ 950,000 เหรียญ! นั่นคือราคาที่คุณต้องจ่ายให้กับความโง่ของตัวเอง ดังนั้นการเอาเงินไปลงคอร์สเรียน หรือซื้อความรู้ ไม่ใช่รายจ่าย แต่มันคือการ "ปลดหนี้" เพื่อหยุดดอกเบี้ยมหาโหดนี้ต่างหาก
และเรื่องสุดท้ายที่อเล็กซ์อยากบอกตัวเองคือ "เลิกบ้า Sales & Marketing แล้วหันมาสนใจ Product & Brand ได้แล้ว"
สมัยหนุ่มๆ เขาบ้าพลังมาก คิดว่าถ้าขายเก่ง การตลาดเจ๋ง ก็รวยแล้ว ซึ่งมันก็ได้ผลจริง แต่มันเหนื่อยและไม่ยั่งยืน เขาเพิ่งมาตรัสรู้ทีหลังว่า ถ้า "สินค้า" (Product) ของคุณดีจริง ดีจนคนต้องบอกต่อ และถ้า "แบรนด์" (Brand) ของคุณแข็งแกร่งจนคนเชื่อใจ คุณแทบไม่ต้องพยายามขายเลยด้วยซ้ำ
เหมือนหนังสือของเขาที่ปกดูเห่ยๆ ชื่อดูงงๆ แต่เนื้อหาข้างในดีจนคนบอกต่อกันปากต่อปาก ขายดีถล่มทลายนี่คือพลังของ "ของจริง" ที่การตลาดเทพๆ ก็สู้ไม่ได้ครับ
10. ฤดูกาลแห่งการเซย์โน (The Season of No)
คุณเคยรู้สึกไหมว่าตัวเองยุ่งตลอดเวลาแต่ชีวิตไม่ไปไหนสักที? อเล็กซ์บอกว่า เลิกหลอกตัวเองเถอะครับ คุณไม่ได้ยุ่ง คุณแค่ "วอกแวก"
ปัญหาของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่การไม่มีเวลา แต่คือการไม่กล้าปฏิเสธสิ่งไร้สาระที่เข้ามากินเวลาต่างหาก ถ้าคุณอยากเปลี่ยนชีวิตจริงๆ คุณต้องเข้าสู่โหมดที่เรียกว่า "ฤดูกาลแห่งการเซย์โน" (The Season of No) ครับ
ลองจินตนาการว่าเวลาของคุณคือเค้กหนึ่งก้อน ทุกครั้งที่คุณตอบตกลงไปกินกาแฟกับเพื่อนเก่าที่เอาแต่บ่นเรื่องเจ้านาย หรือตอบตกลงไปงานแต่งงานของคนที่ไม่สนิท คุณกำลังเฉือนเนื้อเค้กชิ้นสำคัญของคุณให้พวกเขาไปฟรีๆ
อเล็กซ์บอกว่าในช่วงสร้างตัว เขาปฏิเสธทุกอย่างที่ไม่ได้นำพาเขาไปสู่เป้าหมาย เขาไม่ไปงานวันเกิด ไม่ไปปาร์ตี้ ไม่ดูหนัง ไม่สังสรรค์ ฟังดูเหมือนคนบ้าและใจแคบใช่ไหมครับ? ใช่ครับ เขาเป็นคนบ้า แต่ผลลัพธ์คือเขาสามารถอัดงาน 10 ปีให้เหลือปีเดียวได้ เพราะเขามีเวลาโฟกัสแบบ 100%
คนเก่งๆ หลายคนตกม้าตายตรงนี้ครับ พอเริ่มประสบความสำเร็จนิดหน่อย ก็เริ่มมีคนมาชวนไปทำนั่นทำนี่ "เฮ้ย โปรเจกต์นี้น่าสนนะ" "เฮ้ย มาหุ้นกันไหม" อเล็กซ์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "ผู้หญิงชุดแดงใน The Matrix" มันคือสิ่งยั่วยวนที่ดูดี ดูน่าสนใจ แต่จริงๆ แล้วมันคือกับดักที่ถูกส่งมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากภารกิจหลัก
จำไว้ว่า "ถ้ามันไม่ใช่ Hell Yes (ใช่เลยโว้ย!) มันคือ No (ไม่เอา)" ครับ การพูดว่า "ไม่" คือทักษะขั้นสูงของคนสำเร็จ เพราะทุกครั้งที่คุณพูดว่าไม่กับสิ่งรอง คุณกำลังพูดว่า "ใช่" กับสิ่งหลักที่เป็นเป้าหมายชีวิตคุณจริงๆ
ดังนั้น เลิกเป็นคนดีที่เกรงใจชาวบ้าน แล้วหันมาเป็นคนเห็นแก่ตัวที่รักอนาคตตัวเองได้แล้ว ถ้าเพื่อนเลิกคบเพราะคุณไม่ไปกินเหล้า ก็ปล่อยเขาไปครับ เพราะเพื่อนที่แท้จริงจะเข้าใจว่าคุณกำลังสร้างอนาคต ไม่ใช่มานั่งงอนเรื่องไร้สาระแบบนี้
11. ความน่าเบื่อคือยาขมที่รักษาความจน
ต่อเนื่องจากเรื่องการตัดสิ่งรบกวน อเล็กซ์พาเราดำดิ่งสู่ความจริงที่น่าเบื่อที่สุดของความสำเร็จ นั่นคือ "ความซ้ำซาก" ครับ
ในโลกโซเชียลมีเดีย เราเห็นแต่ภาพไฮไลท์ ชีวิตหรูหรา รถสปอร์ต และการทำงานที่ดูตื่นเต้น แต่เบื้องหลังฉากเหล่านั้น มันคือการทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ วันละเป็นพันครั้งจนน่าอาเจียน
อเล็กซ์เล่าว่า นักธุรกิจมือใหม่ชอบมองหา "กลยุทธ์ลับ" หรือ "ท่าไม้ตาย" ใหม่ๆ ตลอดเวลา พอทำอันนี้ไปได้สักพัก เริ่มเบื่อ ก็เปลี่ยนไปทำอันใหม่ เพราะเสพติดความตื่นเต้นของการเริ่มต้น (Shiny Object Syndrome)
แต่หารู้ไม่ว่า เงินล้านมันซ่อนอยู่ในความน่าเบื่อที่คุณพยายามหนีนั่นแหละครับ การโทรหาลูกค้าคนที่ 500 การเขียนอีเมลฉบับที่ 1,000 การอัดคลิปวิดีโอคลิปที่ 200 ทั้งที่ยอดวิวยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สิ่งเหล่านี้แหละคือ "เวทมนตร์" ที่แท้จริง
ลองนึกภาพนักกีฬาโอลิมปิกครับ คุณเห็นเขาตอนรับเหรียญทองแค่ไม่กี่นาที แต่คุณไม่เห็นตอนเขาซ้อมท่าเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลา 4 ปี ในโรงยิมเหม็นอับที่ไม่มีคนเชียร์
ธุรกิจก็เหมือนกันครับ ใครที่ทนความน่าเบื่อได้นานกว่า คนนั้นชนะ ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้มันจืดชืด น่าเบื่อ ตื่นมาทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณมาถูกทางแล้ว เพราะ "ความน่าเบื่อคือสัญญาณของความก้าวหน้า" ส่วนความตื่นเต้นหวือหวา มักเป็นสัญญาณของความหายนะทางการเงิน (เช่น การพนัน หรือการลงทุนแชร์ลูกโซ่)
จงหลงรักความน่าเบื่อ กอดคอมันไว้ แล้วบอกตัวเองว่า "นี่แหละคืองานของเศรษฐี" เลิกมองหาความตื่นเต้นในเนื้องาน แต่ให้ไปตื่นเต้นกับผลลัพธ์ในบัญชีธนาคารแทนจะดีกว่าครับ
12. เดิมพันที่แพงที่สุดในชีวิต (คู่ชีวิต)
มาถึงเรื่องที่พีคที่สุดและอาจจะสะเทือนใจใครหลายคน นั่นคือเรื่อง "แฟน" ครับ อเล็กซ์ฟันธงเลยว่า การตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ ไม่ใช่การเลือกว่าจะขายอะไร หรือจะทำการตลาดที่ไหน แต่คือ "คุณเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิต"
ทำไมถึงสำคัญขนาดนั้น? เพราะคู่ชีวิตคือคนที่มีอิทธิพลต่อจิตใจและพลังงานของคุณมากที่สุด ถ้าคุณได้แฟนที่ดี (แบบคุณเลลา ภรรยาของอเล็กซ์) เขาจะเป็นเหมือน "เชื้อเพลิงจรวด" ที่ช่วยผลักดันให้คุณบินสูงขึ้น คอยซัพพอร์ตในวันที่คุณท้อ และเข้าใจในวันที่คุณต้องทำงานหนัก
แต่ถ้าคุณเลือกผิด... ชีวิตคุณก็เหมือนขับรถเฟอร์รารี่แต่ลืมปลดเบรกมือครับ ไปไหนก็ไม่สุด เครื่องร้อน แถมพังเร็วกว่ากำหนด
อเล็กซ์แนะนำวิธีเช็กง่ายๆ ว่าแฟนของคุณเป็น "สินทรัพย์" (Asset) หรือ "หนี้สิน" (Liability) โดยดูว่า "เขาทำให้เป้าหมายของคุณง่ายขึ้นหรือยากขึ้น?" ถ้าแฟนของคุณคอยบั่นทอนกำลังใจ เรียกร้องเวลาในตอนที่คุณต้องทำงานสร้างตัว หรือไม่เข้าใจความฝันของคุณ
อเล็กซ์พูดแรงๆ ว่า "คุณมีสองทางเลือก: เปลี่ยนแฟน หรือ เปลี่ยนแฟน" (ฟังดูงงใช่ไหมครับ คือถ้าเปลี่ยนทัศนคติเขาไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนคนใหม่ครับ)
อย่าเอาความสวยหล่อหรือความสนุกชั่วคราวมาแลกกับอนาคตทั้งชีวิต การมีคู่ชีวิตที่มีเป้าหมายเดียวกัน (Shared Mission) มีค่ายิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่ 1
เพราะในวันที่โลกทั้งใบหันหลังให้คุณ คนๆนี้แหละที่จะยืนอยู่ข้างๆ แล้วบอกว่า "เราจะผ่านมันไปด้วยกัน" ถ้าหาคนแบบนี้ไม่ได้ การอยู่คนเดียวและโฟกัสที่งาน ก็ยังดีกว่าการมีคนข้างกายที่คอยฉุดขาคุณลงเหวครับ เลือกให้ดี เพราะเดิมพันครั้งนี้คือ "อนาคตของคุณ" ล้วนๆ
13. สัญญาทาส 10 ปี (The 10-Year Contract)
ถ้าคุณอยากรวยในระดับที่เปลี่ยนชีวิต อเล็กซ์มีข่าวร้ายมาบอกครับ... "คุณต้องเลิกหวังผลภายใน 1 ปี" คนส่วนใหญ่มักจะประเมินสิ่งที่ตัวเองทำได้ใน 1 ปีไว้สูงเกินไป (Overestimate) แต่กลับประเมินสิ่งที่ทำได้ใน 10 ปีไว้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (Underestimate)
ปัญหาคือ พอครบ 1 ปีแล้วไม่รวยอย่างที่คิด ก็ถอดใจเลิกทำ ทั้งที่จริงๆ แล้วความมั่งคั่งมันทำงานแบบ "กราฟฮอคกี้" (Exponential) คือนิ่งสนิทในช่วงแรก แล้วพุ่งทยานจนหยุดไม่อยู่ในช่วงหลัง
อเล็กซ์แนะนำให้คุณเซ็น "สัญญาใจ" กับตัวเองครับ ว่า "ฉันยอมเหนื่อยฟรี 10 ปี เพื่อแลกกับการเติมศูนย์ต่อท้ายเงินในบัญชี" ถ้าคุณคิดว่าต้องใช้เวลา 10 ปี ความใจร้อนของคุณจะหายไปทันที
คุณจะเลิกมองหาทางลัดโง่ๆ ประเภท "ลงทุน 1,000 บาท ได้คืน 100,000 ในเดือนหน้า" (ซึ่งมีแต่แชร์ลูกโซ่เท่านั้นที่ให้คุณได้) แต่คุณจะเริ่มมองหา "ทักษะ" ที่จะทำให้คุณเก่งขึ้นวันละนิด เพื่อให้ปีที่ 10 คุณกลายเป็นปีศาจในวงการ
และสำหรับคนที่ชอบบ่นว่า "ไม่มีเงินลงทุน" อเล็กซ์บอกว่า ในช่วงเริ่มต้น การทำงานหนักคือการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะ "การทำงานสร้างเงิน 2 ทาง"
ทางตรง: คุณได้เงินค่าจ้าง
ทางอ้อม: ยิ่งคุณทำงานเยอะ คุณก็ยิ่งมีเวลาใช้เงินน้อยลง! (อันนี้เรื่องจริงที่ตลกร้ายมาก) ช่วงที่อเล็กซ์ถังแตก เขาทำงานหนักจนไม่มีเวลาไปเดินห้าง ไม่มีเวลาไปสังสรรค์ เงินเลยเหลือเก็บแบบงงๆ
14. สมการเศรษฐี (Rich Buy Time, Poor Buy Stuff)
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนรวยถึงรวยเอาๆ ส่วนคนจนก็จนดักดาน? อเล็กซ์สรุปสมการพฤติกรรมออกมาได้ 4 แบบที่โคตรจะเห็นภาพ
คนรวย: ใช้เงิน ซื้อ "เวลา" (จ้างคนอื่นทำเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัด เพื่อเอาเวลาไปทำเรื่องที่ได้เงินเยอะกว่า)
คนจน: ใช้เวลา ซื้อ "ของ" (เอาเวลาทั้งชีวิตไปแลกเงิน เพื่อมาซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม รถหรู ไว้อวดคนอื่น)
คนทะเยอทะยาน: ใช้เวลา ซื้อ "ทักษะ" (

ที่อยู่

Chon Buri

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Property Pattayaผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์