Richnice Property for sale and rent

   รับงานตกแต่งทั่วประเทศครับ
23/02/2024

รับงานตกแต่งทั่วประเทศครับ

Sale : 3.29 million baht-450 m. to Kata beach-Pool view,  2nd floor-Corner Unit-Hot water,Air con,TV,  Refrigerator,Micr...
06/07/2022

Sale : 3.29 million baht
-450 m. to Kata beach
-Pool view, 2nd floor
-Corner Unit
-Hot water,Air con,TV,
Refrigerator,Microwave

-Furniture, Bedding set
-Cctv,laundry,fitness,
kids room,computer room
-Restaurants around
-Starbucks,7-11,Tesco Lotus,
Makro,Local market,
Club Med Phuket

Size 31.45 Sqm

This villa is three-storey private residence in Phuket. It is a second home for a small family: husband, wife, two child...
18/03/2022

This villa is three-storey private residence in Phuket. It is a second home for a small family: husband, wife, two children and two housemaids. The prime requirement from the owner is a full panoramic view of the sea and the integration of the nature. The programmed consists of 4 bedrooms with bathroom, living room, dinner room, kitchen, garage for three cars and the infinite swimming pool. All materials in this house represent the beauty of natural texture
The land plot is a gradual slope cliff overlook the east side of the Andaman Ocean. The house was meant to be a private poetry with four bedrooms that accommodate all four members of the family with three dogs.
The architecture was meant to be disappearing from the frontal road and cascading with the slope and expose the house towards the ocean skyline.
Modern vocabulary with simple geometry.
Property Features
✔️4 Bathroom eu suite bathroom
✔️4 Bedroom, bathtub
✔️Fully furnished
✔️Western kitchen
✔️Dining room
✔️Living room
✔️Terrace
✔️Private swimming pool
✔️Working spec
✔️Storage
✔️Laundry room
✔️Garden
✔️24 Hrs. Security
✔️Covered car parking
Land Area: 3,600 Sq.m.
Villa Area: 1,500 Sq.m.
Villa age: 9 years
Ownership: Freehold
Asking Price: 8 million USD.
Location: Cape Yamu Thalang Phuket.
For enquiry and property viewing please contact us
0622428698
or inbox

22/02/2022

UPDATE: ครม. ยกเว้นภาษีเงินได้ต่างชาติ 3 กลุ่มที่ถือวีซ่าระยะยาว และลดภาษีผู้เชี่ยวชาญพิเศษเหลือ 17% ดึงดูดลงทุนในไทย
วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับชาวต่างชาติผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว(Long-term Resident Visa: LTR Visa) 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ และกลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย สำหรับเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ
ขณะเดียวกันยังได้ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เหลือร้อยละ 17 สำหรับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งทำงานในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
สำหรับชาวต่างชาติกลุ่มซึ่งเป็นเป้าหมายตามมาตรการ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. ประชากรโลกที่มีความมั่นคั่งสูง ได้แก่ ผู้ที่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือในอสังหาริมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 500,000.02 ดอลลาร์สหรัฐ มีรายได้ส่วนบุคคลไม่ต่ำกว่าปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ
2. กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต่ำกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีรายได้ปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือมีรายได้ (เงินบำนาญ) ไม่ต่ำกว่าปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ
3. กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย: มีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หรือมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป หรือครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือได้รับเงินทุน Series A มีประสบการณ์การทำงาน 5 ปี
4. กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ: มีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หรือมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และมีประสบการณ์การทำงาน 5 ปีในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ไตรศุลีกล่าวต่อไปว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์ว่า จะมีชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 1 ล้านคน และกระทรวงการคลังได้ประมาณการว่า จะไม่มีการสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีครั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างประเทศซึ่งไม่อยู่ในฐานภาษีของประเทศไทย แต่อาจเพิ่มรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษที่จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ 17 ของเงินได้พึงประเมิน
นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับดังนี้ คือ ชาวต่างชาติผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ หรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญเข้ามาพักอาศัย หรือทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น การบริโภคและการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพิ่มขึ้น

17/01/2022

ประกาศใช้แล้ว กับ #มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ และ #ค่าจดจำนอง เหลือ 0.01%
มีผลตั้งแต่พรุ่งนี้ (18 มกราคม 2565) ถึง 31 ธันวาคม 2565

🔹ค่าธรรมเนียมการโอน จากเดิม 2% เหลือ 0.01%
🔹ค่าธรรมเนียมจดจำนอง จากเดิม 1% เหลือ 0.01%

สำหรับซื้ออสังหาประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทใช้ได้ทั้งมือหนึ่งและมือสองค่ะ

📍ดูประกาศได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/announce/search_result.jsp?SID=2991EB34A955FC6843E9AB12E7AF46CD

-----------------------

🏡 สนใจซื้อบ้าน คอนโด โปรโมชั่นที่ดีที่สุด
เฉพาะอสังหาเรื่องจิ๊บๆ
📱LINE : https://lin.ee/s6n1bFa
☎️ : 065-626-5636
🤩ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
👉🏻 https://forms.gle/caHD5WQBiLDaDbFX8

📕สนใจเรียนคอร์สอสังหา
👉🏻 https://www.facebook.com/propertyexpertacademy

🔴 ติดตามคลิปดีๆใน Youtube
👉🏻 https://youtube.com/c/อสังหาเรื่องจิ๊บๆ
-----------------------
#ความรู้อสังหา
#อสังหา #เช่าอสังหา #ซื้ออสังหา
#นายหน้าอสังหา
#คอนโด #ซื้อคอนโด #ลงทุนคอนโด
#อสังหาเรื่องจิ๊บๆ

16/11/2020

UPDATE: โบรกเกอร์ฟันธง RCEP ช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้า
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 37 ได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศรวมกันถึง 26.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30% ของ GDP โลก และคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่างกันราว 28% ของมูลค่าการค้าโลก ครอบคลุมประชากรทั้งหมด 2.2 พันล้านคน หรือ 30% ของประชากรโลก
โดย 15 ประเทศที่ร่วมลงนาม ประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, บรูไน,เวียดนาม, ลาว, เมียนมา, กัมพูชา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, และนิวซีแลนด์
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ แต่ละประเทศจะต้องไปขอมติจากสภาเพื่อกลับมาให้สัตยาบัน โดยในกลุ่มอาเซียนจะต้องได้ 6 ใน 10 ประเทศ และคู่เจรจาจะต้องได้ 3 ใน 5 ประเทศ คาดว่าจะมีผลอย่างเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2564
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า ประเมินว่า ความตกลงดังกล่าวส่งผลเชิงบวกและช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้าได้ ซึ่งข้อดีหลักของ RCEP คือ ทำให้ภาพของ Regionalization เข้ามาทดแทนการเสื่อมถอยของ Globalization ได้ถูกจังหวะเวลา เพราะช่วงที่ผ่านมาการค้าระดับโลกถูกกดดันทั้งจากสงครามการค้าและโควิด-19
โดยข้อตกลงนี้จะทำให้มูลค่าการค้าในกลุ่ม RCEP เร่งตัวขึ้นในระยะยาว แต่ผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ในช่วงแรกอาจไม่มาก เพราะสินค้าส่งออกของไทยไปกลุ่ม RCEP ส่วนใหญ่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่าน FTA และ ASEAN+1 อยู่แล้ว อีกทั้งอินเดียที่เป็นตลาดใหญ่และเป็นช่องทางในการเปิดตลาดไปเอเชียใต้ ยังไม่เข้าร่วมในรอบนี้ ขณะที่ถ้าพิจารณาจากข้อตกลงทั้ง 20 บท จะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านการค้าเป็นหลัก
ส่วนเรื่องของภาษียังให้แต่ละประเทศสามารถใช้กลไกเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดได้ นั่นหมายความว่าถ้ายังไม่มีการยกเลิกกีดกันสินค้าที่มีความอ่อนไหวระหว่างประเทศ มูลค่าการค้าระหว่างกันอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าเข้ามาในกลุ่ม RCEP มากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนความร่วมมือด้านบริการที่น่าสนใจคือ การยกระดับการสื่อสารระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวขนส่งและโลจิสติกส์ การเงินและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่ของศักยภาพในการแข่งขันกลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง ดูจะเป็น 2 กลุ่มที่ได้รับผลดีมากที่สุด
นอกจากนี้จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้น ฝ่ายวิเคราะห์ บล. หยวนต้า ได้อิงจากกลุ่มที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง ซึ่งวัดจากดุลการค้าที่เป็นบวกและเป็นกลุ่มที่ประเทศคู่ค้านอกอาเซียนให้ความสนใจในการขยายฐานการผลิตสินค้าหรือบริการมายังประเทศไทย ซึ่งได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว เกษตรอาหาร ค้าปลีก และคาดว่าผลดีต่อเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเป็นบวกทางอ้อมต่อกลุ่มนิคม โรงไฟฟ้า และขนส่ง
โดยหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มคือ บมจ. อาปิโก ไฮเทค (AH), บมจ. อินเตอร์ไฮด์ (IHL), บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC), บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU), บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM), บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และ บมจ. สหไทย เทอร์มินอล (PORT)
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามรายละเอียดของข้อตกลง RCEP อีกครั้ง รวมถึงการทำข้อตกลงการค้าในรูปแบบอื่น เช่น CPTPP ที่ไทยยังสงวนท่าทีในการเข้าร่วม และความคืบหน้าในการทำ FTA ร่วมกับกลุ่มประเทศยุโรป รวมถึงประเด็นการตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสพลิกมาเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมด้วย
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

ที่อยู่

Phuket
83000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Richniceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์