10/07/2019
ESC 2018
"ความดัน 2018".."ใครบ้าง" ที่จะต้องกินยาลดความดันโลหิตตามกฏเกณฑ์ใหม่ล่าสุดของปี2018..นี่คืออีกหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันการเสียชีวิตจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน และ หลอดเลือดสมองแตก หรือ ตีบ หรือ อัมพฤกษ์ อัมพาต ครับ!!
วันนี้คุณ "วัดความดัน" แล้วหรือยัง !!
"ความดันโลหิตสูง" เป็น "ภัยเงียบ" ครับ เพราะ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเลย..ไม่ปวด ไม่มึนศีรษะอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้ความดันจะสูงมาก..ไม่วัดก็จะไม่รู้เลยครับ..แม้กระทั่งวัดแล้วพบว่าสูง คนไข้หลายคนยัง "เข้าใจผิดคิดว่าความดันสูงเป็นปรกติของตัวเค้าเอง" เลยครับเพราะไม่มีอาการอะไร
แต่..ที่ไม่มีอาการอะไรนี่แหละครับ..ถ้าทิ้งไว้โดยไม่รักษา..จะทำให้ "หัวใจโต".."หัวใจวายเฉียบพลัน".."หลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน".."หลอดเลือดสมองแตกหรือตีบจนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต".."ไตวาย".."จอประสาทเสื่อมจนตาบอด" กันได้ง่ายๆเลยทีเดียว
"แนวทางที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุด" ในการรักษา "ความดันโลหิตสูง" "ESC 2018" ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง "แนวทางหลัก" ของ "วงการแพทย์ทั่วโลก" ประกาศใช้เมื่อ 25 สค.2018 ในการประชุมใหญ่ของหมอโรคหัวใจ ที่ กรุงมิวนิค เยอรมนี..
ได้แนะนำกฏเกณฑ์ใหม่ๆ ใน "การดูแลรักษาความดันโลหิตสูง" ไว้อย่างนี้ครับ..
1. ขั้นตอนแรก.."การวัดความดันโลหิต"
"วิธีการวัดความดันโลหิต" เพื่อวินิจฉัย "ความดันโลหิตสูง" "วิธีการ" ต้องถูกต้องนะครับ..ตรงนี้ "สำคัญมาก" ไม่งั้นเราจะได้ "ความดันโลหิตสูงปลอม" อยู่บ่อยๆ
ต้องวัดใน "ท่านั่ง"..นั่งอย่าง "ผ่อนคลาย".."สงบเงียบ".."ไม่พูดคุย"..นั่งบน "เก้าอี้ที่มีพนักพิงหลัง" และ นั่งพักอย่างน้อย "5 นาที" ก่อนวัด
1.1 ถ้าวัดที่ "สถานพยาบาล" เช่น คลินิก หรือ โรงพยาบาล ให้วัด "3 ครั้ง" แต่ละครั้ง "ห่างกัน 1-2 นาที" แล้วนำตัวเลข "เฉพาะ 2 ครั้งหลัง" "บวกกันแล้วเฉลี่ยหาร 2" เป็น "ค่าตัวเลขความดันของครั้งนั้นๆ"
ถ้า 2 ครั้งแรก แกว่งแตกต่างกันเกิน 10 ให้วัดเพิ่มครั้งที่ 4 อีกด้วย แล้วนำตัวเลข "ครั้งที่ 3 บวกครั้งที่ 4 เฉลี่ยหาร 2" เป็น "ค่าตัวเลขความดันของครั้งนั้นๆ"
โอ้โห! คุณพยาบาลผู้วัดความดันฟังแล้วอย่าเพิ่งโกรธหมอนะครับ ดูเสียเวลาหน่อย แต่จะทำให้การวินิจฉัย "ไม่ผิดพลาด" ครับ..ยอมหน่อยนะครับ
1.2 ถ้าวัดเองด้วยเครื่อง "ที่บ้าน"
ในแต่ละวันให้วัด "ก่อนอาหารเช้า" และ "ก่อนอาหารเย็น" โดยวัด "2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 นาที" ตอนก่อนอาหารเช้า และอีก "2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 นาที" ตอนก่อนอาหารเย็น
วัดแบบนี้ "ติดต่อกัน 3 วันก่อนพบแพทย์" หรือถ้าเป็นไปได้ดีที่สุดคือ "ติดต่อกัน 6-7 วันก่อนพบแพทย์" โดยนำ "ตัวเลขที่วัดได้ทุกครั้งทั้งหมดทุกวัน" บวกกันแล้วหารเฉลี่ย" เป็น "ค่าตัวเลขความดันของครั้งนั้นๆ"
2. ขั้นตอนที่สอง..การวินิจฉัยว่าเป็น "ความดันโลหิตสูง"
2.1 ถ้าวัดที่สถานพยาบาล (คลินิก หรือ โรงพยาบาล) ใช้เกณฑ์ "140/90 ขึ้นไป" (ตัวบน 140 และ/หรือ ตัวล่าง 90 ขึ้นไป) เรียกว่าเป็น "ความดันโลหิตสูง" ครับ
140-159/90-99 คือ "ความดันโลหิตสูงระดับที่ 1"
160-179/100-109 คือ "ความดันโลหิตสูงระดับที่ 2"
180/110 ขึ้นไป คือ "ความดันโลหิตสูงระดับที่ 3"
การจะบอกว่าเป็น "ความดันโลหิตสูง" นั้นควรจะวัดได้เข้าเกณฑ์ 140/90 ขึ้นไป ในการมา"พบแพทย์ 2 ครั้ง" ด้วยนะครับ..ถ้าครั้งเดียว อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเป็น..
ยกเว้น.."ถ้าสูงระดับ 3..ครั้งเดียวนี่สรุปว่าเป็นเลยครับ"
2.2 ถ้าวัดเองที่บ้าน ใช้เกณฑ์ "135/85 ขึ้นไป" เรียกว่าเป็น "ความดันโลหิตสูง"
3. ขั้นตอนที่สาม.."ใครบ้างที่จะต้องเริ่มกินยาลดความดันเลย" และ "ใครบ้างที่จะให้เวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูก่อน"
จำง่ายๆครับ.."เริ่มกินยาเลยทุกคนที่ความดัน 140/90 ขึ้นไป"..ยกเว้น แค่ 3 กลุ่ม คือ..
- กลุ่มแรก คือ คนที่ความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 ที่ไม่มีโรคเบาหวาน, ไม่มีโรคไต, ไม่มีโรคหัวใจ, ไม่มีโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต, ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในจอประสาทตา และ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น อายุไม่เกิน 45 (ชาย) หรือ 55 (หญิง), ไม่สูบบุหรี่, ไม่มีไขมันผิดปรกติ และ ไม่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคหลอดเลือดตีบก่อนวัยอันควร
กลุ่มนี้จะให้เวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม "3-6 เดือน" ก่อนครับ ถ้ายังลงไม่ถึงเป้าหมายค่อยเริ่มกินยา
- กลุ่มที่สอง คือ คนที่อายุ 80 ปีขึ้นไป..กลุ่มนี้จะเริ่มกินยาเมื่อ "ความดันตัวบน 160 ขึ้นไป" และ/หรือ "ตัวล่าง 90 ขึ้นไป" เท่านั้น
- กลุ่มที่สาม คือ คนไข้ที่เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต(ที่พ้น3วันแล้ว) หรือ เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ..กลุ่มนี้ "บางราย" อาจจะให้กินยาเลยตั้งแต่ "ความดัน 130/85 ขึ้นไปได้เลย
4. ขั้นตอนที่สี่.."จะเริ่มต้นด้วยยาลดความดันกี่ตัว"
จำง่ายๆอีกเหมือนกันครับ.."เริ่มต้นด้วยยา 2 ตัวเสมอ" เนื่องจาก เราต้องการ "ความเร็ว" และ "ความแรง" ในการไปถึงเป้าหมาย ซึ่งเป็น "จุดที่สำคัญมาก" และ แนะนำให้ใช้ "ยาที่ผสมรวมยา 2 ตัวอยู่ในเม็ดเดียว" จะดีกว่า "ยาแยกเม็ด" เพราะคนไข้จะกินง่าย และ ไม่เบื่อที่จะกินยาหรืออยากจะหยุดยาไป
"ยกเว้น" อยู่ 4 กลุ่ม ครับ..ที่จะ "เริ่มด้วยยาตัวเดียว" ได้แก่..
กลุ่มแรก..ความดันสูงระดับที่ 1 ที่"ตัวบนน้อยกว่า 150" และไม่เป็นโรคเบาหวาน, โรคไต, โรคหัวใจ, โรคอัมพฤกษ์อัมพาต, ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในจอประสาทตา และ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
กลุ่มที่สอง..อายุ 80 ปีขึ้นไป
กลุ่มที่สาม..อายุ 65-79 ปี ที่ดูไม่แข็งแรง ดูจะหกล้มได้ง่าย หรือ มีโรคอื่นๆร่วมด้วยเยอะ
กลุ่มที่สี่..คนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต บางราย ที่แพทย์ตัดสินใจให้กินยารักษาความดันโลหิต ที่ความดันตัวบนระดับ 130-139 และ/หรือ ตัวล่าง 85-89
5. ขั้นตอนที่ห้า.."เลือกชนิดยาลดความดัน"
เลือกยากลุ่ม ACEI หรือ ARB เป็นตัวแรกเสมอ ถ้าไม่มีข้อห้าม
ตัวที่จะใช้ร่วมเป็นตัวที่ 2 คือ CCB (Calcium channel blocker) หรือ Diuretic (Thiazide หรือ Thiazide-like)
6. ขั้นตอนที่หก.."กำหนดเป้าหมายของความดันโลหิต" ดังนี้..
"ตัวบน"
ดู "อายุ" เป็นสำคัญครับ..ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็น เบาหวาน, โรคหัวใจ, อัมพฤกษ์อัมพาตหรือไม่ และ ไม่ต้องสนใจว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆมากน้อยแค่ไหน
- อายุน้อยกว่า 65 ปี..เป้าหมายคือ "120-129" (อย่าให้ต่ำกว่า 120 ด้วยนะครับ)
- อายุ 65 ปีขึ้นไป..เป้าหมายคือ "130-139" (อย่าให้ต่ำกว่า 130 ด้วยนะครับ)
- แต่ถ้ามี โรคไต..เป้าหมายคือ "130-139" ทุกช่วงอายุ
(แต่ถ้าอายุน้อยกว่า 65 อาจพุ่งเป้าไปที่ใกล้ๆ 130 หน่อยครับ เป็น 130ต้นๆ)
"ตัวล่าง"
เป้าหมาย คือ "70-79" ทุกราย
7. ขั้นตอนที่เจ็ด.."กำหนดระยะเวลา" ในการถึงเป้าหมาย ดังนี้..
- สำหรับกลุ่มความดันสูงระดับที่ 1 ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ, ไม่มีโรคไต, เบาหวาน และ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่รักษาด้วย "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยยังไม่ใช้ยา" จะให้เวลา "3-6 เดือน" ในการถึงเป้าหมาย ถ้าครบ 3-6 เดือนแล้ว ความดันยัง 140/90 ขึ้นไป
"ต้องกินยาเลย"..อย่ารอช้า
- "ทุกกลุ่มที่กินยาแล้ว"..ต้องปรับยาคุมให้ถึงเป้าหมายภายในไม่เกิน "3 เดือน"
8. ขั้นตอนที่แปด.."ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" ทุกราย
- ลดเค็ม..จำกัด "โซเดียม" ไม่เกิน 2 กรัม/วัน (เทียบเท่ากับ "เกลือแกง" ไม่เกิน 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชา/วัน)
- กินผัก ผลไม้สด, ถั่ว, ธัญพืช, โฮลเกรน
- กินกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก
- หลีกเลี่ยงกรดไขมันอิ่มตัว เช่น ของทอด ของมันต่างๆ ,น้ำมันหมู, น้ำมันปาล์ม, น้ำมันมะพร้าว
- ลดการกินเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
- กินปลา
- งดสูบบุหรี่
- ควบคุมน้ำหนักตัว..เป้าหมายคือ ดัชนีมวลกาย 20-25
และ รอบเอวไม่เกิน 80 ซม.(32 นิ้ว)(หญิง) และ 94 ซม.(37.6 นิ้ว)(ชาย)
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิกความเหนื่อยระดับปานกลาง วันละ 30 นาที..สัปดาห์ละ 5-7 วัน
- อย่าดื่มแอลกอฮอล์ถึง 14 ยูนิต/สัปดาห์ (ชาย) หรือ 8 ยูนิต/สัปดาห์ (หญิง) (1 ยูนิต = ไวน์ 125 มล.หรือ เบียร์ 250 มล.) และ สำหรับผู้ที่นานๆดื่มทีก็ควรหลีกเลี่ยง "การดื่มแบบครั้งเดียวหนักๆหักโหม" (binge drinking) เพราะมีผลต่อความดันสูงเช่นกัน
- กินอาหารที่มีโปแตสเซี่ยมสูงๆ เช่น ถั่วต่างๆ, เนื้อปลาแซลมอน, มะละกอ, กล้วย ส้ม, ลูกเกด
ท่องจำง่ายๆครับ..ลดมัน..หั่นบุหรี่..หนีเค็ม..เพิ่มผัก..ลดน้ำหนัก..ออกกำลังกาย..
สลายแอลกอฮอล์..ขอโปแตสเซี่ยม..แล้วความดันที่ดีเยี่ยม จะตามมาครับ!!
อย่างไรก็ตาม..ขอย้ำนะครับ..ว่า "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว" "ไม่สามารถทดแทนการกินยาลดความดัน" ได้..ดังนั้น ใครที่วัดความดันแล้วเข้าข่าย "อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องกินยา" ตามที่บอกไปข้างต้น ขอให้ "รีบปรึกษาแพทย์" และ "รีบกินยา" ตามแพทย์สั่งทันที "อย่ามัวแต่คุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว".."อย่ายื้อ หรือ ดีเลย์" การกินยาเด็ดขาดนะครับ เดี๋ยว "หัวใจวาย" หรือเป็น "อัมพฤกษ์ อัมพาต" ไปซะก่อน..
เพราะคนที่เป็น "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน", "โรคอัมพฤกษ์อัมพาต" หรือ "โรคไตวายจนต้องฟอกไต" นั้น "ส่วนใหญ่" มีต้นเหตุมาจาก "ความดันโลหิตสูงมาก่อน" แล้วไม่ได้รับการรักษากินยากันอย่างเหมาะสมนั่นเองครับ!!
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการดูแลความดันโลหิตของตนเอง รวมถึง แพทย์และบุคลากรที่มีหน้าที่ดูแลรักษาและให้คำแนะนำเรื่องความดันโลหิตแก่คนไข้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ...