B's Home บีส์โฮม สกลนคร

B's Home บีส์โฮม สกลนคร ที่พักโมเดิร์น เฟอร์ครบ สะอาด ปลอดภัย เนทแรง กล้องวงจรปิด ใกล้ราชภัฏสกลนคร บ้านธาตุ โรบินสัน เริ่ม 2,500.- อพาร์ทเม้นท์อยู่สบาย เหมือนบ้านคุณเอง

17/07/2026
29/05/2026

🧠 สมาธิสั้น ไม่ใช่แค่ "นิสัยขี้เกียจ" แต่เป็นเรื่องของ "สมอง" ที่ต่างออกไป

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนถึงวอกแวกง่าย นั่งนิ่งๆ ไม่ได้ หรือชอบผัดวันประกันพรุ่งบ่อยๆ? หลายคนมักมองว่าคนกลุ่มนี้ "ขาดความวินัย" หรือ "ขี้เกียจ"
แต่คือโรคสมาธิสั้น (ADHD)

มาเข้าใจกันว่า ข้างในสมองนั้นเกิดอะไทำไมพวกเขาถึงควบคุมตัวเองได้ยากกว่าคนอื่น

# # 🩻 3 จุดเปลี่ยนในสมองของ ADHD
ถ้าเราเปิดภาพสแกนสมองดู จะพบความแตกต่างหลักๆ อยู่ 3 ส่วนสำคัญครับ:

1. สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำงานช้าลง
สมองส่วนนี้เปรียบเสมือน "ผู้บริหารใหญ่" ของร่างกาย มีหน้าที่วางแผน จัดระเบียบ ยับยั้งชั่งใจ และจดจ่อ แต่ในคนที่เป็นสมาธิสั้น เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนนี้น้อยกว่าปกติ ทำให้ระบบการคิดและควบคุมตัวเองทำงานได้ไม่เต็มที่

2. สารเคมีในสมอง "โดปามีน" ต่ำกว่าปกติ
โดปามีน (Dopamine) คือสารแห่งความสุขและแรงจูงใจ เมื่อคนทั่วไปทำงานสำเร็จ สมองจะหลั่งสารนี้ออกมาทำให้รู้สึกฟิน แต่คนเป็น ADHD จะมีสารนี้ต่ำมาก สมองของพวกเขาจึงต้องวิ่งวุ่นหา "สิ่งเร้าใหม่ๆ" ตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว

3. การส่งสัญญาณ (Frontostriatal) ติดขัด
สมองเรามีเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างการคิดและการเคลื่อนไหว เมื่อเส้นทางนี้ส่งสัญญาณหากันได้ไม่ดี ผลที่ตามมาคือ อาการหุนหันพลันแล่น คิดปุ๊บทำปั๊บ หรือขยับตัวยุกยิกอยู่ตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นสมอง

# # 🧩 3 อาการหลักที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด
จากความผิดปกติทางชีววิทยาข้างต้น จึงหล่อหลอมออกมาเป็นพฤติกรรม 3 แบบที่เราเห็นกันบ่อยๆ:

* Inattention (หลุดโฟกัสง่าย): วอกแวกเก่ง ลืมเก่ง เพราะสมองส่วนหน้ากรองสิ่งรบกวนรอบตัวไม่ได้
* Hyperactivity (ซน ไม่อยู่นิ่ง): ต้องขยับร่างกาย ขยับนิ้ว หรือเดินไปมา เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้สมองตื่นตัว
* Impulsivity (หุนหันพลันแล่น): รอคอยไม่เป็น พูดแทรก เพราะเบรกในสมองส่วนหน้าทำงานไม่ทัน

# # 💡 เปลี่ยนความเข้าใจ = เปลี่ยนชีวิต

การเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยาทำให้เราตระหนักได้ว่า "สมาธิสั้นไม่ใช่โรคทางจิตใจ แต่เป็นโรคทางชีววิทยา" การบอกให้พวกเขา 'พยายามมากกว่านี้' หรือ 'ตั้งใจหน่อย' จึงอาจไม่ช่วยอะไร เพราะมันเหมือนกับการบอกคนสายตาสั้นให้พยายามมองให้ชัดขึ้นโดยไม่ให้แว่นตา

ปัจจุบันเราสามารถช่วยสมองกลุ่มนี้ได้ผ่านการปรับพฤติกรรม การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อลดสิ่งเร้า และการใช้ยาที่ช่วยเพิ่มสารโดปามีนให้สมดุล ซึ่งช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ให้ออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ 🚀

#สมาธิสั้น

#จิตวิทยาเด็กและครอบครัว

เปิดเทอมใหม่ ใส่ใจเลือกบีส์โฮมให้สิทธิเลือกห้องตามลำดับการจองนะคัฟ #อยู่1ปีฟรี1เดือน
25/02/2026

เปิดเทอมใหม่ ใส่ใจเลือกบีส์โฮม
ให้สิทธิเลือกห้องตามลำดับการจองนะคัฟ
#อยู่1ปีฟรี1เดือน

17/02/2026

ภาวะการเรียนรู้บกพร่อง หรือ SLD (Specific Learning Disorder)
แต่คำที่ยังใช้คุ้นเคย คือ LD (Learning Disorder)

🔍 3 สัญญาณสำคัญของภาวะ LD ที่ควรสังเกต

1️⃣ ด้านการอ่าน
• เด็กมีปัญหาการอ่านที่ไม่คล่องหรือไม่แม่นยำ
• มองเห็นตัวอักษร แต่เชื่อมโยงเสียงไม่ได้ เช่น เห็นคำว่า “เสื้อผ้า” แต่ • สะกดหรืออ่านไม่ได้
• สับสนตัวอักษรที่คล้ายกัน เช่น พ/ผ, ถ/ภ, บ/ป หรือ b/d
• มักหลีกเลี่ยงการอ่าน เพราะรู้สึกว่ายากและกดดัน

2️⃣ ด้านการเขียน
• เด็กมีปัญหาการเขียนและการสะกดคำ
• เขียนตัวอักษรหรือเลขกลับด้าน เช่น b เป็น d, 6 เป็น 9
• ลายมืออ่านยาก เว้นช่องไฟไม่สม่ำเสมอ
• บ่นปวดมือหรือเมื่อยมือขณะเขียน เพราะควบคุมกล้ามเนื้อมือและการประสานตา-มือได้ไม่ดี

3️⃣ ด้านการคำนวณ
• เด็กไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องจำนวนและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์
• นับของได้ แต่ไม่เข้าใจว่าจำนวนที่นับคือเลขอะไร
• สับสนเครื่องหมาย บวก ลบ คูณ หาร
• เมื่อถึง ป.3 แล้วยังต้องใช้นิ้วนับ หรือจำสูตรคูณไม่ได้

⏰ ช่วงเวลาทองของการช่วยเหลือ
• ช่วงวัย 6–9 ปี (ป.1–ป.3) คือช่วงที่สมองพร้อมพัฒนาทักษะพื้นฐานมากที่สุด
• การค้นพบและช่วยเหลือตั้งแต่อนุบาลหรือประถมต้น
จะช่วยให้เด็กพัฒนาได้ตรงจุด ก่อนบทเรียนจะซับซ้อน
• หากปล่อยจนถึง ป.4–ป.6 เด็กอาจไม่ชอบการเรียน และต้องกลับไปปูพื้นฐานใหม่

⚠️ ข้อควรระวังในการวินิจฉัย
• การจะระบุว่าเป็น LD เด็กต้องมีปัญหา ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน
• แม้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมแล้ว และต้องไม่เกิดจากสาเหตุอื่น
เช่น ปัญหาสายตา การได้ยิน โอกาสทางการศึกษา หรือสติปัญญา
• หากสงสัย ควรพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์พัฒนาการเพื่อได้รับการวินิจฉัย

Ref.https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4761294/

Cr.Childlmpact and Hooklearning

#บกพร่องการเรียนรู้



#การเรียนรู้ที่แตกต่างสู่เส้นทางการเติบโต

17/01/2026

“จริงไหม ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใคร ? ”

ถ้าเราเปิดหนังสือประวัติศาสตร์โลกอ่านด้วยสายตาแบบตรงไปตรงมา เราจะพบความจริงข้อหนึ่งที่ค่อนข้างไม่โรแมนติกนัก คือ ไม่มีอารยธรรมใดในโลกไม่เคยแพ้ และไม่มีประเทศใดในโลกไม่เคยถูกย่ำยี

ยุโรปเองที่ภายหลังกลายเป็นเจ้าอาณานิคม ก็ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ล่าแต่แรก ก่อนที่ฝรั่งผมแดงผมทองจะต่อเรือแล้วล่องไปล่าอาณานิคม ยุโรปเองคือพื้นที่ที่ถูกปกครองซ้อนทับกันมานับพันปี

อังกฤษเคยเป็นจังหวัดหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน และถูกนอร์มันจากฝรั่งเศสยึดครองในปี ค.ศ. 1066 ส่วนสเปนเคยอยู่ใต้การปกครองของมัวร์ (อาหรับ-แบร์เบอร์) เกือบแปดศตวรรษ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 จนถึง 1492 ลองหันไปมองทางประเทศยุโรปตะวันออกบ้าง หลายประเทศเคยอยู่ใต้จักรวรรดิออตโตมัน และในศตวรรษที่ 20 หลายประเทศเคยถูกโซเวียตครอบงำ

ยุโรปไม่ได้เริ่มต้นในฐานะ “อารยธรรมผู้ชนะ” พวกเขาก็เคยถูกยึด ถูกกลืน และถูกบังคับให้เปลี่ยน แต่เมื่อยุโรปพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร การเดินเรือ ได้ก่อนใคร โลกจึงเห็นยุโรปในบทบาทใหม่ของ“ผู้ล่า”

แล้วคุณกัปตันอเมริกาล่ะ

มีหลายคนไม่เคยรู้ว่า สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่เคยเป็นอาณานิคม” ตรงกันข้าม อเมริกาคืออาณานิคมโดยกำเนิด

อเมริกาเกิดจากอาณานิคมอังกฤษ ก่อตัวขึ้นจากผู้ตั้งถิ่นฐานยุโรป แล้วจึงลุกขึ้นปฏิวัติในปี ค.ศ. 1776 ปลดแอกจากเจ้าอาณานิคม และค่อย ๆ กลายเป็นจักรวรรดิแบบใหม่ในศตวรรษต่อมา จากอดีตผู้ถูกปกครอง พลิกกลับมาเป็นผู้ปกครองโลก

มาดูทางจีนดูบ้าง ประเทศที่อารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังคงรักษาไว้อยู่

จีนเคยถูกปกครองโดยชนต่างชาติจริง มองโกลภายใต้การนำของกุบไลข่านกรีฑาทัพมาโจมตีและปกครองจีนทั้งแผ่นดิน แล้วตั้งราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1271-1368)

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ จีนไม่ได้แก้แค้นมองโกลด้วยการรบล้างเผ่าพันธุ์ แต่จีนค่อย ๆใช้วิธีกลืนกินคนที่ชนะโดยไม่รู้ตัว เพราะจีนมีภาษาเขียน มีระบบราชการ และมีแนวคิดเรื่องความชอบธรรมในการปกครองที่แข็งแรง ใครจะปกครองจีน ต้องเรียนรู้จะเป็น “จีน” เสียก่อน

ผลคือ มองโกลรุ่นแรกปกครองจีนได้ แต่รุ่นถัดมาเริ่มถูกวัฒนธรรมจีนครอบงำ และในที่สุด ระบบจีนก็ดูดกลืนผู้ปกครองกลับเข้าไป จีนไม่ได้ชนะเพราะแข็งกว่า แต่ชนะเพราะอารยธรรมเข้มแข็งกว่า

ภายหลัง จีนยังต้องผ่านยุคล่าอาณานิคมที่เจ็บปวดในศตวรรษที่ 19 ถูกบีบให้สูญเสียดินแดนและอธิปไตยบางส่วน แต่จีนก็ไม่เคยถูกกลืนจนหายไปอย่างสมบูรณ์ ยิ่งมาถึงวันนี้แล้ว จีนและอารยธรรมของเขายังคงผงาดเป็นมหาอำนาจที่กล้านั่งจ้องหน้ากับอเมริกา

แล้วไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

ฝรั่งชาวยุโรปหลายคนแปลกใจเมื่อรู้จากปากคนไทยว่า เมืองไทยเป็นชาติเดียวในแถบนี้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม

เมื่อเราพูดว่า “ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคม” เราต้องเข้าใจให้ชัดว่ามันหมายความว่าอย่างไร อย่างแรกไม่ได้แปลว่า ไทยไม่เคยแพ้ อย่างที่สอง ไม่ได้แปลว่า ไทยไม่เคยเสียดินแดน และอย่างที่สาม ไม่ได้แปลว่าไทยไม่เคยถูกบีบคั้นจากประเทศที่ใหญ่กว่า

แต่แปลว่า ไทยไม่เคยถูกกลืนจนหายไป และไม่เคยถูกปกครองโดยต่างชาติโดยตรง เพราะอาณานิคม ไม่ได้หมายถึงการแพ้ศึกเพียงครั้งเดียว แต่หมายถึง

-การถูกควบคุมอธิปไตยอย่างยาวนาน (มักเป็นสิบปี หรือหลายชั่วอายุคน)
-การถูกแทนที่ด้วยระบบปกครองของผู้ชนะ (ตั้งข้าหลวง หรือรัฐบาลหุ่นเชิด)
-การถูกกลืนวัฒนธรรม ภาษา กฎหมาย และเศรษฐกิจ(บังคับให้ใช้ภาษา ศาสนา กฎหมายของผู้ปกครอง รวมไปถึงวัฒนธรรมต่าง ๆ)
-การหมดสิทธิ์ตัดสินชะตาตนเอง (ไม่มีตัวแทนในรัฐสภา หรือถูกตัดสิทธิทางการเมือง)

เมื่อใช้เกณฑ์นี้เป็นหลัก ประวัติศาสตร์ไทยให้คำตอบค่อนข้างชัดเจน ว่ากรุงแตกไม่ใช่การตกเป็นอาณานิคม

ไทยเคยกรุงแตกถึงสองครั้ง และเป็นความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดอย่างไม่ต้องปฏิเสธ แต่ทั้งสองครั้ง ยังไม่เข้าข่ายการเป็นอาณานิคมตามนิยามข้างต้น

กรุงแตกครั้งแรก (พ.ศ. 2112) อยุธยาพ่ายแก่พม่า มีการต้อนคนไทยไปเป็นเชลยจำนวนมาก จับพระราชวงศ์บางส่วนไปเป็นตัวประกัน รวมถึงสมเด็จพระนเรศวรในวัยเยาว์

พม่าพยายามตั้งข้าหลวง แต่ไม่สามารถควบคุมอยุธยาผ่านทางข้าหลวงได้ พม่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของสังคมอยุธยา ไม่ได้บังคับให้อยุธยาเปลี่ยนภาษา หรือเพิ่มภาษาของพม่าเข้าไปในสังคม ไม่มีการเปลี่ยนศาสนาไม่ว่าจะเป็นแค่นิกาย และเมื่อผ่านไปไม่ถึงสิบปี เมื่อพระนเรศวรเติบโตและมีกำลัง ก็สามารถประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2127 อยุธยากลับคืนสถานะรัฐอิสระอีกครั้ง

กรุงแตกครั้งที่สอง (พ.ศ. 2310) อยุธยาพ่ายพม่าอีกครั้ง และครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อน เมืองถูกเผาทำลายอย่างย่อยยับ ประชากรถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเช่นเคย นี่คือความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

แต่การครอบครองของพม่าเป็นเพียงการวางกำลังทางทหารไว้คุมเชิง ในช่วงสั้น ๆ และภายในไม่ถึงปี พระยาตากสินสามารถรวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไป และสถาปนารัฐใหม่ที่กรุงธนบุรีได้อย่างรวดเร็ว

หากนี่คืออาณานิคม คงเป็นอาณานิคมที่สั้นจนไม่ทันเปลี่ยนโครงสร้างสังคม ระบบภาษา หรือวัฒนธรรมใด ๆ เลย

มาถึงยุครัตนโกสินตร์ โลกยุคใหม่ในศตวรรษที่ 19 ขณะที่ประเทศรอบข้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสแทบทั้งหมด สยามกลับสามารถรักษาอธิปไตยไว้ได้

สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะกำลังทหารของสยามเหนือกว่า แต่เป็นเพราะการทูตที่รู้เท่าทันโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะพระวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 แต่ถึงกระนั้น เราก็มีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อยในการแลกกับอธิปไตยทั้งประเทศ ในครั้งนั้น สยามต้องยอมเสียดินแดนขนาดใหญ่ ให้ฝรั่งเศส (ปัจจุบันคือลาว และกัมพูชา) และยอมเสียบางส่วนให้อังกฤษ (ปัจจุบันคือมลายูเหนือ 4 รัฐ และดินแดนบางส่วนในพม่า)

แม้เราจะเสียเปรียบทางภาษีและสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในระดับที่เกือบจะเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ แต่สถาบันหลักและอำนาจตัดสินใจทางการเมืองสุดท้ายยังคงอยู่ในมือคนไทย

และนี่เป็นประวัติศาสตร์จริง ที่ไทยไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตกในยุคที่เกือบทั้งโลกโดนหมดแล้ว

ทีนี้มาถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สถานการณ์ของไทยซับซ้อนและควรถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ทางใต้ของไทยในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 หลังจากการต่อสู้เพียงช่วงสั้น ๆ รัฐบาลไทยก็อนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านแดน และภายหลังประกาศเข้าร่วมสงครามในฝ่ายอักษะในฐานะพันธมิตรญี่ปุ่น

ในขณะเดียวกัน ขบวนการเสรีไทยภายในและต่างประเทศก็ทำงานต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งภายหลังกลายเป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญมาก

เมื่อสงครามสิ้นสุด แม้ไทยจะถูกตัดสินว่าเป็นผู้แพ้สงคราม แต่ไทยกลับไม่ถูกปกครองโดยมหาอำนาจผู้ชนะเหมือนเยอรมนีหรือญี่ปุ่น รวมไปถึงไทยไม่ถูกตั้งรัฐบาลอาณานิคม หรือรัฐบาลหุ่นเชิด เป็นอีกครั้งหนึ่งที่การทูตคือเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้ไทยรอดจากการถูกควบคุมอย่างเต็มรูปแบบ

ประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้ปราศจากการสูญเสีย ไม่ได้รอดมาอย่างสง่างามทุกครั้ง และไม่ได้แข็งแกร่งเหนือใครเสมอ แต่สิ่งที่ไทยไม่เคยสูญเสียเลย คือ

- อธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในระยะยาว
- การปกครองตนเองอย่างต่อเนื่อง
- ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาของตนเอง
- ความต่อเนื่องของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์

การพูดว่า “ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคม” ไม่ใช่การยกย่องตนเอง แต่คือการยืนยันข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ควรเข้าใจอย่างถูกต้อง

แต่การยืนยันนี้ ไม่ควรทำให้เราหลงลืมบทเรียนสำคัญว่า หนึ่ง โลกไม่เคยปรานี เห็นได้ชัดว่าเอกราชไม่เคยได้มาโดยง่าย สอง การรักษาเอกราชต้องแลกมาด้วยราคา บางครั้งเป็นราคาที่สูงมาก และสาม ไทยไม่ได้รอดเพราะโชคเพียงอย่างเดียว แต่รอดเพราะการปรับตัว การเจรจา การตัดสินใจที่ยากในแต่ละยุคสมัย

การยอมรับความจริงทั้งหมดทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น

โลกไม่เคยมีใครไม่เคยแพ้ มีแต่ใครแพ้แล้วฟื้น หรือแพ้แล้วเรียนรู้

และในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน คำถามสำคัญไม่ใช่ “เราเคยแพ้ไหม” แต่คือ ถ้าวันหนึ่งเราเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ เราจะยังปรับตัวและยืนหยัดได้อยู่หรือไม่ ตรงนี้ต่างหาก คือบททดสอบที่แท้จริงของอารยธรรม ไม่ใช่การปฏิเสธว่าเราไม่เคยล้มหรือไม่เคยแพ้ แต่คือการยอมรับความจริง แล้วเรียนรู้มัน และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้คนไทยเข้าใจประวัติศาสตร์ของตนเองอย่างสมดุล โดยไม่หลงระเริง แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรดูถูกตนเองหรือดูถูกกันเอง เพื่อให้เราภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษรักษาไว้ได้ และเรียนรู้จากสิ่งที่เราต้องสูญเสีย

เรียนรู้ว่า เอกราชไม่ได้เป็นของได้มาฟรี ๆ และเอกราชไม่ใช่ของถาวร หากเราไม่ “รักษา”ไว้
—————————

14/01/2026

“เรือสุพรรณหงส์บนจอโลก”
ฉากที่ไม่มีในนวนิยายต้นฉบับ แต่ได้สร้างประวัติศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ในปี พ.ศ. 2499 ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง “Around the World in 80 Days” หรือในชื่อไทย “80 วันรอบโลก” ออกฉายสู่โรงภาพยนตร์ทั่วโลก

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายคลาสสิกของ ฌูล เวิร์น ที่เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2416 เล่าเรื่องของ ฟิเลียส ฟ็อกก์ สุภาพบุรุษชาวอังกฤษ ผู้เดิมพันว่าเขาสามารถเดินทางรอบโลกได้ภายใน 80 วัน ผ่าน 13 ประเทศ 112 สถานที่

ไมค์ ทอดด์ ผู้อำนวยการสร้าง ตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ในแบบที่ผู้ชมจะรู้สึกราวกับได้ท่องโลกจริง เขาเลือกถ่ายทำในสถานที่จริงทั่วโลก แทนการใช้ฉากจำลองในสตูดิโอแบบที่นิยมในยุคนั้น

แต่แล้วการตัดสินใจหนึ่งก็เกิดขึ้น ในนวนิยายต้นฉบับ ตัวละครเดินทางจากกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ไปยังฮ่องกง โดยผ่านสิงคโปร์ แต่ไมค์ ทอดด์ กลับเลือกเปลี่ยนเส้นทาง

เขาให้ตัวละครเดินทางผ่าน กรุงเทพฯ แทน

และในฉากที่มีความยาวเพียง 15 วินาที ผู้ชมทั่วโลกได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือลำยาวที่หัวเรือเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดี ลำเรือประณีตด้วยฝีมือช่างหลวง ปิดทองอร่าม ฝีพายในเครื่องแบบพิธี พายอย่างพร้อมเพรียง ล่องอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา

ภาพนี้ ไม่มีในหนังสือนวนิยายต้นฉบับ และไม่มีในบทภาพยนตร์ฉบับแรก แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในฉากที่โลกจดจำฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้

เรามาตั้งคำถามเล่น ๆ กันดู
ไมค์ ทอดด์ เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอเมริกัน เขาจะรู้จัก เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ของไทยได้อย่างไร ในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีเครื่องมือค้นหา และประเทศไทยยังไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างในวันนี้ อะไรทำให้เขากล้าเปลี่ยนบทภาพยนตร์ให้ไม่ตรงกับนวนิยาย

คำถามถัดมาคือ
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือที่ใช้เฉพาะในพระราชพิธีสำคัญ แม้แต่คนไทยในยุคที่ยังไม่มีโทรทัศน์ ก็แทบไม่มีโอกาสได้เห็น แล้วชาวต่างชาติในยุคนั้นจะรู้จักได้อย่างไร

และคำถามเล่น ๆ ที่สำคัญที่สุด เหตุใดประเทศไทยจึงยอมให้ฝรั่งยืม

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ไม่ใช่วัตถุธรรมดา แต่คือสัญลักษณ์ลำดับสูงของพระราชพิธี การนำมาใช้ในช่วงที่ไม่ใช่พระราชพิธี และยิ่งเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลยของไทย

และคำตอบทั้งหมดซ่อนอยู่ใน ดนตรี ศิลปะที่ไม่เคยมีพรมแดน

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 50’s วงการดนตรีแจ๊ซเริ่มรู้จัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะนักดนตรีและนักประพันธ์เพลงแจ๊ซจากประเทศไทย พระราชนิพนธ์หลายบทได้รับการบรรเลงและกล่าวถึงในแวดวงดนตรีสากล

และ 6 ปีก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทำ ที่นิวยอร์คมีโรงละครที่ชื่อ วินเทอร์การ์เด้นเธียเตอร์ กำลังแสดงโชว์ที่มีชื่อว่า “ไมเคิล ทอดด์โชว์” ซึ่งโปรดิวเซอร์ของโชว์นี้ก็คือ ไมค์ ทอดด์ คนเดียวกับคนที่จะมาสร้างภาพยนตร์ 80 วันรอบโลก นี่แหละ

ในโชว์ยอดนิยมนี้ มีเพลงใหม่มากมาย และมีอยู่ 4 เพลงที่ใช้ชื่อผู้ประพันธ์เพลงว่า “H.M. The King of Thailand ” ซึ่งก็คือพระนามของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9)

ใช่แล้ว พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงเคยพระราชทานเพลงให้ ไมค์ ทอดด์ นำไปใช้ในการแสดง

ดังนั้น เมื่อไมค์ ทอดด์ วางแผนจะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 80 วันรอบโลก ในเอเชีย เขานึกถึงประเทศไทย และนึกถึงศิลปินท่านหนึ่งที่เขาเคยร่วมงานด้วย

เขาเชื่อว่า ศิลปินย่อมเข้าใจศิลปิน

ไมค์ ทอดด์ เปลี่ยนบทภาพยนตร์ให้เส้นทางการเดินทางมาที่กรุงเทพฯและยิ่งได้รับพระราชดำริจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า หากจะถ่ายทำในประเทศไทย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อาจเป็นภาพแทนวัฒนธรรมไทยที่งดงามที่สุด

ไมค์ ทอดด์ จึงทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตอย่างเป็นทางการ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต

การอนุญาตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อยู่ภายใต้การดูแลของหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศิลปากร กองทัพเรือ และสำนักพระราชวัง นั่นคือ การนำเรือพระที่นั่งออกมาใช้นอกวาระพระราชพิธี เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แต่ในสายตาของผู้มีวิสัยทัศน์ นี่คือโอกาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเข้าใจดีว่า ศิลปวัฒนธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อเก็บรักษาในห้องปิด แต่มีไว้เพื่อสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยง และเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน พระองค์ทรงเป็นนักดนตรี ทรงเป็นศิลปิน พระองค์ทรงทราบดีว่า ดนตรีไม่ต้องการคำแปล และศิลปวัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน

ในวันถ่ายทำ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ยาว 46.15 เมตร ล่องออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ฝีพาย 50 คนในเครื่องแบบพิธี โดยมีพระบรมมหาราชวังเป็นฉากหลัง การถ่ายทำกินเวลาหลายชั่วโมง แต่ฉากที่ปรากฏในภาพยนตร์ยาวเพียง 15 วินาที

15 วินาทีที่มีค่ามากกว่างบโฆษณาหลายล้านดอลลาร์ โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว

ในภาพยนตร์ไม่มีการลดทอนสถานะของเรือ ไม่มีการทำให้เป็นเพียงฉากประกอบ แต่เป็นการวางเรือพระที่นั่งไว้ในบริบทที่สง่างาม เทียบเท่าอารยประเทศอื่นที่ปรากฏในภาพยนตร์

เมื่อภาพยนตร์ออกฉาย ทำรายได้ราว 22 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าเป็นค่าเงินยุคนี้ก็คงประมาณสองสามร้อยล้านดอลล่าร์ ภาพยนตร์คว้ารางวัลออสการ์ 5 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โรงภาพยนตร์หลายหมื่นแห่งทั่วโลกได้ฉายหนังเรื่องนี้ และนั่นหมายความว่าผู้ชมทั้งโลกหลายสิบล้านคนได้เห็นเรือสุพรรณหงส์ของไทย

โดยไม่ต้องมีคำบรรยาย ผู้ชมก็รับรู้ได้ว่า ประเทศนี้มีอารยธรรม มีราก และมีศักดิ์ศรี

นี่คือซอฟต์พาวเวอร์ในยุคที่โลกยังไม่รู้จักคำนี้

ถึงวันนี้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ได้รับการยกย่องเป็น “เรือมรดกโลก” (World Ship Trust Maritime Heritage Award) เราคนไทยจะเห็นภาพเรือสุพรรณหงส์ปรากฏในโลโก้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ในแสตมป์หลาย ๆ รุ่น และในเหรียญกษาปณ์ รวมทั้งสื่อต่างประเทศนับไม่ถ้วนในวันที่ทุกอย่างเผยแผ่บนโลกออนไลน์ได้ง่าย ๆ จนมีบางประเทศตั้งใจจะเคลมไปเป็นของชาติตน

การตัดสินพระทัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเรื่องราวของเรือสุพรรณหงส์ในปีนั้น สอนเราว่าซอฟต์พาวเวอร์ที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากงบประมาณจำนวนมหาศาลแต่อย่างใด แต่มาจากวิสัยทัศน์ ความมั่นใจ และมิตรภาพ

เจ็ดสิบปีผ่านไปแล้ว เรือสุพรรณหงส์อันสง่างามไม่ได้ล่องอยู่แค่ในแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ล่องอยู่ในความทรงจำของคนทั้งโลก เพื่อบอกว่า แผ่นดินนี้มีอารยธรรม

และแผ่นดินนี้ชื่อ ประเทศไทย
—————

ที่อยู่

203/2 ซอยวัฒนา ถนนราษฎร์บำรุง ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
Sakhon Nakhon
47000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66956596197

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ B's Home บีส์โฮม สกลนครผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง B's Home บีส์โฮม สกลนคร:

ทางลัด

แชร์