ไทยล่ำซำ เรียลเอสเตท

ไทยล่ำซำ  เรียลเอสเตท อสังหาริมทรัพย์

24/04/2020

#ย้อนดูอสังหา30ปี

คงต้องยอมรับกันจริงๆ ว่า ปี 2563 นี้เป็นปีที่หนักหนากับทุกภาคธุรกิจ ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่แม้จะมีทีท่าว่าซบเซามาตั้งแต่ปี 2562
ตอนนี้ทุกรายกำลังอยู่ในช่วงภาวะ “SAVE MODE” จะลุยทำอะไรไปก็เท่านั้นเพราะกำลังซื้อไม่มี ผู้คนเริ่มไม่มีความมั่นคงทางรายได้ โดยเฉพาะกับตลาดระดับกลาง-ล่าง ที่เป็น Segment ใหญ่ของ Property
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับวิกฤตหนักเช่นนี้ จริงๆแล้วหากโฟกัสในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เราผ่านอะไรมามากมายจริงๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก terrabkk

23/04/2020
18/04/2020

เศรษฐกิจไทย ปีนี้จะติดลบแบบ Double-Digit /โดย ลงทุนแมน
ถึงวันนี้ทุกคนคงยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยจะหดตัวแน่ๆ
และเราจะเจอ Recession หรือติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาสในที่สุด
ปีนี้ไตรมาส 1 คงจะแย่ แต่จะแย่กว่าในไตรมาสที่ 2
แต่คำถามที่คนอยากรู้ต่อไปก็คือ
การติดลบครั้งนี้ มันรุนแรงขนาดไหน?

คงไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่ชัด
แต่เมื่อไปดูข้อเท็จจริงมาประกอบกัน
ก็อาจจะทำให้เราพอคาดการณ์ได้ว่า
การหดตัวครั้งนี้ จะรุนแรงมากถึงขั้น Double-Digit
คำว่า Double-Digit แปลว่าเลข 2 หลัก หรือ -10% ขึ้นไป
แล้ว -10% มันมากขนาดไหน?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์
เจาะลึกแบบ deep content
ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
16.9 ล้านล้านบาท คือ GDP ของประเทศไทย ปีที่แล้ว
คำว่า -10% ขึ้นไป ก็หมายความว่า GDP ไทยจะหายไปอย่างน้อย 1.69 ล้านล้านบาท

ด้วยตัวเลขขนาดนี้ จะมากกว่างบประมาณโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ทั้งหมดที่ประเทศไทยเคยมีมาและกำลังจะสร้าง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องตั้งงบประมาณมารับมือกับเรื่องนี้มากถึง 1.9 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาเช่นกัน..

GDP เป็นตัวชี้วัดรายได้ของประเทศแบบทั้งหมด
แน่นอนว่า บางคนจะมีรายได้มาก บางคนมีรายได้น้อย
แต่เกณฑ์มาตรฐานทั่วไปในการวัดรายได้ต่อหัวก็คือ การเอา GDP มาหารจำนวนประชากร

ถ้านำ GDP ปี 2019 มาหารประชากรไทย 66.5 ล้านคน
จะได้ GDP ต่อหัว ปี 2019 เท่ากับ 250,000 บาท

ถ้า GDP ติดลบ 10%
ก็หมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยหนึ่งคนจะมีรายได้หายไป 25,000 บาทในปีนี้

พอมาถึงตรงนี้
จากเดิมที่เราคิดว่าตัวเลขติดลบ 10% เป็นคำที่ดูมากเกินจริง

แต่เมื่อเรามองไปบนท้องถนน
รถราที่ว่างเปล่า
ร้านอาหารที่ปิดตัว
นักท่องเที่ยวที่หายไป
หลายคนอาจบอกว่า ปีนี้รายได้ของเขาได้หายไปมากกว่า 25,000 บาท แล้วด้วยซ้ำ

คำถามต่อไปก็คือ แล้วการหดตัวของเศรษฐกิจไทย มันจะไปลดลงในส่วนไหนบ้าง

เรามาดูรายการใหญ่ๆ ของเศรษฐกิจไทยกัน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในช่วงแรกของการระบาดก็คือ
“รายได้จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ”
เรามีนักท่องเที่ยวมาในปีที่แล้ว 39.8 ล้านคน คิดเป็นรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท หรือ 11% ของ GDP

ถามคำถามเดียว คือ เราคิดว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะมาประเทศไทยได้เมื่อไหร่
ถ้าคิดว่าปีนี้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะหายไปครึ่งหนึ่ง
ก็คิดเป็นการหดตัว 5.5% ของ GDP แล้ว
และนี่แค่คลื่นระลอกแรกที่ได้เกิดขึ้น ซึ่งทุกคนคิดว่าหนักแล้ว

จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม 2563..

กรุงเทพมหานคร สั่งปิดห้าง ร้านอาหาร และสถานประกอบการ เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่ได้คาดการณ์มาก่อนว่าจะเกิดขึ้น

ไม่ใช่แค่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร
ตามต่างจังหวัด และหัวเมืองใหญ่ของประเทศ ก็พบกับปัญหาการระบาดของโควิด-19 เช่นกัน
จนทำให้สถานการณ์ตอนนี้ การเดินทาง การบริโภค การจับจ่ายใช้สอย หยุดชะงักทั้งหมด
ไม่ใช่แค่ตัวเรา
ให้ไปถามพ่อแม่เรา
ว่าตั้งแต่เกิดมา พวกเขาเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม
พวกเขาก็คงตอบว่า ไม่เคยเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้มาก่อน

แล้วการหยุดชะงักของบ้านเมืองนี้ ส่งผลต่อตัวเลขการบริโภคขนาดไหน?

“8.5 ล้านล้านบาท” คือมูลค่าการบริโภคของภาคเอกชนในปี 2019
ถ้าตัวเลขนี้หดตัวไป 10% ก็คือ 8.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะคิดเป็น 5% ของ GDP

ทำไมถึงมีความเป็นไปได้ที่การบริโภคจะลดลงอย่างน้อย 10%
เรามาดูตัวเลขกัน

การบริโภคในไทยประกอบไปด้วยอะไรบ้างในปี 2019?

รายการใหญ่ 3 รายการที่เกิน 1 ล้านล้านบาท ในปี 2019
อาหาร 2.2 ล้านล้านบาท
โรงแรมและร้านอาหาร 1.8 ล้านล้านบาท
เดินทางขนส่ง 1.3 ล้านล้านบาท

จากรายการดังกล่าว
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ
หมวดโรงแรมและร้านอาหาร 1.8 ล้านล้านบาท
สภาพที่เราเห็นตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าคนเข้าพักโรงแรมชะลอตัว แต่ตัวเลขนี้กำลังเป็น “ศูนย์”
แล้วเราคิดว่า คนจะกล้าพักโรงแรมกันเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้

แต่ที่รู้คือ หมวดโรงแรมและร้านอาหาร ตัวเลขนี้น่าจะหายไปอย่างน้อย 30% ในปีนี้ คิดเป็น 5.4 แสนล้านบาท หรืออย่างน้อย 3% ของ GDP

สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อมาก็คือ การเดินทางและขนส่ง
ตัวเลขในหมวดนี้ประกอบไปด้วย
- การซื้อยานพาหนะ 4.2 แสนล้านบาท
- อะไหล่ยานพาหนะ 5.0 แสนล้านบาท
- บริการการขนส่ง 4.0 แสนล้านบาท

เราเดินทางกันน้อยลงมาก
น้อยลงจนเราอาจลืมไปว่า เรานั่งเครื่องบินครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เรานั่งรถไปต่างจังหวัดล่าสุดวันไหน
และเราคงไม่ไปซื้อรถคันใหม่ในเร็วๆ นี้ ถึงแม้ว่าระยะถัดไปคนจะหันมามองรถส่วนบุคคลมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ต่อมาคือค่าใช้จ่ายใหญ่ๆ ลำดับถัดมาของคนไทย ในปี 2019

น้ำ ไฟฟ้า แก๊ส 8.4 แสนล้านบาท
พักผ่อนและบันเทิง 5.3 แสนล้านบาท
สุขภาพ 4.4 แสนล้านบาท
เสื้อผ้าและรองเท้า 3.9 แสนล้านบาท
อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน 3.7 แสนล้านบาท
แอลกอฮอล์ และบุหรี่ 3.0 แสนล้านบาท
สื่อสารโทรคมนาคม 1.9 แสนล้านบาท

เริ่มจากรายการที่ไม่น่ากระทบก็คือ น้ำ ไฟฟ้า แก๊ส และ การสื่อสารโทรคมนาคม เพราะสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของคนไทยในช่วงกักตัว

แต่รายการที่น่าจะกระทบไม่มากก็น้อยก็คือ
- พักผ่อนและบันเทิง ผู้คนไม่ไปดูภาพยนตร์ งดออกนอกสถานที่
- สุขภาพ ผู้คนถ้าไม่เจ็บป่วยมากจริงๆ ก็ไม่อยากไปโรงพยาบาล
- อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ผู้คนอาจชะลอการซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ไปก่อน เพราะช่วงนี้ต้องประหยัด

สรุปแล้ว การบริโภคของไทยจะหดตัวลงจากหมวด โรงแรมและร้านอาหาร การเดินทางและขนส่ง พักผ่อนและบันเทิง รวมถึงหมวดอื่นๆ ทางอ้อม และถ้าให้ตัวเลขนี้ไปรวมกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่หายไป การชะลอลงทุนเพิ่มของภาคเอกชน

นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่ปีนี้ GDP ไทยมีความเป็นไปได้ที่จะติดลบ Double-Digit หรือ อย่างน้อย 10%

แล้วเราควรทำอะไรต่อไป?
สิ่งสำคัญตอนนี้คือมองไปข้างหน้า
ที่กล่าวมาทั้งหมดทุกคนก็คงรู้ว่ามันจะได้รับผลกระทบ ย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว
และเมื่อมีตัวเลขติดลบเกิดขึ้นมา ก็ไม่ต้องไปตกใจ
เพราะมันก็ต้องเป็นแบบนี้ และเตรียมใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าชีวิตคน สำคัญกว่าเงิน
ต่อให้เศรษฐกิจดีแค่ไหน แต่ถ้าต้องแลกกับคนตายเป็นหมื่นเป็นแสนคน ก็น่าจะไม่คุ้มกัน

ดังนั้นหนทางที่เราเลือกเดินมาแล้ว ก็น่าจะมาถูกทาง
แต่เราจะทำอย่างไร ให้การเดินทางครั้งนี้ไม่สูญเปล่า
นั่นก็คือ เราต้องร่วมมือกัน ช่วยกันไม่ให้ตัวเลขการระบาดพุ่งสูงขึ้นมาใหม่
เพราะหากการปิดเมืองต้องยืดเยื้อ เศรษฐกิจก็ยิ่งจมดิ่งมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญสุดสำหรับวันข้างหน้า ก็คือ “สภาพคล่องในตอนนี้”
ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแค่ไหน
กิจการเราใหญ่โตอย่างไร หรือคล่องตัวเพราะเล็กแค่ไหน
ถ้าเราผ่านช่วงนี้ไปไม่ได้
มันก็คือ “จบ”

ทำอย่างไรให้เราผ่านช่วงนี้ไปได้
เรามีเงินสดเพียงพอสำหรับในอนาคตมากแค่ไหน
เรามีเงินสดสำหรับการอยู่รอดไปได้อีกนานเท่าไร
นั่นคือคำถามที่น่าคิดสำหรับทุกคน

และในวันข้างหน้า เมื่อเรื่องราวเริ่มฟื้นฟูขึ้น
ถ้ามันยังไม่ดีขึ้นแบบทันทีทันใด เราจะรับมืออย่างไร

เราจะรอไปเรื่อยๆ รอวันที่ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม
หรือเราจะลงมือทำอะไรสักอย่าง
โดยที่ไม่ต้องรอว่า “โชคชะตา” จะเล่นตลกกับเราอย่างไร..
╔═══════════╗
อยากรู้ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ต้องเข้าใจอดีต

เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี พิมพ์ครั้งที่ 4

หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงประวัติเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1100 ไล่ยาวไปจนถึง ค.ศ.2019

สั่งซื้อได้ที่ (ซื้อตอนนี้มีส่วนลด 10% จากราคาปก 350 บาท)

Lazada : https://www.lazada.co.th/products/1000-i714570154-s1368712682.html

Shopee : https://shopee.co.th/product/116732911/6716121161
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
References
-สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
-กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

18/04/2020
17/04/2020
16/04/2020

ธุรกิจเครือเซ็นทรัลเป็นอย่างไรในช่วง COVID-19
“ไวรัสครั้งนี้เป็นศัตรูของทุกธุรกิจ ไม่ว่าบริษัทคุณจะใหญ่แค่ไหนก็เจ๊งได้” เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาลงทุนแมนมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณ ญนน์ โภคทรัพย์ CEO ของ Central Retail Corporation หรือ CRC

CRC เพิ่งจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย
ระดมทุนไปได้กว่า 70,000 ล้านบาทซึ่งถือเป็นบริษัทที่ระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้มากสุดในประเทศไทย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19
ก็ได้เปลี่ยนโลกของธุรกิจค้าปลีกไปเกือบทั้งใบ
และ CRC ก็อยู่ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เช่นกัน..

แล้วตอนนี้ สถานการณ์ของ CRC เป็นอย่างไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์
เจาะลึกแบบ deep content
ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
CRC ประกอบไปด้วย

1. ธุรกิจกลุ่ม Food เช่น ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท

2. ธุรกิจกลุ่ม Non-Food เช่น ห้างเซ็นทรัล ห้างโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย ไทวัสดุ

จากตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจกลุ่ม Food เพียงกลุ่มเดียวที่ยังพอดำเนินกิจการได้
ในขณะที่ รายได้จากธุรกิจ Non-Food รายได้จะหายไปอย่างมีนัยสำคัญ

จากภาพรวมดังกล่าว คุณญนน์ระบุว่าปัจจุบันธุรกิจ Non-Food สามารถเปิดดำเนินการได้ไม่ถึง 10%

ตีเป็นตัวเลขกลมๆ ได้ว่า
หากสภาวะปกติธุรกิจกลุ่มนี้รายได้ 100 บาท
ยอดขายกลุ่มนี้ก็น่าจะเหลือเพียง 10 บาท ลดตามสัดส่วนสาขาที่เปิดดำเนินการได้

แต่เอาเข้าจริง ธุรกิจกลุ่มนี้สามารถทำรายได้ 30 บาท หรือ ยอดขายต่อสาขาที่ดำเนินการเพิ่มเป็น 3 เท่า

เคล็ดลับของเรื่องนี้ เป็นเพราะ ลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาช่องทาง Omni Channel ของทางบริษัทในปีที่ผ่านมา

และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Product Mix ที่เปลี่ยนไป
จากเดิมที่ในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต
สินค้าประเภท “ของสด” มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดขาย
ในตอนนี้ ของสด โตขึ้นเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของทั้งหมด

อีกตัวอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้หญิงทำงานที่อยู่บ้านมากขึ้น หันมาสนใจในการทำอาหาร สินค้าประเภท Ready to Cook ก็เติบโตขึ้น มาแทน Ready to Eat และแบรนด์ไทยก็ได้รับความนิยมมากขึ้นไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมัน Painful, Expensive แต่ในขณะเดียวกันก็ Very Cheap

Painful คือ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ทุกคน
Expensive คือ เหตุการณ์นี้มีความเสียหายมหาศาล

แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถทดลองธุรกิจใหม่ๆ ได้ด้วยต้นทุนถูกมาก (Very Cheap) เพราะผู้บริโภคพร้อมที่จะเข้าร่วมการทดลองในเหตุการณ์นี้

นอกจากธุรกิจในประเทศแล้ว
ผลกระทบถัดมาก็คือ ธุรกิจที่ต่างประเทศ

CRC ทำธุรกิจอยู่ใน 3 ประเทศหลักๆ แบ่งตามโครงสร้างรายได้

ประเทศไทย 74%
ประเทศเวียดนาม 18%
และประเทศอิตาลี 7%

จะเห็นได้ว่าประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดมากที่สุดในโลก

นั่นทำให้รายได้ห้างค้าปลีกของ CRC ที่อิตาลีในช่วงนี้จะหายไป อย่างไรก็ตาม CRC ยังสามารถเจรจาขอลดค่าเช่าได้ และเรื่องค่าใช้จ่ายพนักงาน จะมีหน่วยงานรัฐบาลคอยสนับสนุน

คำถามต่อไปก็คือ
อะไรที่ CRC คิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสุดในช่วงนี้?

คำตอบก็คือ การบริหารกระแสเงินสด และสภาพคล่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ “Next Normal” ที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร
หากเราบริหารสภาพคล่องได้ไม่ดี
ไม่ว่าธุรกิจเราจะเล็ก จะใหญ่ขนาดไหน
เราก็มีโอกาสล้มละลายได้เท่าๆ กันทั้งหมด

สำหรับบริษัท CRC ที่เพิ่งได้รับเงินระดมทุน 70,000 ล้านบาท แต่เดิมบริษัทมีจุดประสงค์นำเงินที่ได้ไปขยายกิจการ และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบัน 18,536 - 29,665 ล้านบาท

จากเหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น
ทำให้บริษัทต้องวางแผนการขยายกิจการใหม่
ในขณะที่การชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันยังเป็นไปตามแผนเดิม

นอกเหนือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวธุรกิจแล้ว
คุณญนน์ยังได้ให้ความเห็นว่าโรคระบาดรอบนี้
จะเร่งให้เราเข้าสู่โลกดิจิทัลเร็วขึ้นแบบทวีคูณ

สิ่งที่ตามมาก็คือ พฤติกรรมบางอย่างของเราอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งคุณญนน์ ใช้คำว่า Next Normal

ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังเข้าสู่สังคม Touchless หรือหลีกเลี่ยงที่จะจับต้องสิ่งของมากขึ้น

นั่นเท่ากับว่าบางธุรกิจที่เดิมทีอาศัยการจับต้องสิ่งของ
อาจจะต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

หรือ ยุคถัดไปของ Sharing Economy จะเป็นอย่างไร เราอาจต้องมาคิดใหม่กับเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันหลายคนไม่อยากแชร์ ไม่อยากใช้ของคนอื่น และไม่อยากเอาของตัวเองให้คนอื่นใช้

หรือ โมเดล Subscription ที่น่าจะมีบทบาทมากขึ้น ในอนาคตเราอาจมีธุรกิจ ดิจิทัลปิ่นโต คือเราไม่ต้องมานั่งเลือกเมนูอาหาร กดสั่งครั้งต่อครั้ง แค่สมัครสมาชิก แล้วอาหารจะเสิร์ฟถึงบ้านเราทุกวันโดยอัตโนมัติ

หากใครปรับตัวได้ทันก็อาจจะกลับมาได้
หากใครปรับตัวไม่ทันก็อาจจะกลับมาได้ยาก

หรือแม้แต่บางธุรกิจที่กลับมาได้
ทุกอย่างก็อาจจะไม่ได้กลับมาเป็นอย่างที่เคย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกความท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ
ที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที หลังจากวิกฤติโรคระบาด

สิ่งที่ควรทำในวิกฤติรอบนี้ก็คือ “การมองไปยังอนาคต”

ไม่ต้องถามว่าตอนนี้เสียหายมากแค่ไหน
คำถามนี้ ทุกคนก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่ามันเสียหายกันหมด ไม่ต้องไปกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

สิ่งสำคัญคือตอนนี้จะรอดไปได้อย่างไร บริหารเงินสดให้ดี
เตรียมพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต

และเราต้องมีหลักยึด
ซึ่งการมี “Purpose” ขององค์กรสำคัญมาก
เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า
องค์กรของเรา มีอยู่บนโลกนี้ เพื่ออะไร..
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์
เจาะลึกแบบ deep content
ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman

16/04/2020
16/04/2020
15/04/2020

กรณีศึกษา AP บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผ่านวิกฤติมาทุกครั้งได้อย่างไร?
“ความฝันของผมคือการสร้างบริษัทเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์”
เรื่องนี้เป็นความฝันของคุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน ที่กลายมาเป็น
การก่อตั้งบริษัท AP ที่ในที่สุดสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ

AP ทำธุรกิจมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 28
ซึ่งนับเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผ่าน
วิกฤติเศรษฐกิจมานับครั้งไม่ถ้วน

ตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติดอตคอม วิกฤติซับไพรม์ รวมถึงวิกฤติโรคระบาดปีนี้

แม้ว่าวิกฤติเหล่านี้จะสร้างผลกระทบชั่วคราวต่อบริษัท
แต่ในที่สุด AP ก็กลับเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์
ที่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤติ และเติบโตได้อย่างโดดเด่น

แล้ว AP มีกลยุทธ์การบริหารความแข็งแกร่ง
ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืนทางธุรกิจอย่างไร?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์
เจาะลึกแบบ deep content
ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
บริษัท AP ก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2534 หรือ 28 ปีก่อน
มีจุดประสงค์ในการดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

หลังจากก่อตั้งธุรกิจผ่านไปได้เพียง 6 ปี
บริษัท AP ก็ได้เผชิญเข้าบททดสอบครั้งสำคัญ
ที่ชื่อว่าวิกฤติ ต้มยำกุ้ง

วิกฤติครั้งนั้นทำให้หลายบริษัทที่กู้ยืมจากต่างประเทศ
มีหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งบริษัท AP ก็ไม่มีข้อยกเว้น

ปี 2540 บริษัท AP มี
สินทรัพย์ 1,000 ล้านบาท
หนี้สิน 3,000 ล้านบาท

ในขณะที่บริษัทมีเงินสดพอจ่ายพนักงานแค่ 3 เดือน

ทางทฤษฎี สถานการณ์แบบนี้เท่ากับว่าบริษัทล้มละลายแล้วเรียบร้อย
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ แล้ว AP กลับมาได้อย่างไร?

แม้ว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้เศรษฐกิจในประเทศไทยหยุดชะงัก

ส่งผลให้หลายบริษัทชะลอการลงทุน
แต่ AP กลับมองเรื่องนี้เป็นโอกาส

โอกาสที่บริษัทมองเห็นก็คือที่ดินที่ราคาตกต่ำลงมา

หากนำมาพัฒนาที่ตอบโจทย์
ซึ่งตอนนั้นก็คือ โครงการทาวน์เฮาส์
ที่ AP เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาขึ้นในประเทศไทย
ได้รับกระแสตอบรับดี ขายหมด 200 หลังภายใน 3 ชั่วโมง

เมื่อรับกับวิธีบริหารเงินสดเพื่อการรักษาสภาพคล่องที่เป็นระบบ
ในที่สุดบริษัทก็สามารถผ่านวิกฤติมาได้

โดยหลังจากวิกฤติต้มยำกุ้งเพียง 3 ปี AP ก็สามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ

หลังจากนั้น AP ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารองค์กรในหลากหลายโมเดล
จนวันนี้ AP ได้ใช้แนวคิด Outward Mindset
หรือการบริหารแบบเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ควบคู่ไปกับสอนให้ทุกคนในองค์กร
เป็น Independence Responsibility Leader

แล้วมาถึงตอนนี้ AP เป็นอย่างไร?

ปัจจุบัน AP ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศไทย โดยมีหลายแบรนด์ในเครือ

โครงการแนวราบ
บ้านเดี่ยว เช่น The Palazzo, The City และ Centro
ทาวน์โฮม เช่น The Sonne, บ้านกลางเมือง และ Pleno

โครงการแนวสูง
คอมโดมิเนียม เช่น Vittorio, The Address, Rhythm, Life และ Aspire

ซึ่งโครงการของ AP ครอบคลุมกลุ่มผู้อยู่อาศัยตั้งแต่วัยทำงานตามแนวรถไฟฟ้า
ไปจนถึงบ้านเดียวที่อยู่กับเป็นครอบครัวใหญ่

นอกจากนั้น บริษัทยังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลผ่านการลงทุนในเทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) ที่ทำให้ระบบห่วงโซ่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ติดต่อ อัปเดตข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ AP สามารถส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นได้

ผลประกอบการล่าสุดของบริษัท

ปี 2559 รายได้ 20,253 ล้านบาท กำไร 2,703 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 22,176 ล้านบาท กำไร 3,148 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้ 27,270 ล้านบาท กำไร 3,953 ล้านบาท
ปี 2562 รายได้ 23,802 ล้านบาท กำไร 3,064 ล้านบาท

แนวโน้มระยะยาวเติบโต แต่ในปีล่าสุด บริษัทได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการ LTV จากภาครัฐ ส่งผลให้รายได้และกำไรชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตาม หากเรามาดูโครงสร้างรายได้ของบริษัท AP รายได้ทุกๆ 100 บาทของบริษัทจะมาจาก

โครงการแนวราบ 76 บาท
โครงการแนวสูง 18 บาท
ที่ดิน 1 บาท
และบริการอีก 5 บาท

จากการคาดการณ์วิกฤติโรคระบาดในคราวนี้น่าจะมีผลกระทบต่อโครงการแนวสูง ซึ่ง AP ไม่ได้มีสัดส่วนรายได้มาจากโครงการแนวสูงมากนัก

ที่น่าสนใจก็คือ จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ AP ได้เริ่มกระจายธุรกิจไปยังธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น เช่น

BC ที่ปรึกษาด้านการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
SMART บริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
VAARI ดำเนินธุรกิจสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต
CLAYMORE ดำเนินธุรกิจการพัฒนานวัตกรรมดีไซน์
SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน ดำเนินธุรกิจนการดิสรัปวิธีการเรียนรู้ของคนในองค์กรและคนในสังคมด้วยกระบวนการใหม่ๆ

ทั้งหมดดำเนินงานภายใต้ vision statement เดียวกันที่ว่า
EMPOWER LIVING ที่สะท้อนถึงภารกิจขององค์กร ที่มุ่งเติมเต็มทุกเป้าหมายของชีวิต ด้วยนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและมีความหมาย
ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า AP มองถึงอนาคต

บริษัทต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมจากพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านการลงทุน บริการระบบนิเวศ พัฒนานวัตกรรม และยังรวมไปถึงธุรกิจการศึกษา

จากความฝันวันแรกคือ การก่อตั้งบริษัทเพื่อระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์
ผ่านวันที่บริษัทเกือบล้มละลายจนกระทั่งมาเจอกับความท้าทายกับโรคระบาด

ตัวอย่างของ AP เป็นกรณีศึกษาที่ดีว่า บริษัทต้องคอยพัฒนา และปรับตัวอยู่เสมอ รู้จักมองเห็นโอกาสในวันที่คนอื่นยังมองไม่เห็น และคอยควบคุมระดับความเสี่ยงให้เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นเคล็ดลับทำให้บริษัทอยู่รอดในภาวะวิกฤติ และเมื่อผ่านพ้นมาได้จะทำให้บริษัทแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม..

ลองมาฟัง คุณอนุพงษ์ CEO AP THAILAND พูดกับคนในองค์กรว่าจะฝ่าวิกฤติในรอบนี้ อย่างไร?
www.facebook.com/longtunman/posts/694471927986062
╔═══════════╗
Blockdit แหล่งรวมบทความวิเคราะห์
เจาะลึกแบบ deep content
ล่าสุดมีฟีเจอร์พอดแคสต์แล้ว
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - ลงทุนแมน
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman

13/04/2020

ที่อยู่

Ratchaburi
70000

เบอร์โทรศัพท์

+66911178881

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไทยล่ำซำ เรียลเอสเตทผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไทยล่ำซำ เรียลเอสเตท:

แชร์