PayBitcoin in Thailand

PayBitcoin in Thailand Official page of WE Token

ICO: www.wanda.exchange
Real Estate: www.paybitcoin.in.th
Company Info: www.wanda.co.th

จากนี้คุณสามารถซื้อ / ขายสินค้าราคาสูงหรือชำระค่าบริการในประเทศไทยด้วย คริปโต! ถูกกฎหมายและง่าย!
เราเชื่อมโยงผู้คน! แพลตฟอร์มของเราเป็นประตูสำหรับผู้ค้าและตัวแทนทรัพย์สินจริงในการโต้ตอบกับผู้ใช้ คริปโต ทั่วโลก!
___

Wanda Group is an international consortium of companies trying to make the world a better place. Wanda is mainly engaged in the sectors of Health, Crypto/IT and Real Estate. We combine

Tradition, Technology and Innovation to make the world better. The Exchange Section of Wanda Thailand is trying to solve the problem of connecting Bitcoin/Crypto with Mainstream. In fact, it’s now possible to buy or sell exclusive cars, real estate, jewelry and etc. with bitcoin, – the largest and most popular digital currency. We want to inform people about the payment options in Bitcoin/Crypto in Thailand. You can use our platform as a guide. No matter what do need or what do you want to buy – we will assist you at every step and make your life in Thailand easier. We educate our partners and offer free help by personal assistants at sales. With our help, there is no need to match Crypto-Buyer’s with Crypto-seller’s anymore. Anyone can pay in Bitcoin and the seller gets always paid in a stable currency such as Thai Baht. It is our vision and goal to bring as many investors to Thailand and help the country to become the legal paradise for honest crypto owners worldwide

🔥🔥🔥 Who is interested in the one and only cryptocurrency ATMs in Thailand with real-time trading system ‼️Ready-to-use m...
18/03/2023

🔥🔥🔥 Who is interested in the one and only cryptocurrency ATMs in Thailand with real-time trading system ‼️

Ready-to-use machine with proper import documents and business expansion for you. We are pleased to provide you with professional information and advice 🙏

☎ Contact us: 063-626-3479,082-114-3559.
Email: [email protected]

🔥🔥🔥 ท่านใดสนใจเครื่อง ATM คริปโตเคอเรนซี หนึ่งเดียวในเมืองไทยพร้อมระบบการฝากถอนแบบเรียลไทม์ ‼️เครื่องพร้อมใช้งาน มีเอกสา...
18/03/2023

🔥🔥🔥 ท่านใดสนใจเครื่อง ATM คริปโตเคอเรนซี หนึ่งเดียวในเมืองไทยพร้อมระบบการฝากถอนแบบเรียลไทม์ ‼️

เครื่องพร้อมใช้งาน มีเอกสารการนำเข้าถูกต้อง พร้อมต่อยอดธุรกิจให้คุณได้ เรายินดีให้ข้อมูลและคำปรึกษาระดับมืออาชีพ 🙏

☎️ ติดต่อได้ที่ 063-626-3479,082-114-3559
Email: [email protected]

เงินเฟ้อดีหรือไม่?
24/01/2022

เงินเฟ้อดีหรือไม่?

เงินเฟ้อคืออะไร? กระทบกับการลงทุนอย่างไร?
“การลงทุนมีความเสี่ยง” ไม่ใช่ว่าวางเงินไปแล้วจะได้กำไรกลับมาสมหวังดังใจเสมอไป เพราะเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องแน่นอน แต่ผันผวนได้ตลอดเวลา หากไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี ก็อาจขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวได้
ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการลงทุนนั้นมีมากมาย แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึง “ภาวะเงินเฟ้อ” กัน เพราะเป็นปัญหาที่หลายประเทศ(รวมทั้งประเทศไทยด้วย) ประสบตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เงินเฟ้อคืออะไร? ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง? มีข้อแนะนำสำหรับนักลงทุนหรือไม่อย่างไร? มาดูกัน
ภาวะเงินเฟ้อเป็นอย่างไร?
เมื่อราคาสินค้าและบริการต่างๆมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนค่าเงินก็ลดลงเรื่อยๆจนใช้จ่ายได้น้อย นี่เรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ สาเหตุมาจากกลไกตลาดโดยภาพรวม ต้นทุนประกอบกิจการที่แพงขึ้น และอุปสงค์ที่มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายายของเรา ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และทุกๆอย่างราคาถูกกว่าสมัยนี้มาก ในละครไทยเรื่อง “อยู่กับก๋ง” ซึ่งเป็นละครถ่ายทอดชีวิตในอดีตสมัยหลายสิบปีก่อน หากใครเคยดูจะเห็นว่ารองเท้านักเรียนคู่ละ 30 บาท มะม่วงลูกละไม่ถึง 10 บาท และ “หยก” ตัวเอกของเรื่องทำงานพิเศษแล้วได้ค่าแรง 5 บาทก็ถือว่าเยอะมากแล้วสำหรับสมัยนั้น แต่ปัจจุบัน…แม้แต่บะหมี่ก็ยังชามละหลายสิบบาท บางแห่งก็หลักร้อย ข้าวราดแกงจานละ 20-30 บาทก็ไม่มีอีกแล้ว รองเท้าผ้าใบก็คู่ละหลักร้อยเป็นอย่างต่ำ อาหารสด อาหารสำเร็จ ค่าบริการต่างๆก็แพงทะลุทะลวงขึ้นทุกอย่าง
หรือในการ์ตูนโดเรม่อนตอน “อภิมหาเศรษฐีโนบิตะ” พ่อแม่โนบิตะคุยกันก็เจาะไปที่ประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน โดยบอกว่ายิ่งเวลาผ่านไปค่าเงินก็ยิ่งตก ข้าวของยิ่งแพงขึ้น เงิน 10,000 เยน(ประมาณ 2,900 บาทไทย) ซื้อของได้เพียงไม่กี่อย่าง ต่างจากสมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นวัยรุ่นและสมัยปู่ย่าตาทวดของโนบิตะมาก ที่ระเม็งชามละเพียง 300
เยน(ประมาณ 87 บาทไทย) หรือจ่ายเพียง 1 เซน(เป็นชื่อหน่วยเงินในสมัยก่อนของญี่ปุ่น โดย 100 เซน=1 เยน อาจเปรียบเทียบได้กับหน่วยสตางค์ของบ้านเราก็ได้)ก็ซื้อลูกอมได้ถึง 2 เม็ด
เงินเฟ้อ=ดาบสองคม
ภาวะเงินเฟ้อหากเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย จะเป็นผลดีกับเจ้าของกิจการ เพราะจะได้กำไรมากขึ้น ทำให้ขยับขยายกิจการได้ง่ายกว่า และผู้บริโภคจะยังพอมีกำลังซื้ออยู่ แต่หากเกิดขึ้นมากเกินไป(Hyperinflation) ก็จะไม่ดีต่อทั้งเจ้าของกิจการและผู้บริโภค เพราะหากรายได้เท่าเดิมแต่สินค้าและบริการแพงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ผู้บริโภคก็จะไม่มีกำลังซื้อ ทำให้เจ้าของกิจการไม่มีกำไร จนสุดท้ายก็อาจต้องปิดกิจการไป
เงินเฟ้อกับการลงทุน
อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นก่อนจะลงทุนอะไร อย่าลืมย้ำกับตัวเองเสมอว่าภาวะเงินเฟ้อสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากลงทุนไปแบบหน้ามืดตามัว สุดท้ายแล้วก็จะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลไปโดยไม่ทันรู้ตัว เพราะเมื่อมีภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้น ผลตอบแทนก็อาจไม่เป็นดังหวัง
:ข้อแนะนำสำหรับผู้(คิดอยาก)ลงทุน เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ หรือได้รับน้อยที่สุด:
การลงทุนไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของกิจการเสมอไป แต่การออมเงินก็ถือเป็นการลงทุนด้วย โดยมีบัญชีธนาคารหลายประเภทเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคออมเงินพร้อมรับดอกเบี้ย ดังนั้นหากใครกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อมาก และแค่อยากมีเงินเก็บมากๆเพื่อความมั่นคง ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องได้กำไรสูงๆ ก็ขอแนะนำให้เลือกวิธีออมเงินจะดีกว่า
การลงทุนกับกองทุนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ แต่จะต้องรับความเสี่ยงด้วยเล็กน้อยเพราะผลตอบแทนไม่แน่นอน โดยกองทุนจะมีให้เลือกหลายแบบ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น ฯลฯ
หลายคนสนใจอยากลงทุนกับหุ้น ซึ่งที่จริงก็น่าสนใจมากทีเดียว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นก่อนจะลงทุนต้องมั่นใจว่ารับได้จริงๆ เพราะส่วนแบ่งที่ได้จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ เศรษฐกิจ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อด้วย แนะนำว่าให้ศึกษาข้อมูลและเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นจนชำนาญเสียก่อนแล้วค่อยลงมือจริง และอย่าลืมเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ
การซื้อทองคำเก็บไว้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นของที่มีมูลค่าในตัว เมื่อราคาขึ้นก็สามารถนำไปขายเพื่อเอากำไรได้ทันที ลดปัญหาจากภาวะเงินเฟ้อได้อย่างยอดเยี่ยม

Cross Chain Communication คืออนาคต!!
21/01/2022

Cross Chain Communication คืออนาคต!!

Cross-Chain Communication คืออะไร? สำคัญกับ Blockchain มากน้อยแค่ไหน?
การเทรดคริปโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี “บล็อกเชน” เนื่องจากสิ่งนี้คือเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงมาก โอกาสการโจรกรรมถือเป็นหนึ่งในล้านเลยก็ว่าได้ เพราะข้อมูลจะถูกเก็บแบบเรียงต่อกันเหมือนลูกโซ่ หากมีใครคิดที่จะแก้ไขข้อมูล ก็ต้องไปตามแก้ให้ครบทุกอุปกรณืในเครือข่ายด้วยจึงจะสมบูรณ์ ต่างจากการเก็บข้อมูลแบบธรรมดาที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถใช้อุปกรณ์ของตัวเองเพียงเครื่องเดียวในการแฮ็กระบบได้
และแน่นอนว่าบล็อกเชนไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่เหมือนกับเทคโนโลยีอื่นๆที่ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอเพื่อใช้งานได้หลากหลายขึ้น และในบทความนี้เราก็จะมาพูดถึง “Cross-Chain” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานบล็อกเชนอย่างมาก จะมีประโยชน์อย่างไร และมันคืออะไรนั้น มาดูกัน
Cross-Chain คืออะไร?
Cross-Chain คือการนำบล็อกเชนต่างเครือข่ายมาเชื่อมโยงกัน ประโยชน์ที่ได้คือผู้ใช้จะแลกเปลี่ยนและบันทึกข้อมูลระหว่างกันได้
ซึ่ง Cross-Chain จะมีอยู่ 2 แบบหลักๆ คือการเชื่อมแบบไม่เสริมเทคโนโลยีอื่นเข้าช่วย(Isomorphic) เป็นรูปแบบที่คู่บล็อกเชนสามารถทำงานร่วมกันได้เองโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางมาแปลงข้อมูลให้ กับการเชื่อมแบบเสริมเทคโนโลยีอื่นเข้าช่วย(Heterogeneous) รูปแบบนี้จะต้องอาศัยตัวกลางเพื่อแปลงข้อมูล
ประโยชน์ของ Cross-Chain
เมื่อบล็อกเชนต่างเครือข่ายสามารถเชื่อมโยงกันได้ การเทรดคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะง่ายขึ้น เพราะจะช่วยเพิ่มความลื่นไหลย่นเวลาในการทำธุรกรรมข้ามสกุล ปราศจากค่าธรรมเนียม มีความเสถียรและความปลอดภัยสูง เชื่อถือได้
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเปรียบเทียบ Cross-Chain กับถนนสองฟาก เดิมทีถนนสองฟากนี้ไม่มีสะพานลอย คนเดินเท้าจะข้ามไปมาก็ยาก เสียเวลาเพราะต้องคอยระวังรถ แต่เมื่อมีสะพานลอยแล้วทุกอย่างก็ง่าย เดินข้ามสะพานไปถึงอีกฟากได้อย่างรวดเร็ว
หรือการติดต่อสื่อสาร ที่สมัยก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีไฟฟ้า ต้องเขียนจดหมายหากันอย่างเดียวและต้องใช้เวลาเป็นวันกว่าจะไปถึงผู้รับ อยู่ห่างไกลกันจะคิดถึงกันแค่ไหนก็ต้องอดทน แต่เมื่อมีอินเตอร์เน็ตแล้วก็เสมือนได้ใกล้ชิดกันตลอดเวลา เชื่อมถึงกันได้ง่าย แม้จะอยู่คนละฟากโลกก็คุยโต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็วทันใจ
เช่นเดียวกับระบบบล็อกเชน ที่เดิมทีการทำธุรกรรมข้ามเครือข่ายเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เมื่อมี Cross-Chain เข้ามาเป็นสะพานเชื่อมการทำธุรกรรม ทุกอย่างก็สะดวกสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ไม่เสียเวลาอีกต่อไป
Cross-Chain กับชีวิตในอนาคต
ปัจจุบันการใช้งานหลักๆของ Cross-Chain คือการแปลงสกุลเงินดิจิทัล แต่อนาคตอาจใช้ทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น…
ดีต่อการรูดบัตรเครดิตซื้อของที่ต่างประเทศ จากเดิมที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงิน หากใช้ Cross-Chain ก็จะไม่ต้องเสีย อีกทั้งยังประหยัดเวลาด้วย
2. หากในอนาคตข้อมูลประจำตัวประชาชนต่างๆ ไม่ว่าจะบัตรประชาชน ใบขับขี่ พาสปอร์ตและอื่นๆถูกบันทึกไว้ด้วยระบบบล็อกเชน อย่างนั้นแล้วก็จะมีประโยชน์มากในการแสดงหลักฐานยืนยันตัวตนเมื่อไปต่างประเทศ เพราะสามารถเชื่อมข้อมูลถึงกันได้ ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ ลดเวลาการตรวจคนเข้าเมือง และอาจไม่จำเป็นต้องพกเอกสารเป็นเล่มๆใบๆอีกต่อไป
3. เพิ่มความสะดวกสำหรับคนไทยที่ต้องการรับเงินจากลูกค้าต่างประเทศ จากเดิมที่ต้องมีตัวกลาง ต้องให้ระบบแปลงสกุลเงิน ต้องเสียค่าธรรมเนียม และต้องรอถอนเข้าบัญชีธนาคารอีกหลายวัน ยุ่งยากพอสมควร แต่ Cross-Chain จะช่วยย่นเวลาตรงนี้ได้ สามารถรับเงินเป็นสกุลไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
4. เพิ่มความปลอดภัยในการใช้จ่าย เพราะในอนาคตมีแนวโน้มว่าเงินคริปโตจะถูกนำมาใช้ซื้อข้าวของในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายขึ้น ลดการพกเงินสดได้เกือบหมด เก็บเงินในกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลแทนกระเป๋าสตางค์ธรรมดา และกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลเหล่านั้นหากถูกเชื่อมข้อมูลด้วย Cross-Chain ก็จะยิ่งสะดวกมากกว่าเดิม จะทำให้ใช้จ่ายได้ทั่วโลก สามารถแปลงสกุลเงินธรรมดาเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้โดยง่าย ความปลอดภัยสูง หมดกังวลเรื่องการโจรกรรมข้อมูล

The Evolution of the Web ฉบับสรุปมาให้แล้วครับ
18/01/2022

The Evolution of the Web ฉบับสรุปมาให้แล้วครับ

ทำความรู้จักกับ Evolution of Web (1-3)
ปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันมาก การส่งต่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะบทความสำหรับอ่านเพื่อความรู้ การซื้อขายสินค้า การแจ้งเตือน ฯลฯ ก็นิยมทำผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Facebook, Instagram, Twitter แทบทั้งสิ้น
เทคโนโลยีเบื้องหลังการทำงานของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่สามารถช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็วทันใจนั้น เคยสงสัยหรือไม่? ว่ามันมีระบบการทำงานอย่างไร
อินเตอร์เน็ตถูกใช้งานมาแล้วหลายทศวรรษ และแน่นอนว่าแรกเริ่มเดิมทีเว็บไซต์ไม่ได้รองรับการใช้งานที่หลากหลายอย่างป้จจุบัน ในบทความนี้จะขออธิบายเกี่ยวกับ “Evolution of Web” หรือ “วิวัฒนาการของเว็บไซต์” เพื่อให้เห็นความเป็นมาว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เว็บไซต์ถูกพัฒนาอย่างไรบ้าง
Evolution of Web คืออะไร?
วิวัฒนาการของเว็บไซต์แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ ดังนี้…
1. ช่วงแรก(Web 1.0)
หรือเรียกว่า Web1.0 เป็นประเภทเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคแรกๆของอินเตอร์เน็ต โดยจำกัดบทบาทของผู้ใช้อยู่ที่การอ่านข้อมูลข่าวสารเท่านั้น หรือง่ายๆคือเป็นการสื่อสารกับผู้ใช้ฝ่ายเดียว ผู้ใช้ไม่สามารถตอบกลับ แชร์ หรือคอมเม้นอะไรได้

ปัจจุบันเว็บไซต์แบบนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่อย่างกว้างขวาง โดยจะเป็นเว็บไซต์ประเภทบล็อกส่วนตัว หรือเว็บไซต์ขององค์กรที่มีไว้เพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีบทบาทใดๆ
2. ช่วงที่สอง(Web 2.0)
เป็นช่วงต่อจาก 1.0 โดยประเภทนี้จะเป็นเว็บไซต์โซเชียล เช่น Facebook, Tiktok, Instagram, Pinterest ฯลฯ ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมีบทบาท เริ่มตั้งแต่สร้างบัญชีผู้ใช้ ไปจนถึงโพสต์เรื่องราวที่ตนสนใจ แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ และสื่อสารกับทีมงานเจ้าของเว็บไซต์
3. ช่วงที่สาม(Web 3.0)
เว็บไซต์รูปแบบล่าสุดที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligen(AI) เข้ามาเกี่ยวของ โดยผู้ใช้จะไม่เพียงแต่มีบทบาทในการสื่อสารเท่านั้น แต่ระบบ AI จะช่วยประมวลผลข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้ามาและให้ข้อมูลกลับไปอย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Siri และ Google Voice ที่ผู้ใช้สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง สามารถถามข้อสงสัย สามารถสั่งให้โทรหาคนที่ต้องการ สามารถให้ช่วยหาข้อมูลได้ ส่วนตัวระบบก็สามารถส่งเสียงโต้ตอบกับผู้ใช้ได้เช่นกัน และจะทำการประมวลผลในเวลาอันรวดเร็ว
แนวโน้มของ Evolution of Web ในอนาคต
เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาตามยุคสมัย สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา Evolution of Web ก็เช่นกัน ในอดีตเว็บไซต์ใช้งานได้อย่างจำกัด แต่นานวันเข้าก็ถูกปรับปรุงให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น
ดังนั้นในอนาคตจะต้องมี Evolution of Web ในระดับที่สูงขึ้น เต็มไปด้วยนวัตกรรมที่ซับซ้อน และรองรับการใช้งานที่หลากหลายกว่าเก่าแน่นอน
ตัวอย่างความเป็นไปได้ของ Evolution of Web ในอนาคต:
1. ระบบ VR จะถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวาง
สร้างโลกเสมือนจริงเพื่อการเรียนรู้ การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอย เช่น การศึกษาในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนอีก แต่เด็กๆสามารถเรียนทางออนไลน์ได้โดยมีระบบ VR เป็นตัวช่วย ทำให้เห็นภาพของสิ่งที่ครูผู้สอนต้องการสื่อได้ดีขึ้น หรือแม้แต่การท่องเที่ยวก็อาจไม่จำเป็นต้องไปสถานที่จริง แต่สามารถเที่ยวในโลก VR ได้ หรือเปลี่ยนจากการชมภาพยนตร์แบบธรรมดาบนระบบสตรีมมิ่งและการชมภาพยนตร์ในโรง เป็นการชมด้วยเทคโนโลยี VR ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฉากภาพยนตร์ด้วย เป็นต้น
2. ติดต่อสื่อสารกับคนไกลได้สะดวกขึ้น เสมือนมีตัวจริงอยู่ตรงหน้า
ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารก็ถือว่าสะดวกรวดเร็วพอตัว ไม่ว่าจะเป็น Voice Call(สนทนาแบบได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียว) Instant Message(ติดต่อกันทางข้อความส่วนตัวแบบตอบกลับได้ทันที) Video Call(สนทนาแบบเห็นภาพเคลื่อนไหวและเสียง) หรือการส่งอีเมล์
เป็นไปได้ว่าในอนาคตจะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้นเสมือนกำลังอยู่กับตัวจริง เช่น อาจใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรมฉายภาพสามมิติของคู่สนทนาขึ้นมา หรืออาจผนวกเทคโนโลยี 4D เข้าไปด้วยเพื่อให้สัมผัสได้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัว
3. แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้รวดเร็วขึ้น
การแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายในปัจจุบันใช้วิธี Voice Call เป็นหลัก บางครั้งก็แจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นได้ Evolution of Web ในอนาคตเป็นไปได้ว่าถูกพัฒนาให้สะดวกและผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือเร็วขึ้น โดยจะหันมาใช้การแจ้งผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก เนื่องจากสามารถส่งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวได้ อีกทั้งยังระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุได้แม่นยำกว่า ทำให้ดำเนินการช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้อาจมีการใช้ระบบ AI ที่มีความฉลาดมากกว่าปัจจุบัน เข้ามาพูดคุยและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นด้วย
เทคโนโลยีไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งถูกพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ วันนี้เรามีนวัตกรรมไฮเทคหลายอย่างไว้ใช้งาน แต่ใครจะรู้ว่าต่อไปในภายภาคหน้า ทุกอย่างอาจถูกพัฒนาให้ดีกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม และแม่นยำกว่าเดิมก็เป็นได้
ถ้าชอบก็ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจ Wanda Exchange TH ด้วยนะครับ

โปรเจกต์ยอดฮิตอย่าง BAYC ที่กำลังยกราคา Floor สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
17/01/2022

โปรเจกต์ยอดฮิตอย่าง BAYC ที่กำลังยกราคา Floor สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ทำให้ BAYC(Bored Ape Yacht Club) ฮิตติดชาร์จ พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มของ NFT ในอนาคต!
การเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ NFT(Non-fungible Token) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการทำเงินแบบ Passive Income อย่างหนึ่ง กับการที่ผลงานที่มีเพียงต้นฉบับชิ้นเดียวในโลก สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล สร้างกำไรให้นักเทรดที่ถือครอง เรียกได้ว่าให้เงินทำงานแทนคน ไม่เปลืองเวลาและแรงกาย ซึ่งแหล่งของ NFT นั้นก็มีหลายโปรเจกต์ด้วยกัน
ส่วนในบทความนี้เราจะพูดถึงโปรเจก์ที่ชื่อ “Bored Ape Yacht Club”
Bored Ape Yacht Club คืออะไร?
Bored Ape yacht Club หรือ BAYC มีเว็บไซต์คือ www.boredapyachtclub.com เป็นตลาดที่ผลิตสินทรัพย์ดิจิทัลขายเอง (ผู้ใช้ไม่สามารถลงขายผลงานตัวเองบนเว็บไซต์ได้) เอกลักษณ์อยู่ที่รูปลิงหน้าบูดเป็นการ์ตูนสีสันสวยงาม สินทรัพย์ราว 10,000 ชิ้นในคอลเลคชั่นขายหมดภายในครึ่งวันเท่านั้น
BAYC จัดเป็นงาน NFT ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันได้รับความนิยมนั้นมาจากเหล่าคนดังที่เป็นเจ้าของหรือแสดงท่าที่สนใจในสินทรัพย์ ทำให้นักเทรดคนอื่นๆเกิดความสนใจตาม นอกจากนี้ทางทีมงานยังพัฒนา NFT ตัวใหม่ๆออกมาอยู่เสมอ
และล่าสุดมีข่าวออกมาว่าทางทีมพัฒนากำลังทำเกม Play-To-Earn คาดว่าจะเปิดให้เล่นภายในปี 2022 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกระแสที่ทำให้ BAYC ได้รับความนิยมยิ่งกว่าเดิม
ความนิยมของ Bored Ape Yacht Club บ่งบอกถึงเทรนด์ NFT ในอนาคตอย่างไรบ้าง?
เดิมที NFT ก็ได้รับความนิยมมากพออยู่แล้ว และเป็นไปได้ว่าในอนาคตความนิยมนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากการที่ BAYC สามารถขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากถึง 10,000 ชิ้นภายในเวลาเพียงครึ่งวัน นั่นทำให้เราเห็นแล้วว่า…
1. อินฟลูเอนเซอร์หรือคนดังมีผลอย่างมากในการผลักดันความนิยมของ NFT เนื่องจาก NFT ส่วนใหญ่มีมูลค่าสูง หลายคนจึงอาจลังเลที่จะนำเงินมาลงทุนในส่วนนี้ ดังนั้นหากมีบุคคลสาธารณะมาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ก็จะช่วยคลายความลังเลนี้ได้ นักเทรดจะกล้าลงทุนกับ NFT มากขึ้น
2. ความนิยมของ NFT ถูกผลักดันได้จากหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ชิ้นงานที่ต้องมีเอกลักษณ์ ดูโดดเด่น ไม่เหมือนใคร และสวยงาม แต่ยังอยู่ที่ว่าผู้สรรสร้างรู้จักพัฒนาชิ้นงานมากน้อยแค่ไหนด้วย เห็นได้จากการที่แม้ BAYC จะขายภาพลิงหน้าบูดหมดไปแล้ว แต่ทางทีมงานก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น ไม่ได้คิดว่าขายได้ 10,000 ชิ้นแล้วพอ แต่ยังจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นความสนใจใน NFT อยู่เสมอ และตั้งใจจะสร้างเกม Play-To-Earn เพื่อเอาใจคนรักเกม ให้หันมาเล่นเกมที่ทั้งสนุกและสร้างรายได้ในเวลาเดียวกันด้วย
3. การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบธรรมดาอาจหายไปในอนาคต และเกม Play-To-Earn จะเข้ามาแทนที่ เนื่องจากให้ทั้งความบันเทิงและเงินในหนึ่งเดียว จึงดึงดูดความสนใจคนได้มากกว่า
เสริมเกร็ดความรู้: อยากเริ่มลงทุนกับ NFT ต้องทำอย่างไร?
สำหรับใครที่อยากลองซื้อ NFT สักชิ้น ขั้นแรกแนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน เพราะ NFT ที่มีชื่อส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูงมาก จึงควรดูแนวโน้มให้ดีๆ ว่างานแบบไหนที่คนให้ความสนใจมาก งานแบบไหนที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากในอนาคต อีกทั้งต้องเลือกตลาดให้ดีด้วย เพราะจุดประสงค์ของการซื้อ NFT นั้นมีหลากหลายมาก อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ดังนั้นหากเราซื้อเก็งกำไร และได้สินทรัพย์ชนิดที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ ตลาดไม่ดี เวลาขายก็จะขายยาก
หรือถ้าใครยังไม่พร้อมซื้อ NFT โดยตรง อาจลองเริ่มต้นด้วยการเล่นเกม Play-To-Earn ก่อนได้ เพราะเป็นการครอบครองไอเท็มในเกมและขายต่อให้คนอื่นได้ในเกมซึ่งมูลค่าไม่สูงเท่าการซื้อขาย NFT แบบธรรมดา นอกจากนี้ยังมีเกมให้เลือกหลายประเภทตามความชอบของผู้เล่น แต่ต้องใช้เหรียญดิจิทัลในการซื้อไอเท็ม แล้วแต่ว่าแต่ละเกมให้ใช้เหรียญอะไร
ถ้าชอบก็ฝากกดติดตาม Wanda Exchange TH ไว้ด้วยนะครับ

13/01/2022

อย่างที่หลายๆ คนรู้ Bitcoin คือ King of Cryptocurrency หรือเรียกง่ายๆ คือเป็นสกุลเงินดิจิทัลอันแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมา ในยุคแร...

11/01/2022

The Central Bank of Bahrain has successfully completed a digital payment test in collaboration with JPMorgan’s blockchain and cryptocurrency unit Onyx.

10/01/2022

โปรเจกต์นี้ Fork มาจาก Uniswap นะ หรืออาทิตย์หน้าจะมีการ Soft Fork โปรเจกต์ใหม่ ประโยคเหล่านี้คืออะไรและหมายความว่าอย่างไร? วันนี้จะพาไปดูกันครับ
โลกของคริปโตเคอเรนซี่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบที่เรียกว่าบล็อกเชน การ Fork เสมือนเป็นการอัปเกรดระบบของ Blockchain Network ซึ่งก็คือการอัปเกรดโค้ดหรือใส่โค้ดเวอร์ชั่นใหม่เข้าไปในระบบนั่นเอง
การ Fork ของระบบ Blockchain จะทำให้ทิศทาง และแผนการในอนาคตของแพลตฟอร์มหรือบริษัทนั้นๆ เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น Bitcoin กับ Litecoin หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า Litecoin คือเวอร์ชั่น Fork ของ Bitcoin เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการก๊อปปี้โค้ดของ Bitcoin มาแล้วก็มาเปลี่ยนแปลงอะไรนิดหน่อยจึงเป็น Litecoin
การ Fork หลักๆ มีอยู่ 2 แบบคือ Soft Fork กับ Hard Fork
Soft Fork
คือการอัปเกรดแบบที่เสียงส่วนมากเห็นว่ามันดีกว่า และเป็นการอัปเกรดระบบปรับแก้ของเดิมเพียงเล็กน้อย Node เก่าและ Node ใหม่ยังติดต่อสื่อสารกันได้ นักขุดหรือ Miners ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับระบบเลย สามารถขุดต่อไปได้เรื่อยๆ
เปรียบเทียบคือเหมือนกับการที่บริษัทใหญ่ๆ เปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง เราที่เป็นลูกน้องก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร สามารถทำงานแบบเดิมได้ปกติไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเรา
Hard Fork
การอัปเกรดชนิดนี้เรียกว่าเป็นการอัปเกรดที่ใหญ่และจะมีผลกับทุกคนในระบบเช่นในเคสของ Ethereum กับ Ethereum Classic จะสังเกตุเห็นได้ว่าทั้ง 2 เหรียญนี้ไปคนละทางกันอย่างสิ้นเชิง การอัปเกรดแบบ Hard Fork จะทำให้ Node เก่าติดต่อกับ Node ใหม่ไม่ได้ นักขุดหรือ Miners ก็จำเป็นที่จะต้องอัปเกรด Software หรือโค้ดถ้าอยากจะ Contribute ให้กับระบบต่อ
เปรียบเทียบเหมือนกับการที่เราโดนย้ายแผนกในการทำงาน เราอาจจะต้องเจอกับคนกลุ่มใหม่ และสิ่งใหม่ๆ ที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย ซึ่งอาจจะทำให้เราเติบโตขึ้นก็เป็นไปได้
สรุปแล้วมันต่างกันอย่างไร?
Hard Fork คือการอัปเกรดที่แยกออกมาเป็นอีกเครือข่ายหนึ่ง โดยไม่สามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายเดิม และไม่สามารถแก้ไขกลับมาเป็นเหมือนเดิม ในขณะที่ Soft Fork คือการอัปเกรดที่ยังสามารถทำงานและปรับแก้กับเครือข่ายเดิมได้
การเข้าใจพื้นฐานการทำงานของระบบจะสามารถทำให้เราเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ บนโลกคริปโตได้ดีขึ้น ถ้าใครชอบก็อย่าลืมกดติดตามเราไว้นะครับ

07/01/2022

คำศัพท์ยอดฮิตในที่หลายๆ คนมักจะเจอในโลกคริปโตครับ

06/01/2022

Tabellenblatt1 January Winners of // 120 WE rewards to each 0xaA43474b913Eb50b81507a425611EE1b441b4208 0xf17c8754885202fd7ca47d2025c326279CBb3E55 0xde7e3690CB11C89F7c3AB5bbf0d5868af984B598 0xfA6f96F572259DF9048d6D8686a2ce535377fd07 0xA41794715cD83437A36502aAAaf1249f32B90ADc 0x036478...

ที่อยู่

99/47 Moo. 13, Nongprue Sub-district, Banlamung District
Pattaya
20150

เบอร์โทรศัพท์

+66821143559

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PayBitcoin in Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง PayBitcoin in Thailand:

แชร์