Saranrom Estate And Hotel

Saranrom Estate And Hotel ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Saranrom Estate And Hotel, อสังหาริมทรัพย์, Din Daeng.

เชี่ยวชาญดีลอสังหาระดับการลงทุน /ประสบการณ์ซื้อขายโรงแรมมากกว่า 9 ปี /ข้อมูลตรงจากเจ้าของทรัพย์ที่ไม่มีอยู่ในตลาด แม่นยำ โปร่งใส และปิดดีลได้จริง /รักษาความลับของทุกดีลอย่างเข้มงวดด้วยมาตรฐานระดับโลก

PropCo และ OpCo คืออะไร? ทำไมกองทุนระดับโลกจึงนิยมใช้โครงสร้างนี้ในการลงทุนโรงแรม โรงเรียน และอสังหาริมทรัพย์ อ่านด้านล่...
09/07/2026

PropCo และ OpCo คืออะไร? ทำไมกองทุนระดับโลกจึงนิยมใช้โครงสร้างนี้ในการลงทุนโรงแรม โรงเรียน และอสังหาริมทรัพย์ อ่านด้านล่าง!
PropCo และ OpCo ธุรกรรมที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายโรงแรม โรงพยาบาล หรือโรงเรียนนานาชาติ แต่สำหรับนักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อย อาจจะยังไม่รู้จักคำศัพท์ทั้งสองมากนัก ทั้งที่จริงๆแล้วโครงสร้างนี้ถูกใช้โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนสถาบัน และบริษัทระดับโลกมาเป็นเวลานาน นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินลงทุน แล้วยังลดความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ลงทุนแต่ละฝ่ายอีกด้วย เราไปดูตัวอย่างกันดีกว่าว่าแนวคิดของ 2 คำนี้เป็นอย่างไร?
Property Company หรือ PropCo คือบริษัทที่ทำหน้าที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ อาจประกอบด้วย
• ที่ดิน
• อาคาร
• สิ่งปลูกสร้าง
• โรงเรียน
• โรงแรม
• โรงพยาบาล
• คลังสินค้า
โดยรายได้หลักของ PropCo มากจาก ค่าเช่า (Rental Income)
กล่าวคือ PropCo ไม่ได้บริหารธุรกิจ แต่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการปล่อยเช่า
Operating Company หรือ OpCo คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจจริงๆ โดยยกตัวอย่างโรงเรียน
ทำหน้าที่คือ
• บริหารโรงเรียน
• รับนักเรียน
• เก็บค่าเทอม
• จ้างครู
• ดูแลหลักสูตร
OpCo ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคาร
แต่สามารถเช่าอสังหาริมทรัพย์จาก PropCo เพื่อนำมาสร้างรายได้นั่นเอง
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดๆคือหากเราต้องการซื้อโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง มูลค่า 1,500 ล้านบาท
ประกอบด้วย
• มูลค่าที่ดินและอาคาร 1,100 ล้านบาท
• มูลค่าธุรกิจโรงเรียน 400 ล้านบาท
หากผู้ลงทุนต้องซื้อทุกอย่างเอง ก็ต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1,500 ล้านบาท
กลับกันถ้าเราดำเนินธุรกิจแบบ PropCo และ OpCo
ในกรณีนี้กองทุนอสังหาริมทรัพย์จะตั้งบริษัท PropCo
ซื้อเฉพาะ
• ที่ดิน
• อาคารเรียน
มูลค่า 1,100 ล้านบาท/
ส่วนบริษัทผู้ดำเนินกิจการโรงเรียน (OpCo)ลงทุนเฉพาะธุรกิจ
• แบรนด์
• บุคลากร
• นักเรียน
• ระบบบริหาร
มูลค่า 400 ล้านบาท
จากนั้น PropCo ให้ OpCo เช่าอาคารระยะยาว เช่น 30 ปี
ก็จะทำให้ WinWin ทั้งคู่และใช้เงินลดน้อยลงขยายธุรกิจได้เร็วมากขึ้นอีกด้วย
#โรงแรม #ธุรกิจโรงแรม #ลงทุนโรงแรม

หากคุณกำลังมองหาผู้ซื้อโรงแรมที่เหมาะสม หรือมีโรงแรมที่ต้องการนำเสนอขาย โปรดศึกษาข้อมูลด้านล่าง!🌟เราเชื่อว่าการซื้อขายโร...
08/07/2026

หากคุณกำลังมองหาผู้ซื้อโรงแรมที่เหมาะสม หรือมีโรงแรมที่ต้องการนำเสนอขาย โปรดศึกษาข้อมูลด้านล่าง!
🌟เราเชื่อว่าการซื้อขายโรงแรมไม่ใช่เพียงแค่การประกาศขายผ่านอินเทอร์เน็ตแบบทั่วไป แต่คือการเชื่อมโยงสินทรัพย์ที่มีคุณค่าเข้ากับนักลงทุนที่เหมาะสม ผ่านกระบวนการที่เป็นระบบ รอบคอบ และรักษาความลับของข้อมูลอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ได้นักลงทุน หรือ ผู้ซื้อตัวจริง
ที่ Saranrom Estate & Hotel Company Limited เราให้บริการที่ปรึกษาด้านการซื้อขายโรงแรมและสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในไทยมาแล้วมากกว่า 8 ปี โดยทำงานร่วมกับทั้งเจ้าของทรัพย์ และนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศโดยตรง เพื่อสร้างโอกาสในการปิดการขายอย่างมีประสิทธิภาพให้กับเจ้าของ

หากคุณเป็น
• เจ้าของโรงแรมที่กำลังพิจารณาขายกิจการ
• ผู้แทนขายหรือบริษัทนายหน้าที่ต้องการขายทรัพย์โรงแรม
• ผู้ถือครองสินทรัพย์ที่ต้องการประเมินศักยภาพของโรงแรม

เรายินดีรับข้อมูลทรัพย์ของคุณเพื่อพิจารณาและนำเสนอแก่เครือข่ายนักลงทุนที่เหมาะสม ภายใต้หลักการทำงานที่ให้ความสำคัญกับ **ความเป็นส่วนตัว ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส** ในทุกขั้นตอน
หากคุณกำลังมองหาบริษัทที่เข้าใจตลาดโรงแรม เชื่อถือได้ และพร้อมสนับสนุนการซื้อขายด้วยมุมมองเชิงกลยุทธ์ เรายินดีเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในทุกธุรกรรมของคุณ
**ส่งรายละเอียดทรัพย์หรือพูดคุยกับทีมงานของเรา** เพื่อเริ่มต้นโอกาสใหม่ในการเชื่อมต่อกับนักลงทุนคุณภาพ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
*Agent Due Diligence Requirements*
เพื่อให้การพิจารณารับทรัพย์และการประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดจัดเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ก่อนส่งรายละเอียดทรัพย์มายังบริษัท
• Company Profile – ข้อมูลแนะนำบริษัทและขอบเขตการให้บริการ
• Business Card – นามบัตรของผู้ประสานงาน
• Authorization Letter / Letter of Appointment – หนังสือมอบอำนาจ หรือหนังสือแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลการขายจากเจ้าของทรัพย์ (เอกสารนี้จำเป็นสำหรับการพิจารณารับทรัพย์)
หมายเหตุ: บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณารับทรัพย์เฉพาะกรณีที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและอำนาจในการนำเสนอทรัพย์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษามาตรฐานการดำเนินงานและประโยชน์ของทุกฝ่าย
ช่องทางติดต่อ
Line ID:
Email: [email protected]
Tel: 095-639-0259 (คุณปัง), 085-552-6556 (คุณปิง)

25/06/2026

🖤 เช็กลิสต์ 10 อันดับโรงแรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย

✨ ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีที่ได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด บรรยากาศการเข้าพักที่น่าประทับใจ หรือประสบการณ์สุดพิเศษที่หาได้เฉพาะในแต่ละโรงแรม

ล่าสุด Travel + Leisure Luxury Awards 2026 ได้ประกาศรายชื่อ “10 โรงแรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย” ซึ่งล้วนเป็นโรงแรมที่ได้รับการยอมรับจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยมาตรฐานการบริการอันโดดเด่น ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่น่าจดจำ

โดยในปีนี้ Kimpton Maa-Lai Bangkok คว้าอันดับ 1 ไปครอง ตามมาด้วย Mandarin Oriental, Bangkok และ Capella Bangkok ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนอันดับอื่น ๆ จะมีโรงแรมไหนติดโผบ้าง และมีโรงแรมในดวงใจของชาวติดหรูอยู่ในลิสต์นี้หรือไม่ ตามไปเช็กกันได้เลย

#ติดหรู

25/06/2026

คนไทยได้ใช้บริการใหม่ที่สะดวกรวดเร็วอีกหนึ่งช่องทาง เมื่อ กรมธนารักษ์ พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ 'D-Value' รับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินทรัพย์สินออนไลน์ ที่ประชาชน บริษัทเอกชน หน่วยงานต่างๆ สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ได้ 24/7 สะดวกแบบไม่ต้องรอเวลาราชการ แก้ Pain Point คนไทยได้อย่างตรงจุด
โดย D-Value คือหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากการบริการเดิมและอยู่ใน Effective Government ซึ่งเป็น Engine ตัวสุดท้ายอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อให้รัฐเป็น Enabler ทำงานเร็ว โปร่งใส และใช้ Data & AI เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้า ซึ่งเป็นตัวอย่างรูปธรรมของการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการทำงานในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินให้ทันสมัยและตอบโจทย์ยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
และนี่คือ 4 ขั้นตอน ที่ทำแล้วสามารถขอเอกสารไปใช้เป็นหลักฐานราชการ หรือประกอบธุรกรรมต่างๆ ได้ทันที
1. เข้าใช้งานระบบฯ ด้วยการเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตัง
2. สืบค้นข้อมูลราคาประเมิน โดยเลือกตำแหน่งจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม หรือกรอกข้อมูลเลขที่โฉนด/เลขที่ น.ส. 3ก. สำหรับที่ดิน หรือกรอกชื่ออาคารชุดสำหรับห้องชุด
3. ตรวจสอบรายการตามคำขอ และระบุอีเมล (e-mail) ที่ใช้ในการรับข้อมูล
4. รับข้อมูลสำเนาบัญชีราคาประเมินที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องอิเล็กทรอนิกส์ ส่งตรงถึงอีเมลภายใน 10 นาที
การทำให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงาน จึงเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนไทยทั้งประเทศ
อ่านรายละเอียดต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

09/06/2026

ลองนึกภาพว่า ในขณะที่คุณเดินอยู่บนถนนของย่านมารีน่าเบย์ท่ามกลางอากาศร้อนชื้นของสิงคโปร์ ลึกลงไปจากพื้นเท้าของคุณราว 25 เมตร มีเครือข่ายท่อขนาดมหึมาวิ่งผ่านใต้ดินอยู่ในทุกนาที ภายในท่อเหล่านั้นคือน้ำเย็นจัดที่ถูกส่งออกจากโรงงานทำความเย็นกลาง ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงระบบปรับอากาศของโรงแรม ศูนย์การเงิน ห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงานนับสิบแห่ง ก่อนไหลกลับมาเป็นวัฏจักรโดยไม่ต้องการเครื่องปรับอากาศแยกในแต่ละอาคารแม้แต่เครื่องเดียว
นี่คือ District Cooling System (DCS) หรือระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ใต้ดิน ที่สิงคโปร์พัฒนาจนกลายเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดในโลกในประเภทนี้ และมันไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าบนพื้นผิว นั่นคือการปลูกต้นไม้นับล้านต้นเพื่อเปลี่ยนเกาะเมืองนี้ให้กลายเป็น "เมืองในป่า" ทั้งสองกลไกนี้ไม่ใช่โครงการแยกกัน หากแต่เป็นสองหน้าของยุทธศาสตร์เดียวกัน นั่นคือการต่อสู้กับปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island Effect) ที่คุกคามคุณภาพชีวิตของชาวเมืองในศตวรรษที่ 21
🔵ทำไมสิงคโปร์จึงร้อนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
สิงคโปร์ตั้งอยู่ที่ละติจูด 1 องศาเหนือเส้นศูนย์สูตร อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ประมาณ 27–34 องศาเซลเซียส แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อุณหภูมิตามธรรมชาติ หากอยู่ที่อุณหภูมิที่เมืองสร้างขึ้นมาเอง พื้นที่ก่อสร้างของสิงคโปร์มีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ป่าโดยรอบถึง 0–2 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน และสูงกว่า 2–4 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน ตัวเลขดูเล็กน้อย แต่ผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ที่ต้องทนอยู่กับมันทุกวันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่ถนน หลังคา และอาคารดูดซับรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ในระหว่างวัน แล้วคายความร้อนนั้นออกมาในเวลากลางคืน บวกกับความร้อนที่ปลดปล่อยออกมาจากเครื่องจักร ยานพาหนะ และระบบปรับอากาศในอาคารนับล้านหน่วย ยิ่งเมืองใหญ่และหนาแน่นมากเท่าไร ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น สิงคโปร์ที่มีประชากรกว่า 5.9 ล้านคนอาศัยอยู่บนเกาะขนาดเพียง 730 ตารางกิโลเมตร จึงอยู่ในกลุ่มเมืองที่เผชิญปัญหานี้รุนแรงที่สุดในโลก
ในเดือนพฤษภาคม 2006 SP Group กลุ่มบริษัทสาธารณูปโภคชั้นนำของสิงคโปร์ ได้เปิดใช้งานระบบ District Cooling System แห่งแรกที่ย่านมารีน่าเบย์ โดยส่งน้ำเย็นไปยังอาคาร One Raffles Quay เป็นอาคารแรก หลักการทำงานนั้นเรียบง่ายแต่เฉลียวฉลาด แทนที่แต่ละอาคารจะลงทุนติดตั้งและดูแลรักษาเครื่องชิลเลอร์ของตัวเอง ทุกอาคารในรัศมีพื้นที่จะเชื่อมต่อเข้ากับโรงงานทำความเย็นส่วนกลางผ่านเครือข่ายท่อใต้ดิน แล้วรับน้ำเย็นที่ผลิตในปริมาณมากและมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาใช้งานแทน
ระบบใต้ดินในมารีน่าเบย์นี้ถูกยอมรับว่าเป็นเครือข่ายระบบทำความเย็นใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ลึกประมาณ 25 เมตรใต้พื้นดิน ประกอบด้วยโรงงานขนาดใหญ่และเครือข่ายท่อที่ทำงานตลอดเวลา สามารถให้ความเย็นแก่ธนาคาร อาคารพักอาศัย ศูนย์แสดงสินค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงโรงแรมและคาสิโน Marina Bay Sands
ภายในปี 2027 SP Group มีแผนขยายกำลังการผลิตความเย็นรวมทั้งหมดเป็น 180,500 RT (Refrigeration Tons) ผ่านเครือข่าย District Cooling ทั่วสิงคโปร์ โดยในส่วนของมารีน่าเบย์จะเพิ่มกำลังความเย็นเป็น 75,000 RT พร้อมขยายท่อใต้ดินเพิ่มอีกกว่า 2 กิโลเมตรตามแนวริมแม่น้ำสิงคโปร์และมารีน่าเบย์
ปัจจุบัน เครือข่ายในมารีน่าเบย์ให้บริการแก่อาคารรวมทั้งสิ้น 28 หลัง หลังจากการเพิ่มเข้ามาของห้าอาคารใหม่ ได้แก่ 8 Shenton Way, IOI Central Boulevard Towers, Marina Bay Sands IR2, NS Square และ 80 Anson Road โดยระบบนี้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในย่านมารีน่าเบย์ได้ถึง 19,439 ตันต่อปี
ประสิทธิภาพด้านพลังงานของระบบนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน การประหยัดพลังงานได้ถึง 80,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี เทียบได้กับการจ่ายไฟให้อพาร์ทเมนต์สามห้องนอนในโครงการ HDB จำนวน 24,000 หน่วยตลอดหนึ่งปี และช่วยลดค่าพลังงานลงได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบปรับอากาศแบบดั้งเดิม
การขยายตัวของระบบไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ย่านธุรกิจ ในย่านอ่างโมเกียว (Ang Mo Kio) มีการวางแผนพัฒนาระบบ District Cooling ที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่อยู่อาศัย โดยคาดการณ์ว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 120,000 ตันต่อปี และในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 แทมปิเนส (Tampines) กลายเป็นย่านศูนย์กลางที่อยู่อาศัยแห่งแรกของสิงคโปร์ที่ได้รับการติดตั้งระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ คาดว่าจะประหยัดพลังงานได้มากกว่า 2.8 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
นอกจากนี้ SP Group ยังร่วมมือกับ HDB ในการพัฒนาระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์สำหรับที่อยู่อาศัยในโครงการ Tengah สำหรับครัวเรือนมากถึง 22,000 หลัง นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสิงคโปร์กำลังขยับพรมแดนของเทคโนโลยีนี้จากเขตธุรกิจสู่พื้นที่ชุมชนอย่างจริงจัง
🔵ต้นไม้หลายล้านต้นทั่วเกาะ ลดอุณหภูมิเมืองได้ 3-5 องศา
ขณะที่ใต้ดินคึกคักด้วยการไหลเวียนของน้ำเย็น ภาพบนพื้นผิวก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจน ในเดือนเมษายน 2020 สิงคโปร์เปิดตัวโครงการ OneMillionTrees Movement อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Singapore Green Plan 2030 โดยมีเป้าหมายปลูกต้นไม้เพิ่มอีกหนึ่งล้านต้นทั่วเกาะภายในปี 2030
ความคืบหน้าของโครงการนี้เกินความคาดหมาย นับตั้งแต่เปิดตัว NParks ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 500,000 ต้นร่วมกับสมาชิกชุมชนกว่า 75,000 คน และคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายหนึ่งล้านต้นภายในปลายปี 2027 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมถึงสามปี ล่าสุด ยอดต้นไม้ที่ปลูกแล้วทั่วสิงคโปร์อยู่ที่ 844,750 ต้น
ต้นไม้หนึ่งล้านต้นนั้นจะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก 78,000 ตัน และ เป้าหมายของ Green Plan 2030 ยังรวมถึงการเพิ่มพื้นที่อุทยานธรรมชาติมากกว่า 50% จากฐานปี 2020 และให้ทุกครัวเรือนอาศัยอยู่ภายในระยะ 10 นาทีเดินถึงสวนสาธารณะ
ทำไมต้นไม้จึงสำคัญในบริบทของการต่อสู้กับความร้อน คำตอบอยู่ที่กลไกทางชีวภาพที่ต้นไม้ทำงานอยู่ตลอดเวลา นั่นคือกระบวนการ Evapotranspiration หรือการคายน้ำออกทางใบ ซึ่งดูดพลังงานความร้อนออกจากสภาพแวดล้อมและกลายเป็นไอน้ำที่ทำให้อากาศโดยรอบเย็นลง ควบคู่ไปกับการบังร่มเงาที่ลดความเข้มของแสงแดดที่ตกกระทบพื้นผิวโดยตรง
งานวิจัยในสิงคโปร์พบว่า สวนชุมชนในเมืองสามารถลดอุณหภูมิอากาศได้ถึง 2.5 - 5 องศาเซลเซียสมากกว่าพื้นที่ที่ไม่มีต้นไม้ ผ่านกระบวนการระเหยของน้ำ ขณะที่ต้นไม้ที่ปลูกอย่างมีแผนยุทธศาสตร์ยังช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวได้เพิ่มอีก 1 องศาเซลเซียส
ต้นไม้ในสวนสาธารณะยังมีผลถ่ายเทความเย็นออกไปยังโครงการที่อยู่อาศัย HDB ที่อยู่ในรัศมีห่างออกไปถึง 300 เมตร ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Park Cool Island Effect ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิการแผ่รังสีเฉลี่ยในช่วงที่ดวงอาทิตย์แผดเผาที่สุดระหว่าง 11.00–15.00 น.
จากข้อมูลของ Centre for Liveable Cities พบว่าในปี 2020 เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่สิงคโปร์ปกคลุมด้วยพื้นที่สีเขียว และมีอัตราส่วนพื้นที่ใต้เรือนยอดไม้ (Tree Canopy) เกือบ 30% ทำให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก
🔵สองระบบ หนึ่งเป้าหมาย ให้สิงคโปร์เป็นเมืองเดินได้แม้อยุ่กลางแจ้ง
ความสัมพันธ์ระหว่าง District Cooling System และการปลูกต้นไม้ในเมืองไม่ใช่เพียงการเดินหน้าไปพร้อมกัน แต่มีความสอดประสานเชิงระบบที่น่าสนใจยิ่ง ระบบ DCS แก้ปัญหาความร้อนที่แหล่งกำเนิดหลักในเมือง นั่นคือลดปริมาณความร้อนที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากเครื่องปรับอากาศในแต่ละอาคาร เพราะหลักการทำงานของแอร์แบบเดิมคือการอัดความร้อนออกไปสู่ภายนอก ซึ่งหมายความว่าระบบปรับอากาศจำนวนมากยิ่งทำให้เมืองร้อนขึ้นในระดับมหภาค แต่ระบบ DCS รวมศูนย์ความร้อนไว้ในโรงงานกลางที่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลดปล่อยความร้อนออกน้อยกว่าระบบแบบกระจาย
ในขณะเดียวกัน ต้นไม้ทำงานในอีกมิติหนึ่ง โดยดูดซับความร้อนจากบรรยากาศโดยตรง สร้างร่มเงาที่ลดการดูดซับความร้อนของพื้นผิว และเพิ่มความชื้นในอากาศในระดับที่พอดี ไม่ใช่เพิ่มความอบอ้าว แต่เป็นความชื้นจากการระเหยที่ทำให้อากาศรู้สึกเย็นลง ระบบทั้งสองจึงโจมตีปัญหาความร้อนจากทั้งทางฟิสิกส์และทางชีววิทยาพร้อมกัน
แนวทางของสิงคโปร์ในการต่อสู้กับ Urban Heat Island นั้นครอบคลุม 3 แกนหลัก ได้แก่ การสร้างระเบียงลมและพื้นที่ร่มเงา การลดการดูดซับความร้อน และการลดการปล่อยความร้อน โดยมีงานวิจัย การวัดผล และการสร้างแบบจำลองสนับสนุนทุกขั้นตอน ครอบคลุมทั้งการพัฒนาพื้นที่สีเขียว วัสดุก่อสร้างเย็น และระบบ District Cooling
โครงการวิจัย Cooling Singapore 2.0 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Singapore-ETH Centre และ ETH Zurich ที่เริ่มต้นในปี 2021 ทำหน้าที่เป็นสมองกลาง รวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากทั้งสองแนวทาง เพื่อให้นักผังเมืองสามารถตัดสินใจได้ว่า ในพื้นที่ใดควรเน้นการปลูกต้นไม้ ในพื้นที่ใดควรขยายเครือข่าย DCS และในพื้นที่ใดควรทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
งานวิจัยพบว่าแม้ต้นไม้จะเป็นทางออกที่ถูกมองว่าสมบูรณ์แบบ แต่ก็มีจุดอิ่มตัวในการลดอุณหภูมิ และในพื้นที่ที่สร้างอย่างหนาแน่น ระเบียงลมที่ไม่มีต้นไม้อาจกลายเป็น "ระเบียงลมร้อน" ที่สะสมความร้อนได้ การจัดวางต้นไม้จึงต้องอาศัยการออกแบบที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่เพียงปลูกให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงบริบท
🔵5 นาทีจากบ้านถึงสวน ประโยชน์ที่ชาวเมืองได้รับ
สำหรับชาวสิงคโปร์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ทุกวัน ผลลัพธ์จากทั้งสองโครงการแสดงออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้หลายมิติ
มิติแรกคือเรื่องเศรษฐกิจ ระบบ DCS ช่วยลดภาระค่าพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อต้นทุนการทำความเย็นลดลง ต้นทุนการดำเนินงานของอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยก็ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การรวมศูนย์ระบบทำความเย็นยังช่วยเพิ่มพื้นที่ประโยชน์ให้กับอาคาร เพราะไม่ต้องสูญเสียพื้นที่ไปกับห้องเครื่องปรับอากาศแยกในแต่ละชั้น ซึ่งอาจเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อีกด้วย
มิติที่สองคือสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การวิจัยในสิงคโปร์พบว่าประชาชนมีความต้องการสูงมากต่อการลดอุณหภูมิและมลพิษทางอากาศจากพื้นที่สีเขียวในละแวกบ้าน สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Urban Heat Island Effect ต่อสุขภาพและความสบายในชีวิตประจำวัน เมื่ออุณหภูมิในที่สาธารณะลดลง คนก็ออกมาเดิน ออกกำลังกาย และมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ในชุมชน
มิติที่สามคือสิ่งแวดล้อม ระบบ District Cooling รวมถึงการขยายสู่ย่านอ่างโมเกียวคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 120,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนถึง 109,090 คัน บวกกับการดูดซับคาร์บอนจากต้นไม้ล้านต้น ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมจึงยิ่งทวีคูณขึ้นอย่างก้าวกระโดด
🔵บทพิสูจน์สำหรับเมืองร้อนทั่วโลกน่าทำตาม
สิ่งที่สิงคโปร์กำลังพิสูจน์ให้เห็นคือ การจัดการความร้อนในเมืองต้องอาศัยแนวคิดแบบบูรณาการ ไม่สามารถพึ่งพาวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงอย่างเดียว ระบบ District Cooling มีต้นทุนการลงทุนเบื้องต้นสูงมาก ต้องการการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว และได้ผลดีที่สุดในพื้นที่ความหนาแน่นสูงอย่างย่านธุรกิจและที่อยู่อาศัยของเมือง ในขณะที่ต้นไม้มีต้นทุนต่ำกว่า ปรับใช้ได้กับทุกพื้นที่ แต่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลเต็มที่ และต้องอาศัยการวางแผนตำแหน่งที่ตั้งและพันธุ์พืชอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
การผสมผสานทั้งสองระบบในเมืองเดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการออกแบบที่รอบคอบเพื่อให้แต่ละวิธีชดเชยจุดอ่อนของกันและกัน DCS จัดการความร้อนในระดับอาคาร ขณะที่ต้นไม้จัดการความร้อนในระดับย่านชุมชนและถนน ทั้งสองทำงานในช่วงเวลาต่างกัน ต้นไม้เย็นลงในเวลากลางวัน DCS ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสองลดการปล่อยคาร์บอน แต่ผ่านกลไกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น และจำนวนประชากรเมืองทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สิงคโปร์กำลังทำไม่ใช่แค่การบริหารจัดการเมือง แต่คือการสร้างแบบจำลองความเป็นไปได้ว่า เมืองร้อนในศตวรรษที่ 21 จะสามารถเอาชีวิตรอดได้อย่างไร ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เชิงพลังงาน และเชิงมนุษย์
คำตอบที่สิงคโปร์กำลังทำให้เห็นคือ ฝังความเย็นไว้ใต้ดิน แล้วปลูกความร่มเย็นขึ้นบนดิน แล้วอย่าหยุดทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

ตลาดคอนโด Pet Friendly ในไทยเติบโตสวนกระแส รุกกลุ่ม Gen Y-Z!เมื่อก่อนการ “เลี้ยงสัตว์ได้” เป็นแค่ option ส่งเสริมการขายค...
21/05/2026

ตลาดคอนโด Pet Friendly ในไทยเติบโตสวนกระแส รุกกลุ่ม Gen Y-Z!
เมื่อก่อนการ “เลี้ยงสัตว์ได้” เป็นแค่ option ส่งเสริมการขายคอนโดมิเนียมทั่วไป
แต่วันนี้มันเริ่มกลายเป็น “ปัจจัยหลัก” ของคนซื้อและคนเช่ายุคใหม่ไปแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดคอนโด ภาพรวมจะยังแข่งขันกันหนัก
แต่ segment Pet Friendly กลับโตสวนตลาดในหลายทำเล

เหตุผลหลักง่ายมาก:
Demand มีจริง แต่ Supply ยังน้อย

คอนโดที่ “ให้เลี้ยงได้จริง” ยังมีไม่มาก
และหลายโครงการที่ทำออกมาดี มักมี community ที่แข็งแรงมากกว่าปกติ

ตอนนี้เราเริ่มเห็น developer หลายรายไม่ได้มอง Pet Friendly เป็น gimmick แล้ว
แต่เริ่มออกแบบ product ตั้งแต่ต้น เช่น

• Pet Park
• Pet Washing Station
• ลิฟต์แยก
• Floor Zoning
• พื้นที่ส่วนกลางสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
มันสะท้อนว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจาก
“คอนโดที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์”
ไปสู่
“คอนโดที่ออกแบบมาเพื่อคนเลี้ยงสัตว์จริงๆ”
โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
เริ่มเห็นบางทำเลกลายเป็น pet-friendly cluster ชัดขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายนี้ Pet Friendly อาจไม่ใช่แค่ trend ระยะสั้น
แต่มันคือหนึ่งใน “lifestyle shift” ของตลาดอสังหาฯยุคใหม่

เพราะวันนี้สำหรับหลายคน
สัตว์เลี้ยงไม่ใช่ “pet” แต่มันคือ “ครอบครัว”
#ลงทุนโรงแรม

“ที่ดินที่ถูกรัฐเวนคืนไปแล้ว บางกรณีสามารถขอคืนได้นะ...หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า กฎหมายไทยเปิดทางให้เจ้าของเดิมหรือทายาทสามา...
13/05/2026

“ที่ดินที่ถูกรัฐเวนคืนไปแล้ว บางกรณีสามารถขอคืนได้นะ...
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า กฎหมายไทยเปิดทางให้เจ้าของเดิมหรือทายาท
สามารถ “ขอคืนที่ดิน” ได้ หากสุดท้ายรัฐไม่ได้ใช้ที่ดินนั้น
ตามวัตถุประสงค์ที่เคยเวนคืนไว้
ซึ่งกรณีนี้กำลังถูกพูดถึงอีกครั้งจากพื้นที่
“สวนเฉลิมหล้า” ที่ปัจจุบันกำลังพัฒนาเป็นโครงการ The Salil Siam
พูดง่าย ๆ คือ “การเวนคืน”
คือการที่รัฐนำที่ดินเอกชนไปใช้ทำโครงการสาธารณะ เช่น
* ถนน
* รถไฟฟ้า
* ทางด่วน
* หรือโครงการรัฐอื่น ๆ

แน่นอนว่าเจ้าของจะได้รับ “ค่าชดเชย”
แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐต้องนำที่ดินไปใช้จริง
ตามเหตุผลที่เคยอ้างไว้ตอนเวนคืน
ถ้าสุดท้าย “ไม่ได้ใช้”
กฎหมายมองว่าเจ้าของเดิมไม่ควรถูกยึดที่ดินไว้ตลอดกาล
จึงเกิดสิทธิที่เรียกว่า “การขอคืนทรัพย์ที่ถูกเวนคืน”
ถ้าวันหนึ่งที่ดินของเราโดนเวนคืน
เจ้าของยังมีสิทธิ เช่น
* ตรวจสอบโครงการ
* ตรวจสอบค่าชดเชย
* อุทธรณ์ราคาได้
* และติดตามว่ารัฐใช้ที่ดินจริงหรือไม่
หากภายหลังโครงการถูกยกเลิก
หรือไม่ได้ใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์เดิม
เจ้าของเดิมหรือทายาท
สามารถยื่นเรื่อง “ขอคืนที่ดิน”ได้ด้วยวิธีการ
*ตรวจสอบสิทธิ
*รวบรวมเอกสาร
*ยื่นคำร้อง
*รอหน่วยงานตรวจสอบ
หากเข้าเงื่อนไข ที่ดินก็สามารถคืนกลับสู่เจ้าของเดิมได้
แล้วกรณี “สวนเฉลิมหล้า” ล่ะ?

เดิมพื้นที่นี้ถูกเวนคืนเพื่อสร้าง “ทางด่วนขั้นที่ 2”
แต่ภายหลังบางส่วนของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ระหว่างนั้น กทม. นำพื้นที่มาใช้เป็น “สวนเฉลิมหล้า” ชั่วคราว
ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการเวนคืนตั้งแต่แรก
เมื่อสุดท้ายไม่มีการใช้พื้นที่เพื่อสร้างทางด่วน
เจ้าของเดิมจึงใช้สิทธิตามกฎหมายขอคืนที่ดิน
และเมื่อที่ดินกลับมาเป็นของเอกชนแล้ว
เจ้าของใหม่จะขายต่อ สร้างโรงแรม หรือพัฒนาโครงการอื่น
ก็สามารถทำได้ตามกฎหมายปกติ
สรุปง่าย ๆ คือ
“รัฐเวนคืนได้ ถ้าจะใช้ทำประโยชน์สาธารณะจริง
แต่ถ้าไม่ใช้แล้ว เจ้าของเดิมก็มีสิทธิขอคืนได้เช่นกัน”
#ลงทุนโรงแรม #โรงแรม #ธุรกิจโรงแรม

13/05/2026

ฝ่าคำวิจารณ์! 𝑨𝒖𝒅𝒆𝒎𝒂𝒓𝒔 𝑷𝒊𝒈𝒖𝒆𝒕 𝒙 𝑺𝒘𝒂𝒕𝒄𝒉 กับ “𝑹𝒐𝒚𝒂𝒍 𝑷𝒐𝒑” ที่กำลังเขย่าวงการนาฬิกาโลก
หลังจาก Swatch ประสบความสำเร็จมหาศาลกับ MoonSwatch และ Blancpain x Swatch
ล่าสุดแบรนด์ก็สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ด้วยการจับมือกับ Audemars Piguet หนึ่งใน “Big 3” ของโลกนาฬิกาหรู ซึ่ง ทันทีที่มีคำว่า “Royal Pop” หลุดออกมา โลกออนไลน์ก็แทบแตก
คำค้นหา AP x Swatch ติดเทรนด์ทั่วโลกในกลุ่มแฟชั่นและนาฬิกา
ทั้ง Instagram, Reddit, TikTok และ X ที่เต็มไปด้วยการเดารูปแบบ
นาฬิกา รวมถึงภาพ AI mockup จำนวนมหาศาล หลายสื่อถึงกับเรียกว่า
“นี่คือโปรเจกต์นาฬิกาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดนับตั้งแต่ MoonSwatch”
ครั้งก่อน
แล้วโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง?
มันก็ง่ายๆ แค่ Swatch ต้องการทำสิ่งเดียวกับที่เคยทำสำเร็จในยุค MoonSwatch นั่นคือ
“ทำให้นาฬิกา Luxury กลายเป็น Pop Culture” ส่วน "AP ก็ต้องการขยายฐานคนรุ่นใหม่ให้เข้าถึงแบรนด์มากขึ้น" สุดท้ายจึงเกิดนาฬิกา ที่หยิบ DNA ของ Royal Oak มาตีความใหม่ไฉไลกว่าเดิมที่สีจัดขึ้น และเข้าถึงง่าย
แฟนคลับ AP วิจารณ์สนั่นบ้างก็ว่า
AP “ลดตัวเอง” มากเกินไป
เพราะ Royal Oak คือหนึ่งในนาฬิกาหรู
ที่มีภาพลักษณ์สูงมาก การมาทำเวอร์ชันเข้า
ถึงง่ายอาจทำให้แบรนด์ดู mass ไปนิสสส
แต่ในอีกฝั่งก็มองว่า
นี่คือการทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงโลกของ AP ได้ง่ายขึ้น
และเป็นการสร้างฐานแฟนใหม่ในระยะยาว
𝑨𝒖𝒅𝒆𝒎𝒂𝒓𝒔 𝑷𝒊𝒈𝒖𝒆𝒕 ได้อะไรจากดีลนี้?

ถ้ามองเชิงธุรกิจ แน่นอนคือ “ยอดขาย”
แต่เหนือกว่านั้น คือ
* การเข้าถึงคนรุ่นใหม่
* การกลับมาอยู่ในกระแส Pop Culture
* การทำให้ชื่อแบรนด์ถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง
เพราะในโลกปัจจุบัน
“การถูกพูดถึง” มีมูลค่ามหาศาล
และแม้คนส่วนใหญ่จะที่ชื่นชอบแต่ไม่
สามารถครอบครองRoyal Oak จริงได้ๆ
แต่การทำให้คนทั้งโลก “อยากได้ AP” ก็ถือว่าชนะแล้วในเชิงแบรนด์
ขายพร้อมกันทั่วโลกวันที่ 16 นี้ สายแคมป์ห้ามพลาด!

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์...แต่น่าแปลกที่วันนี้ “โรงแรมในหลายเมืองเจ้าภาพของอเมริกา” กลับเริ่มออกมาบ...
05/05/2026

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์...
แต่น่าแปลกที่วันนี้ “โรงแรมในหลายเมืองเจ้าภาพของอเมริกา”
กลับเริ่มออกมาบ่นตรงกันว่ายอดจองห้องพักต่ำกว่าที่คาดไว้มาก
ทั้งที่นี่คืองานกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
มีแฟนบอลหลายล้านคนเฝ้ารอชมใจจดใจจ่อ
และถูกคาดหมายว่าจะเป็น Gold Mine ของธุรกิจโรงแรมในสหรัฐ
แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลง!
ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าตั้งแต่เปิดปีมานี้
เราเจอภาวะสงคราม นำไปสู่ต้นทุนน้ำมันที่สูง
ข้าวของแพงแบบก้าวกระโดด เป็นสิ่งที่
ประชาชนเกือบทุกประเทศกำลังพบเจอ
และอเมริกาเจ้าภาพบอลโลกในหนนี้ก็เช่นกัน
เมื่อเข้าใกล้งานจริง เจ้าของโรงแรมหลายแห่งพบว่า demand
ที่คิดว่าจะทะลักเข้ามาของนักท่องเที่ยวกลับไม่ convert เป็น booking อย่างที่หวัง
เหตุผลมีตั้งแต่
* ค่าเดินทางไปอเมริกาที่แพงเกินไป
* ค่าตั๋วบอล + โรงแรม + เดินทางข้ามเมืองที่สูงมาก
* ปัญหาเรื่องวีซ่าและการเข้าเมือง
* แฟนบอลจำนวนมากเลือก wait and see รอราคาลง
จนวันนี้หลายโรงแรมเริ่มต้องทยอยลดราคาเพื่อดึง occupancy กลับมา
สิ่งที่กำลังบอกอะไรกับเรา?
มันกำลังบอกเราว่า
“Mega Event ไม่ได้การันตีว่าห้องพักจะขายได้เสมอไป”
เพราะคุณต้องคำนึงถึง attention ของงานสูงแค่ไหน
ถ้าต้นทุนการเดินทางสูงเกิน
ถ้าลูกค้าตัดสินใจยาก
สิ่งที่อยากฝากถึง owner โรงแรมควรคิดให้ดีในทุกครั้งที่เมืองตัวเองกำลังจะมี
*คอนเสิร์ตใหญ่
*งานมหกรรม
*งานประชุมระดับนานาชาติ หรือ sports event
ว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการ “เชื่อ เข้าข้างตัวเอง มากเกินไป”
ว่าคนจะมาเยอะ งานมันต้อง hype สุดๆ (อย่าคิดแบบนี้เด็ดขาด)
แล้วก็อยากรีบขึ้นราคาจนหลุดจากความเป็นจริงของตลาด
เพราะ High Attention ไม่เท่ากับ High Booking (Real demand)
#โรงแรม #ธุรกิจโรงแรม #ลงทุนโรงแรม

ผ่านกันมาร่วม 4 เดือนแบบเร็วๆกับสภาพเศรษฐกิจที่ต้องบอกว่า ".วยไม่ไหวแน้ว"โดย Saranrom ได้รวบรวมฐานข้อมูลจากผู้ติดต่อ ในแ...
22/04/2026

ผ่านกันมาร่วม 4 เดือนแบบเร็วๆ
กับสภาพเศรษฐกิจที่ต้องบอกว่า ".วยไม่ไหวแน้ว"
โดย Saranrom ได้รวบรวมฐานข้อมูลจากผู้ติดต่อ
ในแต่ละประเภทอสังหาว่ามีด้านใดบ้างที่ Investor
ให้เป็น 𝐓𝐨𝐩 𝐇𝐢𝐭𝐬 และมีแนวโน้มที่ยังไปต่อได้ดีในปี 2026
สินทรัพย์ที่ยังสามารถไปต่อได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่กันสักแค่ไหน
ก็คือ "โรงแรม"ยกตัวอย่างในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ประเทศไทย
มีรายได้รวมจากเทศการณ์อยู่ที่ 33,000 ล้านบาทโดยประมาณ
ถึงแม้ว่าน้ำมันจะแพงเพียงใด ผู้คนจากทุกทั่วสารทิศไม่ว่าจะไทย
จะเทศ ก็ออกมาเล่นน้ำกันม่วนฉ่ำ จองโรงแรมนอนกันใกล้ๆ
ตื่นมาก็พร้อมลุยต่อได้แบบสบายใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า
การท่องเที่ยวไทยไม่ได้แค่ “กลับมา”แต่กำลัง “หมุนเศรษฐกิจ” ได้จริง
จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปก็ทำให้"โกดังสินค้า"เติบโต
ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน 𝐖𝐚𝐫𝐞𝐡𝐨𝐮𝐬𝐞 ยังถูกมองว่า
เป็น 𝐚𝐬𝐬𝐞𝐭 ที่ “ไม่ได้หวือหวา”แต่ในปี 2026ภาพนั้น
เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ในเมื่อพวกเราคุ้นชินกับการ
สั่งของ 𝐎𝐧𝐥𝐢𝐧𝐞 กันมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือผู้ประกอบการ
มีความต้องการพื้นที่จัดเก็บมากขึ้น เพื่อตอบรับ
การกระจายสินค้าที่รวดเร็ว ทำให้ 𝐖𝐚𝐫𝐞𝐡𝐨𝐮𝐬𝐞 ที่
อยู่ใน 𝐋𝐨𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 ที่ดี และ ยิ่งที่ไหนมี 𝐈𝐧𝐟𝐫𝐚𝐬𝐭𝐫𝐮𝐜𝐭𝐮𝐫𝐞 ดีด้วยแล้ว
ยิ่งดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเช่าได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
คนรุ่นใหม่รักสุขภาพ 𝐖𝐞𝐥𝐥𝐧𝐞𝐬𝐬' จึงสำคัญ
แค่ทุกวันนี้ก้าวเท้าออกจากบ้านค่าฝุ่นก็เล่น
เรากันซ่ะแทบไม่อยากหายใจแล้ว มีรายงาน
จากสำนักข่าว NBC บอกว่า เด็กยุคใหม่นั้น “ดื่มน้อยลง”
ในกลุ่มของคนอายุ 18–25 ปี ดื่มลดลงประมาณ 12% และ
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 36% ของเด็ก 𝐆𝐞𝐧𝐙ไม่เคยดื่มเลย'
แปลว่า: เงินที่เคยไป “ดื่ม” ถูกเปลี่ยนไปเป็นเงินที่ “ดูแลตัวเอง”
และเทรนของการเข้า 𝐅𝐢𝐭𝐧𝐞𝐬𝐬 หรือกระทั่ง 𝐒𝐨𝐛𝐞𝐫 𝐛𝐚𝐫 บาร์แนวใหม่
ที่ไม่ดื่มแอล แต่เน้นไปที่การพบป่ะดื่มกาแฟบ้าง หรือ 𝐌𝐨𝐜𝐤𝐭𝐚𝐢𝐥 บ้าง
ยังคงเติบโตกันอย่างต่อเนื่อง
จากการเก็บสินค้า สู่การเดินทาง
และจบที่การดูแลตัวเอง หัวข้อทั้ง 3 อย่าง
กำลังบอกว่า“เงินไม่ได้หายไปไหนแต่กำลังไหลไปหาสิ่งที่จำเป็นจริงๆนั่นเอง”

ที่อยู่

Din Daeng
BANGKOK

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 17:00
อาทิตย์ 08:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66855526556

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Saranrom Estate And Hotelผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Saranrom Estate And Hotel:

ทางลัด

แชร์