Khun Pitch property ขาย-เช่า บ้าน คอนโด ย่านรัชดา ห้วยขวาง พระราม9

Khun Pitch property ขาย-เช่า บ้าน คอนโด ย่านรัชดา ห้วยขวาง  พระราม9 รับฝากเช่า ขาย บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ ที่ดิน กรุงเทพฯ ปริมณฑล

ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือเริ่มลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้ก่อนตัดสินใจ คือ ลักษณะของอสัง...
06/05/2026

ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือเริ่มลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้ก่อนตัดสินใจ คือ ลักษณะของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะแบ่งเป็นประเภทหลัก ๆ คือ แนวดิ่ง และแนวราบ

โดยก่อนหน้านี้อสังหาริมทรัพย์แนวดิ่ง อย่างคอนโดมิเนียมได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเทรนด์ที่เปลี่ยนไป และอีกหลาย ๆ ปัจจัย ทำให้อสังหาริมทรัพย์แนวราบ หรือบ้านแนวราบ แซงหน้าและกำลังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและนักลงทุน มารู้จักบ้านแนวราบให้มากขึ้น พร้อมเหตุผลว่าทำไมบ้านแนวราบถึงน่าซื้อ

__________________________________________

บ้านแนวราบคืออะไร

บ้านแนวราบ คือ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีการก่อสร้างตั้งอยู่บนที่ดินที่ได้รับการจัดสรร และมีเจ้าบ้านหรือผู้มีถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียวในที่ดินนั้น ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และทาวน์โฮม ซึ่งหากเจาะลึกในรายละเอียด จะมีความแตกต่างกัน ดังนี้

1. บ้านเดี่ยว
บ้านเดี่ยว เป็นบ้านแนวราบยอดนิยม ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ บนเนื้อที่กว้างขวาง มีรั้วรอบขอบชิด มีความเป็นส่วนตัว ขนาดของตัวบ้านมีความใหญ่เล็กแตกต่างกันไปตามขนาดที่ดินและพื้นที่ใช้สอย ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บ้านเดี่ยวจะต้องสร้างอยู่บนที่ดินขนาดตั้งแต่ 50 ตารางวาขึ้นไป โดยที่ดินจะต้องมีหน้ากว้างติดถนนไม่ต่ำกว่า 10 เมตร และลึก 20 เมตร

2. บ้านแฝด
บ้านแฝด เป็นบ้านสองหลังลักษณะคล้ายกัน มีผนังด้านใดด้านหนึ่งติดกัน มีลักษณะคล้ายกับบ้านเดี่ยวแต่เนื้อที่น้อยกว่า ตามกฎหมายนั้นกำหนดไว้ว่าจะต้องสร้างอยู่บนที่ดินขนาดตั้งแต่ 35 ตารางวาขึ้นไป โดยบ้านแฝดจะต้องมีความกว้างของที่ดินไม่ต่ำกว่า 16 เมตร แบ่งเป็นข้างละ 8 เมตร

3. ทาวน์เฮ้าส์
ทาวน์เฮ้าส์ มีลักษณะเป็นบ้านแถวหรือตึกแถวที่มีดีไซน์เหมือนกัน เรียงติดกัน มักมีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น มีพื้นที่จอดรถและสวนหย่อมหน้าบ้าน ตามกฎหมายทาวน์เฮ้าส์จะต้องสร้างอยู่บนขนาดที่ดินไม่เกิน 16 ตารางวา และมีขนาดความกว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร ลึก 16 เมตร

4. ทาวน์โฮม
ทาวน์โฮม มีความคล้ายทาวน์เฮ้าส์ แต่เป็นทาวน์เฮ้าส์ที่มีการอัปเกรดให้มีดีไซน์ทันสมัย เพิ่มพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น มีการวางแปลนบ้านคล้ายกับบ้านเดี่ยว ส่วนมากจะมี 2-4 ชั้น
มักอยู่ในโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ พื้นที่ส่วนกลางให้ใช้ร่วมกัน แม้จะใช้ชื่อเรียกต่างกับทาวน์เฮ้าส์ แต่ในทางกฎหมายแล้ว ทาวน์โฮมเป็นบ้านแนวราบที่จัดอยู่ในหมวดเดียวกับทาวน์เฮ้าส์

__________________________________________

บ้านแนวราบ ทำไมถึงน่าซื้อ น่าลงทุนในปี 2568

ปัจจุบันบ้านแนวราบได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย คือ การทำงาน Work From Home รวมถึงการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป ต้องการบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้น สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดรับการใช้งาน เป็นสัดส่วนและเป็นส่วนตัว รวมทั้งมีความปลอดภัย

บ้านแนวราบนั้นตอบโจทย์ทุกข้อ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้บ้านแนวราบ อย่างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และทาวน์โฮมน่าซื้อในปี 2568 ดังนี้

1. ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
หากเปรียบเทียบระหว่างการซื้อบ้านแนวราบและคอนโด กรรมสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมายมีความแตกต่างกัน โดยถ้าเป็นบ้านแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ หรือทาวน์โฮม จะมีโฉนดที่ดินที่ระบุความเป็นเจ้าของพื้นที่รวมทั้งสิ่งก่อสร้างบนที่ผืนนั้น แต่การซื้อคอนโดนั้นจะแตกต่างกันเพราะเราจะไม่ได้โฉนดเหมือนกับของบ้านแนวราบ แต่เราจะได้เป็นหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือ อ.ช.2

2. ตั้งอยู่ทำเลน่าจับตา
ปัจจุบันความต้องการที่อยู่อาศัยขยับออกสู่ทำเลชานเมืองหรือปริมณฑล เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของสังคมเมือง ประกอบกับได้อานิสงส์จากการกระจายโครงข่ายคมนาคมที่ครอบคลุม
โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายใหม่ ที่นอกจากจะเอื้อต่อการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วแล้ว และนำมาซึ่งความเจริญต่าง ๆ ระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งงาน แหล่งรวมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และอื่น ๆ ทำให้บ้านแนวราบทำเลชานเมือง กลายเป็นทำเลทองที่น่าจับตา

3. ตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้มากกว่า
เหตุผลที่หลายคนเลือกซื้อบ้านแนวราบ เพราะต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้าางขวางและเป็นส่วนตัว เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องใช้เวลาอยู่บ้านกันมากขึ้น ซึ่งบ้านแนวราบออกแบบให้ตอบสนองต่อการมีพื้นที่ใช้งานได้มากกว่า
อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการมีพื้นที่ใช้สอย หลายชั้นเพิ่มเข้ามา ทำให้แบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่แต่ละส่วนได้ง่ายและเป็นสัดส่วนกว่า รวมทั้งมีความส่วนตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับคอนโด

4. ราคายังเอื้อมถึง น่าลงทุน
ระดับราคาที่อยู่อาศัยราคายังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก อีกทั้งประกอบการเร่งระบายสต็อก ทำโปรโมชันราคาเพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ
แต่อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นตามระดับราคาที่ดิน รวมไปถึงราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับทำเลและการแข่งขันของผู้ประกอบการ ดังนั้นหากต้องการซื้อบ้านไม่ว่าจะอยู่เองหรือลงทุนในอนาคต ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสที่เหมาะอย่างยิ่ง
จะเห็นได้ว่าบ้านแนวราบมาแบ่งได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ หรือทาวน์โฮม ล้วนได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อ จากหลาย ๆ เหตุผล โดยเฉพาะตอบโจทย์การอยู่อาศัยในราคาที่ไม่แพง และหากคิดจะลงทุนอสังหาฯ แนวราบในอนาคต ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น จากแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

การเพิ่มชื่อเจ้าของบ้านโดยเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านสามารถทำได้ ทั้งกรณีซื้อบ้านขณะที่ยังโสดหรือซื้อบ้า...
05/05/2026

การเพิ่มชื่อเจ้าของบ้านโดยเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านสามารถทำได้ ทั้งกรณีซื้อบ้านขณะที่ยังโสดหรือซื้อบ้านหลังจดทะเบียนสมรสไปแล้ว

การเพิ่มชื่อเจ้าของบ้านหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านอาจเกิดขึ้นได้ด้วยหลาย ๆ เหตุผล แต่เหตุผลที่มักพบบ่อย ๆ ก็คือต้องการเพิ่มชื่อคู่สมรส อาจเป็นเพราะในช่วงที่ซื้อบ้านตอนนั้นยังโสด หรือ กู้ซื้อบ้านแบบกู้เดี่ยว เนื่องจากรายได้คนเดียวก็เพียงพอในการกู้ซื้อบ้านแล้ว

จึงไม่จำเป็นต้องกู้ร่วมกับคู่สมรสอีก แต่หากภายหลังเปลี่ยนใจอยากจะให้คู่สมรสมีชื่อกรรมสิทธิ์ในบ้านร่วมกัน หรือต้องการเปลี่ยนจากการกู้คนเดียวมาเป็นการกู้ร่วมกับคู่สมรสกับธนาคารเดิมหรือรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น

ทำให้ต้องเพิ่มเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหลักประกันอีกหนึ่งคน ซึ่งการเพิ่มชื่อกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรนั้น รวบรวมมาฝากดังนี้

__________________________________________

ซื้อบ้านตอนยังโสด

หากตอนที่เราซื้อบ้านไม่ว่าจะเป็นการซื้อด้วยเงินสด หรือกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร ขณะนั้นยังเป็นโสด ถือว่าบ้านหลังนี้เป็นสินส่วนตัว คือได้ทรัพย์สินมาก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกัน หากภายหลังได้มีการจดทะเบียนสมรสกันแล้วต้องการเพิ่มชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ได้แก่

– ค่าใช้จ่ายในการให้ 0.5% ของราคาประเมิน

– ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เนื่องจากการเพิ่มชื่อถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้เปรียบเสมือนเป็นผู้ขาย จึงต้องนำเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ให้คู่สมรส

เช่น บ้านมูลค่า 4 ล้านบาทแบ่งกันคนละครึ่ง 2 ล้านบาท ก็จะต้องนำ 2 ล้านบาทไปคำนวณภาษี โดยกรมที่ดินจะใช้ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์ในการคำนวณมูลค่าหลักทรัพย์
ซึ่งจะนำไปหักค่าใช้จ่ายตามจำนวนปีที่ถือครอง หลังจากนั้นหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง แล้วนำไปคำนวณภาษีตามฐานภาษี

– อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่า โดยมีการถือครองกรรมสิทธิ์มา 5 ปี หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านมา 1 ปีแล้วแต่หากถือครองกรรมสิทธิ์น้อยกว่า 5 ปี และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านน้อยกว่า 1 ปี ก็จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าแทนอากรแสตมป์

__________________________________________

ซื้อบ้านหลังจดทะเบียนสมรส

สำหรับในกรณีที่เป็นการเพิ่มชื่อคู่สมรส โดยมีการจดทะเบียนสมรสกันก่อนที่จะกู้ซื้อบ้านหรือได้ทรัพย์สินนี้มาหลังจดทะเบียนสมรส จะถือว่าเป็นสินสมรส การเพิ่มชื่อคู่สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านอีกคน จะเสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ประมาณ 75 บาทเท่านั้น

การเพิ่มชื่อคู่สมรสที่เกิดขึ้นในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนจากการกู้เดี่ยวมาเป็นการกู้ร่วมนั้น อย่าลืมว่าธนาคารจะต้องนำรายได้และภาระหนี้ของคู่สมรสที่กู้ร่วมมาพิจารณาด้วย

หากคู่สมรสมีภาระหนี้สูงเกินไปก็อาจทำให้กู้ร่วมไม่ผ่าน ดังนั้นอาจจำเป็นต้องรอให้ปิดภาระหนี้ลดลงก่อน และไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

หากเราอยากจะซื้อบ้านสักหลังหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง เราควรมีเงินไม่ต่ำกว่า 15% ของมูลค่าบ้านหรือคอนโดที่เราจะซื้อ เพื่อเป็น...
04/05/2026

หากเราอยากจะซื้อบ้านสักหลังหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง เราควรมีเงินไม่ต่ำกว่า 15% ของมูลค่าบ้านหรือคอนโดที่เราจะซื้อ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินดาวน์ และเงินที่ส่วนต่าง ๆ จากกรณีที่ขอสินเชื่อบ้านได้เพียงบางส่วน แต่ถ้าจะให้มั่นใจว่าจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการซื้อขายล่ะก็ควรมีเงินเก็บไว้ประมาณ 20% ของมูลค่าบ้าน หากเริ่มทำงานตอนอายุ 24 ปี ก็จะมีเวลาประมาณ 6 ปี ในการเก็บสะสมเงินเพื่อซื้อบ้าน

ทั้งนี้ การเก็บเงินเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์นั้นก็ให้ผลตอบแทนที่ต่ำเหลือเกิน แต่ถ้าหากนำไปลงทุนก็กลัวว่าจะมีความเสี่ยง ที่ทำให้สุดท้ายแล้วอาจเกิดความเสียหายถึงขั้นที่กระทบกระเทือนต่อเงินต้นได้ แล้วฝันที่จะมีบ้านตอนอายุ 30 ปี ก็ต้องเลื่อนออกไป ถ้าอย่างนั้นจะเก็บเงินไว้ที่ไหนได้บางล่ะ วันนี้มีคำตอบ

__________________________________________

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

คือบัญชีเงินฝากที่เรามีอยู่แล้ว เช่น บัญชีเงินเดือนที่บริษัทโอนเงินค่าจ้างเข้ามาในทุก ๆ เดือน บัญชีเงินฝากประเภทนี้มีจุดเด่นอยู่ที่สภาพคล่องที่สูงมากจะถอนเงินเท่าไร และเมื่อไรก็ได้ทำให้ไม่ว่าฝากเงินหรือนำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินใด ๆ ก็ควรมีเงินเหลือเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์เสมอ เผื่อในกรณีฉุกเฉินจะได้มีแหล่งเงินที่สามารถนำออกมาใช้จ่ายได้ทันที

นอกจากนี้หากเลือกเปิดบัญชีออมทรัพย์กับบางธนาคารยังได้รับสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมจ่ายบิล หรือค่าธรรมเนียมโอนข้ามเขตอีกด้วยทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก อีกทั้งการฝากออมทรัพย์ในลักษณะบัญชีออนไลน์ที่ไม่มีสมุดคู่ฝากก็ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าแบบที่มีสมุดคู่ฝากอีกด้วย

__________________________________________

บัญชีเงินฝากประจำ

เป็นบัญชีเงินฝากที่ประเภทหนึ่งที่เราจะต้องนำเงินไปฝากไว้ภายใต้เงื่อนไขของธนาคารเพื่อให้ได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารตกลงซึ่งสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ เช่น ฝากเงินเป็นก้อนเอาไว้โดยไม่ถอนตลอด 24 เดือน หรือฝากในจำนวนเท่า ๆ กันทุก ๆ เดือนต่อเนื่อง 20 เดือน เป็นต้น ซึ่งเราอาจแบ่งเงินจำนวนหนึ่งมาฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำก็ได้

โดยเราจะต้องมั่นใจว่าเราจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนนี้ในช่วงเวลาที่ยังฝากอยู่เพราะถ้าหากถอนออกมาก่อนกำหนดก็จะไม่ได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงตามที่ตกลงไว้

ดังนั้น บัญชีประเภทนี้จึงมีสภาพคล่องที่ต่ำกว่าบัญชีออมทรัพย์เพราะไม่สามารถถอนได้ทุกเมื่อ แต่หากเรารู้กำหนดเวลาที่แน่นอนว่าจะใช้เงินก้อนนี้เพื่อซื้อบ้านเมื่อไรก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

__________________________________________

ตราสารหนี้

เป็นผลิตภัณฑ์การเงินที่ผู้ที่กำลังเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านสามารถนำเงินไปลงทุนได้โดยตรง โดยตราสารหนี้คือตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ผู้กู้หรือลูกหนี้เป็นฝ่ายออกตราสารหนี้ และผู้ลงทุนจะซื้อตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้

ผู้ลงทุนตราสารหนี้จะได้รับดอกเบี้ยจากผู้ออกตราสารหนี้อย่างสม่ำเสมอ และได้รับเงินต้นคืน ณ สิ้นอายุของตราสารหนี้ซึ่งเป็นการกำหนดเวลาที่แน่นอน หรือจะขายก่อนถึงกำหนดเวลาก็สามารถทำได้ จึงเหมาะสมที่จะลงทุนเพื่อรอนำเงินไปใช้ซื้อบ้าน

สำหรับการซื้อขายนั้นสามารถซื้อ ขาย เปลี่ยนมือได้ในตลาดตราสารหนี้ (Bond Electronic Exchange) ซึ่งดำเนินการภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากจะมีความมั่นคงก็ยังลดความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องได้เช่นกัน

แต่ในการลงทุนตราสารหนี้โดยตรงนี้กำหนดมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำไว้ที่ 1 แสนบาท หากมีเงินไม่มากนักก็ไม่สามารถทยอยลงทุนได้ แต่สามารถลงทุนในตราสารหนี้ทางอ้อมได้ผ่านทางกองทุนรวมตลาดเงิน

__________________________________________

กองทุนรวมตลาดเงิน

หากไม่มีเงินลงทุนทีเดียวครั้งละมาก ๆ แต่ยังต้องการลงทุนในตราสารหนี้ก็สามารถลงทุนทางอ้อมได้ด้วยการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม โดยระดมทุนจากผู้ลงทุนไปลงทุนในเงินฝากของธนาคาร และตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือพันธบัตร

รวมไปถึงหุ้นกู้เอกชน จุดเด่นของกองทุนรวมตลาดเงินคือ เงินขั้นต่ำในการลงทุนนั้นไม่มากเพียง 500-1,000 บาท ก็ซื้อหน่วยลงทุนได้แล้ว นอกจากนี้คือผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับการฝากเงินในบัญชีฝากประจำ แต่มีสภาพคล่องที่สูงมากโดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ และสำหรับการขายหน่วยลงทุนนั้นจะได้รับเงินภายในวันถัดไปนับจากส่งคำสั่งขาย

ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรานำมาเสนอในครั้งนี้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเก็บสะสมเงินและลงทุนในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 ปี ตั้งแต่เริ่มทำงาน เพื่อให้มีเงินเพียงพอที่จะสานฝันของตัวเองด้วยการซื้อบ้านตอนอายุ 30 ปี

อย่างไรก็ตาม การลงทุนแต่ละแบบต่างมีข้อดีข้อเสีย ข้อจำกัด และความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดให้ดีกับสถาบันการเงินก่อนตัดสินใจลงทุน และควรลงทุนในหลาย ๆ รูปแบบแบบกระจายความเสี่ยง

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ปัญหาหลักที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการต่อเติมบ้าน คือเกิดการทรุดตัวของส่วนต่อเติมเมื่อใช้งานไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เกิดความไ...
30/04/2026

ปัญหาหลักที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการต่อเติมบ้าน คือเกิดการทรุดตัวของส่วนต่อเติมเมื่อใช้งานไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่สะดวกสำหรับการใช้งาน และเกิดความกังวลในเรื่องความปลอดภัย

เรื่องการต่อเติมบ้านซึ่งพบมากเป็นอันดับต้นๆ คือการต่อเติมครัว โดยมักจะเป็นการต่อเติมขยายครัวที่อยู่หลังบ้านให้เป็นห้องกว้างขึ้น ทุบกำแพงห้องของตัวบ้านเดิมทิ้ง จากนั้นจึงทำพื้นและหลังคาจนชิดกับกำแพงของตัวบ้าน

__________________________________________

แต่หลังจากใช้งานไปได้ระยะเวลาหนึ่งก็พบว่าเกิดการทรุดตัวของพื้น และมีรอยแตกร้าวของกำแพงแยกจากตัวบ้าน รวมทั้งหลังคาที่ทำใหม่ก็จะรั่วซึม ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติเลยทีเดียว และเราจะสามารถป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นได้หรือไม่

การป้องกันไม่ให้เกิการทรุดตัวและแตกร้าวนั้น โดยทั่วไปแล้วสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากการต่อเติมหรือสร้างโครงสร้างใหม่เพิ่มติดกับโครงสร้างเดิม ย่อมมีการทรุดตัวของโครงสร้างไม่เท่ากันเกิดขึ้น เนื่องจากโครงสร้างกับโครงสร้างใหม่เพิ่มติดกับโครงสร้างเดิม ย่อมมีการทรุดตัวของโครงสร้างไม่เท่ากันเกิดขึ้น เนื่องจากโครงสร้างเดิมที่สร้างมาก่อนอาจหยุดการทรุดตัวแล้ว เทียบกับโครงสร้างใหม่ย่อมมีการทรุดตัว

ดังนั้นการที่โครงสร้างที่ติดอยู่กันเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากันจึงเกิดรอยร้าวหรือรอยแยกขึ้น

__________________________________________

กรณีของการต่อเติมโครงสร้างและเกิดรอยแยกทรุดอย่างมากนั้นมักเกิดจากการก่อสร้างด้วยการทำฐานราก เสาเข็มขึ้นมาใหม่เพียงด้านที่ขยายเพิ่ม และทำการเชื่อมคานใหม่เข้ากับโครงสร้างตัวบ้านเดิมด้วยการเจาะเสียบเหล็กเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อโครงสร้างใหม่ทรุดตัว รอยต่อก็จะถูกดึงแยกออก ซึ่งวิธีการที่ถูกต้องคือต้องทำฐานรากสำหรับโครงสร้างที่ต่อเติมขึ้นมาใหม่

แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะทำงานได้ จากการทรุดตัวไม่เท่ากันของโครงสร้างใหม่และโครงสร้างเก่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นจึ้งต้องใช้การป้องกันเมื่อเกิดการทรุดตัวของกำแพงที่อยู่ติดกัน โดยทำให้รอยต่อของกำแพงมีวัสดุสำหรับการปิดเมื่อทรุดตัว เพื่อป้องกันการซึมเข้าของน้ำฝนภายนอกได้

__________________________________________

หากว่ามีพื้นที่กว้างพอที่จะทำโครงสร้างด้วยเข็มที่ยาวใกล้เคียงกับของโครงสร้างเดิมคงต้องใช้ระบบของเสาเข็มเจาะ และความกว้างอย่างน้อยที่สุดเท่าใดจึงจะสามารถทำเข็มเจาะได้ คือ 3 เมตร แต่ก็อาจจะทำให้งบประมาณบานปลาย

วิธีป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดหรือให้เกิดผลน้อยที่สุด คือควรหาช่างที่เข้าใจกลไกการทรุดตัวของโครงสร้าง ซึ่งถ้าเป็นวิศวกรได้ก็จะเป็นการดียิ่ง เพราะจะได้ทำการประเมินและหาวิธีการทำฐานราก และจะต้องอธิบายให้เจ้าของเข้าใจว่าจะสามารถป้องกันหรือชะลอการทรุดตัวได้อย่างไร และจะยอมให้มีการเชื่อมโครงสร้างใหม่ กับโครงสร้างเดิมหรือไม่

การจะป้องกันการทรุดตัวและแตกร้าวของการต่อเติมโครงสร้างเป็นสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ควบคู่กันไป แล้วแต่พื้นที่ที่จะดำเนินการ ถ้าเป็นการต่อเติมโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ เช่น การต่อเติมที่มีมากกว่า 1 ชั้นแล้ว ควรที่จะให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดและออกแบบ

__________________________________________

งานต่อเติมโครงสร้างจัดเป็นงานที่อาจทำได้ยาก และมีอุปสรรคขณะทำงานเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดหมาย เช่น การต่อเติมมีผลกระทบต่องานระบายน้ำหรืองานระบบประปา และยังมีปัญหาเนื่องจากการทำงานที่ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ให้มาทำงาน เพื่อความปลอดภัยของเจ้าของบ้านเป็นสำคัญ และเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับงานต่อเติมย่อมมีราคาสูงกว่างานก่อสร้างธรรมดา เนื่องจากผู้รับงานต้องเผื่อเรื่องระยะเวลาในการทำงาน เพราะงานอาจทำไม่เสร็จในเวลาที่ประเมินไว้แต่แรก

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก HOME


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ปัญหาในการอยู่คอนโดจริงๆแล้วมีเรื่อง 108 ให้เจอ แต่ละคน แต่ละโครงการก็เจอแตกต่างกันไป และเชื่อเถอะว่าทุกรูปแบบของการอยู่...
30/04/2026

ปัญหาในการอยู่คอนโดจริงๆแล้วมีเรื่อง 108 ให้เจอ แต่ละคน แต่ละโครงการก็เจอแตกต่างกันไป และเชื่อเถอะว่าทุกรูปแบบของการอยู่อาศัยล้วนมีปัญหาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด และคราวนี้จะมาเล่าปัญหาโลกแตกที่คนอยู่ในคอนโด ส่วนใหญ่ได้เจอและหาทางแก้ปัญหาหรือหาทางออกได้ยากมาก นั่นคือ "ปัญหาเพื่อนบ้านห้องข้างๆ สูบบุหรี่"

__________________________________________

ปัญหาเพื่อนบ้านสูบบุหรี่ในคอนโด ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และภายในห้องพักอาศัย กฎระเบียบของอาคารชุดส่วนใหญ่จะห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ในพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ระเบียงห้องพัก ซึ่งสาเหตุหลักๆ คือเป็นการรบกวนการอยู่อาศัยของเพื่อนบ้านคนอื่นๆ รวมทั้งเป็นอันตรายอาจจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากคนสูบบุหรี่บางคนมักจะโยนก้นบุหรี่ที่ยังไม่ดับสนิทลงจากระเบียงห้อง อาจจะทำให้ลมพัดไปติดเชื้อเพลิงและเกิดไฟไหม้ได้

__________________________________________

หลายคนเจอปัญหาเพื่อนบ้านสูบบุหรี่จนไม่สามารถเปิดหน้าต่างห้อง ไม่สามารถใช้พื้นที่ตรงระเบียงห้องได้ จนบางครั้งเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะห้องข้างๆ สูบบุหรี่ตลอด

พอได้ยินปัญหานี้ คำแนะนำเบื้องต้นคือการแจ้งให้นิติบุคคลอาคารชุดดำเนินการ เพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าวให้เพื่อนบ้านคนนั้นทราบถึงความเดือดร้อนจากการกระทำของเขา

__________________________________________

ส่วนใหญ่หลังจากนิติฯ เข้าไปเจรจา ปัญหาไม่จบลง เพราะหลายคนทั้สูบบุหรี่คิดว่าเป็นสิทธิของตนเองที่จะสูบในห้อง ในพื้นที่ระเบียงหลังห้องย่อมสามารถทำได้ แต่ก็นั่นแหละ การใช้สิทธินั้นได้ไปเบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นเช่นกัน แบบนี้แล้วควรเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างก็จะดี

นอกจากนี้มีหลายเคสที่เข้าเจรจาเองซึ่งเป็นวิธีที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุด เพราะอาจจะเกิดการปะทะคารมกันจนให้เกิดเรื่องหมางใจ ทำให้บรรยากาศในการอยู่อาศัยแย่ลงไปอีก ฉะนั้นแล้วควรพึ่งพาการเจรจาของ นิติฯ จะดีกว่า

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก HOME


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย จะได้รับอนุญาตให้ซื้อเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด แม้ภาครัฐจะม...
29/04/2026

ชาวต่างชาติที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย จะได้รับอนุญาตให้ซื้อเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด แม้ภาครัฐจะมีมาตรการดึงกำลังซื้อจากต่างชาติเพื่อหวังกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย แต่ในกรณีเปิดให้ชาวต่างชาติซื้อบ้านในไทย ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ในส่วนของคอนโด มีการเพิ่มสัดส่วนที่ต่างชาติสามารถซื้อคอนโดได้ โดยในอาคารชุดแต่ละแห่งจะมีการกำหนดสัดส่วนการถือครองโดยชาวต่างชาติได้ไม่เกิน 49% ของเนื้อที่คอนโดทั้งหมดในโครงการนั้น ๆ ถ้าหากอาคารชุดแห่งนั้นมีสัดส่วนชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ครบแล้ว ชาวต่างชาติจะไม่สามารถซื้ออาคารชุดดังกล่าวได้อีก

นอกจากนี้ ชาวต่างชาติยังสามารถซื้อเฉพาะตัวอาคารโดยไม่รวมที่ดินได้ เนื่องจากในกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินได้

ถึงแม้ว่าชาวต่างชาติไม่สามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในชื่อของตนเองได้ แต่ยังมีวิธีที่ชาวต่างชาติจะสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้ ดังนี้

__________________________________________

1. ซื้อผ่านทางบริษัทจำกัดของไทย

บริษัทจะต้องเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยและต่างชาติ โดยสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติจะต้องไม่เกิน 49% ของทั้งหมด ซึ่งคนต่างชาติสามารถรักษาอำนาจควบคุมบริษัทผ่านการจ้างผู้บริหารที่เป็นคนต่างชาติ และการให้อำนาจลงคะแนนเสียงของหุ้นส่วนต่างชาติที่มากกว่า หรือผ่านทางอำนาจกฎหมายของทนายความฝ่ายผู้ถือหุ้นคนไทย

ถ้าหากชาวต่างชาติต้องการใช้วิธีการนี้จำเป็นต้องจ้างทนายเพื่อช่วยดำเนินการ

__________________________________________

2. ซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุด

ตามหลักกฎหมายแล้วอาคารชุดเป็นอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียวที่คนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของได้ในชื่อของตนเอง โดยชาวต่างชาติสามารถซื้ออาคารทั้งหลังแต่ไม่รวมไปถึงพื้นที่ที่อาคารตั้งอยู่ได้ด้วย

__________________________________________

3. ซื้อร่วมกับผู้ถือสัญชาติไทยโดยกำเนิด

การแต่งงานกับคนไทยและซื้ออสังหาริมทรัพย์ในชื่อของคู่สมรสอาจเป็นวิธีการที่ไม่ปลอดภัยเนื่องจากกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์จะเป็นของคู่สมรสคนไทย หากเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งขึ้นผู้ซื้อร่วมชาวต่างชาติจะอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบเนื่องจากไม่สามารถยกกฎหมายขึ้นต่อสู้เพื่ออ้างสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติสามารถทำเป็นสัญญาเช่าได้โดยระบุรายละเอียดในเงื่อนไขการเช่า เช่น จำนวนเงินที่ให้เช่าหรือรายละเอียดในกรณีที่ชาวต่างชาติต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ในกรณีที่ชาวต่างชาติสมรสกับคนไทยและมีการหย่าในภายหลัง อสังหาริมทรัพย์นั้นก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสคนไทย อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถปกป้องสิทธิ์ของตนด้วยการทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นระยะเวลา 30 ปี และมีเงื่อนไขการต่อสัญญาเช่า โดยชาวต่างชาติต้องจดทะเบียนสัญญาเช่า ช่วงระยะเวลาเช่าแต่ละรอบสัญญาที่เหมาะสมคือ 3 ปี

__________________________________________

หลังจาก 30 ปีแล้วผู้ซื้อชาวต่างชาติสามารถต่อสัญญาได้ใหม่ แต่สัญญาเช่าจะไม่ได้รับการจดทะเบียน ซึ่งหมายถึงเจ้าของคนไทยสามารถขายอสังหาริมทรัพย์ได้โดยที่ชาวต่างชาติไม่สามารถที่จะโต้แย้ง

ทั้งนี้ การต่อสัญญาเช่าหลังจาก 30 ปี โดยไม่ได้รับการรับรองมีความเสี่ยงที่คู่สัญญาคนไทยจะขายอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างสัญญาเช่าของคนต่างชาติก็ตาม นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการต่ออายุสัญญาเช่ามักจะแพงขึ้นในเวลาต่อมาเมื่อเทียบกับราคาเริ่มต้น

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

“ตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านให้เป็นไปตามสิทธิการลดหย่อนตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี” ทุกๆ สิ้นปีสำหรับผู้ม...
27/04/2026

“ตรวจสอบดอกเบี้ยบ้านให้เป็นไปตามสิทธิการลดหย่อนตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร ก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี”

ทุกๆ สิ้นปีสำหรับผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามที่สรรพากรกำหนด ก่อนการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีควรสำรวจตัวเองค่ะ ว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ดอกเบี้ยบ้านก็เป็นอีกค่าลดหย่อนหนึ่งที่ผู้มีเงินได้สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งหากมีบ้านหลังเดียวก็คงทำความเข้าใจได้ไม่ยากว่า สามารถนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีได้เท่าไร แต่หากมีบ้านหลายๆ หลัง บางคนอาจสับสนว่าจะนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนได้เท่าไร มีคำแนะนำที่เข้าใจได้ง่ายๆ สำหรับคนที่มีบ้านหลายหลังมาฝาก

__________________________________________

บ้านหลายหลังแบบกู้คนเดียว

โดยปกติแล้วดอกเบี้ยบ้านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท หากมีบ้านหลายหลังมาจากการกู้คนเดียว สามารถนำดอกเบี้ยจ่ายของบ้านที่เราเป็นผู้กู้มารวมกันแล้วลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท เช่น มีบ้าน 2 หลัง หลังที่ 1 มีดอกเบี้ยจ่าย 50,000 บาท หลังที่ 2 มีดอกเบี้ยจ่าย 60,000 บาท เท่ากับว่าสามารถนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทค่ะ ถึงแม้ดอกเบี้ยจ่ายจริงจะอยู่ที่ 110,000 บาทก็ตาม

__________________________________________

บ้านหลายหลังแบบกู้ร่วม

หากใครที่มีบ้านหลายหลังและเป็นการกู้ร่วม การนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนให้หารเฉลี่ยเท่าๆ กันตามจำนวนผู้กู้ร่วม แต่ก่อนที่จะนำดอกเบี้ยมาหารเฉลี่ย ดอกเบี้ยจ่ายของการกู้ร่วมของบ้านแต่ละหลังจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท เช่น กู้ร่วม 2 คน ดอกเบี้ยบ้านจากการกู้ร่วมทั้งปีอยู่ที่ 120,000 บาท ตามเกณฑ์ของการลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านสามารถลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท จึงทำให้ดอกเบี้ยบ้านที่แต่ละคนนำมาลดหย่อนได้จะเท่ากับคนละ 50,000 บาทเท่านั้น และหากมีบ้านหลายๆ หลัง เมื่อนำจำนวนดอกเบี้ยบ้านที่หารเฉลี่ยแล้วมารวมกัน ในหนึ่งคนจะลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาทเช่นกัน

ตัวอย่าง เช่น มีบ้าน 3 หลัง กู้ร่วม 2 หลัง กู้เดี่ยว 1 หลัง สมมติว่า
หลังที่ 1 กู้ร่วมหารเฉลี่ยผู้กู้ร่วมได้ดอกเบี้ยบ้านคนละ 40,000 บาท
หลังที่ 2 กู้ร่วมหารเฉลี่ยผู้กู้ร่วมได้ดอกเบี้ยบ้านคนละ 30,000 บาท
หลังที่ 3 กู้เดี่ยวดอกเบี้ยบ้านอยู่ที่ 50,000 บาท
รวมแล้วดอกเบี้ยบาททั้งหมดเท่ากับ 120,000 บาท แต่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านได้ไม่เกิน 100,000 บาทค่ะ แต่หากรวมกันแล้ว 3 หลังดอกเบี้ยตามจริงไม่ถึง 100,000 บาท ก็สามารถลดหย่อนได้ตามจริงเท่านั้น เช่น ดอกเบี้ยบ้าน 3 หลัง รวมกันแล้วอยู่ที่ 80,000 บาท สิทธิลดหย่อนจะใช้ได้ตามจริงก็คือ 80,000 บาท

__________________________________________

อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยบ้านจากการกู้เงินบางประเภทไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ เช่น การกู้เพื่อตกแต่งบ้าน การนำบ้านปลอดภาระมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินกับธนาคาร การกู้เอนกประสงค์โดยกู้เพิ่มจากวงเงินกู้บ้านเดิม ดังนั้นก่อนการนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีควรตรวจสอบสัญญาด้วยค่ะว่าเป็นเงินกู้ประเภทใด เพื่อไม่ให้ใช้สิทธิแบบผิดเงื่อนไขของกรมสรรพากร ติดตามบทความที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นกับครอบครัวเราจนทำให้ทุกคนในบ้านต้องเสียชีวิตหรือที่เรียกกันสั้น...
24/04/2026

ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นกับครอบครัวเราจนทำให้ทุกคนในบ้านต้องเสียชีวิตหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ตายยกครัว” ทั้งนี้เองในปัจจุบันเราจะเห็นข่าวสารต่าง ๆ ในหน้าจอโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงสื่อออนไลน์ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ

ไม่ว่าจะเป็นการปล้นฆ่ายกครัว อัคคีภัย อุบัติเหตุทางถนน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าสลดใจเพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้พรากชีวิตคนในครอบครัวไปทั้งหมด โดยทิ้งสิ่งมีค่าที่เรียกว่า “มรดก” ไว้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร

ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีทรัพย์สินมรดกที่เป็นสิ่งที่มีค่าสามารถสืบทอดไปให้ลูกหลานได้อยู่ในมือไม่ว่าจะมากจะน้อยจะต้องเริ่มคิดคำนึงถึงภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลากับครอบครัวแล้ว วันนี้จะมาไขข้อสงสัยให้กับทุกครอบครัวว่าถ้าหาก “ตายยกครัวมรดกจะตกเป็นของใคร” โดยครอบครัวไหนที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ก็จะต้องมาดูกันที่กฎหมายมรดกตามลำดับทายาทที่จะเข้ามารับมรดกนั้น ๆ ไป

__________________________________________

โดยจากกฎหมายมรดกสามารถสรุปสั้น ๆ ได้ในกรณีที่มีการเสียชีวิตทั้งบ้านหรือตายยกครัวในแง่ของครอบครัวที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ขั้นแรกมรดกจะตกไปเป็นของบิดาและมารดาของทั้งสามีและภรรยา แต่หากบิดา มารดา ของทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตลงไปแล้ว ลำดับถัดมาก็จะเป็นพี่น้องร่วมอุทร หากไม่มีพี่น้องที่คลานตามกันมา มรดกก็จะตกเป็นของพี่น้องร่วมบิดามารดาที่มีสายเลือดเดียวกัน ลำดับต่อมามรดกก็จะตกไปถึง ปู่ ย่า ตา ยาย ลูง ป้า น้า อา เรียงมาตามลำดับ

โดยเครือญาติทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นคนเข้ามาจัดการมรดกเองด้วยการค้นหาเอกสารหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ต่าง ๆ และขอให้ศาลตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แล้วก็ขอหมายศาลเพื่อสืบทรัพย์ของครอบครัวที่ตายยกครัว แล้วก็ทำการโอนทรัพย์สินต่าง ๆ เปลี่ยนชื่อเป็นของตนเอง

__________________________________________

ทั้งนี้ หากครอบครัวที่สูญเสียทุกคนในครอบครัวไปไม่มีญาติพี่น้อง หรือ ทายาทสืบมรดกใด ๆ ทั้งสิ้น ทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน เงินในบัญชีธนาคารจะตกเป็นของแผ่นดิน โดยคำว่า “ตกเป็นของแผ่นดิน” ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ครอบครอง

แต่ทั้งนี้มรดกที่ได้มานั้น ๆ อาจจะเอาไปทำเป็นสาธารณะประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินเปล่า ส่วนในแง่ของที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวก็จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือบ้านพักคนชรา และสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนถ้าเป็นทรัพย์สินที่ไม่สามารถทำประโยชน์ได้ก็จะนำออกมาขายทอดตลาดโดยวิธีการประมูลเพื่อนำเงินมาจัดสร้างสาธารณะประโยชน์อื่น ๆ

__________________________________________

ดังนั้น ครอบครัวไหนที่กำลังกังวลถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อกับครอบครัว รวมไปถึงครอบครัวที่มีลูกหลานหลายคน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการมรดก คือ การทำพินัยกรรม โดยคำนึงถึงลำดับมรดกตกทอดไปสู่เครือญาติเป็นหลัก เพราะเมื่อทำการเปิดพินัยกรรมทายาทสืบมรดกอาจเสียชีวิตหรือมีการสละสิทธิ์รับมรดก พินัยกรรมจึงต้องรัดกุมและมีการกล่าวถึงกรณีที่ไม่มีทายาทสืบมรดกว่าจะให้มรดกถูกนำไปใช้ประโยชน์หรือทำอะไรต่อไป

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

9 ไอเดียในการรีโนเวทห้องน้ำให้ออกมาถูกใจ ใช้งานได้จริงหากการออกแบบห้องน้ำใหม่มาได้อย่างดี จะทำให้ห้องน้ำดูสวยงาม และเหมา...
23/04/2026

9 ไอเดียในการรีโนเวทห้องน้ำให้ออกมาถูกใจ ใช้งานได้จริง

หากการออกแบบห้องน้ำใหม่มาได้อย่างดี จะทำให้ห้องน้ำดูสวยงาม และเหมาะสมกับการใช้งานยิ่งขึ้น และนี่คือ 9 ไอเดียในการรีโนเวทห้องน้ำ ที่จะทำให้ห้องน้ำสวยเหมือนใหม่ น่าใช้งาน

__________________________________________

1. เพิ่มแสงสว่างในห้องน้ำ

บางคนอาจจะชอบให้ห้องน้ำดูสลัวๆ แต่นั่นอาจทำให้รู้สึกอึดอัดขณะใช้งาน หรือเกิดอันตรายได้ ควรให้ห้องน้ำสว่างเพิ่มแสงให้ห้องน้ำ ทั้งการติดหลอดไฟเพิ่ม หรือจะใช้แสงไฟธรรมชาติด้วยการติดตั้งหน้าต่างบานเล็ก ให้มีแสงลอดเข้ามา

__________________________________________

2. จัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน

การออกแบบห้องน้ำที่ดี ควรแบ่งโซนเปียกโซนแห้งให้ชัดเจน ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยแยกการใช้งานออกจากกันชัดเจน เช่น แบ่งโซนอาบน้ำด้วยการกั้นด้วยกระจก เพื่อป้องกันน้ำกระเซ็นออกมาในส่วนที่แห้ง นอกจากนี้การแบ่งพื้นที่โซนเปียก และแห้งยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยจากการลื่นล้มด้วย

__________________________________________

3. ใช้ประตูเลื่อนแทนประตูผลัก

การติดตั้งประตูเลื่อนจะช่วยให้เราประหยัดพื้นที่การใช้งานในห้องน้ำได้ และจะช่วยทำให้ห้องน้ำดูโล่งมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะถ้าติดตั้งประตูบานเลื่อนเป็นกระจกจะยิ่งช่วยเพิ่มความโปร่ง โล่ง ทำให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น ไม่อึดอัด

__________________________________________

4. ติดตั้งอ่างล้างหน้าแบบธรรมดา

การเลือกติดตั้งอ่างล้างหน้าแบบอื่นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมทึบ พร้อมชั้นเก็บของขนาดใหญ่ จะไม่เหมาะกับห้องน้ำที่มีพื้นจำกัด ควรเลือกติดตั้งอ่างล้างหน้าแบบธรรมดา หรืออ่างล้างหน้าแบบเดี่ยว จะช่วยประหยัดพื้นที่ใช้งานในห้องน้ำได้ดีกว่า

__________________________________________

5. ใช้ชั้นว่างแบบเปิดโล่ง

ยิ่งมีเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ใช่แบบทึบมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยทำให้ห้องน้ำดูโปร่ง โล่ง การเลือกใช้ชั้นวางของที่เป็นแบบเปิดโล่งจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตา ไม่อึดอัด ทำให้การรีโนเวทห้องน้ำที่มีขนาดเล็กดูกว้างขึ้น

__________________________________________

6. เปลี่ยนมาเป็นการยืนอาบน้ำ

ห้องน้ำบางบ้านอาจจะมีอ่างอาบน้ำ ชอบแช่น้ำเพื่อความผ่อนคลาย แต่จริงๆ แล้วอ่างอาบน้ำมีข้อเสียอยู่ ก็คือทำให้พื้นที่ในห้องน้ำน้อยลง และยังทำให้ค่าน้ำแพงขึ้นด้วย เพราะใช้น้ำปริมาณมาก ดังนั้นหากเปลี่ยนมาเป็นยืนอาบ จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ แถมช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีกด้วย

__________________________________________

7. ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยกระจก

ห้องน้ำส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก และเป็นห้องสี่เหลี่ยมปิดทึบ ยิ่งพื้นที่น้อยจะยิ่งทำให้รู้สึกคับแคบ และอึดอัดขณะใช้งาน เพราะฉะนั้นการติดตั้งกระจกที่มีขนาดใหญ่ หรือเพิ่มขนาดของกระจกให้ใหญ่ขึ้น จะช่วยทำให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้นได้ และจะช่วยเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับผู้ใช้ด้วย เพราะการสะท้อนของกระจกจะช่วยหลอกตาให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น

__________________________________________

8. ใช้โทนสีอ่อน

สีของห้องน้ำก็มีส่วนช่วยให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น การใช้สีโทนอ่อนเพียงสีเดียว จะช่วยให้ห้องน้ำดูกว้าง ขึ้นโล่ง และดูมีมิติ พยายามเลี่ยงสีทึบ หรือหลากหลายสีสัน แม้จะเป็นสีโทนอ่อนก็ตาม เพราะจะทำให้ห้องน้ำดูทึบ และแคบลง อีกทั้งยังรู้สึกไม่ผ่อนคลายด้วย

__________________________________________

9. ใช้กระเบื้องที่มีความโมเดิร์น

สไตล์โมเดิร์นเป็นสไตล์ที่คนส่วนมากนิยมกันมาก เพราะมีความสวยงาม น่าใช้งาน และยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเจ้าของบ้าน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความผ่อนคลายขณะใช้งานในห้องน้ำอีกด้วย ซึ่งกระเบื้องห้องน้ำเป็นส่วนที่สำคัญของการตกแต่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวัสดุปูพื้นที่มีลวดลายหลากหลาย และเพื่อลดความจำเจ

__________________________________________

ห้องน้ำเป็นห้องที่มีความสำคัญไม่แพ้ห้องอื่นๆ ภายในบ้าน ยิ่งเป็นเรื่องของสุขลักษณะแล้ว ยิ่งควรใส่ใจเป็นพิเศษ ควรมีการวางแผน และเตรียมสำรวจโครงสร้างให้ละเอียด และใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย เหมาะกับทุกคนในบ้าน

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก K-Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

มีปัญหาข้อหนึ่งที่มีผู้อ่านเคยสอบถามกันเข้ามา คือการทำร้านขายของหน้าบ้านมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะม...
22/04/2026

มีปัญหาข้อหนึ่งที่มีผู้อ่านเคยสอบถามกันเข้ามา คือการทำร้านขายของหน้าบ้านมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาพูดคุยในรายละเอียดกัน

___________________________________________

ทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายของชำ ทำได้ไหม

การทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายของชำ หรือสินค้าทั่ว ๆ ไปนั้น ไม่ได้มีกฎหมายควบคุมตัวร้านเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่การจะขายสินค้าแต่ละประเภทก็จะต้องไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนั้น ๆ

โดยส่วนมากสินค้าที่ร้านชำขายกันและมีกฎหมายเฉพาะควบคุม ได้แก่ บุหรี่และสุราที่ต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายที่ขอจากกรมสรรพสามิต และการขายบุหรี่ต้องไม่ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ส่วนสุราก็มีเวลาและวันที่ห้ามขาย

การขายยาก็ขายได้แค่ยาสามัญประจำบ้าน ยาอื่น ๆ ขายไม่ได้ สินค้าประเภทที่ต้องได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา หรือ อย. เช่น อาหารสำเร็จรูป, เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ต่าง ๆ ก็ต้องได้รับ อย. อย่างถูกต้อง ถ้าไม่มี อย. จะนำมาจำหน่ายไม่ได้

สินค้าที่ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เช่น ปลั๊กพ่วง, เครื่องใช้ไฟฟ้า แบบนี้ก็ต้องได้รับ มอก. หากจะขายไพ่ก็ต้องได้รับใบอนุญาตขายจากกรมสรรพสามิต หรือเครื่องชั่งต่าง ๆ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีประเด็นเรื่องภาษีด้วย คือ ถ้าหากมีรายได้ปีละ 1,800,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะในนามบุคคลธรรมดา หรือในนามนิติบุคคล ก็จะต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และสินค้าหรือบริการที่จำหน่ายออกจากร้านก็จะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรทุกเดือนด้วย

___________________________________________

ทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายอาหาร ทำได้ไหม

สำหรับกรณีการทำร้านขายของหน้าบ้าน ประเภทร้านขายอาหารจะแตกต่างไปจากการขายของชำตรงที่การร้านขายอาหารจะมีกฎหมายที่ควบคุมตัวร้านโดยเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ ที่กำหนดให้ผู้ที่จะประกอบธุรกิจร้านอาหารต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร และสะสมอาหาร ซึ่งต้องขอจากหน่วยงานท้องถิ่น เช่น หากเป็นเขตกรุงเทพมหานครก็ต้องขอกับสำนักงานเขต หรือหากเป็นต่างจังหวัดก็ขอกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่

หากในร้านมีการขายสุราให้นั่งดื่มหรือจำหน่ายยาสูบในร้านก็ต้องขอใบอนุญาตจำหน่ายสุราและยาสูบ และสำหรับร้านที่มีการตั้งหน้าร้านบนทางสาธารณะ ก็ต้องขออนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอต่อหน่วยงานท้องถิ่นเช่นกัน

ส่วนเรื่องภาษี หากการขายอาหารมีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี ก็ต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะเดียวกันกับการขายของชำด้วย

___________________________________________

ทำร้านขายของหน้าบ้าน ในหมู่บ้านจัดสรรกับบ้านนอกโครงการจัดสรรต่างกันไหม

การขายของชำหรือการขายอาหารในโครงการจัดสรรจะมีข้อแตกต่างกับนอกโครงการบ้างตรงที่ต้องพิจารณาระเบียบหรือข้อบังคับของหมู่บ้านจัดสรรนั้นด้วยว่าอนุญาตให้ทำได้หรือไม่ หากไม่อนุญาตแล้วเราฝืนจะไปทำ ก็อาจถูกมาตรการบังคับจากหมู่บ้านจัดสรร (ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วหรือไม่ก็ตาม)

ยกตัวอย่างเช่น การห้ามลูกค้าเข้ามาในโครงการ, ห้ามลูกค้าจอดรถ, การบังคับล้อ, การออกข้อบังคับเก็บค่าปรับ หรือการไปแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่มีอำนาจควบคุมเข้ามาตรวจสอบใบอนุญาต และสั่งห้ามประกอบกิจการ เป็นต้น

___________________________________________

กรณีทำร้านขายของหน้าบ้านแล้วกระทบสิทธิบ้านข้างเคียง

เป็นธรรมดาที่การทำร้านขายของหน้าบ้าน ไม่ว่าจะของชำหรือร้านอาหารอาจจะต้องส่งผลกระทบต่อบ้านข้างเคียง อาจจะเป็นเรื่องกลิ่น, เสียง, ควัน, เศษมูลฝอย หรือน้ำเสีย แม้กระทั่งการที่ลูกค้าจำนวนมากมารบกวนบริเวณหน้าบ้านข้างเคียง หรือการจอดรถ เรื่องนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

สำหรับเรื่องที่มีกฎหมายที่มีโทษทางอาญาห้าม ได้แก่ เรื่องกลิ่น, เสียง, ควัน, เศษมูลฝอย หรือน้ำเสีย ที่มีพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ และพระราชบัญญัติความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองฯ กำหนดมาตรการไว้แล้วว่าหากสร้างมลพิษเหล่านี้

หน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานเขต หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นจะมีอำนาจสั่งให้แก้ไข หรือหยุดการกระทำ และมีอำนาจดำเนินคดีอาญา ที่มีโทษปรับ หรือโทษจำคุก

ในบางกรณี บ้านข้างเคียงที่ได้รับความเดือดร้อนจึงสามารถไปดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าวได้ และถึงแม้ร้านนั้น ๆ จะได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่หากในภายหลังสร้างมลพิษรบกวนไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้

ส่วนการจอดรถกีดขวางในที่ห้ามจอด ก็เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบกฯ ซึ่งบ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนต่อตำรวจท้องที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้

ส่วนเรื่องกรณีที่ไม่มีกฎหมายที่มีโทษอาญาบังคับ เช่น การที่มีคนผ่านไปมาหน้าบ้านข้างเคียงจำนวนมาก หรือมีไรเดอร์ หรือผู้ขนส่งมาติดต่อรับของไป ๆ มา ๆ รบกวนทั้งวัน ถึงจะอยู่บนพื้นที่สาธารณะก็ตาม หรือการที่มีรถเข้าออกบริเวณใกล้เคียงทั้งวัน ถึงจะไม่ได้จอดกีดขวางทางสาธารณะก็ตาม

กรณีแบบนี้หากสิ่งรบกวนต่อบ้านข้างเคียงมากจนถึงระดับที่รบกวนการดำเนินชีวิตตามปกติสุข บ้านข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบก็สามารถฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อร้านขายของนั้น ๆ ได้ กรณีแบบนี้จะไม่มีโทษอาญา เพราะคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งเพียงแค่จะบังคับให้ฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ที่อยู่

รัชดาภิเษก
Din Daeng
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66815914942

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Khun Pitch property ขาย-เช่า บ้าน คอนโด ย่านรัชดา ห้วยขวาง พระราม9ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์