23/06/2026
🚨 ข่าวดีสำหรับคนอยากมีบ้าน แต่ไม่มีสลิปเงินเดือน!
ธอส. ปรับเกณฑ์ใหม่ ใช้ Credit Scoring ช่วยประเมินสินเชื่อ
แปลว่า…
✅ ฟรีแลนซ์
✅ เจ้าของกิจการ
✅ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
✅ Creator / TikToker / ไลฟ์สดขายของ
มีโอกาสกู้บ้านง่ายขึ้น!
เมื่อก่อนหลายคนคิดว่า
“ไม่มีสลิป = ไม่มีสิทธิ์มีบ้าน”
แต่วันนี้…ไม่แน่แล้วค่ะ
ถ้าคุณมีวินัยทางการเงิน
✔ เงินเข้าบัญชีสม่ำเสมอ
✔ มีการออม
✔ จ่ายหนี้ตรงเวลา
คุณอาจมีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านเร็วกว่าที่คิด 🏡
และถ้าคุณกำลังมองหาบ้านเดี่ยวใกล้เมืองระยอง
B1 Land & House พร้อมช่วยดูโปรไฟล์ก่อนยื่นกู้ฟรี
บ้านเดี่ยวสไตล์อังกฤษ
📍 ใกล้เซ็นทรัลระยอง
🛏 3 ห้องนอน
🚿 2 ห้องน้ำ
🚗 จอดรถ 2 คัน
อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองว่า “กู้ไม่ผ่าน”
เพราะบางที…คุณอาจกู้ได้แล้วก็ได้
ทักแชตมาให้เราช่วยประเมินฟรี 💬
https://www.facebook.com/share/18szQeMge4/?mibextid=wwXIfr
UPDATE: ธอส. ปรับเกมปล่อยกู้บ้าน ใช้ Credit Scoring ดึงฟรีแลนซ์-คนรุ่นใหม่เข้าถึงสินเชื่อ ตั้งเป้าดูแลคนมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การปล่อยสินเชื่อครั้งสำคัญ เพื่อขยายโอกาสให้กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ผ่านการนำระบบ Credit Scoring และข้อมูลทางเลือกมาใช้ประเมินความสามารถทางการเงิน ควบคู่กับการจัดทำแผนระยะยาว 5 ปี ที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยจาก 4.8 ล้านครัวเรือน เป็น 6 ล้านครัวเรือน
มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้ากลุ่มอาชีพอิสระของธนาคารอยู่ที่ประมาณ 8-9% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด โดยในระยะต่อไป ธอส. ต้องการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวขึ้นเป็น 10-15% เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และเปิดโอกาสให้กลุ่มคนอายุน้อยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น
📌ใช้ Credit Scoring ประเมินศักยภาพแทนเอกสารรายได้
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการนำระบบ Credit Scoring มาใช้ประเมินความสามารถทางการเงินของลูกค้า โดยอาศัยข้อมูลพฤติกรรมทางการเงิน อาทิ พฤติกรรมการออม การใช้จ่าย และรายได้จากแหล่งต่างๆ มาวิเคราะห์เป็นคะแนนเครดิต
ในอนาคต หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติมได้ เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telco) ธนาคารก็อาจนำข้อมูลการใช้งานมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนศักยภาพทางการเงินของผู้กู้ได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ธอส. อยู่ระหว่างศึกษาพฤติกรรมการซื้อที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ เพื่อหาคำตอบว่าความเชื่อที่ว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีบ้านและเลือกเช่ามากกว่าซื้อ” สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป
📌ตั้งเป้าดูแลคนไทยมีบ้าน 6 ล้านครัวเรือน
นอกจากการขยายการเข้าถึงสินเชื่อแล้ว ธอส. ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนให้มีที่อยู่อาศัยจากปัจจุบัน 4.8 ล้านครัวเรือน เป็น 6 ล้านครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3/2569
มหัทธนะย้ำว่า ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธอส. มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะใดก็ตาม
“เราไม่ปฏิเสธลูกค้าที่วันนี้ยังไม่มีศักยภาพในการกู้ แต่จะช่วยให้ความรู้ด้านการออมและการบริหารการเงินผ่านโรงเรียนการออม เพื่อให้ลูกค้ามีความพร้อมและสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต”
📌คุม NPL ไม่เกิน 5% เดินหน้าดูแลลูกหนี้เชิงรุก
พร้อมกับการขยายฐานลูกค้า ธอส. ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินเชื่อ โดยตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ให้เกิน 5% ของสินเชื่อรวม
ผู้บริหาร ธอส. ยอมรับว่าระดับ NPL ของธนาคารอาจสูงกว่าธนาคารพาณิชย์บางแห่ง เนื่องจากฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อยที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะใช้แนวทางบริหารจัดการเชิงรุก โดยติดตามกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระ หรือกลุ่ม Special Mention (SM) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็น NPL ในอนาคต
📌มั่นใจปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้า 2.46 แสนล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2569 ล่าสุด ณ วันที่ 10 มิถุนายน ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่แล้ว 95,366.16 ล้านบาท หรือคิดเป็น 38.64% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น 100,424 บัญชี
ธนาคารคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปีจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท และอีกประมาณ 150,000 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ยังคงเป้าหมายสินเชื่อใหม่ทั้งปีไว้ที่ 246,795 ล้านบาท โดย 65% ของสินเชื่อทั้งหมดจะเป็นสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากสัญญาณฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 11.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 3.1%
ทั้งนี้ ธอส. พบว่า กว่า 60% ของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงดังกล่าวเป็นการซื้อขายบ้านมือสอง สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาจับต้องได้ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง