Robert Broker Sri krung

Robert Broker Sri krung เพจพัฒนามืออาชีพประกัน

25/11/2025
25/11/2025

ข้าราชการร่วมจ่ายคืออะไร จะประกันชีวิตจะสำคัญไหม
อธิบายสิทธิเบิกจ่ายตรง ของข้าราชการ แบบเข้าใจง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจ ทำประกันสุขภาพ /โดย ลงทุนแมน
เมื่อสัปดาห์ก่อน กรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือเกี่ยวกับอัตราการเบิกจ่ายค่ายา สำหรับรักษาโรคร้ายแรงฉบับใหม่ ซึ่งครอบคลุมไปถึง ยารักษาโรคมะเร็ง โรคผิวหนังเรื้อรัง และโรคทางระบบประสาท

ซึ่งเรื่องนี้ ก็น่าจะสร้างความกังวล สำหรับคนที่ประกอบอาชีพเป็นข้าราชการ คนที่เป็นข้าราชการเกษียณอายุ หรือคนที่เป็นลูกหลานของข้าราชการ

หลาย ๆ คนก็น่าจะตั้งคำถามว่า สวัสดิการของข้าราชการนั้น ยังดีและมั่นคงอยู่หรือไม่ ?

สำหรับประเด็นใหญ่นี้ ลงทุนแมน จะมาอธิบายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โดยใช้สิทธิข้าราชการ แบบเข้าใจง่าย ๆ เผื่อไว้เป็นไอเดียให้ข้าราชการ หรือลูกหลานของข้าราชการ ได้วางแผนเกี่ยวกับสุขภาพได้ถูก

ก็ต้องบอกว่า สิทธิการเบิกจ่ายตรง หรือสิทธิข้าราชการสำหรับการรักษาพยาบาลนั้น ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเหมาจ่าย เหมือนประกันสุขภาพเจ้าต่าง ๆ ที่เวลาเกิดโรคร้ายแรงแล้ว สามารถเหมาจ่ายได้

ซึ่งจะเหมาจ่าย 1 ล้านบาท, 2 ล้านบาท, 5 ล้านบาท หรือ 10 ล้านบาท ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข แพ็กเกจ หรือค่าเบี้ยประกันตามที่ตกลง

โดยสิทธิข้าราชการ จะสามารถใช้สิทธิได้ในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ
และเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ก็สามารถใช้สิทธิได้ทั้งผู้ป่วยนอก หรือผู้ป่วยใน ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

เพียงแต่ค่ารักษาพยาบาลแต่ละรายการ จะมีเพดาน หรืออัตราการเบิกจ่ายสำหรับสิทธิข้าราชการ ว่าสามารถเบิกได้ไม่เกินเท่าไร ซึ่งอัตราการเบิกจ่าย ก็เป็นไปตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางกำหนด

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วใช้สิทธิข้าราชการในการนอนแอดมิต ที่โรงพยาบาลของรัฐ คนไข้จะสามารถ

- เบิกค่าห้องรวมค่าอาหาร สำหรับเตียงสามัญ หรือเตียงรวม ได้ไม่เกิน 400 บาทต่อวัน
- เบิกค่าห้องพิเศษ หรือห้องเดี่ยว ได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน

ถ้าหากเรตราคาเตียงพยาบาล เกินอัตราที่สามารถเบิกจ่ายตรงได้
คนไข้จะต้องออกค่าส่วนต่างเอาเอง

ยกตัวอย่าง ถ้าคนไข้เลือกห้องนอนพิเศษของโรงพยาบาลรัฐ แล้วมีค่าห้อง 2,000 บาท

คนไข้สามารถใช้สิทธิข้าราชการเบิกได้ 1,000 บาท และจะต้องจ่ายส่วนต่างเองเพิ่มอีก 1,000 บาทนั่นเอง

ซึ่งผู้ที่สามารถใช้สิทธิข้าราชการในการรักษาพยาบาลได้ ก็คือ ข้าราชการ และลูกจ้างประจำ พ่อแม่ของข้าราชการ และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มากที่สุด 3 คน

ทีนี้ เรามาดูสิทธิข้าราชการในการเข้ารับการรักษา ไปทีละข้อ เริ่มจาก

1. สิทธิผู้ป่วยนอก หรือ OPD

ก็จะได้รับค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจวิเคราะห์โรค และสามารถใช้บริการ X-ray, อัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาโรคได้

สำหรับสิทธิข้าราชการ ค่ารักษาและตรวจโรคเหล่านี้แทบทุกแห่งจะฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เว้นแต่ว่าคนไข้ เข้ามาใช้บริการนอกเวลาราชการ หรือก็คือช่วงเย็น ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์
ถ้าเป็นแบบนี้ คนไข้จะต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ด้วยตัวเอง

2. การเบิกค่ารักษาพยาบาล กรณีเป็นผู้ป่วยใน

สวัสดิการข้าราชการ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากการรักษา ทั้งค่าบริการทางการแพทย์และพยาบาล ค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าผ่าตัด ทำศัลยกรรม ค่ารักษากับแพทย์เฉพาะทาง ค่าตรวจครรภ์ คลอดบุตร และค่าอวัยวะเทียมต่าง ๆ

การรักษาพยาบาลเหล่านี้ จะสามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง โดยการเบิกจ่าย ก็จะต้องอยู่ในเงื่อนไข และเพดานราคาที่กรมบัญชีกลางได้กำหนด

นอกจากนี้ สิทธิการรักษาพยาบาล ก็ยังครอบคลุมการรักษาเฉพาะทางของโรงพยาบาลรัฐทุกประเภทอย่าง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคไต โดยข้าราชการ สามารถเบิกได้ตามอัตราสูงสุดตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดเช่นกัน

แต่ถ้าโรงพยาบาลไหน คิดค่าใช้จ่าย เกินกว่าเพดานที่สามารถเบิกจ่ายกับกรมบัญชีกลางได้
คนไข้ก็ต้องจ่ายส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลของแต่ละรายการเอาเอง

ทีนี้ มาถึงประเด็นเรื่องยาสำหรับโรคร้ายแรง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้

ซึ่งก็ต้องบอกว่า ในระบบสาธารณสุขของไทย รัฐบาลได้กำหนดลิสต์ “บัญชียาหลักแห่งชาติ” เอาไว้

บัญชียาหลักแห่งชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ยาใน”
ก็คือยาที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นยาจำเป็นต่อประชาชน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้

โดยบัญชียาหลักแห่งชาติ มักจะเป็นยาสามัญที่สถานพยาบาลทั่วไปนำมาใช้ เพื่อรักษาโรคทั่วไป หรือบรรเทาโรคเรื้อรัง อย่างเช่น

- ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะพื้นฐาน
- ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ
- ยาควบคุมโรคเรื้อรัง อย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ยาควบคุมระดับน้ำตาล หรือยาควบคุมระดับไขมัน
- วัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน
- ยาสมุนไพรไทยบางชนิด ที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งบัญชียาหลักแห่งชาติ นอกจากครอบคลุมสิทธิข้าราชการแล้ว ก็ยังครอบคลุมสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “สิทธิบัตรทอง” อีกด้วย

ก็ต้องบอกว่า สิทธิข้าราชการ ก็สามารถเบิกยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้เช่นกัน
ถ้าแพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ โดยแพทย์จะต้องรับรองเหตุผลในการสั่งใช้ยานอกบัญชีหลัก

โดยเหตุผลหลัก ๆ ก็อย่างเช่น
- ยานอกบัญชีให้ประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีกว่า
- ไม่มีบัญชียาหลัก ให้ใช้รักษาโรคที่คนไข้เป็นอยู่
- ใช้ยาในบัญชียาหลัก แล้วเกิดอาการแพ้ยาหรือมีภาวะแทรกซ้อน
อะไรทำนองนี้เป็นต้น

ทีนี้ มาถึงยาสำหรับรักษาโรคร้ายแรง อย่าง ยาโรคผิวหนังเรื้อรัง ยากลุ่มโรครูมาติก ยาโรคทางระบบประสาท
ไปจนถึงกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งหลายชนิด ทั้งยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือยาภูมิคุ้มกันบำบัดบางชนิด

สิทธิข้าราชการก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายยาเหล่านี้เช่นเดียวกัน

แต่มีเงื่อนไขตามที่บอกไว้ในตอนแรกว่า

ยารักษาโรคร้ายแรง จะต้องเป็นยาที่อยู่ในทะเบียนของกรมบัญชีกลาง และจะต้องเป็นยาที่หน่วยงานของรัฐ หรือสถานพยาบาลของรัฐเป็นผู้จัดหา

ส่วนยาชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ก็จะไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษาสำหรับข้าราชการ

แล้วยาสำหรับรักษาโรคร้ายแรงนี้ จำเป็นต้องจ่ายร่วม หรือ Copay จริงหรือไม่ ?

ก็ต้องบอกว่าล่าสุด กรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือเพื่อกำหนดอัตราการเบิกจ่ายยารักษาโรคร้ายแรงอย่าง โรคมะเร็ง โรครูมาติก และโรคผิวหนังใหม่ทั้งหมด 31 รายการ

เพื่อให้ภาครัฐประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
โดยไม่ทำให้คุณภาพในการรักษาพยาบาลนั้นแย่ลง

ซึ่งเมื่อลองเอาหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลางฉบับก่อนหน้า ไปเปรียบเทียบกับฉบับใหม่ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ มาเปรียบเทียบดู

ก็จะเห็นว่าในยา 31 รายการ มีบางรายการปรับลดอัตราการเบิกจ่าย อย่างเช่น

- ยา A รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขนาด 100 mg ปรับลดลงจาก 10,000 บาทต่อไวแอล
เหลือ 5,000 บาทต่อไวแอล

- ยา B รักษาโรครูมาตอยด์ ขนาด 100 mg ปรับลดลงจาก 3,000 บาทต่อไวแอล
เหลือ 1,500 บาทต่อไวแอล

ทีนี้ สำหรับคนที่เป็นโรคร้ายแรง แล้วใช้สิทธิข้าราชการ จะต้องจ่ายค่ายาร่วมหรือไม่ ?

เพื่อตอบคำถามนี้ เราต้องไปดูส่วนต่าง ระหว่างราคายาที่โรงพยาบาลของรัฐได้จัดซื้อ กับอัตราการเบิกจ่ายยารักษาโรคร้ายแรง ซึ่งเป็นเพดานราคาตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด

ถ้าราคายาที่รัฐจัดซื้อ สูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายยาของกรมบัญชีกลาง ก็เท่ากับว่าคนไข้ที่ใช้สิทธิข้าราชการ จะต้องจ่ายส่วนต่างหรือ Copay ให้กับโรงพยาบาลนั่นเอง

ส่วนจำนวนที่เบิกจ่าย ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยสามารถสั่งจ่ายได้ไม่จำกัดจำนวน อย่างสมมติว่า

ยา A รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
สมมติว่า ยาตัวนี้ มีราคากลางที่อ้างอิงจากกระทรวงสาธารณสุข อยู่ที่ 13,000 บาทต่อไวแอล

ซึ่งราคากลางอ้างอิงนี้ คือเพดานราคายาสูงสุด ที่รัฐสามารถจัดซื้อได้ โดยไม่ให้จัดซื้อที่ราคาสูงกว่านั้น

ถ้ารัฐมีอำนาจต่อรองมากพอ รัฐก็ไม่จำเป็นต้องซื้อยาในราคากลางที่อ้างอิงจากกระทรวง

- โดยสมมติว่า โรงพยาบาลรัฐจัดซื้อยาตัวนี้มา ในราคา 8,000 บาทต่อไวแอล
แต่อัตราการเบิกจ่ายจากกรมบัญชีกลาง อยู่ที่ 5,000 บาทต่อไวแอล

นั่นเท่ากับว่า คนไข้ที่ใช้สิทธิข้าราชการ จะต้องจ่ายค่าส่วนต่างที่ 3,000 บาทต่อไวแอล

ซึ่งถ้าหากว่าคนไข้ ใช้ยาตัวนี้ไป 5 ไวแอล ก็เท่ากับว่าส่วนต่างที่คนไข้ใช้สิทธิข้าราชการต้องจ่าย ก็เท่ากับ 5 x 3,000 บาทต่อไวแอล หรือเท่ากับ 15,000 บาทนั่นเอง

- แต่ถ้าหากว่า โรงพยาบาลรัฐสามารถจัดซื้อยาตัวนี้ มาได้ในราคาถูกที่ 4,000 บาทต่อไวแอล
แต่อัตราการเบิกจ่ายจากกรมบัญชีกลาง อยู่ที่ 5,000 บาทต่อไวแอล

นั่นเท่ากับว่า ราคายาไม่เกินอัตราการเบิกจ่ายที่กำหนด
เมื่อเป็นแบบนี้ ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิข้าราชการ ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายร่วม

หรือก็คือ ในเรื่องราคายารักษาโรคร้ายแรง โรงพยาบาลของรัฐ ไม่จำเป็นต้องจัดซื้อยาในราคาสูงเท่ากับราคากลางของยา
ที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขเสมอไป

ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เป็นสรุปคร่าว ๆ เกี่ยวกับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล กรณีสิทธิข้าราชการ หรือเบิกจ่ายตรง

เพื่อให้เป็นข้อมูล หรือเป็นแนวทางสำหรับใครก็ตาม ที่ประกอบอาชีพรับราชการ หรือลูกหลานที่มีพ่อแม่เป็นข้าราชการ ได้นำไปวางแผนสุขภาพ อย่างเช่น การซื้อประกัน และวางแผนทางด้านการเงินต่อไป..

โดยรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม เราสามารถเข้าไปดูได้
ที่หนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง ตามลิงก์ในคอมเมนต์ด้านล่างนี้

25/11/2025

📲 ติดต่อปรึกษาด้าน #ประกันภัยรถยนต์ พ.ร.บ. ได้ทุกวัน..ไม่มีวันหยุดครับ 😊

✳️✳️ จ่ายเบี้ยหลักร้อย..คุ้มครองครึ่งล้าน

👍 จ่ายเบี้ย พ.ร.บ. เพียงน้อยนิด คุ้มครองชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

🚨ไม่ทำ พ.ร.บ. มีแต่เสียกับเสีย
⚠️(**มีโทษปรับ!!**)
*เจ้าของรถมีโทษปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท
*ผู้ใช้รถมีโทษปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท
*เจ้าของรถนำรถไปใช้ มีโทษปรับทั้งสอง
กระทงความผิดรวมไม่เกิน 20,000 บาท

⛑️ค่าเสียหายเบื้องต้น
ㆍกรณีบาดเจ็บ จะได้รับค่ารักษาพยาบาล
ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/คน
ㆍกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพอย่างถาวร จะได้รับค่าปลงศพหรือค่าชดเชย
จำนวน 35,000 บาท/คน
ㆍ2 กรณีรวมกันแล้วไม่เกิน 65,000 บาท/คน

📝 ค่าสินไหมทดแทน
ㆍกรณีบาดเจ็บ จะได้รับค่ารักษาพยาบาล รายละ ไม่เกิน 80,000 บาท
ㆍกรณีสูญเสียอวัยวะ จะได้รับค่าสินไหมทดแทนรายละ 200,000-500,000 บาท แล้วแต่กรณี
ㆍกรณีทุพพลภาพอย่างถาวร จะได้รับค่าสินไหมทดแทนรายละ 300,000 บาท
ㆍกรณีทุพพลภาพถารสิ้นเชิง หรือเสียชีวิต จะได้รับค่าสินไหมทดแทน รายละ 500,000 บาท
ㆍกรณีพักรักษาตัวในสถานพยาบาลจะได้รับค่าชดเชยวันละ 200 บาท (ไม่เกิน 20 วัน)
(**ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น สำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายต้องรับผิด)

📲 ติดต่อปรึกษาด้าน #ประกันภัยรถยนต์ พ.ร.บ. ได้ทุกวัน..ไม่มีวันหยุดครับ 😊

25/11/2025

อาชีพแพทย์ในประเทศไทย​
(ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ, แพทย์โรงพยาบาลเอกชน หรือแพทย์เปิดคลินิกเอง) มีภาระภาษีที่เกี่ยวข้องหลายด้านครับ ผมสรุปให้เห็นเป็นภาพรวมดังนี้:

🔹 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax – PIT)

แพทย์ส่วนใหญ่มีรายได้สูง ทำให้เข้าสู่ อัตราภาษีก้าวหน้า 5–35%
กรณีรายได้ แพทย์ประจำ (เงินเดือน) → หักภาษีที่จ่ายผ่าน Payroll โดยโรงพยาบาล (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 50 ทวิ)

แพทย์ part-time / ค่าเวร / ค่าตอบแทนเฉพาะกิจ → ได้รับ 50 ทวิ จากโรงพยาบาล/คลินิก ต้องนำมารวมยื่นภาษีสิ้นปี

แพทย์เปิดคลินิกเอง → ถือเป็น เงินได้มาตรา 40(8) (เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย 60% หรือแบบ จริงตามบัญชี

🔹 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

บริการด้านการรักษาพยาบาล ได้รับการยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ก) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
แต่ถ้าแพทย์ทำธุรกิจอื่นร่วม เช่น ขายอาหารเสริม, เครื่องมือแพทย์, บริการตรวจสุขภาพเชิงพาณิชย์บางประเภท → อาจต้องจด VAT หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี

🔹 3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax – CIT)

ถ้าแพทย์รวมตัวกันตั้ง บริษัท/ห้างหุ้นส่วน เพื่อทำคลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชน → ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ของกำไรสุทธิ
และมี ภาษีเงินปันผล เมื่อจ่ายผลกำไรให้ผู้ถือหุ้น (หัก ณ ที่จ่าย 10%)

🔹 4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ / อื่น ๆ

หากคลินิกมี รายได้จากการให้กู้ยืมเงิน, ซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไร → อาจเข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่ไม่ใช่กิจกรรมปกติของอาชีพแพทย์)
หากมีอสังหาริมทรัพย์ใช้ทำธุรกิจ → ต้องเสีย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามกฎหมายใหม่ (2563)

🔹 5. สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แพทย์ใช้ได้

หักค่าใช้จ่าย
หากเป็นรายได้วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(8)) → หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ได้เลย
ถ้าทำบัญชีรายรับ–รายจ่ายจริง → หักได้ตามจริง (เช่น ค่าเช่าคลินิก, ค่าพนักงาน, ค่าวัสดุอุปกรณ์การแพทย์ ฯลฯ)

ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา
ลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว ประกันชีวิต RMF SSF กบข. ดอกเบี้ยบ้าน ฯลฯ (เหมือนประชาชนทั่วไป)
ค่าใช้จ่ายวิชาชีพ (ถ้าเลือกแบบจริง) → เช่น ค่าหนังสือวิชาการ, ค่าลงทะเบียนอบรมแพทย์, ค่าสัมมนา ฯลฯ

การวางแผนภาษีผ่านนิติบุคคล
แพทย์บางท่านเลือกจดบริษัท/ห้างหุ้นส่วน เพื่อจัดการรายได้ (เพราะภาษีนิติบุคคล 20% อาจถูกกว่าภาษีก้าวหน้าบุคคลธรรมดาที่ 30–35%)
แต่ต้องคำนวณเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายการจัดตั้งและบริหารบริษัท

🔹 6. ภาษีจากรายได้เสริม

วิจัย / บรรยาย / รับเชิญสอนพิเศษ → ถือเป็นเงินได้มาตรา 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่กรณี ต้องนำมารวมยื่นภาษี
รายได้จากต่างประเทศ (เช่น รับค่าที่ปรึกษาออนไลน์, ทำงานวิจัยกับองค์กรต่างชาติ) → ต้องเสียภาษีในไทย หากโอนเข้ามา (ตามกฎใหม่ปี 2568 ที่ให้ยกเว้นถ้าโอนเข้าภายใน 12 เดือน)

✅ สรุป:

แพทย์มีภาระภาษีหลักคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า)

รายได้จากการรักษา ยกเว้น VAT
ถ้าเปิดคลินิกในรูปแบบบริษัท ต้องเสีย CIT + ภาษีปันผล
สามารถใช้การวางแผนภาษี เช่น หักค่าใช้จ่ายจริง, ลงทุนกองทุนเพื่อการเกษียณ, หรือจดนิติบุคคล เพื่อประหยัดภาษี

สำหรับการบริหารภาษีนิติบุคคล ประกัน​คีย์แมน​ เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ในการช่วยวางแผนภาษีได้เป็นอย่างดีครับ

#อาจารย์เทพ
#อาจารย์พิตติพัตน์
#พี่เทพพร
#ภาษีบุคคล
#ประกันคีย์แมน

25/11/2025

💙เข้าใจ 8 คำนี้ = ใช้ประกันได้ถูกต้อง เคลมได้ง่าย เลือกแบบที่ใช่ได้เร็วขึ้น ที่สำคัญ…ช่วยป้องกันปัญหา “ทำแล้วไม่ตรงใจ” หรือ “เคลมไม่ได้” ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ประกันสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้อง “เข้าใจศัพท์สำคัญ” ก่อนเซ็น เพื่อใช้สิทธิ์ให้คุ้มที่สุด
1️⃣IPD (ผู้ป่วยใน) การรักษาที่ “ต้องนอนโรงพยาบาล” อย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือแพทย์สั่งแอดมิต สิทธิ์ IPD จะครอบคลุมค่าห้อง–อาหาร–ยา–แพทย์–ผ่าตัดตามวงเงินที่ระบุในกรมธรรม์ ยิ่ง IPD วงเงินสูงขึ้น เบี้ยประกันก็จะยิ่งแพงขึ้น
2️⃣OPD (ผู้ป่วยนอก) รักษาแบบ “ไป–กลับ” โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เช่น ไข้หวัด ตรวจโรคทั่วไป มักมีจำกัดจำนวนครั้ง หรือวงเงินต่อครั้ง หลายคนคิดว่า OPD สำคัญที่สุด แต่จริง ๆ IPD เสี่ยงใช้เงินก้อนใหญ่กว่า
3️⃣Deductible (หักส่วนแรก) จำนวนเงินที่ลูกค้าต้องจ่ายเองก่อนประกันเริ่มจ่าย เช่น Deductible 20,000 หมายถึง ปีเราต้องจ่ายเอง 20,000 ส่วนเกินบริษัทออกให้ แบบประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไขนี้ ช่วยทำให้เบี้ยประกันถูกลงมาก เหมาะกับคนมีสวัสดิการหรือเงินสำรองบางส่วน
4️⃣Co-payment / Co-pay (ส่วนร่วมจ่าย) ลูกค้าต้องร่วมจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด เช่น Co-pay 10% หมายถึง บริษัทจ่าย 90% ลูกค้าจ่าย 10% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบบประกันประเภทนี้เบี้ยจะถูกลงมาก แต่ต้องรู้ตัวว่า “เราเป็นผู้ร่วมจ่ายบางส่วน” ก่อนเซ็น
5️⃣Waiting Period (ระยะเวลารอคอย) ช่วงเวลาที่ “ยังเคลมไม่ได้” หลังเริ่มกรมธรรม์ โรคทั่วไป 30 วัน โรคร้ายแรงบางโรค 90–120 วัน ทำตอนป่วยแล้วเคลมไม่ได้ กรมธรรม์อนุมัติแล้วแต่ป่วยในระยะเวลารอคอย ก็ยังเคลมไม่ได้ ต้องสำรองจ่าย และได้รับการตรวจสอบ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำประกันต้องทราบเรื่องนี้ ต้องวางแผนทำก่อนป่วย ทำตอนสุขภาพดี เพื่อให้เมื่อถึงคราวป่วยต้องเคลมจะได้เบิกได้ไม่มีปัญหา
6️⃣Pre-existing Condition (โรคที่เป็นมาก่อนทำ) โรคที่มีมาก่อนวันทำประกัน เช่น หมอนรอง, ไทรอยด์, เบาหวาน ส่วนใหญ่ “ไม่คุ้มครอง” หรือมีเงื่อนไขพิเศษ ต้องเปิดเผยก่อนทำเสมอ ไม่เปิดเผย = เสี่ยงเคลมไม่ได้ เพราะถือว่า “แจ้งข้อมูลไม่ถูกต้อง”
7️⃣Exclusion (ข้อยกเว้น) รายการ “เหตุ/โรค/อาการ” ที่ประกันไม่คุ้มครอง เช่น ศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม บาดเจ็บจากทะเลาะวิวาท โรคที่เป็นก่อนทำประกัน การเข้าใจข้อยกเว้น คือหัวใจของการไม่ให้มีปัญหาเคลมภายหลัง
8️⃣Premium (ค่าเบี้ยประกัน) เงินที่ต้องจ่ายเพื่อรับความคุ้มครอง ประกันสุขภาพปกติเป็นแผนเบี้ย “ปรับเพิ่มตามอายุ” ไม่ได้เป็นแบบเบี้ยคงที่ ต้องทราบเรื่องนี้เพื่อประเมินว่าจ่ายไหวไหมในระยะยาว ประกันดีต้อง “จ่ายไหวตลอดสัญญา” ไม่ใช่แค่จ่ายไหวปีแรก

25/11/2025
ภาพรวมโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2568 (ค.ศ. 2025) ในประเทศไทย โดยสรุปแยกตามกลุ่มอย่างเป็นระบบ เข้าใ...
09/10/2025

ภาพรวมโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2568 (ค.ศ. 2025) ในประเทศไทย โดยสรุปแยกตามกลุ่มอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย ดังนี้ครับ:

1. สิทธิพื้นฐาน: ลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

ผู้เสียภาษีลดหย่อนได้ 60,000 บาท
คู่สมรส (ไม่มีรายได้) ลดหย่อนได้อีก 60,000 บาท
👩‍👦‍👦บุตรตามเงื่อนไข:
บุตรคนแรก: 30,000 บาท
บุตรคนที่ 2 ขึ้นไป (เกิดปี 2561 เป็นต้นไป): 60,000 บาท ต่อคน
👫พ่อแม่ (อายุ ≥ 60 ปี และรายได้ ≤ 30,000 บาทต่อปี): 30,000 บาท/คน
🧑‍🦽 ผู้พิการหรือทุพพลภาพ (ที่อยู่ในความดูแล): 60,000 บาท/คน
🫄 ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร: ลดหย่อนได้จริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

2. ประกันภัย เงินออม การลงทุน และกองทุน

ประกันสังคม: ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
ประกันชีวิต/สะสมทรัพย์ (คุ้มครอง ≥ 10 ปี): ไม่เกิน 100,000 บาท (รวมกับประกันสุขภาพ)
ประกันสุขภาพ (ตัวเอง): สูงสุด 25,000 บาท รวมกับประกันชีวิตรวมต้องไม่เกิน 100,000 บาท
ประกันสุขภาพพ่อแม่: ไม่เกิน 15,000 บาท/คน
ประกันชีวิตแบบบำนาญ: สูงสุด 200,000 บาท หรือ 15% ของเงินได้, รวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณ ≤ 500,000 บาท
กองทุนเพื่อการเกษียณ (RMF): สูงสุด 30% ของรายได้, แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กบข. / พวกรวม: สูงสุด 15% ของรายได้, ไม่เกิน 500,000 บาท (รวมกับ RMF เป็นต้น)
SSF (กองทุนรวมเพื่อการออม): ไม่เกิน 30% ของรายได้, สูงสุด 200,000 บาท, และรวมกับกองทุนอื่น ≤ 500,000 บาท
กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ): จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท, รวมกับกองทุนอื่น ≤ 500,000 บาท
กองทุน Thai ESG: สูงสุด 30% ของรายได้, ไม่เกิน 300,000 บาท; เงื่อนไขถือหน่วยลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนด

3. การบริจาคเพื่อการลดหย่อนภาษี

บริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา สังคม และสถานพยาบาลรัฐ: หักได้ 2 เท่า ของเงินบริจาค แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
บริจาคทั่วไป: หักได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักลดหย่อน
บริจาคให้พรรคการเมือง: สูงสุด 10,000 บาท

4. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Easy E-Receipt 2.0: ลดหย่อนได้สูงสุด 50,000 บาท จากการใช้จ่ายผ่าน e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ระหว่าง 16 ม.ค. – 28 ก.พ. 2568 แบ่งเป็น:
ลดหย่อนได้ 30,000 บาท จากสินค้าหรือบริการทั่วไป
ลดหย่อนได้ 20,000 บาท จากสินค้า OTOP, วิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม
ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย: หักได้ตามจริงสูงสุด 100,000 บาท/ปี
ค่าสร้างบ้านใหม่ (ปี 2567–2568): ลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อทุกๆ 1 ล้านบาท ที่จ่ายจริง, สูงสุด 100,000 บาท

จะปลายปีแล้ว อย่าลืมสำรวจ สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีกันนะครับ

#อาจารย์เทพ
#อาจารย์พิตติพัตน์
#พี่เทพพร

ที่อยู่

Ubon Ratchathani
34000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Robert Broker Sri krungผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Robert Broker Sri krung:

แชร์