Patcharagun Law and Business Consultant Office Co.,Ltd

Patcharagun Law and Business Consultant Office Co.,Ltd ที่ปรึกษากฎหมาย ด้านคดีความ ธุรกิจ

25/03/2026

🚓🤦เมื่อต้องถูกจับกุมและควบคุมตัวมายังสถานีตำรวจเพราะได้กระทำความผิด ต้องทำอย่างไร รับสารภาพหรือไม่รับดี มีสิทธิอะไรบ้าง!?!

⛓️🤦 สิทธิของผู้ต้องหา จะถูกคุ้มครองตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และหลักสิทธิมนุษยชน ดังนี้

1. #ขณะถูกจับกุม
🔸เจ้าพนักงานต้องแจ้งสิทธิทันที
🔸แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบโดยชัดแจ้ง
🔸แจ้งสิทธิที่จะไม่ให้การ (สิทธิไม่ปรักปรำตนเอง)
🔸แจ้งสิทธิที่จะมีทนายความ
🔸แสดงหมายจับ (หากไม่ใช่กรณีจับโดยไม่มีหมาย)

🙅สิทธิของผู้ต้องหา
✔️มีสิทธิไม่ให้การใด ๆ ที่เป็นโทษแก่ตน
✔️มีสิทธิขอดูหมายจับ / ตรวจสอบการจับกุม
✔️มีสิทธิแจ้งให้ญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจทราบ
---------------------------------------------
2. #ระหว่างถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ
✔️การควบคุมตัวต้องชอบด้วยกฎหมาย
ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง (เว้นแต่มีเหตุยื่นฝากขัง)
🙋สิทธิของผู้ต้องหา
🔸มีสิทธิพบทนายความเป็นการส่วนตัว
🔸มีสิทธิได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ไม่ถูกทำร้ายหรือบังคับ
🔸มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหากจำเป็น
🔸มีสิทธิให้การหรือไม่ให้การก็ได้
--------------------------------------
3. #การสอบสวน
👉ต้องกระทำโดยสุจริตและเป็นธรรม
ห้ามข่มขู่ หลอกลวง หรือบังคับให้รับสารภาพ
🙋สิทธิของผู้ต้องหา
🔸มีสิทธิให้การเป็นลายลักษณ์อักษร
🔸มีสิทธิให้ทนายเข้าร่วมฟังการสอบสวน
🔸มีสิทธิอ่าน/ฟังคำให้การก่อนลงลายมือชื่อ
🔸มีสิทธิแก้ไขคำให้การให้ถูกต้อง
-------------------------------------------
4. #การขอปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว)
👉สามารถทำได้ตั้งแต่ชั้นตำรวจ : ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ทันที
🙋สิทธิของผู้ต้องหา
🔸มีสิทธิยื่นประกันตัว
🔸มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกัน
🔸ใช้หลักทรัพย์ / บุคคลค้ำ / เงินสด / หลักประกันอื่นได้
------------------------------------------
5. #ครบกำหนด48ชั่วโมง (ฝากขัง)
👉หากพนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ ต้อง:นำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง
🙋สิทธิของผู้ต้องหา
🔸มีสิทธิไปศาลเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย
🔸มีสิทธิแต่งทนายเพื่อคัดค้านการฝากขัง
🔸มีสิทธิขอประกันตัวในชั้นศาลอีกครั้ง
------------------------------------------------
6. #หลักสำคัญตลอดกระบวนการ
👉สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “เป็นผู้บริสุทธิ์”
❌ต้องไม่ถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม
✔️การรับสารภาพต้องเป็นไปโดยสมัครใจเท่านั้น

""_____  คดีนี้  #เป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเท่านั้น              ในส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ในที่        หรือบริเวณที่...
21/03/2026

""_____ คดีนี้ #เป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเท่านั้น

ในส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ในที่ หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุนั้น #กฎหมายกำหนด ""เฉพาะ"" อุบัติเหตุที่เกิดแก่ ""รถไฟ หรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสาร"" เท่านั้น

สำหรับ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ #รถบรรทุก หรือ #รถส่งสินค้า หรือรถยนต์ส่วนบุคคล #กรณีนี้ไม่เป็นความผิดในส่วนนี้

ดู คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 402/2546
"" ..... ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) บัญญัติ ถึงการลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุซึ่งอุบัติเหตุนั้น #เฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว #เพียงแต่บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรก ได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 .....""

ตามข่าว เป็นอุบัติที่เกิดขึ้นกับรถบรรทุกกุ้งสด #ซึ่งไม่ใช่รถไฟหรือรถที่ประชาชนโดยสาร

ดังนั้น จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเท่านั้น ตามมาตรา 335 (1) ของ ป.อาญา ซึ่งกำหนดว่า

"" ..... #ผู้ใดลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง หนึ่งแสนบาท .....""

จากข้ออ้างของผู้ต้องหา คือ เข้าใจว่าเจ้าของกุ้งให้เอากุ้งไปได้ ซึ่งความเข้าใจแบบนี้ ค่อนข้างนำสืบยาก #เพราะถ้าดูตามไลฟ์สด ก็จะเห็นว่า เจ้าของกุ้งไม่ได้อนุญาตให้เอากุ้งไปแต่อย่างใด #และไม่มีพฤติกรรมใดที่สามารถบ่งชี้ได้โดยชัดแจ้งเลยว่าเจ้าอนุญาตให้เอากุ้งไปได้

การอ้างสำคัญผิดแบบนี้ #อ้างไม่ได้เลย เพราะไม่มีเหตุผลรองรับ เหตุเพราะเป็นกุ้งตกหล่นจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่กุ้งที่เจ้าของเขาทิ้งและไม่ใช่ในลักษณะของการทิ้งกุ้ง

โดยปกติของคนทั่วไป #ย่อมคิดได้อยู่แล้วว่า กุ้งที่ตกหล่นจากรถที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ถ้ากุ้งยังอยู่ในสภาพปกติดี ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าของกุ้งจะทิ้งกุ้งดังกล่าว #เพราะกุ้งยังใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง

ศาลฎีกาเคยวางหลัก เกี่ยวกับข้ออ้างของจำเลยในคดีลักทรัพย์ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า

ดู คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 34/2503
"" ..... ถ้าเก็บทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ถ้าทราบว่าเจ้าของเป็นใคร และทราบว่าเจ้าของยังติดตามหวงแหนอยู่ การเอาไปเป็นความผิดลักทรัพย์ แต่ถ้าเอาไปในขณะที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของและไม่รู้ว่าเจ้าของยังติดตามหรือไม่ การเอาไปแบบนี้เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย .....""

คดีตามข่าวนี้ เจ้าของกุ้งก็อยู่ในที่เกิดเหตุอยู่แล้ว และเจ้าของกุ้งก็ยังไม่ได้บอกว่ายกกุ้งให้แต่อย่างใด อีกทั้งก็ไม่ปรากฏว่าคนที่เอากุ้งไปได้ไปสอบถามเจ้าของกุ้งหรือไม่ #จึงเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

การต่อสู้คดี ถือว่าสู้ยาก จึงควรรับสารภาพดีกว่า เพราะแม้จะเป็นการลักทรัพย์มในเวลากลางคืนอย่างเดียว โทษก็ยังหนักอยู่ดี #ไม่คุ้มหากจะต่อสู้คดี เพราะหากสู้ไม่หลุดก็ต้องรับโทษเต็มเลย ______""

28/02/2026

🔫 ประเด็นการสู้คดีแบลงค์กัน ที่ทนายความควรทำความเข้าใจ

-------------

🟡 ปืนแบลงค์กันคืออะไร ผมเชื่อว่าทนายความอีกจำนวนมากไม่รู้จักว่าของสิ่งนี้มันคืออะไร
ปืนแบลงค์กัน คือ ปืนปลอมชนิดหนึ่งที่สร้างเลียนแบบรูปร่างหน้าตาของอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ ในการแสดงหนัง แสดงละครต่างๆ โดยเวลาใช้งาน จะจำลองการทำงานของอาวุธปืนทั้งเสียงและแสง เหมือนกับการยิงอาวุธปืนจริงๆ เพียงแต่ไม่มีหัวกระสุนพุ่งออกมาจากปากลำกล้องปืน ทำให้ไม่สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตบุคคลใดได้เหมือนกับอาวุธปืน ส่วนกระสุนที่ใช้กับแบลงค์กันนั้น จะเป็นประทัดซึ่งทำมาเลียนแบบรูปร่างของปลอกกระสุนปืนแต่ไม่มีหัวกระสุนอย่างเดียวกับกระสุนปืนนั่นเอง
โดยในทางกฎหมายปืนแบลงค์กันดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็น "สิ่งเทียมอาวุธปืน" ตามมาตรา 4(5) พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ชนิดหนึ่งไม่ใช่อาวุธปืน โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2567 วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานเอาไว้ว่าแบลงค์กันไม่ใช่อาวุธปืนแต่เป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนเท่านั้น

-------------

🔵 แม้ปืนแบลงค์กันจะไม่ใช่อาวุธปืนที่สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็สามารถทำให้บาดเจ็บได้หากใช้งานโดยไม่มีความระมัดระวัง
- เนื่องจากกระสุนแบลงค์กัน เป็นดินปืนที่เป็นประทัดอย่างหนึ่งเหมือนกันกับประทัดที่ใช้จุดทั่วไป ดังนั้น เมื่อเกิดการจุดระเบิด หากนำไปจ่อใกล้ๆ กับผิวหนังหรือร่างกายของมนุษย์ สัตว์ สิ่งของย่อมก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เกิดบาดแผล เกิดความเสียหายจากแรงระเบิดของตัวประทัดที่เป็นกระสุนได้ เช่นเดียวกันกับการจุดประทัดบนฝ่ามือ หรือจ่อกับผิวหนังร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าไม่ได้นำไปจ่อผิวหนังหรือร่างกายแล้ว กรณีย่อมไม่อาจเกิดอันตรายจากแรงระเบิดของประทัดได้ การใช้งานปืนแบลงค์กันจึงต้องมีความระมัดระวังในการใช้งานให้ปลอดภัยเสมอ

-------------

📌คดีแบลงค์กันที่ขึ้นสู่ศาลจะมี 2 ประเภท คือ...
🔷1. คดีแบลงค์กันดัดแปลงกลายเป็นอาวุธปืน
= คดีนี้เรียกอีกอย่างว่า คดีปืนเถื่อน หรือคดีมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็เป็นความผิดตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิเสธให้หลุดพ้นความรับผิดได้ แนวทางคำแนะนำของทนายความที่มีต่อจำเลยในคดีนี้คือ ควรแนะนำให้จำเลยรับสารภาพ และขอศาลเมตตาโดยอาศัยคุณงามความดีของจำเลยที่ได้กระทำมาเป็นเหตุผล หรือเหตุบรรเทาโทษต่างๆ ในการขอศาลเมตตาปราณีโทษครับ

-------------

🔷2. คดีแบลงค์กันที่ไม่ได้ดัดแปลงแต่ถูกตั้งข้อหาว่าครอบครองอาวุธปืน
= คดีนี้เป็นปัญหาหลักที่ทนายความสามารถพบเห็นได้อยู่เรื่อยๆ คือปืนแบลงค์กันไม่ได้ดัดแปลง แต่จำเลยถูกจับตั้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากปืนแบลงค์กันเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนไม่ใช่อาวุธปืน ย่อมไม่สามารถตั้งข้อกล่าวหาเอาผิดได้ แต่กลับกลายเป็นว่าช่วงที่ผ่านมามีจำเลยหลายคนถูกพนักงานสอบสวนและอัยการตั้งข้อกล่าวหาเอาผิดในลักษณะนี้ ซึ่งสิ่งที่ทนายความจำเลยควรแนะนำไปคือ ให้จำเลยสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตนเองเป็นสำคัญครับ
ส่วนแนวทางในการนำสืบต่อสู้คดีทั้งในการซักถามพยาน และถามค้านพยาน ควรเน้นประด็นข้อเท็จจริงในคดีดังนี้
🔴1. ให้มุ่งประเด็นสืบตรงจุดที่ "ปืนของกลางในคดีใช้กระสุนแบลงค์กันที่เป็นประทัดหรือเครื่องกระสุนปืน" เพราะหากของกลางในคดียังคงใช้กระสุนประทัดของแบลงค์กันตามเดิม ของกลางในคดีย่อมเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนไม่ใช่อาวุธปืนที่จะทำให้จำเลยมีความผิด
🔴2. ให้มุ่งประเด็นสืบตรงจุดที่ "ของกลางในคดีสามารถส่งเครื่องกระสุนปืนออกจากปากลำกล้องได้หรือไม่" ซึ่งปืนแบลงค์ที่ไม่ได้ดัดแปลงจะไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีเหล็กหรือชิ้นส่วนขวางภายในลำกล้องเอาไว้ และด้วยกลไกการออกแบบของตัวปืน หากมีการพลั้งเผลอใส่กระสุนปืนจริงเข้าไป ปืนจะไม่สามารถลั่นได้
✏️กรณีพบคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา
- ในบางครั้งศาลชั้นต้นก็พลาดที่ไม่ได้มีการจัดให้มีการสืบพยานในคดีประเภทนี้และได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดไป เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ อันเป็นกรณีที่ศาลรับฟังพยานหลักฐานผิดไปจากคดี ทำให้จำเลยมีความผิดต้องรับโทษทั้งๆ ที่ตนไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมาย และคดีเหล่านี้จำเลยก็เพิ่งจะทราบข้อกฎหมายภายหลังหรือเพิ่งจะทราบคำพิพากษาศาลฎีกาว่าคดีของตนเองในข้อหาดังกล่าวนั้นตนเองไม่มีความผิด
กรณีนี้สิ่งที่ทนายจำเลยควรแนะนำและทำได้คือ ให้จำเลยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อขอให้ศาลสูงย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานในประเด็นดังกล่าวใหม่ ว่าของกลางในคดีนั้นเป็นอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธปืน โดยเป็นการสืบพยานในประเด็นตามที่กล่าวไปข้างต้น และเมื่อศาลสูงมีข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้วย่อมมีโอกาสที่ศาลจะพิพากษากลับยกฟ้องโจทก์ได้ตามแนว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2567 ครับ
ส่วนสาเหตุทำไมตำรวจจึงยังจับกุมตั้งข้อหาจำเลยในคดีประเภทนี้ ที่มาที่ไปเกิดจากทาง สตช. ต้องการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนผิดกฎหมาย ปืนดัดแปลง ซึ่งปืนแบลงค์กันเป็นปืนปลอมชนิดเดียวในท้องตลาดที่สามารถดัดแปลงให้เป็นอาวุธปืนได้ง่ายที่สุด และผู้กระทำความผิดนิยมใช้กันมากที่สุดในการก่อเหตุคดีต่างๆ
ทาง สตช.จึงเหวี่ยงแหจับกุมประชาชนที่มีปืนแบลงค์กันหมดเมื่อพบ แม้ว่าปืนแบลงค์กันนั้นจะไม่ได้ดัดแปลงให้กลายเป็นอาวุธปืนเลยก็ตาม แล้วกล่าวหาโดยใช้พยานหลักฐานในสำนวนคดีที่อาศัยผลตรวจพิสูจน์ของกองการพิสูจน์หลักฐาน ที่อ้างว่ากลไกเหมือนอาวุธปืน กับแรงระเบิดของประทัดที่เป็นกระสุนว่ามีความอันตราย สามารถทำให้เกิดบาดแผลต่อร่างกายบุคคลได้ปืนแบลงค์กันจึงเป็นอาวุธปืน ทั้งๆ ที่โดยหลักแล้วอันตรายจากอาวุธปืนต้องเกิดจากหัวกระสุนปืนที่ทำให้เกิดบาดแผลต่างหาก ไม่ใช่เกิดจากแรงระเบิด คดีประเภทนี้จึงเกิดขึ้นมาครับ
และนี่คือประเด็นการสู้คดีแบลงค์กัน ที่ผมอยากนำมาแบ่งปันให้พี่น้องทนายความด้วยกันทราบและควรทำความเข้าใจครับ 🙂

✨  #การมีทนายความอยู่เคียงข้างตั้งแต่   #ชั้นพนักงานสอบสวน" (หรือช่วงที่ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหา/สอบปากคำ) ไม่ใช่แค่เรื่...
28/02/2026

✨ #การมีทนายความอยู่เคียงข้างตั้งแต่ #ชั้นพนักงานสอบสวน" (หรือช่วงที่ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหา/สอบปากคำ) ไม่ใช่แค่เรื่องของความเท่ครับ แต่มันคือการวางรากฐานของคดีตั้งแต่วินาทีแรก ซึ่งสำคัญมากต่อผลแพ้ชนะในศาล

✨​นี่คือข้อดีหลักๆ ที่คุณจะได้รับครับ:))

​1. ป้องกัน "ความผิดพลาด" ในคำให้การ
​พนักงานสอบสวนจะจดบันทึกทุกคำพูดของคุณลงใน "บันทึกคำให้การ" ซึ่งเอกสารนี้จะถูกส่งต่อไปยังอัยการและศาล ​กันปากพาจน : บางครั้งการพูดความจริงที่ "ไม่ถูกจังหวะ" หรือการใช้คำศัพท์ที่กำกวมอาจทำให้รูปคดีเสียได้ ทนายจะช่วยเกลาคำให้การให้รัดกุม
​สิทธิในการนิ่ง: ทนายจะแนะนำว่าส่วนไหนควรตอบ และส่วนไหนที่เรามีสิทธิ "ไม่ขอให้การในชั้นนี้" เพื่อรอไปสู้ในชั้นศาล

​2. ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่
​เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส
​ป้องกันการข่มขู่/จูงใจ: ทนายจะคอยเป็นพยานว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้กำลัง บังคับ หรือหลอกล่อให้คุณรับสารภาพ
​ความถูกต้องของเอกสาร: ทนายจะตรวจสอบบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การว่าตรงกับที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก่อนที่คุณจะเซ็นชื่อลงไป

​3. การวางกลยุทธ์สู้คดีตั้งแต่ต้น
​คดีความเปรียบเหมือนการแข่งกีฬาครับ ถ้าเริ่มเกมผิดก็กู้กลับยาก
​การรวบรวมพยานหลักฐาน: ทนายจะแนะนำได้ทันทีว่าควรเสนอพยานบุคคลหรือหลักฐานชิ้นไหนให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในสำนวน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต
​ประเมินสถานการณ์: ทนายจะบอกได้ว่าข้อหาที่คุณโดนนั้นร้ายแรงแค่ไหน และมีช่องทางไหนที่จะทำให้คดีจบลงด้วยดี (เช่น การเจรจายอมความในคดีที่ยอมความได้)

​4. การจัดการเรื่อง "การประกันตัว"
​หากมีการควบคุมตัว ทนายความคือคนที่จะดำเนินการเรื่องคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวได้รวดเร็วที่สุด
​เขารู้ว่าต้องใช้หลักทรัพย์เท่าไหร่ และต้องยื่นเอกสารอะไรบ้าง เพื่อให้คุณได้กลับบ้านไปสู้คดีข้างนอก
​สิทธิของคุณตามกฎหมาย (ป.วิ.อาญา)

#ในคดีอาญา กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ต้องหามีสิทธิ: ​พบและปรึกษาทนายความเป็นการส่วนตัว
​ให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำได้
#สรุปสั้นๆ: การมีทนายในชั้นสอบสวนคือการสร้าง "เกราะป้องกัน" ไม่ให้เราเสียเปรียบเชิงคดี เเพราะคำให้การครั้งแรกมักจะมีความสำคัญที่สุดเสมอครับ

31/01/2026

รับสารภาพในศาลชั้นต้น แต่รอดคุกในศาลชั้นอุทธรณ์มีอยู่จริง !
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 กำหนดให้คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพโจทก์ก็ต้องทำการสืบพยานประกอบคำรับสารภาพเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามที่ฟ้อง
ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วตามที่จำเลยรับสารภาพก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกฟ้องจำเลยได้
มีคดีเรื่องนึงจำเลยถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาชิงทรัพย์ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และความผิดฐานพกพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นความผิดเราลหุโทษมีโทษปรับ 1,000 บาท
ในศาลชั้นต้นจำเลยให้การรับสารภาพโจทก์และจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์ จะลงโทษปรับในข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองฯ เป็นเงิน 500 บาท คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ศาลลงโทษมีอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176
ดังนั้น เมื่อโจทก์ต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง แต่กลับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ว่า โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้
ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215
อีกทั้ง แม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้"
ซึ่งในส่วนนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้องโจทก์ตามบันทึกคำให้การที่สักขีพยานบันทึกไว้ โจทก์และจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิด ก็มีเพียงเท่าที่โจทก์กล่าวในฟ้อง หาได้มีข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความแต่อย่างใดไม่ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเช่นว่านี้มาใช้บังคับเพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ! (ฎ.1546/2568)
กล่าวโดยสรุป คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปกฎหมายกำหนดให้ศาลต้องรับฟังพยานหลักฐานจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามฟ้องเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิของประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ต้องเสียหายจากการถูกดำเนินคดีที่ผิดพลาด ดังนั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องและปล่อยตัวจำเลยไป

31/01/2026

#กฎหมายติด GPS ในรถยนต์ ✨

ประเด็นที่ 1. GPS เป็นวัตถุพยานที่แสดงถึงที่ตั้งหรือข้อมูลที่ตั้งของวัตถุที่ติดตั้ง GPS ทำให้ทราบว่าวัตถุดังกล่าวอยู่ในสถานที่ใดในเวลาใด ซึ่งทำให้ทราบข้อมูลตำแหน่งสถานที่ของบุคคล จึงสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ โดยให้ถือว่าเป็น “วัตถุพยาน” (เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 4261/2560 , 4124/2558)

​ ประเด็นที่ 2. การที่บุคคลจะไปยังสถานที่แห่งใด หรือจะไปอยู่ในสถานที่แห่งใดนั้นถือว่า “เป็นสิทธิความเป็นส่วนตัว” ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับสิทธิส่วนตัวประเภทอื่นๆ ดังนั้น การติดตั้ง GPS โดยบุคคลอื่นเพื่อที่จะทราบว่า บุคคลอีกคนหนึ่งอยู่ในสถานที่แห่งใด เดินทางไปยังสถานที่ใดบ้าง จึงถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว ซึ่งเรียกว่า “การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว” จึงเป็นการละเมิด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่การเรียกค่าเสียหาย จะเรียกได้แต่เฉพาะ “ค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเท่านั้น” จะเรียกเอาค่าเสียหายจากอย่างอื่นไม่ได้ ซึ่งต้องดูว่าการที่รู้หรือทราบตำแหน่งโดยบุคคลอื่นนั้น เกิดความเสียหายในความเป็นอยู่ในสิทธิส่วนตัวในลักษณะใด เกิดความเสียหายที่คำนวณเป็นตัวเงินได้หรือไม่ (ถ้าพิสูจน์ได้ศาลก็ให้ / แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ศาลก็จะให้ตามสมควร) (เทียบ คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 4893/2558)
​ สรุปว่า การติดตั้ง GPS ที่วัตถุหรือตัวบุคคล ถือเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว จัดเป็นละเมิดตาม มาตรา 420 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
​และยังถือว่าเป็นการทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตาม มาตรา 397 วรรคหนึ่ง แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา (ลหุโทษ/ระวางโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท)
​แต่หากการติดตั้ง GPS เกิดขึ้นในที่สาธารณะหรือเล็งเห็นว่าจะมีผลไปยังที่สาธารณะ อาจจะผิด ตาม มาตรา 397 วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา (ลหุโทษ/ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

​ ประเด็นที่ 3. จะมีความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่เข้าลักษณะของข้อมูลส่วนบุคคล เพราะข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของบุคคลหรือวัตถุที่ติดอยู่กับบุคคลนั้น ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เพราะข้อมูลส่วนบุคคล ต้องเป็นข้อมูลดังนี้
​ข้อมูลระบุตัวตน: ชื่อ-นามสกุล, ชื่อเล่น, เลขบัตรประชาชน/พาสปอร์ต/ประกันสังคม
​ข้อมูลติดต่อ: ที่อยู่, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์.
​ข้อมูลการเงิน: เลขบัญชีธนาคาร, เลขบัตรเครดิต (รวมถึงสำเนาบัตร).
​ข้อมูลที่เชื่อมโยง: วันเกิด, สถานที่เกิด, สัญชาติ, เพศ, อาชีพ, การศึกษา, รูปถ่าย.
​ข้อมูลอุปกรณ์: IP Address, MAC Address, Cookie ID.
​ข้อมูลทรัพย์สิน: ทะเบียนรถยนต์, โฉนดที่ดิน.
​ข้อมูลการทำงาน: ประวัติการทำงาน, ผลการประเมิน.
​ข้อมูลกิจกรรม: Log file การใช้งานอินเทอร์เน็ต, ประวัติการเข้าชมเว็บ.

​ ประเด็นที่ 4. ในคดีของประเทศไทย เคยมีการนำเอาพยานหลักฐานที่เป็น ข้อมูลที่ตั้งหรือตำแหน่งของรถยนต์ที่ติดตั้ง GPS มาใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งศาลก็ได้ยอมรับพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบแต่อย่างใด แต่ก็คงพิสูจน์ได้เพียงแค่ว่าบุคคลคนนั้นอยู่ที่ไหนเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 4261/2560 ​“ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จ้างนักสืบติดตามพฤติกรรมของจำเลยกับนาย ว. และติดตั้งเครื่องติดตามรถยนต์(GPS) ที่รถยนต์ของนาย ว. และติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. ทำให้ทราบว่านาย ว. ไปที่บ้านจำเลยบ่อยครั้งและออกจากบ้านจำเลยหลังเวลา 24 นาฬิกา นั้น โจทก์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองและไม่มีผู้ใดเป็นพยานหรือภาพถ่ายเป็นหลักฐานให้เห็นเช่นนั้น ลำพังเพียงโจทก์มีนาย ร. หลานชายของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าเคยเห็นจำเลยนั่งในรถของนาย ว. และต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พบจำเลยและนาย ว. เดินออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยกัน และที่โจทก์ นาง ส. และนาย ร. เบิกความว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16 นาฬิกา นาย ว. ขับรถยนต์มาส่งจำเลยที่หน้าบ้านของจำเลย นั้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

​ ประเด็นที่ 5. สำหรับคดีตัวอย่างในต่างประเทศนั้น ยกตัวอย่างคดีของสหรัฐอเมริกา โดยศาลสูงของสหรัฐอเมริกา บอกว่า การติดตั้ง GPS ถือว่า “เป็นการละเมิดความคาดหวังในความเป็นส่วนตัว” ซึ่งศาลสูงของสหรัฐอเมริกาเห็นว่าวเป็นละเมิด ดังนั้น ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา จึงวางหลักว่า ถ้าจะเข้าถึงข้อมูลแบบนี้จะต้องใช้คำสั่งของศาลก่อนเท่านั้น (คดี Carpenter v. United States (2018)

24/01/2026
"ทนายความต้องให้ลูกความทั้งรักและเกลียด"ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับเรื่องเส้นทางชีวิตนักกฎหมายของ ดร.สุธรรม วลัยเสถียร...
19/12/2025

"ทนายความต้องให้ลูกความทั้งรักและเกลียด"

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับเรื่องเส้นทางชีวิตนักกฎหมายของ ดร.สุธรรม วลัยเสถียร ทนายความอาวุโส

ท่านบอกว่าทนายความเราต้องให้ลูกความทั้งรักและเกลียด

หมายความว่า ทนายความต้องเรียกค่าว่าความให้ลูกความเกลียด แต่ต้องทำงานให้ลูกความรัก

เรียกค่าว่าความให้สมกับวิชาชีพและความเหนื่อยที่เราจะต้องทำงานและต้องทุ่มเทกับงาน ไม่ต้องไปเกรงใจหากลูกความไม่เห็นคุณค่าและไม่ว่าจ้าง เรียกให้เขาเกลียดไปเลย

แล้วตอนทำงานจะต้องทำให้เขาอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเขาเห็นความทุ่มเทและความสามารถของเรา ทำงานให้เขารักไปเลย

ถ้าท่านทำงานอย่างเต็มที่ให้ลูกความรักอย่างเดียว แต่ท่านไม่ทำให้เขาเกลียดโดยเรียกค่าวิชาชีพให้สมน้ำสมเนื้อ ท่านจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพทนายความระยะยาวไม่ได้

ถือว่าเป็นอีกข้อแนะนำที่ทรงคุณค่าสำหรับทนายความ จึงขอบันทึกไว้ค่ะ

13/12/2025

#คดีปืนแบลงค์กัน 

จำเลยโดนจับกุมและดำเนินคดีปืนแบงค์กันพกพา
แต่โดนฟ้องเป็นปืนเถื่อนชั้นต้นจำเลยไม่คิดอะไรมาก รับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปีไม่รอการลงโทษ

จังหวะนั้นตกใจ!! รีบหาทนายมาสู้ในชั้นอุทธรณ์โชคดีมาเจอผม ผมเลยสู้ให้ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802 / 2567

โดยอุทธรณ์ไปในทำนองที่ว่า
ปืนแบงค์กันของกลางและเครื่องกระสุนไม่ใช่อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืนแต่อย่างใด เป็นเพียงสิ่งเทียม จึงขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดย้อนสำนวนมาไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนที่จะมีคำพิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ต่อไป เพราะปืนของกลางไม่ใช่อาวุธปืนจริง

📌ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาคแปดได้โปรดมีคำสั่งย้อนสำนวนลงมาให้ศาลชั้นต้นไต่สวนเพิ่มเติมสองประเด็น
1️⃣เรียกนายทะเบียนมาสอบถามอาวุธปืนของกลางต้องขอใบอนุญาตซื้อเหมือนอาวุธปืนปกติทั่วไปหรือไม่
2️⃣ให้เรียกปืน ของกลางเข้ามาในวันพิจารณาเพื่อมาตรวจสอบดูด้วยตาว่ามีการดัดแปลงหรือไม่
3️⃣ทั้งนี้ศาลชั้นต้นเลยแถมไม่ว่าให้เรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาด้วยในคราวเดียวกันเลยเพื่อจะได้ยุติข้อเท็จจริงเรื่องการดัดแปลง 

หลายคนถ้าไม่มีทนายความก็อาจจะต้องจำยอมจำคุกไปแล้วหนึ่งปี เพราะคดีปืนแบงกันหากรับสารภาพและพิสูจน์หลักฐานตรวจมาว่าเป็นอาวุธปืนตามความหมาย ซึ่งชาวบ้านไม่ได้เข้าใจอะไรมากส่วนใหญ่ศาลมักไม่ค่อยรอการลงโทษหากมีการพกพาหรือมีเครื่องกระสุนอยู่ด้วย

ทั้งที่ความจริงแล้วปืนแบลงค์กัน ไม่เป็นอาวุธปืนตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืนแต่อย่างใด เพราะลำกล้องไม่สามารถส่งหัวกระสุนออกไปได้เป็นเพียงอาวุธปืนเสียงเปล่าเท่านั้นหากไม่มีการดัดแปลง

06/12/2025

จอดรถชั้นใต้ดินคอนโด/ห้าง แล้ว "น้ำท่วม" มิดคัน... ประกันรถจ่ายไม่พอ ฟ้องนิติฯ/ห้าง ให้รับผิดชอบส่วนต่างได้ไหม?

คำตอบคือ: "ฟ้องได้ครับ! และมีโอกาสชนะสูงมากถ้าคุณจับจุด 'ความประมาท' ของเขาได้"

คนส่วนใหญ่มักถอดใจเพราะเจอ 2 ด่านอรหันต์นี้:

ข้ออ้าง "เหตุสุดวิสัย" (Force Majeure): "ฝนตกหนักร้อยปีมีหนเดียว เราห้ามฟ้าฝนไม่ได้"

ป้ายประกาศ "ยกเว้นความรับผิด": "จอดรถฟรี ทรัพย์สินเสียหายห้างไม่รับผิดชอบ"

แต่นั่นคือ "คำขู่ทางจิตวิทยา" ครับ ในทางกฎหมาย ถ้าคุณพิสูจน์ได้ว่า "เขามีโอกาสป้องกัน แต่ไม่ทำ" ...เขาต้องจ่ายส่วนต่างที่คุณขาดทุนให้ครบทุกบาท!

นี่คือ "คู่มือเช็คบิลนิติฯ/ห้าง" ที่ทนายใช้ฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนเกินครับ:

1. ทลายข้ออ้าง "เหตุสุดวิสัย" (ภัยธรรมชาติ vs ความห่วยแตก)
ในศาล เส้นแบ่งระหว่าง "ภัยธรรมชาติ" กับ "ความประมาท" อยู่ที่ "การจัดการ" (Management) ครับ

ถ้าเป็น "เหตุสุดวิสัย" จริงๆ: น้ำมาตูมเดียวท่วมมิดหัวใน 5 นาที, เขื่อนแตก, ถนนข้างนอกแห้งแต่ข้างในท่วม (แบบนี้เขาอาจรอด)

ถ้าเป็น "ความประมาท" (คุณชนะ):

ปั๊มน้ำเสีย: วันเกิดเหตุ "เครื่องสูบน้ำไม่ทำงาน" หรือ "น้ำมันหมด" หรือ "ไม่ได้ซ่อมบำรุงตามรอบ" (นี่คือจุดตาย! ขอศาลสั่งเปิดดูบันทึกการซ่อมบำรุง หรือ Logbook ได้)

ไม่เตือนภัย: น้ำท่วมถนนข้างหน้ามา 2 ชั่วโมงแล้ว รปภ. เห็นแล้ว แต่ "ไม่ประกาศไมค์" หรือ "ไม่โทรตามลูกบ้าน" ให้ลงมาย้ายรถ ทั้งที่มีเวลาเหลือเฟือ

ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน: กระสอบทรายไม่มี, แผ่นกั้นน้ำ (Flood Barrier) ซื้อมาแต่ติดตั้งไม่ทัน

สรุป: ถ้าน้ำค่อยๆ ขึ้น แล้วเขา "ยืนดูเฉยๆ" หรือ "อุปกรณ์พัง" ...นั่นไม่ใช่ภัยธรรมชาติครับ แต่คือ "การละเมิด" (Tort) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

2. ฉีกป้าย "ไม่รับผิดชอบ" ทิ้งซะ!
ป้ายที่ติดหน้าลานจอดรถว่า "จอดฟรี ทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหาย ทางห้าง/คอนโดไม่รับผิดชอบ" ... "ไม่มีผลทางกฎหมายครับ!"

กฎหมาย: พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Contract Terms Act) ระบุว่า ข้อตกลงที่ยกเว้นความรับผิดจากการ "ละเมิด" หรือ "ความประมาทเลินเล่อ" ... ตกเป็นโมฆะ!

ความจริง: เขาจะเขียนอะไรก็ได้ แต่ถ้าเขาประมาท (เช่น ไม่สูบน้ำ) เขาอ้างป้ายนี้มาคุ้มครองตัวเองไม่ได้ครับ

3. สูตรคำนวณ "ค่าเสียหายส่วนต่าง" (The Gap Claim)
สมมติรถคุณราคาตลาด 1,000,000 บาท

ประกันรถชั้น 1 (คืนซาก Total Loss) จ่ายให้ 800,000 บาท

คุณขาดทุน: 200,000 บาท (ส่วนต่างราคาตลาด) + ค่าเสียเวลา

คุณฟ้องนิติฯ/ห้าง เรียกค่าเสียหายได้ดังนี้:

ส่วนต่างราคารถ (200,000 บาท): เรียกให้ครบตามมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ: ระหว่างที่ไม่มีรถใช้ (วันละ 500-1,000 บาท) เรียกได้ตั้งแต่วันน้ำท่วม จนกว่าจะได้รถใหม่ (หรือได้เงินครบ)

ค่าทรัพย์สินในรถ: ไม้กอล์ฟ, คอมพิวเตอร์, รองเท้าแพงๆ ที่จมไปพร้อมรถ (ประกันรถยนต์ไม่จ่ายส่วนนี้ แต่ฟ้องเอากับตึกได้เต็มๆ!)

4. ขั้นตอนการ "รุกฆาต" (Action Plan)
Step 1: เก็บหลักฐาน "ความบกพร่อง"

ถ่ายคลิปตอนน้ำท่วม: มี รปภ. มาโบกไหม? มีเสียงประกาศไหม? เครื่องสูบน้ำทำงานไหม?

คุยกับเพื่อนบ้าน: หาพยานว่า "นิติฯ แจ้งเตือนช้าไปไหม?" หรือ "เคยร้องเรียนเรื่องปั๊มน้ำเสียมาก่อนหน้านี้ไหม?"

Step 2: รับเงินประกันก่อน (แบบสงวนสิทธิ์)

รับเงิน 8 แสนจากประกันรถยนต์ไปก่อน (เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน) แต่ในเอกสารรับเงิน ให้เขียนหมายเหตุว่า "ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่เหลือจากบุคคลภายนอกผู้ทำละเมิด" (กันเหนียวไว้)

Step 3: ยื่นโนติส + ฟ้อง "คดีผู้บริโภค"

การฟ้องนิติบุคคลคอนโด หรือห้างสรรพสินค้า ถือเป็น "คดีผู้บริโภค" (Consumer Case)

ข้อดี: ฟ้องฟรี! (ไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล), ไม่ต้องจ้างทนายก็ได้ (มีเจ้าพนักงานคดีช่วย), และ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่ที่จำเลย (ตึกต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองดูแลดีที่สุดแล้ว ถ้าพิสูจน์ไม่ได้... ตึกแพ้!)

📝 สรุป:
อย่ายอมรับชะตากรรมว่า "ซวยเอง" ครับ ถ้าตึกข้างๆ รอด แต่ตึกเราท่วม... แปลว่า "การจัดการมีปัญหา" และนั่นคือมูลค่าความเสียหายที่คุณต้องไปทวงคืน ‼️

รถทำประกันชั้น 1 ไว้ เมื่อเกิดเหตุรถยนต์จมน้ำจากเหตุการณ์น้ำท่วม มีแนวทางในการเคลมหรือเรียกร้องกับบริษัทประกันอย่างไร ⚖️...
28/11/2025

รถทำประกันชั้น 1 ไว้ เมื่อเกิดเหตุรถยนต์จมน้ำจากเหตุการณ์น้ำท่วม มีแนวทางในการเคลมหรือเรียกร้องกับบริษัทประกันอย่างไร ⚖️

🌧️ การที่รถยนต์ทำ ประกันภัยชั้น 1 ไว้นั้นถือว่าโชคดีมากในสถานการณ์นี้ เพราะกรมธรรม์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองกรณี "ภัยธรรมชาติ" (รวมถึงน้ำท่วม) อย่างแน่นอนครับ
กรณีที่รถยนต์เสียหายหนักจนไม่สามารถซ่อมได้ หรือค่าซ่อมสูงเกินกว่าความคุ้มค่า (เสียหายสิ้นเชิง) มีขั้นตอนและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ
1. ทำความเข้าใจคำว่า "เสียหายสิ้นเชิง" (Total Loss) 📉
ในทางประกันภัย หากรถยนต์ของท่านจมน้ำมิดคัน หรือเสียหายหนักมาก บริษัทประกันจะพิจารณาว่าเป็นการ "เสียหายสิ้นเชิง" (Total Loss) โดยมีเกณฑ์พิจารณาตามมาตรฐานของ คปภ. ดังนี้:
• เกณฑ์การประเมิน: เมื่อค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ สูงเกินกว่า 70% ของทุนประกัน (Sum Insured) ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
• การชดเชย: บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ เต็มจำนวนทุนประกัน (100%)
• ผลลัพธ์: ท่านต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ (ซากรถ) ให้กับบริษัทประกันภัย และกรมธรรม์จะถือว่าสิ้นสุดความคุ้มครองทันที
2. ขั้นตอนการดำเนินการเคลม (Step-by-Step) 📝
ขั้นตอนที่ 1: ระงับเหตุและแจ้งเหตุทันที 🚨
• ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด: แม้น้ำจะลดแล้ว เพราะจะทำให้เครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเสียหายลามไปจุดอื่น (Short Circuit)
• ถ่ายรูปหลักฐาน: ถ่ายรูปรถในขณะที่น้ำท่วม (ถ้าทำได้) หรือร่องรอยคราบน้ำที่ปรากฏบนตัวรถ ให้เห็นทะเบียนรถชัดเจน และเห็นระดับน้ำที่ท่วมถึง
• โทรแจ้งประกัน: โทรหา Call Center ของบริษัทประกันทันที แจ้งว่า "รถน้ำท่วมเสียหายหนัก" เพื่อขอเลขรับแจ้ง (Claim No.)
ขั้นตอนที่ 2: การนัดหมายและตรวจสอบความเสียหาย 🔍
• บริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) มาดูรถ หรือส่งรถสไลด์มายกรถของท่านไปยังอู่กลาง/ศูนย์บริการเพื่อประเมินราคา
• หากช่างประเมินแล้วว่าค่าซ่อม เกิน 70% ของทุนประกัน เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทำเรื่อง "คืนซาก" (Total Loss)
ขั้นตอนที่ 3: ยื่นเอกสารขอรับค่าสินไหม 📂
เมื่อสรุปว่าเป็น Total Loss ท่านจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อขอรับเงินเต็มทุนประกัน ดังนี้:
1. แบบฟอร์มการเรียกร้องค่าสินไหม (ใบเคลม)
2. สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาใบขับขี่
3. เล่มทะเบียนรถฉบับจริง (สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ): เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้บริษัทประกัน
4. ชุดโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ (แบบโอนลอย) พร้อมลงนาม
5. กุญแจรถยนต์ (ตัวจริงและสำรอง)
6. สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร (สำหรับโอนเงินเข้า)
ขั้นตอนที่ 4: การรับเงินและการโอนกรรมสิทธิ์ 💰
• บริษัทประกันจะดำเนินการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน (ตามทุนประกัน) ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ปกติประมาณ 15-30 วันหลังเอกสารครบ)
• กรณีรถติดไฟแนนซ์: ประกันจะจ่ายเงินให้บริษัทไฟแนนซ์ก่อนตามยอดหนี้คงเหลือ
• หากทุนประกัน มากกว่า หนี้ไฟแนนซ์ -> ไฟแนนซ์จะคืนส่วนต่างให้ท่าน
• หากทุนประกัน น้อยกว่า หนี้ไฟแนนซ์ -> ท่านต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือให้ไฟแนนซ์เอง
3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Legal References) ⚖️
เพื่อให้ท่านมั่นใจในการเจรจา นี่คือข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องครับ:
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 877)

"ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังนี้ คือ (1) เพื่อจำนวนวินาศจริง..."

ความหมาย: โดยหลักกฎหมาย ประกันต้องจ่ายตามความเสียหายจริง แต่ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ มีการกำหนดเงื่อนไขมาตรฐานว่าด้วยการ "คืนทุนประกัน" เมื่อเสียหายสิ้นเชิง เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องมูลค่าซาก

2. คำสั่งนายทะเบียน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

เรื่อง หลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

สาระสำคัญ: กำหนดนิยามความเสียหายสิ้นเชิงว่า หากรถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หรือค่าเสียหาย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะเกิดความเสียหาย (ทุนประกัน) ให้บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และให้ผู้เอาประกันภัยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่บริษัท 🙏🏻

ที่อยู่

เมืองภูเก็ต
Phuket
83000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Patcharagun Law and Business Consultant Office Co.,Ltdผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์