13/07/2026
บทที่ 1: #สิ่งที่บริษัทประกันไม่อยากให้คุณรู้
แต่ทนายอยากบอก
📊⚖️ ระบบ KPI หลังบ้านของฝ่ายสินไหม
ทำไมเจ้าหน้าที่จึงพยายามเจรจาขอลดค่าเสียหาย?
🚗 ลองจินตนาการ...
วันที่คุณประสบอุบัติเหตุรถยนต์ สิ่งแรกที่หลายคนคิดคือ
«"เราจ่ายเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ปีละเป็นหมื่น วันนี้เกิดเหตุ บริษัทก็ควรชดใช้ค่าเสียหายให้ครบถ้วนตามสิทธิ"»
แต่เมื่อเริ่มพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สินไหม ไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรือที่สำนักงาน คุณอาจได้ยินประโยคประมาณว่า
💬 "บริษัทอนุมัติได้เท่านี้ครับ"
💬 "ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเรียกมาวันละ 1,000 บาท บริษัทจ่ายได้เพียง 300 บาทครับ"
หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า...
❓ พนักงานคนนี้กำลังเอาเปรียบเราหรือไม่?
❓ บริษัทตั้งใจจ่ายให้น้อยที่สุดหรือเปล่า?
ในฐานะที่ผมเคยดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายพิจารณาสินไหมรถยนต์ มาก่อน ผมอยากอธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเรื่องส่วนตัวกับผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหาย แต่ในการทำงานของหลายองค์กร พวกเขาอาจต้องปฏิบัติงานภายใต้ระบบที่เรียกว่า KPI (Key Performance Indicator) หรือ ดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน
---
🎯 KPI 2 ตัวสำคัญ ที่หลายคนไม่เคยรู้
บริษัทประกันภัยเป็นธุรกิจที่รับความเสี่ยง
💰 รายได้ คือ เบี้ยประกันภัย
💸 รายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด คือ ค่าสินไหมทดแทน (Loss)
ดังนั้น ฝ่ายสินไหมจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง "จ่ายเงิน" แต่ยังมีหน้าที่พิจารณาความเสียหายให้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ กฎหมาย และแนวทางการบริหารความเสี่ยงของบริษัท
ตัวชี้วัดที่พบได้บ่อย ได้แก่
💎 1. Loss Ratio (อัตราส่วนความเสียหาย)
เป็นตัวเลขที่แสดงว่า
รับเบี้ยประกัน 100 บาท
ต้องจ่ายค่าสินไหมกี่บาท
เช่น
✅ รับเบี้ย 100 บาท
✅ จ่ายค่าสินไหม 60 บาท
Loss Ratio = 60%
หลายบริษัทจะกำหนดเป้าหมายของตัวเลขนี้ไว้ หากตัวเลขสูงเกินเกณฑ์ อาจส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัท และในบางองค์กรอาจมีผลต่อการประเมินผลงานหรือโบนัสของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหน้าที่หลายคนจะพยายามเจรจาเพื่อควบคุมยอดจ่ายให้อยู่ในกรอบที่บริษัทกำหนด
---
💎 2. Average Claim Cost (ค่าเฉลี่ยสินไหมต่อหนึ่งเคส)
บริษัทมักมีข้อมูลสถิติว่า
🚗 รถชนท้ายโดยทั่วไปควรเสียหายประมาณเท่าใด
🏥 ผู้บาดเจ็บระดับใดควรมีค่ารักษาเฉลี่ยประมาณเท่าใด
หากมีการอนุมัติค่าสินไหมสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง บางองค์กรอาจกำหนดให้มีการตรวจสอบหรือให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงเหตุผลเพิ่มเติม
---
⚖️ เมื่อ KPI ชนกับ "สิทธิ" ตามกฎหมาย
เมื่อเข้าใจระบบการทำงานแล้ว จะเห็นว่า
การเสนอวงเงินในขั้นแรก บางครั้งอาจเป็นเพียง "ข้อเสนอในการเจรจา"
ไม่ใช่ข้อสรุปว่า
กฎหมายกำหนดให้จ่ายได้เพียงเท่านั้น
หากผู้เสียหายยอมรับข้อเสนอและลงนามในเอกสารยุติข้อพิพาทหรือรับชำระหนี้ครบถ้วน สิทธิในการเรียกร้องเพิ่มเติมอาจได้รับผลกระทบตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ก่อนลงนามเอกสารใด ๆ ควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วน และหากไม่แน่ใจควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
---
📖 สิทธิของผู้เอาประกันภัยและผู้เสียหาย
สิทธิในการได้รับค่าสินไหมทดแทน มิได้ขึ้นอยู่กับ KPI ของบริษัท
แต่ขึ้นอยู่กับ
✅ เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย
✅ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
✅ กฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงาน คปภ.
รวมถึงหลักฐานความเสียหายที่สามารถพิสูจน์ได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
KPI เป็นเครื่องมือบริหารจัดการภายในองค์กร
แต่ ไม่ใช่กฎหมายที่มาตัดสิทธิของผู้เสียหาย
---
💡 3 วิธีรับมือ เมื่อต้องเจรจากับฝ่ายสินไหม
💎 1. แยกให้ออกว่าอะไรคือ "นโยบายบริษัท" และอะไรคือ "ข้อกฎหมาย"
หากเจ้าหน้าที่แจ้งว่า
«"บริษัทอนุมัติได้เพียงเท่านี้"»
ลองถามอย่างสุภาพว่า
"เป็นข้อกำหนดตามกรมธรรม์หรือกฎหมายข้อใดครับ หรือเป็นแนวทางภายในของบริษัท?"
คำถามนี้ช่วยให้การเจรจาอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมาย
---
💎 2. ใช้หลักฐาน ไม่ใช้อารมณ์
อย่าพูดเพียงว่า
❌ "ผมอยากได้มากกว่านี้"
แต่ควรแสดงหลักฐาน เช่น
📄 ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
📄 ใบเสร็จค่าเช่ารถ
📄 หนังสือรับรองเงินเดือน
📄 ใบเสนอราคาซ่อมจากอู่มาตรฐาน
หลักฐานที่ครบถ้วนจะช่วยให้การพิจารณาเป็นไปอย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
---
💎 3. หากตกลงกันไม่ได้ ยังมีช่องทางตามกฎหมาย
หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้
ผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายยังสามารถใช้สิทธิ เช่น
⚖️ ขอไกล่เกลี่ยต่อสำนักงาน คปภ.
⚖️ หรือใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล
ซึ่งการพิจารณาจะอาศัยข้อกฎหมาย เงื่อนไขกรมธรรม์ และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
---
✨ บทสรุป
การเข้าใจระบบ KPI ของฝ่ายสินไหม ไม่ได้มีไว้เพื่อมองเจ้าหน้าที่เป็นคู่ต่อสู้
แต่เพื่อให้เราเข้าใจ "มุมมองของอีกฝ่าย"
และสามารถเจรจาได้อย่างมีเหตุผล
📌 จงจำไว้ว่า
KPI เป็นเครื่องมือบริหารของบริษัท
แต่ สิทธิของคุณ ถูกกำหนดโดยกฎหมาย กรมธรรม์ และความเสียหายที่พิสูจน์ได้
เมื่อรู้สิทธิของตนเอง มีหลักฐานที่ครบถ้วน และเจรจาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง คุณก็จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรม
---
จาก
✍️ #ทนายโอฬาร
OLARN LAW FIRM ⚖️
ขอบคุณครับ