ปิยาดล โฮม

ปิยาดล โฮม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ที่น?

17/10/2025

🤍 แจกพิกัดบริจาคของปลายปี เคลียร์บ้านให้โล่งก่อนปีใหม่!

💬 อีกไม่กี่เดือนจะปีใหม่แล้ว ใครอยากเคลียร์บ้าน จัดการสิ่งของในบ้านส่งต่อประโยชน์ให้กับผู้อื่น แอดรวมพิกัดบริจาคของไว้ให้แล้วนะ ใครอยากส่งต่อสิ่งของประเภทไหน ดูข้อมูลในโพสต์นี้เลย

#ชอบโปร #ชอบโปรชวนให้

02/09/2025
14/05/2025

ลำพูน จังหวัดเล็กสุดของภาคเหนือ แต่มีรายได้ต่อหัวสูงสุด ในภาคเหนือ /โดย ลงทุนแมน
“ลำพูน” จังหวัดเล็กที่สุดในภาคเหนือ ทางผ่านของใครหลายคน เวลาขับรถขึ้นเชียงใหม่

รู้ไหมว่า จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2566

จังหวัดนี้ มี GPP per capita หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวเกือบ 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงสุดในภาคเหนือ และมากกว่าจังหวัดเชียงใหม่ อย่างที่หลายคนคิดเสียอีก

โดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภาคเหนือ

แล้วลำพูนมีดีอะไร ?
ทำไมถึงเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสำคัญของภาคเหนือ และของประเทศได้ ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ลำพูน เป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของไทย และเป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในภาคเหนือ มีขนาดพื้นที่เล็กกว่าจังหวัดเชียงใหม่เกือบ 5 เท่า
หรือคิดเป็น 0.9% ของพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น

โดยมีอำเภอเมือง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เกือบ 700 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 30 กิโลเมตร

ในอดีตนั้น ลำพูนมีภาคเกษตรกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด ซึ่งมีผลผลิตทางการเกษตรที่โดดเด่นคือ ลำไยและกระเทียม

ก่อนที่ปัจจุบัน กลายเป็นภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามามีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ต้องย้อนไปในปี 2526
ตามแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 4 รัฐบาลต้องการขยายพื้นที่อุตสาหกรรม จากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปยังส่วนภูมิภาค

ซึ่งเขตอำเภอเมืองลำพูน กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะความที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่

บวกกับ ตัวเมืองจังหวัดลำพูนเอง ยังมีราคาที่ดินไม่สูงเท่าเขตเมืองจังหวัดเชียงใหม่ สามารถพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศในอนาคตได้

นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือแห่งแรกในระดับภูมิภาค จึงดำเนินการก่อสร้างในเขตอำเภอเมืองลำพูน ด้วยพื้นที่เกือบ 1,800 ไร่ และสร้างเสร็จในปี 2528

จนมาถึงปัจจุบัน เมื่อการลงทุนทั้งจากต่างประเทศ และในประเทศขยายตัวขึ้น นิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในลำพูนจึงเกิดขึ้นตามมา

จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ลำพูนมีแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญ 3 แห่ง
คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ, นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ (ลำพูน) และสวนอุตสาหกรรม เครือสหพัฒน์

โดยมีบริษัทระดับโลกหลายแห่ง ตั้งฐานการผลิตในจังหวัดลำพูน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่างเช่น

- บจ.มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)

ปี 2567 (ปิดงบการเงิน 31/03/67)
รายได้ 9,028 ล้านบาท
กำไร 161 ล้านบาท

- บจ.เคียวเซร่า (ประเทศไทย)

ปี 2567 (ปิดงบการเงิน 31/03/67)
รายได้ 8,449 ล้านบาท
กำไร 285 ล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการ ให้ตั้งนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ แห่งที่ 2 ในลำพูนอีกด้วย โดยมีขนาดพื้นที่ 621 ไร่ และมีเม็ดเงินลงทุน 17,584 ล้านบาท

ปัจจัยที่ทำให้เขตอุตสาหกรรมในจังหวัดลำพูน เป็นที่น่าสนใจ สำหรับผู้ประกอบการที่เลือกเข้าไปลงทุน

นอกจากเรื่องราคาที่ดิน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ แล้ว

ทำเลที่ตั้งของลำพูนเอง ที่อยู่ใกล้กับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของภาคเหนือของไทย ยังช่วยผลิตแรงงานที่มีทักษะ ป้อนเข้าในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการคมนาคม
เพราะด้วยการที่อยู่ห่างจากสนามบินเชียงใหม่ไม่ไกล
ทั้งยังมีการพัฒนาถนนสายหลัก ที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำปาง

รวมถึงยังมีโครงการสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 ที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2570 ในอนาคตอีกด้วย

ซึ่งช่วยให้การเดินทางและขนส่งสินค้าสะดวก

และอีกข้อสำคัญคือ ลำพูนมีธรรมชาติสวยงาม
และการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่แออัด
อีกทั้งค่าครองชีพที่ถูกกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงอีกหลายจังหวัดหัวเมืองใหญ่

ทำให้เป็นพื้นที่ ที่น่าอยู่อาศัยและทำงาน ช่วยดึงดูดแรงงานอีกทางหนึ่ง

ซึ่งหากเราลองนำลำพูนไปเทียบกับจังหวัดเชียงใหม่ ในมุมตัวเลขเศรษฐกิจ

- ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP)

ปี 2564
ลำพูน 86,800 ล้านบาท
เชียงใหม่ 236,700 ล้านบาท

ปี 2565
ลำพูน 90,400 ล้านบาท
เชียงใหม่ 244,200 ล้านบาท

ปี 2566
ลำพูน 91,500 ล้านบาท
เชียงใหม่ 277,500 ล้านบาท

- รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร (GPP per capita)

ปี 2564
ลำพูน 221,800 บาทต่อคน
เชียงใหม่ 131,600 บาทต่อคน

ปี 2565
ลำพูน 232,600 บาทต่อคน
เชียงใหม่ 136,000 บาทต่อคน

ปี 2566
ลำพูน 236,600 บาทต่อคน
เชียงใหม่ 154,900 บาทต่อคน

จะเห็นว่า แม้ขนาดเศรษฐกิจของลำพูน จะเล็กกว่าเชียงใหม่ก็ตาม แต่หากดูรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรนั้น สูงกว่าเชียงใหม่เสียอีก

มากกว่านั้น ยังสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของจังหวัดในภาคเหนืออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องหมายเหตุว่า ด้วยประชากรที่ไม่มาก บวกกับการมีประชากรแฝง จากแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ยังเป็นส่วนสำคัญทำให้รายได้ต่อหัวของลำพูนอยู่ระดับสูงอีกด้วย

และทั้งหมดนี้ ก็คือเรื่องราวของลำพูน จังหวัดที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนรอบด้าน ทั้งการส่งเสริมจากภาครัฐ ทำเลที่ตั้ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และแรงงานที่มีคุณภาพ

เปลี่ยนจากอดีตที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม
สู่การที่มีภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในจังหวัด

กลายมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภาคเหนือและของประเทศไทย

ทำให้ลำพูน จังหวัดเล็กสุดของภาคเหนือไทย มีรายได้ต่อหัวเกือบ 20,000 บาทต่อเดือน เลยทีเดียว..
╔═══════════╗
ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman

📌อาการ/ลักษณะแบบนี้เกิดจากอะไรแล้วแก้ไขอย่างไร?🥰ดอกกุหลาบมีอาการไหม้ เน่าแห้ง และแคระแกร็นก่อนบาน ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยร...
12/05/2025

📌อาการ/ลักษณะแบบนี้เกิดจากอะไรแล้วแก้ไขอย่างไร?
🥰ดอกกุหลาบมีอาการไหม้ เน่าแห้ง และแคระแกร็นก่อนบาน ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะในหน้าร้อนแบบนี้ สาเหตุหลักที่เป็นไปได้ ได้แก่:

1. เพลี้ยไฟ (Thrips)

ตัวต้นเหตุหลักของดอกดำ แห้ง และไม่บาน

ชอบเข้าดูดน้ำเลี้ยงในดอกตูม ทำให้ดอกไหม้ก่อนบาน

หากสังเกตใกล้ๆ อาจเห็นตัวเพลี้ยเล็กๆ สีดำหรือน้ำตาลแดงซ่อนในดอก

2. อากาศร้อนจัด + แดดแรง

ทำให้ดอกไหม้หรือไม่สามารถพัฒนาต่อได้ โดยเฉพาะพันธุ์กลีบบาง

3. การให้น้ำหรือธาตุอาหารไม่สมดุล

ถ้ารดน้ำไม่พอช่วงแตกยอด ดอกจะแห้งง่าย

ขาดแคลเซียมและโบรอน ดอกจะบิดเบี้ยวหรือเหี่ยวก่อนบาน

✅แนวทางแก้ไขแบบเร่งด่วน

1. ตัดดอกที่เสียหายทิ้งทั้งหมด

ป้องกันการลามของเพลี้ยไฟ และกระตุ้นให้แตกยอดใหม่

2. พ่นสารชีวภาพกำจัดเพลี้ยไฟทุก 3 วัน (ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์)
ตัวเลือก:

น้ำส้มควันไม้ + น้ำสะเดา + น้ำยาล้างจานเจือจาง

หรือ บีที บาซิลลัส(เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมแมลง)

หรือถ้าจำเป็นเร่งด่วนจริง ใช้สารเคมีกลุ่ม Spinosad หรือ Emamectin benzoate (แต่ให้เว้นระยะปลอดสารอย่างเคร่งครัด)

3. พรางแสง 50-60%
ลดความร้อนจัดช่วงบ่ายเพื่อป้องกันยอดไหม้

4. พ่นธาตุอาหารรอง

แคลเซียม-โบรอน (เสริมความแข็งแรงให้ดอก)

ซิลิก้า (ช่วยให้ทนความร้อน-แมลงเจาะ)

5. รดน้ำให้ชุ่มลึกตอนเช้าอย่างสม่ำเสมอ
โดยไม่แฉะช่วงเย็น เพื่อป้องกันเชื้อรา

🥰ร่วมแบ่งปันความรู้ แสดงความคิดเห็นได้นะคะ🥰
@แฟนตัวยง ผู้ติดตาม 22,375

18/03/2025
07/03/2025

📌แนวทางการกำจัดเพลี้ยไฟ
การกำจัดเพลี้ยไฟในกุหลาบ สามารถทำได้ทั้งวิธีชีวภาพและวิธีเคมี ขึ้นอยู่กับระดับการระบาดและความต้องการของผู้ใช้

---

1. วิธีชีวภาพ (ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม)

ใช้ในกรณีที่การระบาดยังไม่รุนแรง หรือใช้เป็นแนวทางป้องกัน

✅ ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟ

แมลงช้างปีกใส (Chrysoperla carnea) – ตัวอ่อนกินเพลี้ยไฟเป็นอาหาร

มวนตัวห้ำ (Orius spp.) – กินเพลี้ยไฟและแมลงศัตรูพืชอื่น

ไรตัวห้ำ (Amblyseius spp.) – ช่วยควบคุมเพลี้ยไฟได้ดี

✅ สารชีวภาพ

เชื้อราเมตาไรเซียม (Metarhizium anisopliae) และ บิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) – ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน

น้ำหมักสมุนไพร เช่น สะเดา, ข่า, ตะไคร้หอม, ใบน้อยหน่า – มีฤทธิ์ไล่และกำจัดเพลี้ยไฟ

✅ วิธีอื่น ๆ

ใช้กับดักกาวสีฟ้า – เพลี้ยไฟชอบสีฟ้า จะติดกับดักและลดจำนวนลง

ปลูกพืชไล่แมลง เช่น ดาวเรือง, โหระพา รอบสวน

---

2. วิธีเคมี (ใช้เมื่อการระบาดรุนแรง)

หากเพลี้ยไฟแพร่ระบาดมากจนวิธีชีวภาพเอาไม่อยู่ อาจต้องใช้สารเคมีแต่ควรเลือกที่ปลอดภัยและมีระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว

✅ สารเคมีที่แนะนำ

อิมิดาคลอพริด (Imidacloprid) – ออกฤทธิ์ดูดซึม ฆ่าเพลี้ยไฟได้ดี

สไปโรมีซิเฟน (Spiromesifen) – ควบคุมเพลี้ยไฟและไรแดง

อะบาเมกติน (Abamectin) – ใช้กำจัดเพลี้ยไฟและไรศัตรูพืช

ฟิโพรนิล (Fipronil) – ฆ่าเพลี้ยไฟได้รวดเร็ว

✅ ข้อควรระวัง

สลับสารเคมีทุก 2-3 รอบพ่นเพื่อลดการดื้อยา

ฉีดพ่นในช่วงเย็นหรือตอนเช้าตรู่เพื่อป้องกันกุหลาบไหม้

หยุดใช้สารเคมีก่อนตัดดอกประมาณ 5-7 วัน

---

สรุป

ถ้าการระบาดยังไม่หนัก ควรใช้วิธีชีวภาพก่อนเพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าเพลี้ยไฟระบาดหนัก อาจใช้สารเคมีควบคู่กันไป โดยต้องใช้ให้ถูกต้องและไม่ใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อลดปัญหาแมลงดื้อยา

"ขี้หมูกินหัว ขี้วัวกินใบ ขี้ไก่กินผล"ภูมิปัญญาเกษตรกรชาวบ้าน เคยได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่พูดถึงการใช้ปุ๋ยคอกว่า ขี้หมูกินหัว...
05/01/2025

"ขี้หมูกินหัว ขี้วัวกินใบ ขี้ไก่กินผล"
ภูมิปัญญาเกษตรกรชาวบ้าน เคยได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่พูดถึงการใช้ปุ๋ยคอกว่า ขี้หมูกินหัว ขี้วัวกินใบ ขี้ไก่กินผล บางที่ก็เพี้ยน ๆ ไปว่า ขี้หมูให้หัว ขี้วัวให้ใบ ขี้ไก่ให้ลูก แต่ก็ความหมายเดียวกัน เราก็เลยจะมานำเสนอในแง่มุมของทางวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ จะเป็นยังไงไปติดตามอ่านกันเลยครับผม
#ขี้หมูกินหัว หรือขี้หมู คือปุ๋ยจะมีธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงราก หัวของพืช เช่น มันสำปะหลัง มันแกว แครอท มันฝรั่ง ขิง ข่า กระชาย เป็นต้น เหตุผลที่ปุ๋ยจากขี้หมูช่วยบำรุงหัวของพืชก็เพราะว่ามีธาตุอาหารหลักอย่างโพแทสเซียม (K) อยู่มากนั่นเอง
#ขี้วัวกินใบ หรือ ขี้วัวให้ใบ คืออะไร คือ ปุ๋ยจากขี้วัวจะมีธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงใบของพืช สำหรับผักต่าง ๆ ที่เราจะทานใบเช่น ผักกาด ผักคะน้า ผักหอม ผักชี ฯลฯ จึงเหมาะที่จะนำขี้วัวไปใส่เพื่อการบำรุงใบโดยเฉพาะ เหตุผลที่ปุ๋ยขี้วัวเหมาะสำหรับพืชกินใบก็เพราะว่ามีมีสัดส่วนของไนโตรเจน ที่เยอะ ช่วยบำรุง เร่งเขียว เร่งใบ
#ขี้ไก่กินผล หรือ ขี้ไก่ให้ผล คืออะไร ปุ๋ยขี้ไก่มีธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงผลของพืช เช่น ผลไม้ต่าง ๆ มะม่วง มะกรูด มะนาว มะพร้าม ส้มโอ แตงโม ฯลฯ หากปลูกพืชกินลูก จึงเหมาะที่จะเอาปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ส่วนเหตุผลที่ขี้ไก่เหมาะกับพืชกินผลเพราะมีสัดส่วนของฟอสฟอรัส (P) อยู่เยอะ บำรุงดอก เร่งดอก เร่งผล นั่นเอง
“ปุ๋ยคอก” แต่ละชนิดมีประโยชน์ดังนี้
1. มูลไส้เดือน จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 0.995%
P ฟอสฟอรัส 0.669%
K โพเทสเซียม 1.487%
เหมาะสำหรับบำรุงต้น ราก ใช้ในช่วงที่พืชกำลังเติบโต ใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืชได้ ช่วยให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น ระบายน้ำและอากาศได้ดี และเก็บความชื้นได้มากขึ้น ช่วยให้ระบบรากพืชกระจายตัวในดินได้ดีขึ้น
2. มูลโค จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 1.25%
P ฟอสฟอรัส 0.01%
K โพเทสเซียม 2.12%
เหมาะกับพืชในช่วงขยายราก บำรุงรากได้ดี ใช้เตรียมดินโดยใส่ในอัตรา 1-3 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แล้วหมักทิ้งไว้ 15-30 วันก่อนปลูกพืช ควรใช้มูลเก่าเพราะมูลสดทำให้เกิดความร้อนและมีการดึงไนโตรเจนจากดินไปใช้ พืชอาจมีอาการใบเหลืองและตายได้
3. มูลหมู จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 1.30%
P ฟอสฟอรัส 2.40%
K โพเทสเซียม 1.00%
เหมาะสำหรับไม้ผลบำรุงในช่วงติดดอก อาจนำมูลเหลวจากคอกไปลงบ่อหมักก๊าซชีวภาพแล้วเอามาเป็นปุ๋ยใส่พืชได้ และยังได้ก๊าซชีวภาพที่นำไปใช้หุงต้มหรือใช้ในฟาร์มได้ด้วย
4. มูลไก่ จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 1.67%
P ฟอสฟอรัส 3.32%
K โพเทสเซียม 2.41%
เป็นปุ๋ยคอกที่มีธาตุอาหารสูง เหมาะกับพืชทุกชนิด ใช้ได้ทุกช่วงที่พืชเติบโต ปริมาณธาตุอาหารขึ้นอยู่กับวัสดุรองพื้น
5. มูลค้างคาว จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 1.54%
P ฟอสฟอรัส 14.28%
K โพเทสเซียม 0.60%
มูลค้างคาวมีธาตุอาหารพืชหลายชนิด เหมาะสำหรับใส่ไม้ผล เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ กล้วยหอม ลำไย และมะม่วง เหมาะสำหรับบำรุงพืชช่วงเวลาติดดอก แต่ปัจจุบันมูลค้างคาวเป็นปุ๋ยที่หายาก จึงมีราคาสูง
6. มูลกระบือ จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 1.01%
P ฟอสฟอรัส 0.30%
K โพเทสเซียม 0.58%
เหมาะสำหรับบำรุงต้น ช่วยเร่งการเติบโตของพืช ควรใช้มูลแห้งเช่นเดียวกับมูลโค เหมาะสำหรับใส่รอบโคนต้นไม้ผล หรือรองก้นหลุมก่อนปลูกไม้ต้น
7. มูลเป็ด จะมีธุาตอาหารดังนี้
N ไนโตรเจน 1.02%
P ฟอสฟอรัส 1.84%
K โพเทสเซียม 0.54%
เหมาะกับบำรุงพืชในช่วงเติบโต บำรุงในช่วงติดดอก
ใช้ให้ถูกกับพืชผมก็จะได้ผลผลิตงาม

ที่อยู่

245 หมู่. 6 ต. บ้านกลาง อ. เมือง
Lamphun
50000

เบอร์โทรศัพท์

+66835555626

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ปิยาดล โฮมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์