Khun Pitch property ขาย-เช่า บ้าน คอนโด ย่านรัชดา ห้วยขวาง พระราม9

Khun Pitch property ขาย-เช่า บ้าน คอนโด ย่านรัชดา ห้วยขวาง  พระราม9 รับฝากเช่า ขาย บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ ที่ดิน กรุงเทพฯ ปริมณฑล

ขนาดที่จอดรถ ควรมีขนาดเท่าไหร่ดี เป็นเรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ-บ้านคอนโด โดยขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ของที่อยู่อ...
01/09/2026

ขนาดที่จอดรถ ควรมีขนาดเท่าไหร่ดี เป็นเรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อ-บ้านคอนโด โดยขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ของที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม

นอกจากการออกแบบให้มีจำนวนที่จอดรถเพียงพอแล้ว ยังต้องมีขนาดความกว้างที่จอดรถที่เหมาะสม เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานและความปลอดภัย

__________________________________________

ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมาย

ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ อยู่ที่ 2.4 x 5.0 เมตร ต่อรถจำนวน 1 คัน (เป็นอย่างต่ำ) ซึ่งได้กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถ เพื่อให้การจอดรถเป็นไปอย่างสะดวก

__________________________________________

ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมาย: บ้านเดี่ยว

ขนาดที่จอดรถบ้านเดี่ยว ที่รองรับการใช้งานรถยนต์ได้ครอบคลุมทุกรุ่น ควรมีความกว้าง x ยาว ประมาณ 2.8 x 5.5 เมตร สำหรับจอดรถ 1 คัน และสำหรับบ้านที่มีรถ 2 คัน ให้กำหนดความกว้าง x ยาว ไว้ที่ประมาณ 5 x 5.5 เมตร

แต่หากต้องการให้ใช้งานแบบสบาย ๆ แนะนำให้มีพื้นที่ประมาณ 3 x 6 เมตร สำหรับ 1 คัน และ 5.5 x 6 เมตร สำหรับ 2 คัน หรือมากกว่านี้ตามความเหมาะสมของขนาดที่ดิน

นอกจากนั้นที่จอดรถหรือโรงจอดรถบ้านเดี่ยวยังแบ่งออกได้เป็นโรงจอดรถแยก และโรงจอดรถร่วมกับตัวบ้าน ซึ่งต้องวางแผนออกแบบกันตั้งแต่ก่อนสร้างบ้าน

– โรงจอดรถอยู่ร่วมกับตัวบ้าน จำเป็นต้องออกแบบและคำนวณโครงสร้างให้สอดคล้องกัน หากคำนวณโครงสร้างไม่ดีจะพบปัญหาการทรุดตัวภายหลัง
– โรงจอดรถแยกจากโครงสร้างบ้าน พบปัญหาน้อย เนื่องจากแยกกันอย่างอิสระ จึงเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ใช้งานสะดวกและลดปัญหาการทรุดตัวในอนาคต

__________________________________________

ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมาย: ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม

ทาวน์เฮ้าส์ โฮมที่มีอยู่ในท้องตลาด มีหน้ากว้างที่หลากหลาย ตั้งแต่ความกว้างที่จอดรถขั้นต่ำตามกฎหมาย 4-10 เมตร โดยแต่ละความกว้างที่จอดรถที่แตกต่างกัน ทำให้มีจำนวนที่จอดรถที่ต่างกันออกไป

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2558 ระบุว่า ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมาย ช่องจอดรถขั้นต่ำต้องมีขนาดอย่างน้อย 2.4 x 5 เมตร ทำให้ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮมแต่ละขนาดสามารถจอดรถได้ ดังนี้

– ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม หน้ากว้าง 4 เมตร สามารถจอดรถได้ 1 คัน อาจมีพื้นที่ด้านข้างรถ ซึ่งสามารถใช้จอดรถมอเตอร์ไซค์ หรือปลูกต้นไม้กระถางเล็ก ๆ
– ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม หน้ากว้าง 5-5.7 เมตร เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม สามารถจอดรถได้ตั้งแต่ 1-2 คัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละโครงการ
– ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม หน้ากว้าง 6-7 เมตร สามารถจอดรถได้ 2 คัน เนื่องจากตัวบ้านที่ใหญ่และอาจมีสมาชิกครอบครัวหลายคน สามารถเผื่อการใช้งานรถคนละคันได้
– ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม หน้ากว้าง 8-10 เมตร สามารถจอดรถได้สูงสุด 3 คัน บางโครงการออกแบบมาให้มี 2 ช่องจอด จอดได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องเบียดกัน และไปเน้นพื้นที่ใช้สอยในบ้าน หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวแทน

นอกจากความกว้างที่จอดรถที่พอดีกับตัวรถแล้ว ควรคำนึงถึงความลึกของที่จอดรถด้วย เพราะถ้าหากขนาดที่จอดรถมีขนาดพอดีกับตัวรถมากเกินไป จนไม่มีระยะให้เดินผ่าน อาจทำให้ไม่สะดวกต่อการใช้งานได้ ดังนั้นควรคำนึงถึงระยะด้านหน้าและระยะด้านหลัง ฝั่งละ 30-40 เซนติเมตร

__________________________________________

ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมาย: คอนโด

ปัจจุบันคอนโดที่มีที่จอดรถแบบ 100% ทุกยูนิตมีที่จอดรถอย่างน้อย 1 คัน มีน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นคอนโดที่ราคาค่อนข้างสูง เพราะพื้นที่จอดรถเกี่ยวข้องกับราคาในการสร้างตึกซึ่งส่งผลถึงราคาของห้อง โดยจำนวนพื้นที่จอดรถจะต้องมีการพิจารณา 2 กรณี คือ

__________________________________________

1. กฎหมายที่จอดรถในคอนโดที่คำนวณตามพื้นที่การใช้สอย

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 คอนโดมิเนียม จัดอยู่ในประเภทของ "ที่อยู่อาศัยรวม" หรือ "อาคารชุด" ขนาดที่จอดรถตามพื้นที่ใช้สอย จะแบ่งได้เป็น 2 กรณี

– คอนโดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ห้องที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะต้องมีที่จอดรถ 1 คัน/1 ห้อง
– คอนโดนอกเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ห้องที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 60 ตารางเมตรขึ้นไป จะต้องมีที่จอดรถ 1 คัน/2 ห้อง

__________________________________________

2. กฎหมายที่จอดรถในคอนโดที่คำนวณตามขนาดของอาคาร

อาคารที่พื้นที่ก่อสร้างมากกว่า 1,000 ตารางเมตร และสูง 15 เมตรขึ้นไป หรืออาคารที่มีพื้นที่ก่อสร้างเกิน 2,000 ตารางเมตร ขนาดที่จอดรถจะแบ่งได้เป็น 2 กรณีเช่นกัน

– คอนโดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ทุกพื้นที่ก่อสร้าง 120 ตารางเมตร จะต้องมีที่จอดรถ 1 คัน
– คอนโดนอกเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ทุกพื้นที่ก่อสร้าง 240 ตารางเมตร จะต้องมีที่จอดรถ 1 คัน
เมื่อคำนวณที่จอดรถจากทั้ง 2 กรณีข้างต้นแล้ว ให้ก่อสร้างตามกรณีที่ได้จำนวนมากที่สุด ถ้าหากนำจำนวนที่จอดรถมาเทียบกับจำนวนยูนิตห้อง ก็จะได้เปอร์เซ็นต์ที่จอดรถของโครงการ
ทั้งนี้ รูปแบบและขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมายแล้วที่จอดรถ 1 คัน จะมีขนาดประมาณ 2.4 x 5.0 เมตร โดยการออกแบบที่จอดรถ จะมีอยู่ 4 รูปแบบด้วยกัน
– จอดขนาน หรือเอียงไม่เกิน 30 องศา โดยต้องมีทางถนนวิ่งไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร
– ที่จอดรถที่มีช่องเอียง 30-60 องศา โดยต้องมีทางถนนรถวิ่งไม่น้อยกว่า 5.50 เมตร
– ที่จอดรถที่มีช่องเอียง 60-90 องศา โดยต้องมีทางถนนรถวิ่งไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร
– ที่จอดรถที่อยู่ด้านหน้าอาคารที่เป็นช่อง 90 องศา ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่การทำพื้นที่จอดรถ สถาปนิกจะวางให้สัมพันธ์กับแนวเสา เช่น ระยะห่างระหว่างเสายาว 8 เมตรจะสามารถจอดรถได้ 3 คัน เป็นต้น

__________________________________________

ซื้อบ้าน-คอนโด ขนาดที่จอดรถ ตามกฎหมาย รวมถึงความกว้างที่จอดรถของที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทแล้วเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรรู้ และเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งควรออกแบบมาให้มีที่จอดรถเพียงพอกับจำนวนสมาชิกและเหมาะสมต่อการใช้งาน เลือกความกว้างที่จอดรถ จำนวนที่จอดรถ ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือก

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property

#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

กรมธนารักษ์ คือกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน และที่ดิน หน่วยงานนี้มีหน้าที่อะไ...
31/08/2026

กรมธนารักษ์ คือกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน และที่ดิน หน่วยงานนี้มีหน้าที่อะไรบ้าง เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร รวมทั้งมีบทบาทอย่างไรในวงการอสังหาริมทรัพย์ มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กัน

ประวัติโดยย่อของกรมธนารักษ์ คือใคร?

กรมธนารักษ์ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2476 ในชื่อว่า “กรมพระคลัง” แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรมคลัง" และในที่สุดในปี 2495 ก็ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ "กรมธนารักษ์" จนถึงปัจจุบัน

__________________________________________

หน้าที่หรือภารกิจหลักของกรมธนารักษ์ คืออะไร ?

กรมธนารักษ์ คือหน่วยงานที่มีหน้าที่หรือภารกิจหลักในการดูแลทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งมี 5 ประการ

1. คุ้มครอง ดูแล บำรุงรักษา ให้ใช้ จัดประโยชน์ จัดทำนิติกรรม และดำเนินการเกี่ยวกับราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ เช่น การขึ้นทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างราชพัสดุและการจัดสรรให้ส่วนราชการใช้ที่ดินเหล่านั้น

2. ผลิตเหรียญกษาปณ์ รวมถึงนำออกใช้และรับคืนเหรียญกษาปณ์ดังกล่าว ตลอดจนดำเนินการเกี่ยวกับเงินตราตามกฎหมายเกี่ยวกับเงินตรา เช่น เมื่อคุณมีเหรียญที่ชำรุดหรือเหรียญรุ่นเก่า คุณสามารถคืนเหรียญนั้นที่กรมธนารักษ์ได้

3. รับ จ่าย และควบคุมเงินคงคลังให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับเงินคงคลัง เช่น การสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลัง

4. ดำเนินการกำหนดราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งรวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเช่นกัน

5. จัดแสดงและอนุรักษ์ทรัพย์สินมีค่าของรัฐ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามระเบียบของกรม เช่น ที่ศาลาเหรียญกษาปณ์ไทย เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ในภารกิจที่ 4 นี้ กรมธนารักษ์ คือมีหน้าที่ประเมินราคาที่ดิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยตรง โดยเราได้เคยกล่าวถึงในบทความราคาประเมินที่ดินมาก่อนว่า ราคาประเมินที่ดินคือราคากลางที่ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ดินได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานเพื่อใช้เป็นแนวทางด้านราคาในการซื้อขายที่ดินให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ และธนาคารนำไปใช้พิจารณาวงเงินในการขอสินเชื่อ

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ราคาประเมินดังกล่าวในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตลอดจนการคำนวณเงินค่าธรรมเนียม ภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และภาษีธุรกิจเฉพาะอีกด้วย

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property

#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

1. ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้กับการกู้ร่วมการกู้ร่วมนั้นมีโอกาสจะพบกับปัญหาได้หลายอย่าง โดยแบ่งตามการกู้ร่วมของคนแต่ละกลุ่มไ...
28/08/2026

1. ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้กับการกู้ร่วม
การกู้ร่วมนั้นมีโอกาสจะพบกับปัญหาได้หลายอย่าง โดยแบ่งตามการกู้ร่วมของคนแต่ละกลุ่มได้ดังนี้

1) กู้ร่วมของกลุ่มที่เป็นแฟนกัน หรือ ชาย-หญิง ที่ยังไม่ได้แต่งงาน
ปัญหาที่พบเจอมากที่สุด คือ เมื่อต้องเลิกกันเร็วกว่าที่คิดไว้ ชื่อของทั้งคู่ เป็นชื่อที่กู้ร่วมกัน ใครจะเป็นคนผ่อนต่อ ถ้ากรณีที่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความสามารถในการผ่อนได้เองคนเดียว และคิดว่าจะกู้คนเดียวผ่าน ก็ไม่เป็นปัญหา สามารถดำเนินการถอนชื่อผู้กู้ร่วมออกได้
ทั้งนี้ แต่ละธนาคารจะมีวิธีการไม่เหมือนกัน บางธนาคารจะทำคล้ายกับยื่นกู้ใหม่ รีไฟแนนซ์ ยื่นเอกสารใหม่ (บางธนาคารจะใช้วิธีให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะผ่อนต่อ ยื่นเอกสารใหม่) ถ้าความสามารถในการกู้ถึง ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าผ่อนคนเดียวไม่ไหว ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ อาจจะต้องขายบ้าน หรือคอนโดนั้นเลย

__________________________________________

โดยทั่วไป มีวิธีแก้ปัญหาการกู้ร่วม 3 วิธีดังนี้

วิธีที่ 1 ถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วม

ปัญหาหลักของวิธีนี้ คือ การตกลงกันให้ได้ว่าใครจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนี้ และอีกฝ่ายต้องยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอม ก็ไม่สามารถถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ แต่หากเจรจากันได้ ก็นัดหมายกันไปที่กรมที่ดินเพื่อขอโอนเปลี่ยนชื่อ โดยฝ่ายที่กู้ต่อก็ต้องผ่อนบ้านเพียงลำพัง ทั้งนี้หากผู้กู้มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีหรือรายได้ไม่เพียงพอ ทางธนาคารอาจจะไม่อนุมัติให้ถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วม เพราะธนาคารจะมีความเสี่ยงเพิ่ม

วิธีที่ 2 รีไฟแนนซ์จากกู้ร่วมเป็นกู้คนเดียว

อีกหนึ่งทางออกในกรณีที่ธนาคารเก่าไม่อนุมัติการถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วม คือ การรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่เพื่อขอกู้คนเดียว โดยทั่วไปธนาคารจะอนุมัติให้กู้คนเดียวแต่ต้องมีการประเมินว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

– ธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ เช่น หน้าที่การงาน รายได้ แหล่งที่มาของรายได้ ภาระหนี้สิน และความมั่นคงของงาน เป็นต้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการผ่อนชำระหนี้ตรงเวลากับธนาคารเก่า
– ธนาคารจะพิจารณารายได้ว่าต้องมีรายได้ที่มากพอคนเดียวที่จะผ่อนชำระบ้านหลังนี้ในแต่ละเดือน หากประเมินรายได้แล้วผู้กู้มีความสามารถในการผ่อนชำระ ทางธนาคารก็จะอนุมัติสินเชื่อ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้าม ธนาคารก็จะไม่อนุมัติในการขอกู้คนเดียว ต่อให้มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ธนาคารเก่าตรงเวลาก็ตาม
– ผู้กู้ต้องไม่มีประวัติหนี้เสียในเครดิตบูโร หรือที่มักเรียกกันว่า ติดเครดิตบูโร เช่น ในกรณีที่มีบัตรเครดิตหลายใบและมีวงเงินรวมกันทุกบัตรสูงกว่ารายได้เป็นจำนวนมาก ทางธนาคารจะประเมินว่าเป็นภาระหนี้สินที่มีมากเกินความจำเป็น ทำให้ผู้กู้มีโอกาสติดเครดิตบูโร ทั้งนี้ธนาคารจะไม่อนุมัติการรีไฟแนนซ์
– เมื่อธนาคารอนุมัติการรีไฟแนนซ์เรียบร้อย ในวันที่จดจำนองรีไฟแนนซ์ใหม่ ต้องตามตัวผู้กู้ร่วมมาเซ็นยินยอมโอนบ้าน ทั้งนี้ปัญหาที่มักจะพบ คือ ไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้ หรืออีกกรณี คือ ผู้กู้ร่วมบางคนอาจมีข้อเสนอมาแลกเปลี่ยนจึงจะเซ็นยินยอมให้

วิธีที่ 3 ประกาศขาย

หากทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการบ้านหลังนี้ การขายบ้านถือเป็นวิธีที่ปิดการกู้ร่วมและจบปัญหาได้ง่ายโดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องรับภาระในการผ่อนบ้านต่อ และมีขั้นตอนในการเตรียมตัวขายบ้านที่ควรรู้ ได้แก่

– เตรียมพร้อมก่อนขายบ้าน เช็กความเรียบร้อยของบ้านว่าอยู่ในสภาพพร้อมขายหรือไม่ และต้องตรวจหาจุดที่ต้องซ่อมแซม ปรับปรุง และทำความสะอาด ทั้งนี้บ้านที่ขายต้องพร้อมเข้าอยู่ เพราะผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่ต้องการบ้านที่มีสภาพสมบูรณ์
– ตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อประกอบการตั้งราคาขาย เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนบ้าน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นระหว่างปิดการขาย เพื่อจะได้ตั้งราคาขึ้นมาให้เหมาะสมและไม่ขาดทุน เพราะหากไม่รู้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และตั้งราคาต่ำเกินไป
แม้ว่าจะสามารถขายบ้านได้เร็วขึ้นกว่าการตั้งราคาสูง แต่ก็จะสูญเสียรายได้ส่วนที่ไม่ควรเสีย แต่ถ้าตั้งราคาสูงเกินไปก็จะทำให้ขายบ้านได้ยาก ดังนั้นควรตั้งราคาให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
– ฝากขายบ้านกับเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้ปิดการขายเร็ว โดยควรเลือกจากเว็บไซต์ที่สามารถใช้งานและค้นหาได้ง่ายไม่ซับซ้อน แบ่งหมวดหมู่การค้นหาชัดเจน เช่น ประเภทอสังหาริมทรัพย์, ทำเล และราคา เป็นต้น รวมไปถึงครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน, ทาวน์โฮม และคอนโด เป็นต้น

หลังจากที่ขายบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากการขายก็จะถูกนำมาแบ่งกัน

__________________________________________

2) กู้ร่วมของกลุ่มครอบครัว คู่รักที่แต่งงานแล้ว
จริง ๆ แล้วกรณีนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้คล้ายกับสถานะของคนที่เป็นแฟนกัน แต่เกิดขึ้นได้น้อยกว่า ซึ่งปัญหาการกู้ร่วมส่วนใหญ่ของคนที่เป็นคู่รักกัน ก็คือ ประวัติทางการเงินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่อาจจะไม่สวยมากนัก จะฉุดประวัติทางการเงินของฝ่ายที่ดีกว่า และจะมีผลกับวงเงินในการกู้ร่วม ทำให้มีโอกาสที่จะกู้ได้น้อยกว่าที่คาดคิดไว้

__________________________________________

3) กู้ร่วมของกลุ่มญาติ พ่อแม่ พี่น้อง
ปัญหาของคนกลุ่มนี้ที่กู้ร่วมกัน มีส่วนหนึ่งที่คล้ายกับกลุ่มครอบครัว นั่นคือ ประวัติทางการเงินของผู้กู้ร่วมไม่ดีเท่าไหร่ ทำงานฟรีแลนซ์ หรือทำงานที่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่มีหลักฐานการรับรายได้ที่ชัดเจน ก็มีโอกาสฉุดประวัติทางการเงินของผู้กู้หลัก

อีกปัญหาหนึ่ง คือ ตอนตัดสินใจกู้ร่วม ไม่ได้คิดว่าในอนาคตจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มพี่น้อง และญาติ ที่วันหนึ่งต้องแต่งงาน หรือมีเหตุจำเป็นต้องกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง ปรากฎว่า ไปกู้ใหม่ยาก หรือได้วงเงินที่ต่ำมาก เพราะติดมีชื่อกู้ร่วมไปแล้ว

__________________________________________

2. กรรมสิทธิ์บ้านของคนกู้ร่วม

อย่าลืมว่า เมื่อกู้ร่วมแล้ว กรรมสิทธิ์บ้านจะต้องเป็นของทั้งสองฝ่าย จะโอนให้ผู้อื่น หรือจะขาย ต้องได้รับการยินยอมจากผู้กู้ร่วมทุกราย แม้ว่าผู้กู้หลักจะเป็นผู้ผ่อนแต่เพียงผู้เดียว

หากมีปัญหาต้องการกรรมสิทธิ์คืน อาจจะต้องฟ้องร้อง และต้องหาหลักฐานการผ่อน หรือการโอนเงิน ฝากเงินที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กู้หลักเป็นผู้ผ่อนแต่เพียงผู้เดียวจริง ๆ แต่ก็ต้องใช้เวลาในการฟ้องร้องพอสมควร

__________________________________________

3. สิทธิ์ในการหักลดหย่อนภาษี

ดอกเบี้ยบ้าน สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท หากการกู้นั้น เป็นการกู้ร่วม ดอกเบี้ยที่จะนำไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้น ก็จะต้องถูกหารหัก แม้ว่าผู้กู้หลักจะเป็นผู้ผ่อนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยบ้านปีภาษี 2567 เท่ากับ 80,000 บาท กู้ร่วมสองคน ก็หารสอง เท่ากับยื่นหักลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยบ้านได้คนละ 40,000 บาทเท่านั้น

__________________________________________

4. หลักเกณฑ์ใหม่ผ่อนเกณฑ์ LTV สำหรับกู้ร่วม

จากมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ Loan to Value: LTV เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้กู้ร่วมที่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ให้ได้รับสินเชื่อตามความเหมาะสมมากขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงพิจารณาผ่อนปรนการนับสัญญากรณีกู้ร่วม โดยถ้าผู้กู้ไม่มีชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ จะผ่อนปรนเสมือนยังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัย เพียงแค่ช่วยเหลือกันภายในครอบครัว

__________________________________________

กรณีที่มีการกู้ร่วม จะให้นับสัญญาการกู้ร่วมอย่างไร

กรณีที่มีการกู้ร่วมจะนับสัญญาอย่างไรนั้น ขอยกตัวอย่างดังนี้

กรณีที่ 1: ผู้กู้ A มีสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว 1 สัญญา และในครั้งนี้มาขอกู้ร่วมกับ B ซึ่ง B ยังไม่เคยกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมาก่อน
กรณีที่ 2: ผู้กู้ A และ B กู้ร่วมมาก่อน และในครั้งนี้ B มาขอกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
หลักการนับสัญญาสำหรับการกู้ร่วมให้นับสัญญาตามผู้กู้ที่มีกรรมสิทธิ์บนที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลัก กล่าวคือ
กรณีที่ 1: หากทั้ง A และ B มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยสำหรับการกู้ร่วม ให้นับสัญญาการกู้ร่วมดังกล่าวเป็นสัญญาที่ 2 ของ A (LTV 90% หรือ 80%) แต่หากกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่กู้ร่วมในครั้งนี้เป็นของ B แต่เพียงผู้เดียว จึงถือว่าสัญญาการกู้ร่วมในครั้งนี้ เป็นสัญญาแรกของ B และไม่นับเป็นสัญญาที่ 2 ของ A
กรณีที่ 2: ในการกู้ร่วมครั้งแรก หาก A มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยแต่เพียงผู้เดียว จะนับสัญญาที่กู้ร่วมเป็นสัญญาแรกของ A โดยไม่นับเป็นสัญญาแรกของ B ดังนั้น ในการกู้เดี่ยวของ B ในครั้งนี้ จะนับเป็นสัญญาแรกของ B แต่หากในการกู้ร่วมครั้งแรก B มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่อยู่อาศัยดังกล่าวด้วย ก็จะนับสัญญาการกู้เดี่ยวของ B ในครั้งนี้ เป็นสัญญาที่ 2

จากเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้น ก่อนกู้ร่วม นอกจากรู้ข้อดีที่จะทำให้กู้ผ่านแล้ว ยังต้องรู้ข้อจำกัดในเรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมาด้วย

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property

#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

เงินเดือน 30,000 กู้บ้านได้เท่าไหร่ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน อยากซื้อบ้าน-คอนโด ราคาที่ซื้อได...
27/08/2026

เงินเดือน 30,000 กู้บ้านได้เท่าไหร่ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน อยากซื้อบ้าน-คอนโด ราคาที่ซื้อได้อยู่ที่เท่าไหร่ ผ่อนต่อเดือนสูงสุดได้แค่ไหน ยอดผ่อนบ้านต่อเดือนที่จ่ายไหวอยู่ที่เท่าไหร่ ขอวงเงินกู้สูงสุดได้มากขนาดไหน เพื่อประเมินความสามารถทางการเงินของตัวเองในเบื้องต้นก่อนยื่นกู้

__________________________________________

ตอบชัด! เงินเดือน 30,000 กู้บ้านได้เท่าไหร่?

ในการกู้บ้านของมนุษย์เงินเดือนนั้นค่อนข้างง่ายกว่าบุคคลที่ประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานประจำอยู่แล้ว เนื่องจากข้อดีของการเป็นมนุษย์เงินเดือนก็คือการมีรายได้ที่แน่นอนทั้งในเชิงจำนวนและความสม่ำเสมอของรายได้

ถ้าหากผู้กู้ไม่ได้มีประวัติในเครดิตบูโร หรือเอกสารในการยื่นกู้ไม่ถูกต้องครบถ้วนก็มักจะกู้ผ่านได้ไม่ยาก แต่จะได้วงเงินกู้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับงวดผ่อนชำระสูงสุดที่ผู้กู้จะสามารถผ่อนได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับรายได้และหนี้สินที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระของผู้กู้อีกทีหนึ่ง

__________________________________________

มนุษย์เงินเดือน 30,000 กู้บ้านได้เท่าไหร่ วิธีคิดคำนวณยอดผ่อนบ้านสูงสุดต่อเดือน

ธนาคารพาณิชย์มีหลักการในการประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของลูกหนี้โดยยึดหลักที่ 40% ของรายได้ต่อเดือนของลูกหนี้ ในการคำนวณงวดผ่อนชำระสูงสุดที่ผู้กู้จะสามารถชำระได้

ตัวอย่าง
ผู้กู้มีเงินเดือน 30,000 กู้บ้านได้เท่าไหร่ จะสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้แค่ไหน

วิธีคิด
30,000 x 40% = 12,000 บาท

คำตอบที่ได้
เงินเดือน 30,000 กู้บ้านได้เท่าไหร่ หากผู้กู้มีเงินเดือน 30,000 บาท จะสามารถผ่อนบ้านสูงสุด 40% ของรายได้ คือ จำนวนเงิน 12,000 บาท

กรณีผู้กู้มีหนี้หรือภาระค่าใช้จ่ายอย่างอื่น

ถ้าผู้กู้บ้านมีภาระหนี้สินที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระอยู่แล้ว เช่น
ผ่อนรถอยู่ เดือนละ 6,000 บาท
ก็ต้องบอกว่า หนี้สินที่อยู่ระหว่างการผ่อนอยู่นี้จะนับรวมในจำนวนเงิน 12,000 บาทข้างต้นด้วย ทำให้ผู้กู้เหลือความสามารถในการผ่อนบ้านต่อเดือนลดลงต่อเดือน คือ
12,000 – 6,000 = 6,000 บาท

__________________________________________

ตัวอย่างการประเมินวงเงินกู้ซื้อบ้าน-คอนโด แบบไม่มีหนี้สินระหว่างการผ่อน

เงินเดือนเท่านี้ จะได้วงเงินกู้สูงสุดได้เท่าไร
เมื่อทราบจำนวนเงินผ่อนชำระต่องวดสูงสุดที่เรามีความสามารถผ่อนได้ในแต่ละเดือนแล้วก็จะสามารถนำจำนวนเงินนี้ไปคำนวณต่อเป็นวงเงินกู้สูงสุดที่ผู้กู้จะสามารถกู้ได้

จำนวนเงินผ่อนชำระต่องวด : วงเงินกู้ = 7,000 บาท : 1,000,000 บาท
หลักการเบื้องต้นในการประเมินวงเงินกู้จะคิดจากจำนวนเงินที่ผู้กู้มีความสามารถผ่อนได้ในแต่ละงวดในอัตราส่วน จำนวนเงินผ่อนต่องวด 7,000 บาท ต่อยอดหนี้ 1 ล้านบาท

ตัวอย่าง
ผู้กู้มีความสามารถในการผ่อนชำระสูงสุด 6,000 บาทต่อเดือน จะสามารถขอกู้ในวงเงินสูงสุดเท่าไหร่

วิธีคิดวงเงินกู้สูงสุดของการกู้ซื้อบ้าน-คอนโด
(1,000,000 x 6,000) ÷ 7,000 = 857,000 บาท

__________________________________________

ข้อสรุป

ผู้กู้ที่มีความสามารถในการผ่อนชำระต่องวดสูงสุด 6,000 บาท จะสามารถขอวงเงินกู้ได้สูงสุด 857,000 บาท

วิธีการที่เรานำมาเสนอข้างต้นนี้จะช่วยให้ผู้กู้สามารถประเมินความสามารถในการกู้บ้านของตนเองคร่าว ๆ ได้ แต่วงเงินกู้บ้านและยอดผ่อนชำระรายงวดที่ธนาคารคำนวณให้อาจจะคลาดเคลื่อนจากการประเมินไปบ้าง จากปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่ง ณ ที่นี้ก็คือบ้านที่ผู้กู้ซื้อบ้าน-คอนโด ต้องการกู้มาซื้อ

โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าบ้านเอาไว้ในระดับที่ต่างกัน ซึ่งผู้กู้สามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของแต่ละธนาคาร

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property

#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

สิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน ตามศาสตร์ความเชื่อของชาวจีน ฮวงจุ้ยหน้าบ้านเป็นพื้นที่รับพลังมงคล ทรัพย์ และโชคลาภ การจัดหน้าบ...
26/08/2026

สิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน ตามศาสตร์ความเชื่อของชาวจีน ฮวงจุ้ยหน้าบ้านเป็นพื้นที่รับพลังมงคล ทรัพย์ และโชคลาภ การจัดหน้าบ้านให้เหมาะสมจึงส่งผลดีต่อความเจริญและความมั่งมีศรีสุขของคนในครอบครัว

ในทางกลับกัน การปล่อยให้หน้าบ้านมีจุดบกพร่องก็ย่อมส่งผลเสียได้ แต่ไม่ต้องวิตกไป ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข ดูสิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน และเคล็ดวิธีแก้ไขฮวงจุ้ยหน้าบ้านต้องห้ามที่ควรรู้

__________________________________________

1. มีอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ภูเขา หรือเนินเขาสูงกว่าบ้าน

ลักษณะฮวงจุ้ยที่ไม่ดี
บ้านเผชิญหน้ากับสิ่งที่สูงกว่า เช่น อาคาร สิ่งปลูกสร้าง ภูเขา เป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน เพราะถือว่าเป็นสิ่งกีดขวางพลังดีและถูกพลังของสิ่งกีดขวางนั้นข่มทับได้ ทำให้เจ็บป่วยและติดขัดในเรื่องต่าง ๆ

ทางแก้ตามหลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน
ถ้าเป็นไปได้ ให้เปลี่ยนประตูทางเข้าบ้านเป็นทิศอื่น แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ ให้ติดกระจกเว้าที่ดาดฟ้าของบ้าน เพื่อกดพลังของสิ่งกีดขวางที่มีขนาดสูงกว่านั้น

__________________________________________

2. มีเสาไฟฟ้าที่หน้าบ้าน

ลักษณะฮวงจุ้ยที่ไม่ดี
เสาไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน ไม่ว่าจะหน้ารั้วหรือหน้าประตูทางเข้าบ้าน ก็ล้วนไม่ดีทั้งสิ้นต่อความปลอดภัยของคนในบ้าน ทั้งในเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุที่อาจร้ายแรงถึงตายได้

หากต้องการแจ้งย้ายเสาไฟฟ้า หรือหม้อแปลงไฟฟ้าหน้าบ้าน ปรึกษาได้ที่ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ทางแก้ตามหลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน
ให้ย้ายถังขยะไปไว้ที่ริมรั้ว โดยไม่ขวางทางเข้าออก ในเรื่องกลิ่นนั้น ควรจัดการใส่ขยะลงในถุงที่ผูกปากถุงปิดได้อย่างมิดชิดและใช้ถังขยะที่มีฝาปิด เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นออกมารบกวน

ในกรณีที่กลิ่นเหม็นมาจากถังขยะข้างบ้าน ให้ปลูกต้นไม้กั้นถังขยะของเพื่อนบ้าน แต่หากกลิ่นยังคงโชยเข้ามาในบ้านได้ ควรลองพูดคุยกับเพื่อนบ้านให้แก้ไขปัญหานี้ ถ้าไม่สำเร็จ ให้แจ้งนิติบุคคลหรือร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่เขตได้

__________________________________________

3. ทางออกท่อระบายน้ำอยู่ที่ทางเข้าหน้าบ้านหรือรั้วบ้าน

ลักษณะฮวงจุ้ยที่ไม่ดี
ทางออกท่อระบาย เป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน เปรียบเสมือนการรั่วไหลที่ทำให้เงินทองและโชคลาภไม่สามารถเข้ามาในบ้านได้หรือเข้ามาได้ไม่เต็มที่ รวมทั้งทำให้มีรายจ่ายมากอีกด้วย

ทางแก้ตามหลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน
ให้ปูพื้นด้วยกระเบื้องที่มีสีและรูปแบบที่กลมกลืนกับฝาท่อระบายน้ำ หากไม่สามารถทำได้ ให้ทาสีฝาและขอบท่อระบายน้ำเป็นสีเขียว เพื่อช่วยลดการรั่วไหล

__________________________________________

4. มีต้นไม้แห้งเหี่ยวหรือตายซากที่หน้าบ้าน

ลักษณะฮวงจุ้ยที่ไม่ดี
ต้นไม้เปรียบเสมือนพลังชีวิตและการเจริญเติบโต หากปล่อยให้มีต้นไม้เป็นโรค กำลังจะตาย หรือตายแล้ว ก็จะส่งผลเสียถึงสุขภาพของคนในบ้าน รวมถึงรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นได้ จึงถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน

ทางแก้ตามหลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน
ก่อนอื่น ต้องทำความสะอาดหน้าบ้านไม่ให้มีเศษใบไม้แห้งหล่นเกลื่อนและกำจัดต้นไม้ที่ตายแล้วออก หากเป็นต้นไม้ที่ตายนั้นเป็นแบบปลูกลงดิน ควรดูฤกษ์ยามในการถอนรากถอนโคนเพื่อป้องกันไม่ให้การขุดถอนนั้นสร้างผลเสียต่อพลังบริเวณหน้าบ้านได้ สำหรับต้นไม้ที่ยังไม่ตาย ให้ดูแลรักษาให้กลับมาฟื้นคืนชีพและสดใสแข็งแรง

__________________________________________

5. หน้าบ้าน ทั้งด้านในและนอกรั้วบ้าน มืดทึม ไม่สว่างและปลอดโปร่ง

ลักษณะฮวงจุ้ยที่ไม่ดี
อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรอยู่หน้าบ้าน คือมีต้นไม้หรือข้าวของรกจนบดบังความสว่าง และหน้าบ้านไม่มีไฟที่ให้ความสว่างเท่าที่ควรในยามค่ำคืน

ทางแก้ตามหลักฮวงจุ้ยหน้าบ้าน
หน้าบ้านควรได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในตอนกลางวัน ดังนั้นจึงควรจัดหน้าบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและให้มีแสงแดดส่องถึง ส่วนในเวลากลางคืน ก็ควรเปิดไฟให้สว่างเพื่อให้เห็นทางเดินชัดเจน ความสว่างของหน้าบ้านจะช่วยชักนำพลังดีและความสำเร็จเข้ามาสู่บ้าน

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property

#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ห้องเช่ารายเดือนในปัจจุบัน ยังเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ที่มองหาห้องพักรายเดือนใกล้ที่ทำงาน เดินทางสะดวก ใกล้แนวรถไฟฟ้า แทน...
25/08/2026

ห้องเช่ารายเดือนในปัจจุบัน ยังเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ที่มองหาห้องพักรายเดือนใกล้ที่ทำงาน เดินทางสะดวก ใกล้แนวรถไฟฟ้า แทนการซื้อที่อยู่อาศัยของตัวเอง เนื่องจากยังไม่พร้อมที่จะมีภาะผูกพันในระยะยาวหรือรอให้มีความพร้อมและมีเงินเก็บ ซึ่งมีหลายปัจจัยเลือกห้องเช่ารายเดือนที่ต้องนำมาพิจารณา มาดูวิธีหาห้องเช่ารายเดือนที่เหมาะกับคุณด้วยเช็กลิสต์เหล่านี้กัน

__________________________________________

1. ทำเลดี เดินทางง่าย

ไม่ว่าจะเป็นห้องเช่ารายเดือน หรือบ้าน-คอนโด ทำเลที่ตั้งถือเป็นปัจจัยอันดับต้น ๆ ที่ต้องนำมาพิจารณา ไม่ว่าคุณจะนักศึกษา หรือ First Jobber ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน

ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือ ช่วยประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ทำให้ห้องเช่ารายเดือนที่ตอบโจทย์ผู้เช่าที่ต้องอยู่ใกล้ที่เรียน ใกล้ที่ทำงาน ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก เพื่อที่เวลาเลิกเรียน เลิกงาน จะได้ไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนาน หรือผจญกับรถติดบนท้องถนนจนหมดพลังชีวิต การอยู่ห้องเช่ารายเดือนทำเลดี ช่วยให้คุณมีเวลาพักผ่อนที่เพิ่มขึ้น

__________________________________________

2. ไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์

ในการเช่าจะต้องมีการทำสัญญาเช่า ซึ่งในสัญญาเช่าจะมีระบุระยะเวลาเช่าขั้นต่ำ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี หากตกลงเซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว รู้สึกไม่ชอบ รู้สึกว่าห้องเช่ารายเดือนไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ อยากจะบอกเลิกสัญญาภายหลังก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากตามมา ดังนั้น การหาห้องเช่ารายเดือนจึงต้องมาดูว่าไลฟ์สไตล์ของคุณเป็นแบบไหนประกอบกัน

หากคุณมีไลฟ์สไตล์คนเมือง ชอบสังสรรค์ ออกไปแฮงก์เอาท์กับเพื่อน ห้องเช่ารายเดือนที่ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านนั่งชิลต่าง ๆ ก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์มากกว่า

ถ้าใครที่ไม่ชอบคนพลุกพล่านห้องเช่ารายเดือนที่เงียบสงบ เหมาะแก่การอยู่อาศัย ก็น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่า

แต่ไม่ว่าจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน ใกล้ ๆ ห้องเช่ารายเดือนก็ควรจะมีร้านค้า เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และร้านขายยา เป็นต้น

__________________________________________

3. ค่าเช่ารับไหว

ทำเลดี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แต่ค่าเช่าไม่ได้ก็คงต้องตัดห้องเช่ารายเดือนนั้นออกจากลิสต์ เบื้องต้นต้องมีงบประมาณในใจ คำนวนรายรับ-รายจ่าย ต้องไม่รัดตัวจนเกินไป เพราะนอกจากค่าห้องเช่ารายเดือนแล้ว ยังมีรายจ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าที่จอดรถ ค่าส่วนกลาง เพราะฉะนั้นต้องคำนวนให้ดี เพื่อประเมินความพร้อม

ทั้งนี้ ค่าเช่าของห้องเช่ารายเดือนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีรายละเอียดที่ยิบย่อย จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ผู้เช่าจะต้องรู้ ในสัญญาเช่าจะต้องระบุค่าเช่าให้ชัดเจน หรือถ้ามีค่าอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าเช่า ต้องระบุว่าเป็นค่าอะไร วัน-เวลาที่ต้องชำระค่าเช่าคือทุกวันที่เท่าไหร่ของเดือน

หากจ่ายค่าเช่าล่าช้า มีค่าปรับเท่าไหร่ และช้าสุดได้ไม่เกินกี่วัน และข้อสงสัยต่าง ๆ ควรสอบถามให้เคลียร์เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

__________________________________________

4. สภาพห้องเช่าน่าพอใจ

เห็นประกาศห้องเช่ารายเดือนราคาถูก อย่าลืมดูสภาพและบรรยากาศภายในห้องเช่าประกอบการตัดสินใจ มีการรีโนเวทห้องใหม่ให้หรือไม่ เช่น ทาสีใหม่ มีตรงไหนที่ชำรุดเสียหายจากผู้เช่ารายเดิม เช่น กลอนประตูชำรุด โต๊ะ ตู้ เตียง ฝักบัว ปลั๊กไฟ หรือบรรยากาศภายนอกห้องเป็นอย่างไร

ถ้าราคาถูกแต่สภาพไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องตัดทิ้งออกจากลิสต์ หรือถ้าแจ้งกับเจ้าของห้องเช่าแล้ว มีการแก้ไข หรืออาจเจรจาต่อรองเรื่องราคาจนเป็นที่น่าพอใจกันทั้งสองฝ่าย

__________________________________________

5. สิ่งอำนวยความสะดวกมีให้

ห้องเช่ารายเดือนมีหลายแบบ ทั้งแบบห้องเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินใด ๆ หรือมีเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง แต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ หรือมีครบทั้งเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน สิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เช่น โทรทัศน์, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ และอินเทอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เช่า สามารถยกกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย เป็นเช็กลิสต์ที่สำคัญและสัมพันธ์กับราคาที่ถูก-แพง ที่ต้องพิจารณา

__________________________________________

6. ปลอดภัย อุ่นใจ

ความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญในการหาที่อยู่อาศัย ห้องเช่ารายเดือนก็เช่นเดียวกัน นอกจากสภาพภายในห้องเช่า แหล่งไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์แล้ว บริเวณโดยรอบห้องเช่า ต้องมีความปลอดภัย

ยิ่งถ้าอยู่ในซอยลึกและเปลี่ยว อาจจะต้องมีการสอบถามจากคนที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นว่าเคยมีโจร ขโมย ฉกชิงวิ่งราวหรือเคยก่อเหตุอาชญากรรมมาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ถ้าเป็นสาวโสด อยู่ห้องเช่ารายเดือนคนเดียวก็อาจจะไม่ปลอดภัยได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความสบายใจก็จำเป็นจะต้องเช็กลิสต์ในเรื่องเหล่านี้

นอกจากนั้นต้องเช็กดูด้วยว่ามีพนักงานรักษาความปลอดภัยหรือไม่ กล้องวงจรปิด ระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้า-ออกประตู ทางห้องเช่ารายเดือนมีความเข้มงวดมากน้อยแค่ไหน เพื่อความอุ่นใจในการอยู่อาศัย ถ้าภายในห้องเช่าสวยถูกใจ แต่ถ้าไม่มีความปลอดภัย ก็ไม่คุ้มกัน

__________________________________________

7. เพื่อนข้างห้องโอเค

ซื้อบ้านยังต้องดูว่าเพื่อนบ้านโอเคหรือไม่ ห้องเช่ารายเดือนก็เช่นเดียวกัน หลายคนอาจจะโฟกัสที่ทำเลและราคาเป็นหลักจนมองข้ามเช็กลิสต์ในข้อนี้ไป ดังนั้นจึงควรพิจาณาดูว่าห้องเช่ารายเดือนที่สนใจนั้น กลุ่มผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นใคร สัดส่วนผู้เช่าส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอะไร เช่น นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ

โดยห้องเช่ารายเดือนหลายแห่งจะมีการคัดกรองผู้เช่าก่อนให้เข้าพัก เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน นอกจากนั้ยต้องดูด้วยว่าเพื่อนข้างห้องของเรานั้นเป็นใคร เพราะมีหลายเคสที่ผู้เช่าที่อาศัยอยู่ข้างห้องเกิดปัญหากัน ซึ่งส่งผลต่อการอยู่อาศัยได้ในอนาคต

สำรับใครที่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ห้องเช่ารายเดือนเป็นตัวเลือกตอบโจทย์ในข้อนี้ เพราะห้องเช่ารายเดือนมีลักษณะคล้ายอพาร์ทเมนท์ แต่มีขนาดที่เล็กกว่า และมีราคาที่ถูกกว่า สามารถดู 7 เช็กลิสต์เลือกห้องเช่าที่เหมาะกับคุณ อยู่แล้วดี ไม่มีปัญหาที่นำมาฝากกันนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

__________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property

#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ชั้นบนสุดของอพาร์ทเมนท์หรือคอนโดระดับไฮเอนด์ จะมียูนิตพิเศษที่แตกต่างจากยูนิตอื่น หรือที่เรียกว่าเพนท์เฮ้าส์ (Penthouses...
24/08/2026

ชั้นบนสุดของอพาร์ทเมนท์หรือคอนโดระดับไฮเอนด์ จะมียูนิตพิเศษที่แตกต่างจากยูนิตอื่น หรือที่เรียกว่าเพนท์เฮ้าส์ (Penthouses) ซึ่งนอกจากราคาขายที่แพงกว่าแล้ว เพนท์เฮ้าส์ คืออะไร มีความพิเศษอย่างไร และใครเหมาะกับการอยู่เพนท์เฮ้าส์ มาทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ

___________________________________________

เพนท์เฮ้าส์ คืออะไร?

เพนท์เฮ้าส์ คือ ห้องหรือยูนิตพิเศษของอพาร์ทเมนต์หรือคอนโดมิเนียม ในชั้นที่สูงที่สุด วิวดีที่สุดของตัวอาคาร ส่วนใหญ่เป็นพบในคอนโดระดับไฮเอนด์ แบบ High Rise มากกว่า Low Rise

โดยเพนท์เฮ้าส์จะมีขนาดห้องที่ใหญ่และกว้างขวาง ใช้พื้นที่ทั้งชั้นหรือมากกว่าหนึ่งชั้น แบ่งพื้นที่ภายในเป็นสัดส่วน เป็นห้องต่าง ๆ เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว พื้นที่รับประทานอาหาร มีระเบียงขนาดใหญ่ หรือสระว่ายน้ำส่วนตัวให้เทควิวสระและวิวเมือง ให้ความรู้สึกเหมือนพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่สุดหรู ซึ่งมีราคาแพงที่สุดเมื่อเทียบกับยูนิตอื่นในโครงการเดียวกัน

___________________________________________

เพนท์เฮ้าส์ มีลักษณะอย่างไร?

เพนส์เฮ้าส์นั้นส่วนใหญ่มีลักษณะ ดังนี้

1. ยูนิตพิเศษในคอนโดมิเนียม
2. อยู่ชั้นบนสุดของอาคาร
3. ออกแบบพิเศษ หรือใช้วัสดุที่หรูหรากว่ายูนิตอื่น ๆ
4. พื้นที่ใช้สอยมากกว่า 300 ตารางเมตรขึ้นไป
5. มีจำนวนยูนิตน้อย บางโครงการมีทั้งชั้น 1 ยูนิต หรือ 1-2% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด

ด้วยลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เพนท์เฮ้าส์ คือ ยูนิตพิเศษในคอนโดที่ได้รับความสนใจ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เพนท์เฮ้าส์มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่มีเพียง 1-2 ยูนิตทั้งชั้น ปัจจุบันคอนโดมิเนียมบางโครงการได้จัดสรรยูนิตเพนท์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น โดยลดขนาดพื้นที่ใช้สอยลงมาอยู่ที่ประมาณ 200 กว่าตารางเมตร เพื่อเพิ่มจำนวนยูนิตเพนท์เฮ้าส์ให้มี 1-4 ยูนิตต่อชั้น

นอกจากนี้ตำแหน่งที่ตั้งของยูนิตก็เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่สถาปนิกส่วนใหญ่จะออกแบบให้เพนท์เฮ้าส์อยู่ชั้นบนสุด ปัจจุบันโครงการคอนโดมิเนียมหลาย ๆ โครงการออกแบบให้พื้นที่ส่วนกลาง เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส Co-Working Space สวนหย่อม พื้นที่พักผ่อน อยู่ชั้นบนสุดหรือดาดฟ้า (rooftop) เพื่อนำมาเป็นจุดขาย ทำให้เพนท์เฮ้าส์ขยับไปอยู่ในชั้นที่รอง ๆ ลงมาแทน

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวนอกจากจะเปลี่ยนนิยามของเพนท์เฮ้าส์ คืออะไรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อ จากจำนวนยูนิตเพนท์เฮ้าส์เพิ่มมากขึ้น และดีเวลลอปเปอร์ก็สามารถขายยูนิตพิเศษที่มีราคาแพงนี้ได้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

___________________________________________

ความพิเศษของเพนท์เฮ้าส์?

เพนท์เฮ้าส์มีความพิเศษอย่างไร ทำไมหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมีเพนท์เฮ้าส์ โดยเฉพาะคนเมือง ที่ให้คำนิยามเพนท์เฮ้าส์ คือ บ้านหรูบนคอนโดสูง ทำเลใจกลางเมืองที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

1. ตำแหน่งที่ตั้งของเพนท์เฮ้าส์
ตำแหน่งของเพนท์เฮ้าส์ เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดในโครงการ โดยอยู่ชั้นบนสูงสุดหรือรองลงมาจากชั้นบนสุด พื้นที่ใช้สอยครอบคลุมทั้งชั้นหรือมากกว่าหนึ่งชั้น ซึ่งแน่นอนว่าความพิเศษของการได้อยู่ตำแหน่งสูงที่สุดนี้ ยังมาพร้อมกับวิวที่ดีทีสุดแบบไม่มีอะไรมากั้น หรือวิวพาโนรามา 360 องศาที่หาไม่ได้ง่าย ๆ

2. ขนาดพื้นที่ใช้สอยของเพนท์เฮ้าส์
แม้เพนท์เฮ้าส์ในปัจจุบัน จะมีขนาดพื้นที่ใช้สอยลดลงจากเดิม แต่ก็ยังถือว่ามีขนาดใหญ่กว่ายูนิตทั่วไป โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 200 ตารางเมตร อาจจะกินพื้นที่ทั้งชั้นหรือทำเป็นแบบ Duplex รวมสองชั้นไว้ด้วยกัน ซึ่งก็จะทำให้มีพื้นที่ใช้สอยที่เพิ่มมากขึ้น โอ่โถง กว้างขวาง สะดวกสบาย เหมือนกับอยู่บ้านหลังใหญ่ที่อยู่บนอาคารสูง

3. การออกแบบห้อง
การออกแบบภายในมีความพิเศษ เนื่องจากเพนท์เฮ้าส์ คือ ห้องหรือยูนิตพิเศษของโครงการ มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดในโครงการ ภายในเพนท์เฮ้าส์จึงมีขนาดใหญ่และกว้างขวางกว่าเมื่อเทียบกับยูนิตอื่น ๆ ในโครงการเดียวกัน ที่ปกติจะมีห้องนอนสูงสุดอยู่ที่ 2 ห้องนอน แต่เพนท์เฮ้าส์จะมี 3-4 ห้องนอนขึ้นไป และมีห้องต่าง ๆ เหมือนยกบ้านเดียวมาไว้บนตึกสูง

4. ฟังก์ชันพิเศษ
การออกแบบยังมาพร้อมฟังก์ชั่นพิเศษ เช่น ลิฟต์ส่วนตัว (Private Lift) จากชั้นล่างตรงเข้าสู่ภายในเพนท์เฮ้าส์, สิทธิ์ที่จอดรถถาวรในโครงการ หรือที่จอดรถแบบ fix คัน, สระว่ายน้ำส่วนตัว, Pantry และครัวฝรั่ง, ห้องซักรีด, ห้องแม่บ้าน เป็นต้น

5. ราคาของเพนท์เฮ้าส์
พื้นที่ใช้สอยและความสูงเป็นตัวกำหนดราคาคอนโดมิเนียม เพนท์เฮ้าส์ก็เช่นเดียวกัน ด้วยความพิเศษของพื้นที่ใช้สอยที่อยู่ที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ตำแหน่งที่ดีที่สุด สูงสุดที่สุด วิวดีที่สุด เหตุนี้จึงทำให้เพนท์เฮ้าส์มีราคาแพงกว่ายูนิตอื่น ๆ ในโครงการ ยังไม่นับรวมค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นตามขนาดพื้นที่ใช้สอย

___________________________________________

เพนท์เฮ้าส์ เหมาะกับใคร?

เพนท์เฮ้าส์ เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นเซ็กเมนต์เฉพาะ ลูกค้าระดับไฮเอนด์ โดยส่วนใหญ่แล้วเพนท์เฮ้าส์มักจะเปิดขายตอนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ เพราะกลุ่มลูกค้าไม่ได้ซื้อเพื่อเก็งกำไร แต่เป็นการเก็บสะสม ซึ่งต้องการเห็นห้องก่อนตัดสินใจซื้อ และจะซื้อเงินสด ด้วยราคาที่สูงของเพนท์เฮ้าส์จึงไม่ใช่ใครอยากซื้อก็ซื้อได้ เพราะนอกจากราคาแล้วยังจัดว่าเป็นสินเค้าแรร์ไอเทม (Rare item) ที่มีจำนวนเพียงไม่กี่ยูนิตในโครงการ

โอกาสของผู้ซื้อจึงต้องมีความพร้อมทั้งงบประมาณและชื่นชอบความเป็นเพนท์เฮ้าส์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ โดยปัจจุบันห้องเพนท์เฮ้าส์มีราคาขายอยู่ที่ 60-300 ล้านบาทต่อยูนิต และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

___________________________________________

🔷 ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DD Property


#อสังหา #ซื้อบ้าน #ขายบ้าน #เช่าบ้าน #ฝากขาย #นายหน้า #บ้าน #คอนโด

ที่อยู่

รัชดาภิเษก
Din Daeng
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66815914942

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Khun Pitch property ขาย-เช่า บ้าน คอนโด ย่านรัชดา ห้วยขวาง พระราม9ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์